แสงตะวันยามสายสาดส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้องหอ ทว่าแสงสว่างนั้นกลับไม่อาจขจัดความมืดดำที่ปกคลุมอยู่ได้ บรรยากาศภายในห้องยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวโลกีย์ กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นอายของความดิบเถื่อนที่หลงเหลือจากพายุอารมณ์เมื่อค่ำคืน
หลี่หยางรู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยอาการปวดหนึบที่ขมับราวกับถูกบีบรัด ฤทธิ์ของ 'พิษเหมันต์รัญจวน' สงบลงชั่วคราว เหลือทิ้งไว้เพียงความอ่อนล้าของร่างกายและความทรงจำที่แจ่มชัดจนน่ารังเกียจ
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับทำนบแตก เขาจำได้ทุกัั ทุกแรงกระแทกกระทั้นที่ไร้ความปรานี และเสียงกรีดร้องขอความเมตตาที่เขาจงใจเพิกเฉยเพื่อสนองตัณหา
สายตาคมกริบตวัดไปมองร่างเล็กที่นอนขดตัวอยู่ชิดมุมเตียงด้านในราวกับสัตว์ตัวเล็กๆ ที่าเ็สาหัส ผ้าห่มผืนหนาคลุมกายของนางไว้ิ่เหม่ เผยให้เห็นลาดไหล่และท่อนแขนขาวผ่องที่บัดนี้เต็มไปด้วยรอยจ้ำสีม่วงคล้ำและรอยฟันสีกุหลาบกระจายอยู่ทั่ว ราวกับงานศิลปะล้ำค่าที่ถูกทำลายลงอย่างป่าเถื่อนด้วยน้ำมือของคนบ้าคลั่ง
ความรู้สึกผิดสายหนึ่งแล่นพล่านเข้ามาจุกอยู่ที่อก...
เขาเป็ถึงแม่ทัพผู้เกรียงไกร ผู้คนยกย่องว่าเที่ยงธรรม แต่กลับกระทำย่ำยีสตรีอ่อนแอที่ไม่มีทางสู้เช่นนี้หรือ?
ทว่าเพียงชั่ววูบ ความรู้สึกผิดนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความละอายและความเสียหน้าอย่างรุนแรง ศักดิ์ศรีของแม่ทัพใหญ่ที่ค้ำคออยู่ทำให้เขาไม่อาจยอมรับความผิดพลาดของตนเองได้ ยิ่งเห็นสภาพอันน่าเวทนาของไป๋ลั่ว มันยิ่งตอกย้ำความพ่ายแพ้ของเขาที่ไม่อาจควบคุมสติและตัณหาของตนเอง
ความละอายใจแปรเปลี่ยนเป็โทสะ เขากลบเกลื่อนความรู้สึกผิดด้วยการโยนความผิดทั้งหมดไปที่สตรีตรงหน้า
"ตื่นได้แล้ว!"
หลี่หยางตะคอกเสียงดังลั่น พลางเอื้อมมือไปกระชากผ้าห่มออกจากร่างของนางอย่างแรง
พรึ่บ!
ไป๋ลั่วสะดุ้งเฮือกตื่นจากภวังค์อันเลวร้าย นางเบิกตากว้างด้วยความใ ร่างกายเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยมลทินปรากฏแก่สายตาของเขาอย่างชัดเจน ดวงตาคู่สวยที่เคยสดใสบัดนี้บวมช้ำจากการร้องไห้มาตลอดทั้งคืน ภายในแววตานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเศร้าโศกที่ยากจะบรรยาย
"ท่านพี่..." นางส่งเสียงเรียกแ่เบา เสียงนั้นแหบพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
"อย่ามาเรียกข้าด้วยน้ำเสียงน่าสมเพชเช่นนั้น!"
หลี่หยางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องมองนางด้วยสายตาดูแคลนที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อปิดบังความละอาย
"มองดูสภาพของเ้าสิ ช่างน่ารังเกียจสิ้นดี ...เห็นแล้วข้ารู้สึกคลื่นไส้ยิ่งนัก!"
คำพูดร้ายกาจเปรียบเสมือนมีดกรีดซ้ำลงบนแผลใจ ไป๋ลั่วก้มหน้าลงต่ำ ซ่อนหยาดน้ำตาที่เริ่มรินไหล นางพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อปกปิดร่างกาย แต่ทันทีที่ขยับความเ็ปแสนสาหัสก็แล่นปราดจากใจกลางความเป็สาวขึ้นมาจนถึงกระดูกสันหลัง
"อึก!"
