ตอนที่ 6 — ทะเบียนสมรสเปื้อนเงื่อนไข
“ธวัชชัยได้รายละเอียดการแต่งงานของเราไปแล้วค่ะ”
ประโยคแรกทำให้มือซึ่งกำลังติดกระดุมข้อมือเสื้อหยุดลง
เช้าวันใหม่เพิ่งเริ่มขึ้นไม่ถึงชั่วโมง แฟ้มสัญญาวางรออยู่บนโต๊ะในห้องทำงานเล็กของเพนท์เฮาส์ รถจะพาทั้งคู่ไปจดทะเบียนในห้องประชุมส่วนตัวของโรงแรมก่อนเที่ยง แต่แผนที่ควรเป็ความลับกลับหลุดออกไปแล้ว
ดวงตาคมหันมารับข่าวโดยไม่มีความใ มีเพียงความนิ่งซึ่งกดบรรยากาศรอบตัวให้หนักขึ้น
“หลักฐาน”
ณิชารินทร์วางแท็บเล็ตลงกลางโต๊ะ ภาพจากกล้องซึ่งซ่อนอยู่ในเลานจ์ของคลับปรากฏบนหน้าจอ มุมล่างมีทั้งเวลาที่เปิดดูภาพและบันทึกการส่งไฟล์ชื่อ MARRIAGE AGREEMENT ออกไปเมื่อคืน
“กล้องอยู่ในกรอบกระจกตรงข้ามระเบียง บริษัทที่เช่าเซิร์ฟเวอร์เป็นอมินี ที่อยู่รับใบแจ้งหนี้โยงกลับไปสำนักงานของธวัชชัย”
คิรินทร์เลื่อนดูข้อมูลเพียงไม่กี่หน้า ก่อนกดโทรศัพท์บนโต๊ะ
“พายุ ขึ้นมาหาฉัน เดี๋ยวนี้”
ไม่ถึงสิบนาที ประตูลิฟต์เปิดออก พายุเดินตรงเข้ามา รับแท็บเล็ตไปตรวจ แล้วเงียบอยู่นานกว่าปกติ
“เป็อุปกรณ์ที่ถูกเพิ่มเข้าระบบของคลับเมื่อสองสัปดาห์ก่อนครับ คนติดตั้งใช้รหัสช่างซ่อมบำรุงที่ลาออกไปแล้ว ผมจะปิดสัญญาณและตามตัว—”
“อย่าเพิ่งปิดค่ะ”
สายตาสองคู่หันมาพร้อมกัน
ไฟล์อีกฉบับเปิดขึ้นแทนที่ภาพจากกล้อง เป็กำหนดการแก้ไขปลอมซึ่งระบุว่าเลื่อนการจดทะเบียนไปเป็่บ่าย ก่อนแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
“ธวัชชัยเห็นเงื่อนไขเดิมหมดแล้วค่ะ เราเอาคืนไม่ได้ แต่เราทำให้มันเชื่อว่ากำหนดการเปลี่ยนได้” ปลายนิ้วแตะเวลาบนเอกสาร “ปล่อยฉบับนี้ไป มันจะคิดว่ายังเหลือเวลาขัดขวาง และคนที่ร้อนที่สุดจะเป็อัครพล”
พายุขมวดคิ้ว “คุณ้าล่อเขาออกมา?”
“ค่ะ เขาติดหนี้จนรอไม่ได้ ถ้ารู้ว่าฉันกำลังจะจดทะเบียน เขาต้องมาเอง”
แฟ้มในมือคิรินทร์ปิดลง สีหน้ายังคงอ่านยาก
“แล้วเธอจะให้มันเข้าถึงตัวได้ยังไง ในเมื่อโรงแรมเป็ที่ของฉัน”
“ฉันจะส่งบัตรเชิญพร้อมข้อความว่าฉันเริ่มลังเลและพร้อมเซ็นยอมความลับ ๆ ก่อนจดทะเบียนค่ะ ถ้ามันเชื่อว่าคุณไม่ได้อยู่กับฉัน มันจะกล้าเข้ามา”
ความเงียบเกิดขึ้นเพียงชั่วลมหายใจ พายุเหลือบมองเ้านายก่อนลดสายตาลง เหมือนรู้ว่าการโต้เถียงซึ่งกำลังจะเกิดไม่ใช่พื้นที่ของตน
“ออกไปจัดการกล้อง” คิรินทร์สั่ง “ให้มันรับภาพที่ณิชารินทร์้าส่งเท่านั้น ส่วนต้นทางจริงห้ามแตะจนกว่าฉันจะสั่ง”
“ครับบอส”
เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง เงาสูงก็เคลื่อนอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้า
“เธอคิดว่าฉันจะยอมให้มันเข้าถึงตัว?”
