ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นเพราะหลังจากที่ถูกดังมานั่งยังเก้าอี้แต่งหน้าช่างหน้าช่างผมก็เข้ามารุมล้อมผมจนตาลายไปหมดหลายครั้งที่ผมพยายามจะลุกเดินหนีแต่ก็ถูกจับกดลงกับที่นั่งด้วยมือใหญ่ๆของช่างทำผมสาวประเภทสองตัวใหญ่กว่าผมราวๆสองเท่า
“ไม่นะ...ไม่เอา!” ผมแหกปากลั่นห้องเมื่อเขาพยายามจับผมใส่ชุดกระโปรงสีขาวลูกไม้เปิดไหล่ซึ่งเป็ชุดเ้าสาวหลังจากที่จับแต่งหน้าทำผมให้เรียบร้อย
พวกเขาจะต้องเสียสติไปแล้วหรือไม่ก็ต้องสมองกระทบกระเทือนเป็แน่ถึงได้คิดจะจับผมมาแต่งตัวปลอมเป็เ้าสาวเข้าพิธีแทนพี่สาวแบบนี้แล้วมันเื่อะไรที่ผมจะต้องยอมผมไม่ใช่คนสร้างหนี้และทำไมผมต้องมารับผิดชอบเื่บ้าๆพวกนี้ด้วย
“เฉยๆ นะตาภีมแกอยากให้แม่ขายหน้าคนทั้งประเทศเพราะพี่แกหายตัวไปกลางงานแต่งตัวเองหรือไง”แม่ดุด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด มือข้างหนึ่งก็จับผมที่ยังใส่แค่เกาะอกกับอันเดอร์แวร์ขาสั้นไว้แน่นอีกมือก็ง้างขึ้นหมายจะตีเพื่อลงโทษที่ดื้อไม่ยอมทำตาม
“แล้วผมเกี่ยวอะไรด้วยเล่า!” ผมโวยวายเื่อะไรที่ผมจะต้องมารับผิดชอบด้วย
ไม่แฟร์เลย!
“เงียบนะตาภีมทำไมแกดื้อแบบนี้นะ แกรู้ไหมงานนี้คนมากี่ร้อย แกจะให้ฉันกับท่านเกษมเสียหน้าไม่ได้นะ”แม่กระชากแขนผมเข้ามาหากระซิบลอดไรฟัน
ผมกัดริมฝีปากตนเองแน่นทำไมผมต้องรับผิดชอบด้วยเื่ทั้งหมดก็แม่กับพี่ภัทรเป็คนสร้างไม่ใช่เหรอ และผมเกี่ยวอะไรด้วยคนที่ควรจะรับผิดชอบเื่นี้คือพี่ภัทรลูกรักของแม่นู้น
“เยลลี่ ปีโป้จัดการ” แม่ปล่อยผมเป็อิสระแล้วให้สาวประเภทสองร่างั์ที่เป็ช่างทำผมช่างแต่งหน้าเข้ามาจัดการจับผมแต่งตัว
ใช้เวลาเกือบยี่สิบนาทีกว่าจะจับผมแต่งตัวให้เรียบร้อยทั้งยังเสียเวลามาเติมแป้งจัดทรงผมใหม่อีกรอบตอนนี้ผมเลยได้แต่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ตรงเก้าอี้ในห้องแต่งตัวโดยมีแม่นั่งอยู่ข้างๆ
“แม่ทำแบบนี้ทำไม” ผมถามเสียงขุ่นและออกอาการฮึดฮัดเล็กน้อยมือก็จับกระโปรงทึ้งไปมาอย่างรำคาญ
“เอาน่าภีมถือว่าขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน “
“แม่!”
