สองฤดูหนาวผ่านไปอย่างเงียบเชียบนับจากวันที่ลานหิมะแห่งนี้เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและาปั้นก้อนน้ำแข็ง
ฤดูหนาวในปีที่เถาอิ่งอายุย่างเข้าแปดหนาวไม่ได้เกรี้ยวกราดเฉกเช่นปีแรกที่เสิ่นเยี่ยนฉือก้าวเข้ามาในจวนตระกูลเสิ่นพายุหิมะที่เคยพัดโหมกระหน่ำจนบานหน้าต่างสั่นไหวได้สงบลงเนิ่นนานจนหลงเหลือเพียงเกล็ดน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์ที่ทับถมกันอยู่บนลานกว้างแสงแดดในยามสายทอดตัวลงมากระทบผืนหิมะจนเกิดประกายระยิบระยับทว่ามันเป็แสงแดดที่ปราศจากความอบอุ่นมีเพียงความสว่างไสวที่ขับเน้นให้ความเย็นเยียบของอากาศชัดเจนยิ่งขึ้น
…
สวนทิศใต้เรือนตระกูลเสิ่น
ต้นท้อใหญ่ยืนต้นสงบนิ่งอยู่กลางลานกิ่งก้านของมันยังคงแห้งโกร๋น เปล่าเปลือย ไร้ซึ่งใบสีเขียวอ่อนหรือตุ่มดอกสีชมพูเปลือกไม้สีน้ำตาลเข้มรองรับเพียงความหนาวเย็นของฤดูกาลทว่าโครงสร้างของกิ่งก้านที่แผ่ขยายออกไปนั้นกลับสลับซับซ้อนและมีท่วงทำนองในตัวเองเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องทำมุมพอดีเงาของกิ่งท้อเ่าั้ก็ทอดตัวลงมาทาบทับบนพื้นระเบียงไม้กระดานเกิดเป็ลวดลายสีเทาเข้มที่ทาบทับลงบนความสว่าง
เถาอิ่งในชุดคลุมผ้าฝ้ายบุนวมสีอ่อนนั่งคุกเข่าอยู่บนเบาะรองนั่งตรงระเบียงทางเดินนั้นเด็กหญิงไม่ได้วิ่งเล่น ไม่ได้ส่งเสียงร้องเรียกหาใคร ไม่ได้ปั้นหิมะเหมือนวันวานเธอเพียงแค่นั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวเตี้ย
บนโต๊ะมีเพียงอุปกรณ์ไม่กี่ชิ้นแท่นฝนหมึกหินสีดำสนิท แท่งหมึก พู่กันขนกระต่ายขนาดต่างๆและกระดาษข้าวแผ่นใหญ่ที่ถูกกางแผ่ออกและทับด้วยแท่งเหล็กทับกระดาษน้ำหมึกดำสนิทที่นิ่งอยู่ในแอ่งหินส่งกลิ่นหอมเจือจางของเขม่าควันสนปะปนกับความชื้นของฤดูหนาว
เด็กหญิงจับด้ามพู่กันด้วยมือขวาอย่างมั่นคงปลายนิ้วเล็กๆ ััถึงความเย็นเยียบของด้ามไม้ไผ่ทว่าข้อมือของเธอกลับผ่อนคลายและเป็อิสระเธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองต้นท้อใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่กลางลานหิมะสายตาของเธอไม่ได้จับจ้องอยู่ที่สิ่งมีชีวิตหรือทิวทัศน์อันกว้างไกล
ดวงตากลมโตของเถาอิ่งจับจ้องอยู่เพียงเงาของกิ่งท้อที่ทอดทับลงมาบนแผ่นกระดาษข้าวสีขาวตรงหน้า
มันเป็เพียงเงาดำที่ไร้สีสัน ไม่มีดอกไม้ไม่มีความหอมหวาน ทว่ามันคือร่องรอยของการมีอยู่ เธอจุ่มปลายพู่กันลงในน้ำหมึกปล่อยให้ขนกระต่ายดูดซับสีดำสนิทจนชุ่มชื้น ก่อนจะปาดปลายพู่กันเบาๆที่ขอบแท่นหินเพื่อรีดน้ำหมึกส่วนเกินออก
สวบ...