“ฉันไม่ได้ขออนุญาตค่ะ” ปลายคางเชิดขึ้นรับสายตา “ฉันกำลังเสนอวิธีเอาคำพูดของอัครพลมาเป็หลักฐาน”
“ถ้ามันพกปืนมา?”
“ปกติคนของคุณก็ตรวจอาวุธอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ถ้ามันไม่พูดตามที่เธอ้า?”
“ฉันจะทำให้มันพูด”
คำตอบซึ่งไม่มีความลังเลทำให้กล้ามเนื้อตรงสันกรามขยับ ดวงตาคู่นั้นจับนิ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความกล้ากับความไม่รู้ว่ากำลังเสี่ยงสิ่งใด
ณิชารินทร์รับสายตานั้นโดยไม่ถอย การเดินเข้าหาอำนาจของผู้ชายคนนี้ไม่เคยมีไว้เพื่อหลบอยู่ข้างหลัง หากคิรินทร์้าที่ดินของตน หญิงสาวก็้าให้อิทธิพลของเขากลายเป็คมมีดในมือตนเองเช่นกัน
“คุณให้การ์ดอยู่หลังประตูได้” น้ำเสียงยังมั่นคง “แต่ห้ามเข้ามาก่อนฉันส่งสัญญาณ”
“เธอกำลังสั่งฉัน?”
“กำลังต่อรองค่ะ”
ปลายนิ้วยกขึ้นแตะใต้คาง แรงกดไม่ได้ทำให้เจ็บ แต่บังคับให้ใบหน้าเชิดสูงขึ้น
“ถ้าเลยเวลาที่ตกลงกันแม้แต่วินาทีเดียว ฉันจะเข้าไป ไม่ว่าเธอจะได้หลักฐานหรือยัง” น้ำเสียงต่ำลง ดวงตาจับอยู่บนใบหน้าเหมือน้าคำรับรองมากกว่าคำตอบรับตามมารยาท
แรงขบตรงสันกรามกับความไม่พอใจซึ่งไม่คิดปิดบังทำให้คำตอบมาช้ากว่าปกติ โดยไม่มีการหลบสายตา “ตกลงค่ะ”
“แล้วถ้ามันแตะตัวเธอ—” ประโยคขาดลงกลางทาง นิ้วโป้งใต้คางเลื่อนสูงขึ้นเล็กน้อย ราวกับเพียงนึกถึงภาพนั้นก็ทำให้เ้าของมือต้องฝืนหยุด
“นั่นก็เป็หลักฐานอีกชิ้น”
รอยยิ้มบางตรงมุมปากทำให้นิ้วใต้คางเกร็งขึ้นทันที ความเย็นในดวงตาคู่นั้นเข้มกว่าเดิม ก่อนมือจะถูกปล่อยราวกับเ้าของรู้ว่า หากยังแตะอยู่ต่อ เขาอาจเป็ฝ่ายทำลายข้อตกลงเสียเอง
“อย่าท้าความอดทนฉัน ณิชารินทร์”
ปลายนิ้วลูบคางตรงรอยัั แววตายังคงนิ่ง แต่ประกายท้าทายไม่ได้จางลง “ฉันก็แค่อยากรู้ว่าความอดทนของคุณมีขีดจำกัดตรงไหนค่ะ”
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งคู่เดินทางถึงห้องประชุมส่วนตัวของโรงแรมแกรนด์อัศวภาคินทร์ พื้นที่ทั้งชั้นถูกปิดไว้ล่วงหน้า นายทะเบียน พยาน และทนายความสองคนรออยู่ภายใน ทุกอย่างเรียบง่าย ไม่มีดอกไม้ ไม่มีแขก และไม่มีคำอวยพรเกินจำเป็