“เอาน่า เห็นแก่หน้าแม่ หน้าท่านรัฐมนตรีเกษมในงานน่ะนักข่าวเต็มไปหมดเราจะทำให้ท่านขายหน้าเพราะพี่สาวไม่รักดีของแกหายไปน่ะเหรอ”
นี่เป็ครั้งแรกหรือเปล่านะที่ผมได้ยินแม่ว่าพี่ภัทรแบบนี้เพราะถ้าตามปกติก็คงจะหาข้ออ้างสารพัดเพื่อเข้าข้างพี่สาวผมอยู่ดีแต่แม่ก็คือแม่เื่อะไรที่ผมจะมองไม่ออก ท่านน่ะเห็นผมดื้อด้านไม่ยอมฟังก็คงจะหวังใช้น้ำเย็นเข้าลูบให้ผมโอนอ่อนตามแล้วลูกแบบผมจะทำยังไงสุดท้ายก็คงได้แต่ทำตามอย่างเชื่องๆ
“แล้วถ้าเขาจับได้จะไม่อายกว่าเหรอแม่” ผมถามอย่างกังวล
“เอาน่า ยังไงทางนั้นเขาก็ไม่รู้หรอกยังไงแกกับพี่แกก็หน้าเหมือนกันอย่างกับแกะ” แม่บอก
แต่ผมก็อดที่จะเป็กังวลไม่ได้แม้ว่าผมกับพี่ภัทรเป็แฝดกันแต่ก็แฝดคนละฝาถึงหน้าตาจะคล้ายกันมากจนแทบแยกไม่ออกแต่ผมก็ผู้ชายไม่มีทางที่จะเป็ผู้หญิงได้หรอกถ้าทางฝ่ายเ้าบ่าวรู้ว่าแม่ย้อมแมวขายหลอกให้ลูกชายเขามาแต่งงานกับลูกชายตัวเองมีหวังได้ขายหน้าหนักกว่าเดิมหรืออาจจะถูกเรียกร้องค่าเสียหายจนหมดตัวของจริงก็ได้
“ก็บอกไปว่าพี่ภัทรไม่สบายเข้าโรงพยาบาลกะทันหันก็ได้นี่แม่”
“เอ๊ะ! ตาภีมนี่ยังไงไม่ต้องคิดมากออกไปทำหน้าที่แทนพี่แกได้แล้ว”แม่จบคำถามด้วยการหมุนตัวเดินออกไปจากห้อง
สุดท้ายแล้วแม่ก็ยังเลือกที่จะเข้าข้างพี่ภัทรเหมือนอย่างเคยตอนนี้ผมเริ่มชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองเป็ฝาแฝดกับพี่สาวจริงๆหรือว่าผมเป็เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงแต่บังเอิญหน้าตาคล้ายกับพี่ภัทรมากกันแน่
“...”
“ไม่เป็ไรค่ะน้องภีมเชื่อมือพี่ไม่มีใครจำได้แน่นอน” เป็พี่ปีโป้ที่เข้ามาปลอบผม ถึงจะเข้าใจกันคนละอย่างก็เถอะ
“ครับ ขอโทษนะครับที่ทำให้เหนื่อยแล้วก็วุ่นวาย” ผมบอกแล้วเดินออกไปจากห้องเมื่อใกล้ถึงเวลาพิธี
ผมเดินออกมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง กระโปรงนี่มันก็น่ารำคาญมากๆเดินก็ยากแถมยกทรงที่ด้านในเต็มไปด้วยกระดาษทิชชูที่แอบขโมยมาจากห้องน้ำโรงแรมก็ทำให้ร้อนอบอ้าวมากจริงๆ
รำคาญโว้ย!!
“ทำไมเดินยากอย่างนี้วะ” ผมสบถเบาๆเตะกระโปรงที่คลุมเท้าออกไปด้านหน้าที่ก้าวเดินไปนิดเดียวก็เหยียบชายมันสะดุดกึกๆหลายรอบจนอยากจะตัดมันทิ้งตรงนี้
“อดทนหน่อยนะคะ” พี่เด่นเดือนที่เดินตามหลังก็รีบวิ่งมาช่วยจัดกระโปรงและบอกว่าให้ใช้มือถือกระโปรงขึ้นเพื่อที่จะได้เดินสะดวก