นางเผลอหลุดเสียงครางด้วยความเ็ป ช่องทางรักที่บอบช้ำอย่างหนักจากการรองรับขนาดที่ใหญ่โตและความรุนแรงตลอดทั้งคืนรู้สึกระบมราวกับถูกฉีกขาด มันทั้งบวมช้ำและแสบร้อนจนขาของนางสั่นเทิ้มแทบไม่มีแรงหยัดยืน
คราบเืสีสดที่แห้งกรังติดอยู่บนผ้าปูที่นอนสีขาวและตามเรียวขาด้านในของนาง เป็หลักฐานชั้นดีถึงความบริสุทธิ์ที่ถูกพรากไปอย่างโหดร้าย
หลี่หยางเห็นอาการเ็ปของนาง แต่เขากลับเลือกที่จะเบือนหน้าหนี ไม่อาจทนมองผลงานจากน้ำมือของตนเองได้ เขารีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมใส่อย่างลวกๆ ก่อนจะโยนชุดเดิมที่ขาดวิ่นของนางใส่หน้านางอย่างไม่ไยดี
"เก็บเสื้อผ้าเน่าๆ ของเ้า แล้วไสหัวกลับเรือนของเ้าไปซะ! อย่าให้ใครเห็นสภาพน่าสมเพชนี้เด็ดขาด ข้าไม่อยากขายหน้าคนในจวนที่มีฮูหยินสภาพเหมือนนางโลมข้างถนน!"
สิ้นคำสั่งไล่ เขาก็เดินกระแทกเท้าปึงปังออกไปจากห้องโดยไม่หันกลับมามองอีก ปล่อยให้ไป๋ลั่วเผชิญกับความอัปยศเพียงลำพัง
หญิงสาวกัดฟันแน่น ข่มความเ็ปทั้งกายและใจ นางค่อยๆ พยุงร่างที่ร้าวระบมไปทุกส่วนขึ้นมาสวมใส่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นด้วยมือที่สั่นเทา ทุกการเคลื่อนไหวคือความทรมาน โดยเฉพาะบริเวณกึ่งกลางกายที่เจ็บหน่วงจนแทบก้าวขาไม่ออก น้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลอาบแก้มเงียบๆ
ไป๋ลั่วใช้เวลานานกว่าจะพาร่างกายที่บอบช้ำเดินมาถึงประตูห้องหอ เพียงแค่ก้าวพ้นธรณีประตู ขาที่อ่อนแรงก็ทรุดฮวบลง
"ฮูหยิน! ฮูหยินเ้าขา!"
เสียงร้องด้วยความใของ 'เสี่ยวชุ่ย' สาวใช้คนสนิทดังขึ้น นางรีบวิ่งเข้ามาประคองร่างของนายหญิงที่กำลังจะล้มฟุบลงกับพื้น
เมื่อเสี่ยวชุ่ยเห็นสภาพของไป๋ลั่วชัดๆ นางก็ต้องยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึง ใบหน้าของนายหญิงซีดเผือดไร้สีเื ดวงตาบวมช้ำ และแม้จะมีเสื้อผ้าปกปิดแต่รอยแดงช้ำที่โผล่พ้นคอเสื้อและข้อมือก็ชัดเจนจนน่ากลัว
"โธ่... ฮูหยินของบ่าว ท่านแม่ทัพช่างใจร้ายนัก ทำไมถึงทำรุนแรงกับท่านขนาดนี้!" เสี่ยวชุ่ยน้ำตาคลอเบ้าด้วยความสงสารจับใจ
"ข้าไม่เป็ไร เสี่ยวชุ่ย ...พาข้ากลับเรือนเถิด" ไป๋ลั่วฝืนยิ้มเศร้าๆ นางไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอ
เสี่ยวชุ่ยรีบเข้ามาช่วยพยุงร่างของนายหญิงให้ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ทว่าทันทีที่ไป๋ลั่วทิ้งน้ำหนักลงบนขา ความเจ็บร้าวที่ช่องท้องน้อยก็แล่นพล่านจนเข่าอ่อน ทรุดตัวลงไปพิงสาวใช้ นางนิ่วหน้าด้วยความเ็ปแสนสาหัส
"ฮูหยิน... ท่านเดินไหวหรือไม่เ้าคะ?"
"ข้า... ข้าไหว..." นางกัดฟันตอบ ทั้งที่เหงื่อกาฬผุดซึมเต็มหน้าผาก
ภาพของฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพที่ต้องเดินโซซัดโซเซ ขาถ่างแยกออกจากกันเล็กน้อยด้วยความเ็ป โดยมีสาวใช้คอยประคองปีกทั้งสองข้างอย่างทุลักทุเลกลับไปยังเรือนพักของตนเองในยามสาย เป็ภาพที่บ่าวไพร่ในจวนต่างลอบมองด้วยความเวทนาและหวาดกลัวในอารมณ์ของท่านแม่ทัพยิ่งนัก…