เสียงขนพู่กันลากผ่านผิวขรุขระของกระดาษข้าวดังขึ้นแ่เบาเถาอิ่งกดน้ำหนักมือลงไป สร้างเส้นทึบหนาตรงจุดที่เป็โคนกิ่งก่อนจะตวัดปลายพู่กันขึ้นอย่างรวดเร็วและแ่เบาเพื่อสร้างเส้นสายที่เรียวบางของปลายกิ่งไม้ที่แตกแขนงออกไปเธอไม่ได้พยายามวาดต้นไม้ให้เหมือนจริง แต่เธอกำลังวาด 'เงา' ของมันวาดความว่างเปล่าที่ถูกล้อมรอบด้วยเส้นหมึกสีดำ
ลมเหนือพัดผ่านมาเอื่อยๆหอบเอากลิ่นความเย็นชืดของเกล็ดน้ำแข็งมาปะทะจมูก เถาอิ่งไม่ได้ขยับหนีเธอจมดิ่งลงไปในโลกที่มีเพียงกระดาษ พู่กัน และความเงียบสงบโลกที่เธอไม่ต้องเป็บุตรสาวของแม่ทัพ ไม่ต้องรอคอยสิ่งใด ไม่ต้องตั้งคำถามเธอเพียงแค่ปล่อยให้เส้นหมึกไหลลื่นไปตามจังหวะลมหายใจของตนเอง
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นจากทางเดินระเบียงไม้อีกด้านหนึ่งมันเป็จังหวะฝีเท้าที่สม่ำเสมอ มั่นคงทว่าไร้ซึ่งการกระแทกกระทั้นหรือความเร่งรีบ
เสิ่นเยี่ยนฉือก้าวเดินออกมาจากมุมเรือนเขาสวมเสื้อคลุมสีเข้มที่ตัดกับความสว่างของลานหิมะอย่างสิ้นเชิงร่างกายของเด็กชายเริ่มยืดขยายสูงขึ้นตามวัยทว่าความสงบนิ่งที่แผ่ซ่านออกมารอบกายนั้นกลับลึกล้ำยิ่งกว่าอายุของเขาปลายแขนเสื้อด้านซ้ายของเขายังคงทิ้งตัวลงมาอย่างเรียบง่ายร่องรอยบางอย่างถูกซ่อนไว้ภายใต้เนื้อผ้านั้น
เขาเดินเข้ามาใกล้พื้นที่ใต้ร่มเงาต้นท้อฝีเท้าของเขาหยุดลงเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างเล็กๆที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะไม้
เยี่ยนฉือไม่ได้เอ่ยคำทักทายไม่ได้กระแอมไอเพื่อเรียกร้องความสนใจ เขาเพียงแค่หยุดยืนอยู่ตรงนั้นทิ้งระยะห่างประมาณสามก้าวสายตาของเขาทอดมองไปยังแผ่นหลังของเด็กหญิงที่กำลังจดจ่ออยู่กับการตวัดพู่กันเขามองเห็นการขยับของหัวไหล่ มองเห็นปอยผมสีดำขลับที่ตกลงมาระกรอบหน้าของเธอ
ความเงียบที่ล้อมรอบตัวเขาไม่ได้มีหนามแหลมคมอีกต่อไปมันเบาบาง โปร่งสบาย และอนุญาตให้อากาศไหลผ่านได้อย่างอิสระ
เยี่ยนฉือขยับเท้าก้าวเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดเขาเลือกที่จะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นระเบียงไม้กระดานห่างจากเบาะรองนั่งของเถาอิ่งเพียงหนึ่ง่แขน มันเป็ระยะห่างที่พอดีไม่ใกล้จนรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว ไม่ไกลจนกลายเป็คนแปลกหน้า