แต่อุปสรรคก็ไม่ได้มีเท่านี้เนื่องจากไอ้ส้นสูงที่ใส่มันก็สูงเอาการอยู่ทำให้เดินเท้าพลิกไปหลายรอบกว่าจะถึงห้องจัดเลี้ยง
เมื่อประตูห้องจัดเลี้ยงเปิดออกผมค่อยๆทิ้งชายกระโปรงลงพื้นพร้อมยิ้มแกนๆเดินเข้าไปในงานที่มีแต่เสียงบรรเลงเพลงจากเปียโนหลังใหญ่ ผู้คนที่สนทนาพาทีกันเซ็งแซ่ก็เงียบลงพร้อมใจกันหันมองมาที่ผมเป็จุดเดียวมันทำให้รู้สึกประหม่าไปบ้างแต่ก็ต้องฝืนยิ้มแล้วเดินเข้ามาด้วยความมั่นใจ
“...”ผมยิ้มแบบเขินๆ ให้คนในงานตั้งใจว่าตัวเองจะเดินเข้างานอย่างสง่าได้แต่สองก้าวผมก็พลิกตกส้นสูงจนได้ด้วยความรำคาญผมจึงจัดการถอดรองเท้ามันกลางงานเลยเดินด้วยเท้าเปลือยเปล่ามือข้างหนึ่งถือรองเท้าส้นสูงเ้าปัญหาตรงไปยังชุดโซฟาที่แม่กำลังนั่งอยู่กับท่านรัฐมนตรีเกษมพ่อของคุณพชรเ้าบ่าวของพี่ภัทร
“น้องภัทรมาแล้ว” แม่รีบลุกเดินเข้ามาเกาะแขนผมทันที “แกอย่าทำเสียเื่นะ” แม่กัดฟันพูดกระซิบที่ด้านหลังของผมแล้วหันไปปั้นหน้ายิ้มให้รัฐมนตรีเกษมและลูกชาย
“สวัสดี ค...ค่ะ” ผมเกือบหลุดปากพูด ‘ครับ’ ไปเสียงแล้วถ้าไม่ได้เป็หน้าของแม่ที่มองอยู่ตลอด
“หนูภัทรนี่สวยเหมือนแม่เลยนะ” เหอะๆ ยอกันเข้าไปสังคมนี่มันอะไรกันใส่หน้ากากเข้าหากันทั้งนั้น
“อู้ยย ขอบคุณค่ะท่าน” แม่พูดจีบปากจีบคอจนผมมองบนก็หลายครั้ง“อย่า
ยอมากนะคะเดี๊ยนเขิน” แม่ยิ้มแบบเหนียมอายเหมือนสาววัยแรกแย้มที่ถูกผู้ชายชมอย่างนั้นแหละอายุปูนนี้ยังจะมีฟีลลิ่งแบบนั้นอีกเหรอแม่
“ได้เวลาขึ้นไปบนเวทีแล้วน่ะ” ท่านรัฐมนตรีเกษมบอกด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นจนผมรู้สึกผิดในใจขึ้นมาที่ต้องมาหลอกลวงเขากับลูกชายแบบนี้
คุณลุงผมขอโทษ
“เชิญ” คุณพชรบอกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทำให้ผมที่กำลังจะยิ้มให้ชะงักหุบยิ้มแทบไม่ทันคนบ้าอะไรเ็าชะมัดเลย เพราะนี่หรือเปล่านะพี่ภัทรถึงหนีงานแต่ง
“ค...ค่ะ” ผมส่งมือไปจับกับมือของคุณพชรที่ยื่นมาให้จับ
“ไม่ต้องเขินขนาดนั้นก็ได้” เสียงเรียบพูดขึ้นระหว่างที่มือเขาก็จับแขนผมดึงให้เดินไปข้างหน้าโดยที่ผมเดินตามหลังของเขาคำพูดนั้นทำให้ผมชะงักไป “เป็อะไร”
“ปะ...เปล่าค่ะ”
“ก็ดี อย่าได้ริจะคิดอะไรเกินเลยเพราะเธอก็รู้ั้แ่ต้นว่าการแต่งงานนี้จัดขึ้นเพื่ออะไร”เขาบอกเสียงเรียบอีกตามเคยผมแอบมองเสี้ยวหน้ากับสายตาที่มองตรงไปยังเวทีอย่างหวั่นใจ
ผู้ชายแบบนี้เหรอที่แม่จะให้พี่ภัทรแต่งงานอยู่กินด้วยคนแบบนี้จะทำให้