เอกสารสองชุดวางลงบนโต๊ะ ข้างกันคือสำเนาสัญญาก่อนสมรสที่ลงชื่อไว้เมื่อคืน ณิชารินทร์อ่านทวนเงื่อนไขสำคัญอีกครั้ง ที่ดินท่าเรือยังเป็สินส่วนตัวและอยู่ในกรรมสิทธิ์เดิม อัศวภาคินกรุ๊ปได้สิทธิบริหารผ่านสัญญาเช่าระยะยาวและสัญญาร่วมทุน คิรินทร์สนับสนุนทีมกฎหมาย ข้อมูล และกำลังคนสำหรับการสืบหาผู้บงการ ทั้งสองฝ่ายห้ามแตะต้องหรือสร้างภาระผูกพันในทรัพย์ของอีกฝ่าย ต้องรักษาความลับและปรากฏตัวต่อสังคมในฐานะคู่สมรสเป็เวลาหนึ่งปี เว้นแต่จะตกลงยุติสัญญาร่วมกันก่อนกำหนด ส่วนความสัมพันธ์ในพื้นที่ส่วนตัวต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งคู่ในแต่ละครั้ง
เก้าอี้สองตัวเว้นระยะห่างกันเพียงเล็กน้อย ปากกาหมึกซึมสีดำวางตรงหน้ามือขวา ส่วนนามสกุลศิริกุลวานิชบนเอกสารยังย้ำชัดถึงตระกูลเดิม แม้ชีวิตตามกฎหมายกำลังจะผูกเข้ากับผู้ชายอีกคน
“ตรวจข้อมูลอีกครั้งนะครับ หากถูกต้อง ลงชื่อได้เลยครับ” นายทะเบียนบอก
สายตาไล่อ่านทุกบรรทัดจนจบ ก่อนมือขวาจะหยิบปากกาขึ้นมา
ปากกาของคิรินทร์ยังวางอยู่ที่เดิม ดวงตาคมจับอยู่ตรงปลายปากกาอีกด้ามนิ่ง ๆ
“เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน” เสียงนั้นเบาพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน
ดวงตาสีนิลหันไปรับคำ “คนที่อยากได้ท่าเรือของฉันกำลังเปิดทางให้ถอนตัวเหรอคะ”
“ฉันไม่ทำสัญญากับคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องแลกอะไร”
ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษ ลายเซ็นคมชัดปรากฏใต้ชื่อณิชารินทร์ ศิริกุลวานิช
“ฉันรู้ค่ะ ถึงได้เลือกอำนาจของคุณมาแลก”
แววตาคมหยุดอยู่ตรงลายเซ็นนั้นครู่หนึ่ง แล้วหมึกอีกเส้นจึงปรากฏขึ้นเคียงข้างกัน
ตราประทับถูกกดลงบนเอกสาร เสียงสั้นเพียงครั้งเดียวเปลี่ยนสถานะของทั้งคู่โดยไม่ต้องมีพิธีการใดรองรับ
“เรียบร้อยครับ”
ทนายความเลื่อนแฟ้มอีกชุดเข้ามา “คำร้องในนามคุณณิชารินทร์พร้อมยื่นครับ หลักฐานตั๋วเงิน รายการเดินทาง และเอกสารรับรองกรรมสิทธิ์แนบครบแล้ว ทางอัศวภาคินกรุ๊ปเตรียมหลักทรัพย์ตามที่ศาลกำหนดไว้เรียบร้อย”
“ยื่นเลยค่ะ” ณิชารินทร์ตอบ
คิรินทร์มองทนาย “ก่อนเที่ยง ฉันต้องได้เลขรับคำร้อง”
“ครับ”
ทีมกฎหมายเก็บเอกสารและออกไปพร้อมนายทะเบียน เหลือใบสำคัญสมรสสองฉบับวางอยู่บนโต๊ะ
ใบสำคัญสมรสฉบับหนึ่งหายเข้าไปในแฟ้มของคิรินทร์ ส่วนอีกฉบับถูกเลื่อนข้ามโต๊ะมา
“เก็บไว้ให้ดี คุณนายอัศวภาคินทร์”
“ฟังดูเหมือนคุณพอใจกับสถานะนี้นะคะ”
“ฉันพอใจกับสิ่งที่ได้จากมัน”
ฝ่ามือวางทับเอกสารแล้วดึงใบสำคัญสมรสกลับมาโดยไม่หลบสายตา
“บังเอิญจังเลยค่ะ ฉันก็เหมือนกัน”