เขาพับเพียบลงอย่างเงียบเชียบสองมือวางซ้อนกันไว้บนตัก แผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงทว่ากล้ามเนื้อลาดไหล่ผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์
เด็กชายไม่ได้ชะโงกหน้าเข้าไปดูว่าเถาอิ่งกำลังวาดสิ่งใดเขาไม่ได้เอ่ยปากถามว่ากำลังวาดรูปอะไรอยู่เขาไม่จำเป็ต้องตั้งคำถามเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่า
เยี่ยนฉือเพียงแค่เบนสายตาออกไปมองลานหิมะเบื้องหน้ามองกิ่งท้อที่แห้งโกร๋นตัดกับแผ่นฟ้าสีเทาหม่นปล่อยให้เสียงสวบสาบของพู่กันที่เสียดสีกับกระดาษกลายเป็ดนตรีประกอบฉากอันแสนสงบ
เถาอิ่งรับรู้ถึงการมาถึงของเขาเธอเห็นเงาของเขาที่ทอดตัวลงมาทาบทับขอบกระดาษข้าว ทว่าเธอไม่ได้หยุดมือไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มหรือชวนคุยเธอเพียงแค่จุ่มพู่กันลงในแท่นฝนหมึกอีกครั้ง แล้วลงมือวาดต่อไป
การที่เขามานั่งอยู่ตรงนี้การมีอยู่ของเขาข้างกายเธอ กลายเป็ความคุ้นเคยที่ไร้ซึ่งน้ำหนักกดทับมันเป็ความสบายใจที่ไม่ต้องอาศัยคำยืนยันใดๆ พวกเขาเพียงแค่อยู่ในพื้นที่เดียวกันแบ่งปันอากาศและลมหนาวร่วมกัน โดยที่โลกของแต่ละคนยังคงหมุนไปตามจังหวะของตนเอง
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าแสงอาทิตย์เริ่มเปลี่ยนองศา เงาของต้นท้อบนแผ่นกระดาษขยับเขยื้อนยืดขยายออกไปเถาอิ่งต้องขยับตัวเล็กน้อยเพื่อวาดตามเงานั้น
ลมพัดมาอีกระลอกหอบเอาเกล็ดหิมะบางเบาที่ค้างอยู่บนหลังคาร่วงหล่นลงมาบนพื้นลานเสียงหิมะกระทบพื้นดังกรอบแกรบแ่เบาเสียงลมหายใจของคนสองคนประสานกันเป็จังหวะเนิบช้า
และแล้วความเงียบสงบนั้นก็ถูกเจือด้วยจังหวะฝีเท้าที่เร่งรีบและหนักหน่วงกว่า
ติง... ติง...
เสียงป้ายหยกกระทบพู่ไหมกังวานใสลอยมาก่อนตัวจ้าวเหยียนโจวในชุดคลุมสีงาช้างเดินย่ำเท้าไปตามระเบียงทางเดินเขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากการเรียนตำราในห้องหนังสือใบหน้าของเด็กชายวัยแปดหนาวประดับไปด้วยความเบิกบานที่คุ้นตาท่วงท่าการเดินของเขาเต็มไปด้วยพลังงานและความมีชีวิตชีวาที่มักจะทำลายความเงียบงันในจวนเสมอ
"พวกเ้ามาหลบมุมหนาวกันอยู่ตรงนี้เอง!"
จ้าวเหยียนโจวส่งเสียงร้องทักมาแต่ไกลน้ำเสียงของเขาแจ่มใสและดังสะท้อนไปทั่วระเบียงเขาเร่งฝีเท้าเดินตรงเข้ามาหาเด็กทั้งสองคนที่นั่งอยู่ใต้เงาต้นท้อ
"ข้าตามหาพวกเ้าเสียทั่วจวนวันนี้ท่านอาจารย์..."