พี่ภัทรมีความสุขจริงๆ เหรอเขาจะรักพี่ภัทรจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ตอนนี้ผมรับประกันเลยว่าเขาไม่ได้มีความชอบอะไรในตัวพี่ภัทรแม้แต่น้อยเหมือนกับว่าที่ทำไปนั้นเพราะความ้าของผู้ใหญ่เท่านั้น
ผมไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่ยิ้มและเดินทำหน้าสร้างภาพมีความสุขต่อไปเนื่องจากรู้ว่างานแต่งงานครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อะไร เพื่อชดใช้หนี้สินที่ติดค้างอยู่กับตระกูลระพีพรรณเท่านั้นและตอนนี้ผมก็แค่มาทำหน้าที่แทนสาวที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก็เท่านั้นวันใดที่เราตามหาพี่ภัทรพบหน้าที่เ้าสาวปลอมๆ ของผมก็จะจบลงด้วย
เราเดินขึ้นมาบนเวทีแสงไฟก็ส่องมาที่เราเป็จุดเดียวภาพด้านหน้าพร่าเลือนไปหมดเพราะไฟที่ส่องกระทบกับดวงตาพิธีการถูกดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนผมไม่รู้ว่ามันจบลงเมื่อไหร่รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มืออุ่นๆ นั้นคว้าข้อมือผมแล้วออกแรงดึงเพื่อให้ผมเดินตามไป
“ไปไหนค...คะ”
“ตัดเค้ก” เขาบอกเสียงนิ่ง
เมื่อเรามาหยุดอยู่หน้าเค้กปอนด์ใหญ่สูงห้าชั้นตรงหน้าผมอดที่จะรู้สึกหิวไม่ได้เค้กครีมสีขาวที่ประดับด้วยดอกกุหลาบสีหวานทำจากน้ำตาลครีมหลากสี กลิ่นวานิลลาหอมๆ ทำให้ผมเผลอตัวแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความหิว
“ตัดไปให้ผู้ใหญ่ก่อนเดี๋ยวค่อยมากินหลังงานเลิก” เขายื่นหน้ามากระซิบข้างๆหูเหมือนอ่านใจได้ ผมยู่ปากนิดๆ เขาจึงยกมือขึ้นมาตีที่ปากผมเบาๆ เรียกเสียงฮือฮาจากคนในงานได้อย่างดีมันไม่ใช่เสียงใหรืออะไรแต่เป็เสียงโห่ล้อเลียนเสียมากกว่า
“แหมเ้าบ่าวเ้าสาวนี่หวานกันจริงๆ เลยนะครับ” พิธีกรในงานก็ไม่วายที่จะชงเรียกเสียงกรีดร้องของบรรดาแขกในงานให้ดังขึ้นไปอีก“ขนาดเค้กงานแต่งที่ว่าหวานยังต้องยอมแพ้ให้กับความหวานของคู่บ่าวสาวนะครับ”
“ตัดเค้กก่อน” เขาบอกอีกครั้ง
เขาว่ากันว่าถ้าตอนตัดเค้กมือใครอยู่บนคนนั้นจะเป็ใหญ่ในบ้านผมจึงวางมือลงบนมือเขาที่จับมีดตัดเค้กแล้วค่อยๆ ตัดลงมาอย่างระวังแล้วเอามีดอันเล็กมาตัดส่วนฐานแบ่งออกไปให้แม่ของผมและท่านรัฐมนตรีเกษมคนละชิ้น
เราเดินกลับไปกล่าวขอบคุณแขกเล็กน้อยก่อนที่จะลงไปเปิดฟลอร์เต้นรำเล็กน้อยแต่ระหว่างที่เรากำลังเต้นรำกันอยู่เท้าเ้ากรรมของผมก็ดันไปเหยียบเข้ากับชายกระโปรงที่รุ่มร่ามจนเซไปชนร่างสูงข้างกาย
“ขอ...”