่บ่าย โรงแรมแกรนด์อัศวภาคินทร์ปิดห้องจัดเลี้ยงชั้นบนสุดสำหรับงานแถลงข่าวแต่งงานโดยเฉพาะ โรงแรมกับคลับเป็ธุรกิจรับรองคู่ค้าในเครือ ขณะที่รายได้หลักของอัศวภาคินกรุ๊ปมาจากท่าเรือ คลังสินค้า และการขนส่งครบวงจร การประกาศร่วมทุนพัฒนาท่าเรือในวันนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าข่าวแต่งงานของคนสองคน สื่อมวลชนได้รับเชิญมาเพียงบางสำนัก ส่วนแขกมีเฉพาะผู้บริหารและคนในวงการธุรกิจที่จำเป็ต่อภาพของพันธมิตรใหม่
ภายในห้องแต่งตัว ชุดเ้าสาวจากห้องเสื้อที่คิรินทร์สั่งเตรียมั้แ่เมื่อคืนแขวนอยู่ข้างกระจก แต่ชุดซึ่งแนบอยู่บนร่างณิชารินทร์เป็ของมารดา ผ้าไหมสีงาช้างได้รับการเก็บรักษาอย่างดีนับจากวันแต่งงานของพ่อแม่ ช่างของโรงแรมปรับ่เอวกับความยาวชายกระโปรงตลอด่สาย ส่วนลูกไม้เดิมบริเวณคอและแผ่นหลังยังคงอยู่ครบทุกฝีเข็ม
การเลือกชุดนี้ไม่ใช่เพราะความงาม หากเป็วิธีรักษาชื่อเดิมไม่ให้ถูกการแต่งงานตามข้อตกลงกลืนหาย แม้ภาพถ่ายวันนี้จะประกาศภรรยาของคิรินทร์ต่อสังคม แต่ผ้าสีงาช้างซึ่งแนบอยู่บนร่างยังเป็สิ่งที่พ่อกับแม่รักษาไว้ให้
ประตูเปิดออก คิรินทร์ในชุดทักซิโด้สีดำหยุดอยู่ด้านหลังโดยไม่พูดทันที สายตาในกระจกเลื่อนจากลูกไม้ตรงบ่า ลงไปยังแนวกระดุมมุกบนแผ่นหลัง
“ชุดของแม่ฉันค่ะ” คำอธิบายดังขึ้นก่อนคำถาม
“ฉันยังไม่ได้ถาม”
“แต่คุณกำลังมองเหมือนคิดว่าจะทำอะไรกับมัน”
มุมปากคิรินทร์ขยับ ระยะห่างในกระจกค่อย ๆ หายไป จนเหลือเพียงเงาสีดำซ้อนอยู่ด้านหลังชุดสีงาช้าง
“คืนนี้เธอก็จะรู้”
มือใหญ่หยุดข้างเอวโดยไม่แตะลงมา ช่องว่างเพียงน้อยนิดกลับส่งอุณหภูมิจากฝ่ามือได้ชัดกว่าการััจริง
“ฉันไม่ลืมเงื่อนไขค่ะ”
“ดี”
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ตัดบรรยากาศตรงหน้ากระจก ข้อความของการ์ดหน้าห้องปรากฏบนจอ
เป้าหมายมาถึงแล้ว
ณิชารินทร์ยื่นหน้าจอให้คิรินทร์ดู
“จำที่ตกลงกันไว้นะคะ รอจนกว่าฉันจะส่งสัญญาณ”
คิรินทร์รับโทรศัพท์ไปวางบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วหยิบเข็มกลัดรูปหงส์ขนาดเล็กขึ้นมาติดตรง่เอวของชุด
“กล้องอยู่ตรงนี้ ไมค์อยู่ใต้ปีก กดสองครั้งถ้า้าให้ฉันเข้าไป” คิรินทร์จัดปีกโลหะให้แนบกับผ้า ปลายนิ้วค้างอยู่ตรงเอวนานกว่าที่จำเป็
ภาพในกระจกดึงสายตาลงไปยังมือข้างเอว ก่อนเลื่อนกลับไปหาเ้าของ “ถ้าฉันไม่กด?”