คำพูดของเขาหยุดชะงักลงกลางคันเมื่อเขาก้าวเข้ามาจนถึงระยะที่สามารถมองเห็นบรรยากาศตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาขององค์รัชทายาทคือเถาอิ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันลงบนกระดาษอย่างมีสมาธิแน่วแน่จนไม่แม้แต่จะปรายตามองผู้มาใหม่ และเสิ่นเยี่ยนฉือที่นั่งตัวตรงอยู่ข้างๆทอดสายตามองขอบฟ้าอย่างไร้อารมณ์ ทว่าผ่อนคลายจนน่าประหลาด
ไม่มีใครหันมาตอบรับคำทักทายของเขา
ไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้
ไม่มีใครละทิ้งสิ่งที่ตนกำลังทำเพื่อต้อนรับเขา
จ้าวเหยียนโจวอ้าปากค้างไว้เล็กน้อยคำพูดมากมายที่เตรียมจะเล่าถึงบทกวีที่น่าเบื่อหน่ายหรือแผนการที่จะแอบไปขอขนมในโรงครัว ถูกกลืนหายกลับลงไปในลำคอ
เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นััได้ถึงมวลอากาศที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่ความอึดอัดของการถูกหมางเมินไม่ใช่การถูกกีดกันออกจากการเป็ส่วนหนึ่ง
ทว่ามันคือความเต็มเปี่ยมของความเงียบ
ความเงียบระหว่างเสิ่นเยี่ยนฉือและเถาอิ่งในเวลานี้มีความสมบูรณ์แบบอยู่ในตัวมันเอง ราวกับผิวน้ำในสระที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่นหากเขาโยนก้อนหินแห่งคำพูดลงไป แม้เพียงคำเดียวมันก็จะทำลายความงดงามของผิวน้ำนั้นจนหมดสิ้น
จ้าวเหยียนโจวค่อยๆ หุบปากลง
เขากะพริบตา มองดูคนทั้งสองอีกครั้งเด็กชายผู้เติบโตมาในสถานที่ที่ทุกคำพูดต้องเหมาะสม ทุกคำตอบต้องถูกต้องบัดนี้กำลังเรียนรู้บทเรียนใหม่ที่ไม่มีจารึกอยู่ในตำราเล่มใด
จ้าวเหยียนโจวขยับเท้าอย่างแ่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้เขาเดินอ้อมไปทางด้านซ้ายของเถาอิ่ง ฝั่งที่ตรงข้ามกับเสิ่นเยี่ยนฉือก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นระเบียงไม้
เขาไม่ได้นั่งขัดสมาธิอย่างเรียบร้อยไม่ได้นั่งชันเข่าอย่างสงวนท่าทีทว่าเด็กชายกลับเอนแผ่นหลังลงไปนอนราบกับพื้นกระดานไม้เย็นเยียบปล่อยให้ชายเสื้อคลุมแผ่สยายออกไปบนพื้นอย่างไร้ระเบียบ
เขายกสองมือขึ้นก่ายหน้าผากดวงตาของเขาทอดมองขึ้นไปยังเพดานระเบียงก่อนจะเลื่อนสายตาออกไปมองกิ่งก้านของต้นท้อที่ทาบทับอยู่บนผืนฟ้าสีเทา
ป้ายหยกมันแพะหยุดส่งเสียงกังวาน
ลานใต้ต้นท้อกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้งทว่าบัดนี้ ความเงียบนั้นได้โอบอุ้มลมหายใจของคนสามคนเอาไว้ด้วยกัน
เถาอิ่งยังคงลากพู่กัน จุ่มน้ำหมึกและปาดลงบนกระดาษอย่างต่อเนื่องเสียงสวบสาบของเส้นขนกระต่ายเป็เพียงจังหวะเดียวที่ขับเคลื่อนเวลาให้เดินไปข้างหน้า เธอไม่ได้หันไปมองจ้าวเหยียนโจวที่เพิ่งมาถึงทว่าเธอรับรู้ได้ถึงไออุ่นของร่างกายอีกร่างที่เพิ่มเข้ามาในพื้นที่นี้