“พอแล้วแหละ” เขาบอกแทรกขึ้นมาก่อนที่ผมจะขอโทษด้วยซ้ำคุณพชรโค้งตัวลงแทนคำขอบคุณส่วนผมก็จับกระโปรงกางออกข้างหนึ่งแล้วย่อตัวถอนสายบัวก่อนที่เขาจะดึงผมออกมา
“เลิกเต้นกันแล้วเหรอ” แม่ถามขึ้นแล้วหันมามองผมดุๆ
“ครับ/ครับ” ผมกับคุณพชรพูดออกมาพร้อมกันทันควันก่อนที่ผมจะยกมือขึ้นปิดปากที่หลุดพูดออกมา ก้มหน้าซ่อนสีหน้าที่ใไว้
“ค...ค่ะ ภัทรเหนื่อย พชรเลยพาออกมา” ผมแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ
“แกไปหาอะไรมาให้น้องกินไป” ท่านรัฐมนตรีเกษมหันไปบอกลูกชาย
คุณพชรชักสีหน้าแต่ก็ยอมเดินไปตักอาหารมาให้ผมมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินไปตักอาหารตรงโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆ พลางคิดว่าคนแบบนี้หรือที่จะมาเป็พี่เขยของผมในสายตานอนนี้เขาเหมือนคนที่ไม่สนใจ ไม่แคร์ใคร และพร้อมที่จะหักหน้าทุกๆคนหรือผมอาจจะคิดมากเกินไปแต่การที่ผมเพิ่งรู้จักเขาได้ไม่นานก็ไม่สามารถเอาความรู้สึกไม่ดีเ่าั้ไปตัดสินเขาได้ยังไงก็คงต้องดูพฤติกรรมต่อไปก่อน
ระหว่างที่ร่างสูงแยกออกไปเหลือเพียงผมที่นั่งรับมือกับกองทัพนักข่าวที่ยิงคำถามใส่อย่างไม่เว้นจังหวะให้ตอบ
ขณะที่ผมกำลังนั่งงงกับคำถามอยู่จานใส่เค้กเล็กๆ ถูกวางลงตรงหน้าผมพร้อมกับน้ำส้มผมเงยขึ้นมามองคนเบื้องหน้าก็ไม่ใช่ใครอื่นเลยแต่คือเ้าบ่าวของผมเอง เขาเดินฝ่ากลุ่มนักข่าวที่นั่งรอสัมภาษณ์เข้ามานั่งข้างๆพร้อมยกแขนขึ้นโอบไหล่จนผมนั่งตัวแข็งทื่อหายใจติดขัด ถ้าเป็ปกติผมคงผลักออกไปแล้วแต่ตอนนี้ผมคือพี่ภัทรที่เป็ภรรยาของ‘คุณพชร ระพีพรรณ’ทายาทรัฐมนตรีชื่อดังอย่างท่านเกษม ระพีพรรณ
“ไม่ทราบว่าทั้งสองคนคบหาดูใจกันมานานเท่าไหร่แล้วคะ” นักข่าวที่อยู่ใกล้ๆ ยิงคำถามเข้ามาทำให้ผมชะงักหันมองคนด้านข้างอย่างขอความช่วยเหลือแต่เหล่านักข่าวกลับมองว่าผมกำลังเขินอายกับคำถามเมื่อสักครู่
“ประมาณหนึ่งปีครับ” คุณพชรตอบเสียงเรียบผมจึงมีหน้าที่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำตอบนั้น
“แล้วใครจีบใครก่อนครับเนี่ย” นักข่าวอีกท่านถามต่ออย่างไม่เว้นช่องว่าง
เราสองคนชี้นิ้วไปที่ฝ่ายตรงข้ามภายในจังหวะเดียวกันซึ่งพฤติกรรมแบบนั้นส่งผลให้บรรดานักข่าวและช่างภาพต่างก็รัวชัตเตอร์เก็บภาพแสนหวานของคู่บ่าวสาวเราทั้งสองคนสบตากันครู่หนึ่งคุณพชรจึงเอ่ยตอบนักข่าวกลับไปว่าแท้จริงแล้วแอบชอบพี่ภัทรมาั้แ่สมัยเรียนซึ่งเื่ที่ตอบนักข่าวไปก็ล้วนแต่หลอกลวงทั้งสิ้น