สีหน้าคมไม่เปลี่ยน แต่ฝ่ามือข้างเอวกลับเลื่อนเข้ามาใกล้อีกนิด “ฉันจะนับสามนาที”
“เราตกลงกันไว้ห้านาทีค่ะ” คิ้วเรียวเลิกขึ้น ร่างในชุดสีงาช้างไม่ถอยจากระยะประชิด เป็คำเตือนว่าเงื่อนไขทุกข้อยังถูกจดจำ
คิรินทร์สบตาผ่านกระจกแล้วกดปีกเข็มกลัดปิดลง เสียงโลหะกระทบกันดังเบา ๆ “ตอนนี้เหลือสาม”
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเพื่อกลั้นยิ้ม ปลายนิ้วซึ่งยังค้างตรงเอวกับตัวเลขที่ถูกตัดลงอย่างเอาแต่ใจบอกชัดว่า เขาไม่ได้ระแวงแผนเท่ากับไม่ชอบความคิดที่ต้องยืนรอ ขณะที่ผู้ชายอีกคนอยู่กับหญิงสาวหลังประตูปิดลง
เงาสีดำเคลื่อนออกจากกระจก ประตูปิดลงพร้อมเสียงกลอนเบา ๆ
ไม่ถึงครึ่งนาที อัครพลก็เข้ามา
การ์ดตรวจอาวุธแล้วปล่อยให้อัครพลผ่านตามรายชื่อซึ่งส่งไว้ ข้อความลวงบอกว่าเ้าสาวกลัวจะเสียที่ดินให้คิรินทร์และพร้อมเซ็นยอมความก่อนจดทะเบียน ประกอบกับคำรับรองจากธวัชชัยว่าจะเตรียมทางออกไว้ให้ จึงมากพอดันคนขี้ขลาดให้ยอมเสี่ยงเผชิญหน้าเ้าของโรงแรมตามลำพัง
“พี่ได้รับบัตรแล้วก็น่าจะรู้ว่าฉันรออยู่” น้ำเสียงเรียบกว่าที่อีกฝ่ายคาด
อัครพลปิดประตู “แกเป็คนส่งจริง ๆ?”
“ถ้าไม่ส่ง พี่จะผ่านคนของคิรินทร์ขึ้นมาได้เหรอคะ”
ความมั่นใจบนใบหน้าอัครพลสะดุดไปชั่วขณะ คนตรงหน้าคงคาดว่าจะพบผู้หญิงซึ่งพร้อมหักหลังสามีคนใหม่เพื่อรักษาที่ดิน ไม่ใช่เ้าสาวที่ยืนรอด้วยท่าทีสงบเกินกว่าจะเป็ฝ่ายจนมุม
แฟ้มในมือถูกโยนลงบนโต๊ะ
“เซ็นซะ ถอนคำร้อง แล้วรับสภาพหนี้แทนพ่อแก”
แฟ้มบนโต๊ะไม่ได้รับแม้แต่ปลายนิ้ว “หมายศาลทำให้พี่เดือดร้อนขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน”
“ฉันแค่อยากรู้ ตั๋วเงินที่พี่ถืออยู่ก็น่าจะพอใช้ฟ้อง ทำไมต้องเสี่ยงมาบังคับให้ฉันเซ็นอีก”
อัครพลกัดฟัน “เพราะฉันไม่มีเวลารอศาล!”
