หลังจากหลับไปครึ่งชั่วโมง หยุนซีก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พอรู้สึกตัวเต็มที่ก็เห็นดวงตาสองคู่มองจ้องมา
เป็เด็กชายตัวผอมบางท่าทางฉลาดสองคน หยุนซีอดมุมปากกระตุกไม่ได้ เธอลุกขึ้นนั่งโดยมีผ้าห่มคลุมไว้ครึ่งตัวเพื่อจะพูดคุยกับคนทั้งคู่ที่แนะนำตัวเองว่าเป็พี่รองและพี่สาม
มองหยุนซีที่ดูมีชีวิตชีวากว่าแต่ก่อน หยุนหยาง หยุนหลางก็รู้สึกผ่อนคลายและนั่งเล่นเป็เพื่อนน้องสาว
หยุนซีหลอกล่อชวนเด็กน้อยทั้งสองพูดคุยอย่างเป็มิตร “พี่รอง พี่สาม เล่าเื่เกี่ยวกับครอบครัวและหมู่บ้านของเราให้ข้าฟังหน่อยสิเ้าคะ”
ถ้าเป็การพูดคุย หยุนหยางไม่มีความกริ่งเกรงใด ๆ ดูได้จากหน้าตาที่แสดงออกถึงความกระตือรือร้นยามบอกเล่าเื่ราวต่าง ๆ
เริ่มจากเื่ของแว่นแคว้นไปจนถึงเื่ไร้สาระมากมาย ดูเหมือนจะไม่มีเื่อะไรที่เขาไม่รู้
อันที่จริง หยุนซีค่อนข้างแปลกใจ เธอคิดว่าเด็กพวกนี้คงรู้แค่เื่ราวต่าง ๆ ในหมู่บ้าน คิดไม่ถึงว่าจะรู้เื่อื่น ๆ นอกเหนือจากนั้นอีกมากมาย สำหรับเด็กที่อายุน้อยแค่นี้ ทำให้ค่อนข้างประทับใจ
ยังไงก็ตามแต่ เด็กคนนี้ค่อนข้างจะพูดเก่ง มีคารมคมคาย จึงผูกขาดบทสนทนาทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว
หยุนซีชื่นชมจากก้นบึ้งของหัวใจ แม้จะไม่รู้ว่าเื่ราวที่ได้ฟังนั้นเป็ความจริงมากน้อยเพียงใด มันก็ยังเจ๋งอยู่ดี
“พี่รอง ท่านเก่งมาก ทำไมรู้เื่ราวมากมายถึงเพียงนี้”
“ข้าคือใครล่ะ มีเื่อะไรบ้างที่ข้าไม่รู้ นี่คือข้อดีของการวิ่งเล่นไปทั่วหมู่บ้านทุกวันอย่างไรล่ะ” หลังจากได้รับคำเยินยอ หยุนหยางอดที่จะยิ้มกว้างไม่ได้
จากคำบอกเล่า หยุนซีจับใจความสำคัญได้ว่า ที่นี่คือแผ่นดินฉี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับแผนที่อย่างเป็ทางการแล้วพื้นที่ถูกแบ่งออกเป็สี่แคว้น แคว้นที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ทางเหนือ เลยเรียกว่าแคว้นฉีเหนือ
เนื่องจากด้านหลังของหมู่บ้านมีูเาโอบล้อมซึ่งก็คือเขาต้าชิง ดังนั้นเลยชื่อหมู่บ้านชิงซาน มีแม่น้ำชิงฉุ่ยไหลผ่านไม่เคยเหือดแห้ง แต่ไม่รู้ว่าต้นน้ำไหลมาจากที่ไหนและไปสิ้นสุดลงที่ใด
แคว้นฉีเหนือ ปกครองด้วยองค์จักรพรรดิพระองค์ใหม่ที่ขึ้นครองราชย์เมื่อแปดปีก่อน ชื่อว่าราชวงศ์เฟิ่งหยู ในห้าปีแรกมีการกำหนดนโยบายจัดเก็บภาษีแบบเข้มงวด นโยบายต่าง ๆ มากมายถูกนำมาใช้ มีคนไม่น้อยร้องเรียน, เต็มไปด้วยเสียงโอดครวญ เกิดความอดอยากไปทุกหย่อมหญ้า จนกระทั่งสามปีแรกผ่านไป ความไม่สงบและเหตุวุ่นวายต่าง ๆ ถึงได้ยุติลง จากนั้นองค์จักรพรรดิได้มีการจัดประชุมขุนนาง มีการผ่อนปรนด้านภาษี สนับสนุนการค้าด้วยข้อเสนอใหม่ ๆ มากมาย
แม้จะผ่อนปรนการจัดเก็บภาษี ไม่ได้เข้มงวดเหมือนแรกเริ่ม แต่ผลผลิตที่ตกต่ำ ก็ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง
ครอบครัวนี้คือสกุลหลี่ ท่านปู่มีนามว่าหลี่ต้าไห่ ท่านย่ามีนามว่าเถียนอวี้เสวี่ย ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกันทั้งหมด 3 คน