นักข่าวยังคงยิงคำถามใส่เราทั้งสองคนอย่างเว้น่ทำเอาผมปวดหัวไม่รู้จะทำยังไงแต่โชคดีที่มีคุณพชรมาอยู่ด้วยทำให้ทุกอย่างดูง่ายไปเสียหมด เขาตอบคำถามนักข่าวได้ทุกคำถามโดยไม่มีอะไรติดขัดซึ่งต่างจากผมที่เอาแต่นั่งเงียบไม่รู้ว่าจะตอบยังไงให้ดูเหมือนเป็คนที่แต่งงานและกำลังจะสร้างครอบครัว
เมื่อพิธีการต่างๆผ่านไปส่งแขกกลับบ้านแล้วที่เหลือก็คงจะเป็การส่งตัวเข้าหอซึ่งเป็่เวลาที่ไม่มีอยู่ในสคริปต์ของผมกับแม่และตอนนี้ก็มีญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายและช่างภาพที่ตามเข้าเพื่อเก็บภาพบรรยากาศภายในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างพร้อมสรรพ
ผมยืนกำกระโปรงของตัวเองแน่นสายตามองไปยังเตียงกว้างขนาดหกฟุตปูด้วยผ้าปูสีชมพูอ่อนที่กลางเตียงมีกลีบกุหลาบสีแดงถูกจัดไว้เป็รูปหัวใจถ้ามันเป็การแต่งงานที่เกิดจากความรักก็คงจะเป็คืนอันหวานชื่นไม่น้อยแต่คงไม่ใช่สำหรับเราทั้งสองคน
เมื่อเข้ามาภายในห้องแล้วเราทั้งสองทำตามธรรมเนียมของไทยที่มีกราบเท้าพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายและอื่นๆอีกที่ผมก็ทำตามที่ผู้ใหญ่บอกจนกระทั่งเสร็จพิธี พวกญาติผู้ใหญ่รวมทั้งแม่ของผมก็ออกไปกันหมดเหลือเพียงแค่ผมและคุณพชรเท่านั้น
ผมเม้มปากยืนอยู่ที่ปลายเตียงไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไปจะบอกความจริงไปตอนนี้เลยหรือว่าจะหาทางหนีออกไปอย่างเนียนๆแต่แล้วเสียงทุ้มเรียบนิ่งก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“นั่งสิยืนทำอะไร” เขาบอกขณะที่กำลังถอดเนกไทออกจากคอของตนเองด้วยสีหน้าหงุดหงิด
ผมเม้มปากจนเป็เส้นตรงอย่างประหม่าเข้ามานั่งที่ขอบเตียงอย่างเกร็งๆยิ่งอยู่ด้วยกันสองคนความคิดก็ยิ่งเตลิดไปไกลผมภาวนาขอให้เขาอย่าอุตรินึกอยากปล้ำผมขึ้นเลย เพราะถ้าทำแบบนั้นจริงๆความแตกแบบไม่ต้องสืบซึ่งก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าเื่นี้จะเป็อย่างไรต่อถ้าความแตกขึ้นมาจริงๆ ผมคงได้ตายห่าตายโหงเพราะไปหลอกลูกท่านหลานเธอที่เป็ถึงทายาทรัฐมนตรีหรอกนะ
“คุณ...” คุณพชรหันมามองหน้าผมด้วยสายตาเ้าเล่ห์ พร้อมก้าวขายาวๆมายืนตรงหน้าผม “ผมว่าคุณสูงขึ้นหรือเปล่า”
“เอ่อ...” ผมอึกอักเมื่อเขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆที่เป่าอยู่เหนือริมฝีปาก หรือว่าเขาจะรู้แล้วว่าผมไม่ใช่ตัวจริง โอ๊ย! แม่ผมบอกแม่แล้วนะว่าแผนนี้มันไม่เวิร์ค
“สามวันก่อนคุณตัวเตี้ยกว่านี้ไม่ใช่เหรอ” คุณพชรถามอย่างตั้งข้อสังเกต
ดวงตาเรียวคมกริบอย่างสัตว์นักล่าที่กำลังมองเหยื่ออันโอชะกำลังทำการสำรวจไปจนทั่วร่างกายของผมใบหน้าหล่อยื่นเข้ามาใกล้พร้อมยกยิ้มเ้าเล่ห์
“เอ่อ...คือ...”