เสิ่นเยี่ยนฉือยังคงนั่งนิ่งสายตาของเขามองทอดไปยังแนวกำแพงอิฐที่ปกคลุมด้วยหิมะเขาไม่ได้หันไปมองจ้าวเหยียนโจว ไม่ได้ขยับตัวหนีการร่วมพื้นที่เขาเพียงแค่สูดอากาศเย็นเยียบเข้าปอด แล้วระบายออกมาช้าๆ
ส่วนจ้าวเหยียนโจวเขานอนฟังเสียงพู่กันของเถาอิ่ง ฟังเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเยี่ยนฉือเขาปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงไปในความเงียบที่เขาไม่เคยคุ้นชิน ทว่าบัดนี้เขากลับค้นพบว่าความเงียบนี้ไม่ได้น่ากลัว มันไม่ได้หมายถึงการถูกทอดทิ้ง
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งแสงอาทิตย์เริ่มเปลี่ยนสีเป็สีทองอ่อนๆของยามบ่ายคล้อย เงาของต้นท้อบนแผ่นกระดาษยืดยาวจนผิดเพี้ยนไปจากเดิม
เถาอิ่งหยุดมือที่กำลังตวัดพู่กัน
เธอยกพู่กันขนกระต่ายขึ้นเหนือกระดาษปล่อยให้หยดน้ำหมึกหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงมาบนแท่นหินก่อนจะวางพู่กันลงบนที่วางกระเบื้องเคลือบอย่างเบามือ
เด็กหญิงขยับตัวถอยหลังออกมาเล็กน้อยเพื่อทอดสายตามองผลงานของตนเองอย่างเต็มตา
บนกระดาษข้าวแผ่นใหญ่สีขาวบริสุทธิ์ปรากฏร่องรอยของเส้นหมึกสีดำสนิทที่ตวัดเกี่ยวพันกันมันไม่ใช่ภาพวาดของต้นไม้ที่มีใบดกหนา ไม่ใช่ภาพของดอกท้อที่เบ่งบานงดงามมันเป็เพียงภาพของกิ่งก้านที่ว่างเปล่า บิดเบี้ยว และโดดเดี่ยวทว่าเส้นสายเ่าั้กลับมีความเฉียบคม มีน้ำหนักมีความหนักแน่นอยู่ในความไร้สีสัน
มันคือการจับเอาเงาที่ไม่มีตัวตนมาตรึงไว้บนกระดาษอย่างถาวร
เถาอิ่งไม่ได้มีรอยยิ้มพึงพอใจประดับบนใบหน้าเธอไม่ได้เรียกให้ใครหันมาดูผลงานของตน ไม่ได้้าคำชื่นชมเธอเพียงแค่ละสายตาจากแผ่นกระดาษข้าว หันใบหน้าไปทางขวา
เธอมองเห็นเสี้ยวหน้าของเสิ่นเยี่ยนฉือที่กำลังหลับตาลงรับสายลมเย็นลำคอของเขาเหยียดตรง เส้นผมสีเข้มพลิ้วไหวตามแรงลมเค้าโครงหน้าของเด็กชายเริ่มฉายแววความคมคายที่สงบงัน
จากนั้น เธอจึงหันใบหน้าไปทางซ้าย
เธอมองเห็นจ้าวเหยียนโจวที่กำลังนอนหลับตาพริ้มหายใจเข้าออกเป็จังหวะสม่ำเสมอองค์รัชทายาทผู้มักจะตื่นตัวอยู่เสมอบัดนี้ได้ผล็อยหลับไปแล้วอย่างง่ายดายบนพื้นกระดานไม้แข็งๆในพื้นที่ที่เขาเชื่อมั่น
เถาอิ่งไม่ได้เอ่ยคำใดไม่ได้ปลุกคนที่กำลังหลับ และไม่ได้ทำลายความเงียบของคนที่กำลังตื่นเธอเพียงแค่หันหน้ากลับมา มองดูแผ่นกระดาษข้าวตรงหน้าอีกครั้ง
ความว่างเปล่าของกระดาษสีขาวถูกทาทับด้วยความลึกล้ำของเส้นหมึกสีดำ
ลมเหนือพัดแ่เบาผ่านกิ่งท้อที่แห้งโกร๋นไม่มีเสียงจากราชสำนัก ไม่มีคำสั่งจากโลกภายนอกไม่มีสิ่งใดเร่งเร้าให้พวกเขาต้องเติบโตในทันทีมีเพียงร่องรอยของเงาดอกท้อที่ยังไม่เบ่งบานและลมหายใจของเด็กสามคนที่ถูกหลอมรวมไว้ในความเงียบเดียวกัน