ลูกคนโตชื่อหลี่จิ้งชาน แต่งงานกับ เฉินกุ้ยหลาน มีลูกชายหญิงอย่างละคน ลูกชายคนโตชื่อหลี่หยุนไป่ อายุ 10 ปี ลูกสาวคนเล็กชื่อ หลี่หยุนซี อายุ 6 ปี เป็เพราะเด็กหญิงคลอดก่อนกำหนด ร่างกายอ่อนแอเลยต้องกินยาจนเกือบจะเป็โถยาเคลื่อนที่อยู่หลายปี สมองทึบ เหมือนเด็กปัญญาอ่อน
ลูกคนรองชื่อหลี่จิ้งเหอ แต่งงานกับ หลิวเยว่ มีลูกชายสองคน คนโตชื่อหลี่หยุนหยาง อายุ 9 ปี คนเล็กชื่อหลี่หยุนหลาง อายุ 7 ปี
ลูกชายคนสุดท้องชื่อหลี่จิ้งชู อายุ 14 ปี เป็ลูกหลง หลังจากร่ำเรียนที่สำนักศึกษาในเมืองอยู่หลายปี เนื่องจากมีความกังวลเื่ปากท้องและรายได้ของครอบครัว จึงตัดสินใจลาออกแล้วมาช่วยที่บ้านทำงาน
ตอนนี้เธอรู้เื่ราวเกี่ยวกับครอบครัวแบบคร่าว ๆ หยุนซีรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อยเลยเอ่ยปากบอกพี่ชายว่าจะนอนหลับพักผ่อนสักครู่ ขอให้ทั้งสองคนออกไปก่อน
นอนบนเตียงแล้วจ้องมองไปยังหลังคาที่ดูไม่แข็งแรง หยุนซีอดถอนหายใจไม่ได้ ตอนที่เห็นในทีวีเมื่อชาติที่แล้ว เธอยังไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนที่บ้านยากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้อยู่จริง ๆ
ร่างนี้ก็อ่อนแอเกินไป ในอนาคตคงต้องออกกำลังกายให้มาก สุขภาพแข็งแรงคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ยังมี ร่างนี้ผอมเกินไป ต้องกินให้อิ่มท้องก่อนถึงจะสามารถออกกำลังกายได้
ใช่ ต้องกินสารอาหารให้เพียงพอ
ขณะครึ่งหลับครึ่งตื่น หยุนซีมีความกังวลใจเล็กน้อย นี่คือยุคโบราณ ผู้หญิงอยู่ในสถานะที่ต่ำต้อย มีศีลธรรมจรรยาและกฏระเบียบมากมายมากำหนดกฎเกณฑ์ชีวิต ให้ค่าและความสำคัญกับเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง ไม่ง่ายเลยที่จะใช้ชีวิตอิสรเสรีแบบที่อยากจะเป็
เฮ้อ ถ้าได้พบเจอครอบครัวที่ดี ชีวิตก็คงไม่ลำบากจนเกินไปน่ะนะ
เอาเถอะ อย่างมากก็คงแค่ไม่ชอบขี้หน้ากระมัง คงไม่ถึงขั้นเกลียดหรอก
จะรีบคิดมากไปทำไม นอนหลับเอาแรงดีกว่า
หยุนหยางและหยุนหลางเดินออกจากห้อง คิดว่าน้องสาวคงจะหลับไปอีกพักใหญ่ ๆ เลยตัดสินใจล็อกประตูบ้านหยิบตะกร้าสะพายหลังแล้วออกไปเก็บกิ่งไม้แห้งแถว ๆ บ้านมาทำฟืน
เด็กที่บ้านยากจนส่วนใหญ่จะรักครอบครัว เรียนรู้ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระั้แ่อายุยังน้อย เด็กที่โตหน่อยส่วนมากมักช่วยทำไร่ไถนา ส่วนที่เด็กกว่าจะช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ และได้รับคำสั่งห้ามไม่ให้ไปในสถานที่ที่อันตราย หยุนหยางและหยุนหลางก็เริ่มช่วยที่บ้านเก็บฟืน, หาผักป่าั้แ่เมื่อหลายปีก่อน
“น้องเล็ก พี่รองเก็บไข่นกมาฝากเ้า”
“น้องเล็ก พี่สามเก็บดอกไม้ป่ามาให้เ้า”
หยุนหยางและหยุนหลางวางฟืนในตะกร้าที่แบกไว้บนหลังวางลงกับพื้น ะโเสียงดังให้ได้ยินก่อนที่เ้าตัวจะเปิดม่านเดินเข้ามาในห้องซะอีก
หลังจากได้ยินเสียงเรียก หยุนซีงัวเงียลุกขึ้นนั่งพิงผนังห้อง
เด็กชายสองคนแก้มแดงก่ำ ผมยุ่งไม่เป็ทรง แต่ดวงตาเป็ประกายแวววาวด้วยความสุขใจ
หยุนซียกมือน้อย ๆ ขึ้นขยี้ตาก่อนจะเอ่ยถาม “พี่รอง พี่สาม พวกท่านไปทำอะไรมาหรือ?”