“ช่างเถอะ คุณไปอาบน้ำก่อนเลยจะได้มาพักผ่อน” เขาบอกแล้วผละออกมายืนเอียงคอมองหน้าผมนิดๆอย่างพิจารณาแล้วเดินแยกไปนั่งอีกฟากของเตียง
ผมลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเขาไม่ได้ถามซักไซ้ไปมากกว่านี้และเพื่อไม่ให้เขาถามต่อผมควรหนีเข้าห้องน้ำไปเสียั้แ่ตอนที่ยังมีโอกาส
ซ่า
ผมแกล้งเปิดใส่อ่างอาบน้ำดังๆ ทั้งที่ตัวเองยังไม่ได้อยากอาบเลยผมจึงยืนมองตัวเองในสภาพสวมชุดเ้าสาวครบเครื่องั้แ่หัวจรดเท้าใบหน้าเรียวรีที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาริมฝีปากที่ถูกแต่งเติมด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนให้ความรู้สึกอ่อนหวานวิกผมที่สวมอยู่บนศีรษะประดับด้วยไข่มุกปลอมและดอกไม้เล็กๆสวยงามเข้ากับชุดเ้าสาวที่สั่งตัดมาอย่างประณีต
ผมมองกระจกแล้วก็ได้แต่เสียดายที่คนใส่ไม่ใช่พี่สาวของผมป่านนี้ไม่รู้ว่าเธอหนีหายไปไหนแล้ว จะเป็อย่างไรบ้างก็ไม่รู้ถึงเราจะไม่ใช่พี่น้องที่รักกันมากมายออกจะทะเลาะกันบ่อยๆแต่การที่เธอก็หายตัวโดยไม่ทิ้งร่องรอยผมก็อดที่จะห่วงไม่ได้
ผมมองเงาตนเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปและอดที่จะเอ่ยชมตัวเองไม่ได้ที่อย่างน้อยๆก็สามารถปลอมตัวเป็พี่สาวได้เนียนมากขนาดนี้ผมยกมือขึ้นไปค่อยๆ แกะดอกไม้ออกจากหัวแต่เพราะแกะยากไม่ออกสักทีผมจึงกระชากแรงๆ จนวิกผมนั่นหลุดออกมาทั้งอันผมผงะเล็กน้อยด้วยความใ วิกผมหลุดแบบนี้แล้วผมจะใส่อะไรออกไปล่ะทีนี้!!
ผมยืนหน้าถอดสีมองวิกที่สภาพไม่ต่างจากรังนกในมือแล้วถอนหายใจเบาๆวางมันไว้ที่หน้ากระจก และหันมาสนใจขนตาปลอมที่ติดเป็แผงบนเปลือกตาค่อยๆใช้มือดึงมันออกซึ่งก็เจ็บจนน้ำตาเล็ดเหมือนขนตาจริงๆ จะหลุดไปด้วยเลยผมล่ะไม่รู้ว่าพวกผู้หญิงเขาติดกันไปได้ยังไง เมื่อจัดการกับเครื่องหน้าเรียบร้อยก็เหลือชุดแต่งงานเ้าปัญหาที่ถอดยากมากฉิบหาย
พรืด
เคร้ง!
เพราะมัวแต่รูดซิปหลังเลยทำให้ไม่ได้ดูว่าตัวเองเผลอไปเหยียบชายกระโปรงเข้าจนตอนที่ลื่นแล้วมือคว้าตะกร้าของใช้ตรงเคาน์เตอร์หล่นลงมาใส่ตัวเองที่ลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้น
ก๊อกๆ
“เป็อะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงร้อนรนกับเสียงเคาะประตูรัวๆทำให้ผมรีบลุกขึ้นยืนทันที แม้ว่าจะเจ็บยอกที่สะโพกไม่น้อยก็ตาม
“ม...ไม่ค่ะแค่ลื่น”
“รีบอาบล่ะ ผมจะได้อาบบ้าง”
“ค่ะ”
ผมไปแบบนั้นแล้วรีบจัดการกับร่างกายของตนเองให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้คนที่รออยู่ด้านนอกรอนาน เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยมาสักพักก็ต้องมานั่งหนักใจกับสภาพวิกที่ไม่ต่างจากรังนกผมมองวิกในมือแล้วถอนหายใจไม่รู้ว่าควรจะแก้ไขสถานการณ์ตอนนี้ยังไงดี
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งทำให้ผมที่กำลังคิดไม่ตกสะดุ้งชุดตัวเกือบทำวิกผมหล่นเปียกน้ำแต่โชคดีที่ไม่ได้เผลอทำมันหลุดมือ
“เข้าไปนานแล้วนะเป็อะไรหรือเปล่า” เขาถาม “ไม่ต้องกลัวผมจะปล้ำคุณหรอก คุณมันไม่ใช่สเป็ก” มีใครเคยบอกเขาบ้างหรือเปล่าว่าเขาเป็ผู้ชายที่วาจาร้ายกาจมาก
“ป...เปล่าค่ะ” ผมบอกแล้วรีบจับวิกใส่หัวทั้งๆที่มันยุ่งเป็รังนกเพื่อออกไปข้างนอก
เมื่อเปิดประตูออกมาผมเห็นร่างสูงตรงหน้าทำตาโตราวกับใอะไรบางอย่างก็แหงล่ะก็สภาพหัวเป็แบบนี้ใครบ้างที่เห็นแล้วไม่ใ
ผมไม่ได้สนใจเขาเืที่จะเดินเลี่ยงไปอีกทางหลบให้เขาได้เข้าไปอาบน้ำบ้างหลังจากที่อีกคนหลายเข้าไปในห้องน้ำผมจึงรีบเดินไปหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรหาแม่ทันที
“แม่ วิกพังอะ” ผมบอกเสียงเบากลัวคนในห้องน้ำจะได้ยิน“อย่าบ่นนะแม่ ผมทำให้ขนาดนี้แล้วรีบหาวิกใหม่มาให้เลย”
(ฉันจะหาให้แกทันได้ยังไง) แม่บ่นน้ำเสียงก็หงุดหงิดพอๆ กับผม
“ช่างเหอะแม่ ถ้าความแตกก็อย่ามาโทษผมก็แล้วกัน” ผมบอกก่อนตัดสายไปด้วยความหงุดหงิด
ระหว่างที่รออีกคนออกมาจากห้องน้ำก็นอนเล่นโทรศัพท์บนเตียงสักพักร่างสูงก็ออกมาด้วยสภาพที่เรียกว่าถ้าสาวคนไหนเห็นเป็กรี๊ดสลบหยดน้ำเกาะพราวเต็มแผ่นอก่ล่างมีผ้าขนหนูพันไว้อย่างิ่เหม่ ผมละเสียวมันหลุดจริงๆ
“ทำไมไม่หวีผม ผู้หญิงอะไรซกมกชะมัด”
“คือว่า...”
“หวีซะเห็นแล้วทุเรศลูกตา” เขาโยนหวีมาให้ผมที่นั่งทำหน้าเอ๋อคือผมไม่แน่ใจว่าเขาเป็แบบนี้กับผู้หญิงทุกคนหรือเปล่านะแต่คำพูดนี่จิกกัดมาก
ผู้ชายปากเสีย!!
ผมค่อยๆหวีแบบไม่แรงนักกลัวว่าวิกจะหลุดออกมาเขาเองที่ยืนแต่งตัวอยู่ก็มองผ่านกระจกเป็ระยะๆทำให้ต้องหลบสายตาที่มองมาทุกครั้ง
“จะหวีอะไรยากขนาดนั้น” เขาเดินเข้ามาแย่งหวีในมือไปแล้วจับผมให้นั่งนิ่งๆแต่วินาทีที่เขากำลังจะเอาหวี หวีผม ผมก็รีบจับมือเขาไว้
“อย่าค่ะ เดี๋ยว...ฉันหวีเอง”
“หวีเอง ชาตินี้คงได้นอนผมหวีให้จะได้เสร็จๆ” เขาว่าแล้วก็ลงหวีสางเส้นผมปลอมๆนั้นอย่างแรง “ทำไมผมเหนียวจังวะ สระผมบ้างรึเปล่า”
“...”
พรึ่บ!
“เฮ้ย/ฉิบหาย!” ผมกับเขาอุทานออกมาแทบจะพร้อมกับเมื่ออยู่ๆวิกเ้ากรรมก็ดันหลุดออกมาจากหัวผมซะงั้น ก็บอกแล้วว่าอย่าหวีๆ
“ค...คุณเป็ใครเนี่ย!” คุณพชรร้องใแล้วรีบดีดตัวออกไปจากเตียงผมจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไปให้
“ผมชื่อภีมเป็น้องพี่ภัทร”
“แล้วภัทรศยาไปไหน” ร่างสูงถามด้วยความสงสัย สายตาเคลือบแคลงที่มองผมั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบัง
“ไม่รู้ครับ ผมกับแม่ก็ยังตามหาอยู่เลย” ผมบอกอย่างซื่อๆ “แม่เลยให้ผมมาเข้าพิธีแทนไปก่อน”
“คิดจะเล่นตลกอะไรล่ะ” เขาเค้นเสียงขึ้นจมูกแล้วถามออกมาด้วยสีหน้าขุ่นเคือง
“ขอโทษนะครับ แต่ผมกับแม่แค่ไม่อยากให้คุณกับท่านรัฐมนตรีเสียหน้าเลยทำไปแบบนั้น”
“...” เขาไม่ตอบเอาแต่กอดอกมองผมเท่านั้น
“ขอโทษนะครับที่หลอกคุณ แต่ว่าตอนนี้คุณรู้ความจริงแล้ว ผมขอตัว...”
“คุณไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ในเมื่อคุณแต่งงานกับผมแล้ว คุณก็คือเ้าสาวของผม”