แม้จะนั่งอยู่บนเตียง แต่เธอยังมีอาการวิงเวียนอยู่เล็กน้อย น่าจะเป็เพราะนอนนานเกินไปเลยรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่
หยุนหยางที่ท่าทางดูมีลับลมคมใน “น้องเล็ก พี่รองออกไปเก็บไข่นกให้เ้าล่ะ” พูดจบก็หยิบไข่ที่ซ่อนไว้ที่อกเสื้อออกมาให้ดู
“ในรังนกมีไข่อยู่ 4 ฟอง พี่รองเก็บมาแค่ 3 ฟอง เหลืออีกฟองให้แม่นก เ้าเอาให้ท่านป้าทำอาหารให้กินเย็นนี้ จะได้บำรุงร่างกาย กินหมดแล้วพี่รองจะออกไปเก็บมาให้เ้าอีก”
กลายเป็ว่าเด็กน้อยออกไปเก็บไข่นกมาให้เธอกินบำรุงร่างกาย หยุนซีซาบซึ้งใจเหลือจะกล่าว แต่ก็แสร้งทำเป็โกรธเล็กน้อย “พี่รอง ท่านรู้หรือไม่ว่าการปีนต้นไม้มันอันตราย ท่านอย่าได้ทำอีก เข้าใจหรือไม่”
“ไม่เป็ไรหรอก พี่รองไม่ได้ปีนซะหน่อย ต้นไม้ไม่ได้สูงมาก แค่เขย่งเท้าก็เก็บไข่นกได้แล้ว” หยุนหยางไม่ได้ใส่ใจมากนัก เขาโกหกแบบหน้าซื่อตาใส
หยุนซีไม่ใช่เด็กจริง ๆ เธอรู้ว่ามันไม่ได้ง่ายเหมือนที่เด็กชายพูดมาจึงได้แต่รู้สึกอึดอัดใจ
อย่างไรก็ตาม นี่คือความอบอุ่นและซาบซึ้งใจแบบที่ไม่อาจหาคำใดมาอธิบาย
หยุนหลางยื่นดอกไม้ป่าที่เขาถือซ่อนไว้ให้แก่น้องน้อย เขารู้ว่าน้องเล็กชอบต้นไม้ดอกไม้มาก มักจะเก็บดอกไม้เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้เห็น
“น้องเล็ก ดอกไม้ป่าสวย ๆ นี่พี่สามเก็บมาให้เ้าโดยเฉพาะเลยนะ” แล้วก็วางดอกไม้กำหนึ่งไว้ให้บนเตียง
เด็กหญิงที่มีจิติญญาของสาวอายุ 28 อยู่ในร่าง ถูกเอาอกเอาใจโดยเด็กชายสองคน อบอุ่นหัวใจจนรู้สึกแสบร้อนในอก เธออยากจะร้องไห้ซะจริง ๆ
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า สมาชิกครอบครัวหลี่ที่เหลือก็กลับมา
ทันทีที่ถึงบ้าน ทุกคนรีบวางเครื่องมือทำงานกองลงกับพื้น แล้วพากันกรูเข้าไปในห้องที่หยุนซีอาศัยอยู่
ย่าเถียนวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาเป็คนแรก นางนั่งบนเตียงนอนแล้วอุ้มหยุนซีมานั่งอยู่บนตัก “ซีซี หลานสาวที่น่าสงสารของย่า เ้าฟื้นแล้ว”
นางกอดร่างเล็กจ้อยเสียแน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแล้วเด็กน้อยจะหายไป ร้องไห้เงียบ ๆ ด้วยความยินดีปรีดา
หญิงชราที่วิ่งเข้ามาในห้องมีผมหงอกประปราย ใบหน้าหมองคล้ำ มีริ้วรอยบนในหน้าตามอายุที่ล่วงเลย ปลายจมูกเปื้อนโคลนและเม็ดเหงื่อ สายตาปรานี ทำให้หยุนซีที่นิ่วหน้าด้วยความสับสนอยู่ในขณะนั้นรู้สึกผ่อนคลายได้