“หรือเพราะพี่รู้ว่าถ้าตรวจลายเซ็นกับพยาน ตั๋วใบนั้นจะใช้ไม่ได้”
สีหน้าของอัครพลเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที สั้นมาก แต่ไม่เร็วพอจะรอดพ้นสายตาคนซึ่งรอจับพิรุธอยู่แล้ว
“พ่ออยู่สิงคโปร์ในวันที่เอกสารบอกว่าเซ็นที่กรุงเทพฯ” ณิชารินทร์กดต่อในจุดซึ่งเพิ่งเห็นรอยร้าว “พี่ไม่รู้เื่นี้สินะ”
“แล้วไง” เขาก้าวเข้ามาใกล้ “ต่อให้กระดาษใบนั้นไม่มีค่า ถ้าแกลงชื่อรับหนี้เสียเอง ทุกอย่างก็จบ”
คำตอบชัดพอสำหรับตั๋วเงิน แต่ยังไม่พอไปถึงคนบงการ
“ใครสอนวิธีนี้ให้พี่คะ ธวัชชัยเหรอ”
“อย่าเรียกชื่อลุงเหมือนแกยังมีสิทธิ์นับญาติ”
“แสดงว่าใช่”
“ฉันบอกให้เซ็น!”
ฝ่ามือของอัครพลตบลงบนโต๊ะจนเครื่องสำอางสั่น นิ้วหยาบคว้าต้นแขน ตั้งใจลากเข้าหาแฟ้ม แต่ณิชารินทร์หมุนข้อมือตามแรงดึงแล้วเบี่ยงตัวออกด้านข้าง ท่าที่เคยฝึกไว้ทำให้มือนั้นหลุดโดยไม่ต้องต่อสู้ตรง ๆ
อัครพลเสียหลักชนขอบโต๊ะ ความอับอายทำให้สีหน้าบิดเบี้ยวกว่าเดิม
“คิดว่าแต่งงานกับมันแล้วจะข่มฉันได้เหรอ!”
“ฉันไม่ได้แต่งเพื่อข่มพี่ค่ะ” ปลายนิ้วจัดผ้าตรงต้นแขนกลับเข้าที่ “ฉันแต่งเพื่อมีแรงมากพอจะลากทั้งพี่และคนที่อยู่ข้างหลังออกมาพร้อมกัน”
ร่างสันทัดพุ่งเข้าหาอีกครั้ง
คราวนี้ณิชารินทร์กดปีกเข็มกลัดสองครั้ง
ประตูเปิดแทบพร้อมกัน คิรินทร์เข้ามาคว้าข้อมืออัครพลก่อนระยะห่างจะหมดลง แรงบิดเพียงพอให้ชายอีกคนหน้าซีดและทรุดเข่าลง แต่ไม่มีเสียงกระดูกหัก ไม่มีการเตะซ้ำ มีเพียงมือที่กดอยู่ตรงข้อศอกในมุมซึ่งขยับอีกนิดเดียวก็อาจเกิดอันตรายได้จริง
“สามนาทีพอดี” คิรินทร์พูด
อัครพลพยายามดิ้น “ปล่อยกู!”
“อยู่นิ่ง ๆ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังขึ้น “ฉันยังไม่อยากให้ห้องของโรงแรมเปื้อนเืก่อนแถลงข่าว”
การ์ดสองคนเข้ามาตามหลังและรับตัวอัครพลไว้ คิรินทร์ยังไม่สั่งให้พาออก สายตาคมหันมาหาเ้าของแผนก่อน
“ได้สิ่งที่้าหรือยัง”
ณิชารินทร์ถอดเข็มกลัดออก เปิดไฟล์เสียงตรง่ที่อัครพลยอมรับว่าตั๋วไม่มีค่าและพยายามบังคับให้รับหนี้ เสียงบันทึกชัดทุกคำ
“ได้มากกว่าที่คิดค่ะ”
ใบหน้าของอัครพลซีดลง “แกอัดเสียงฉัน?”
“พี่เข้ามาข่มขู่ฉันในงานแต่งของฉันเองนะคะ จะให้ฉันปล่อยพี่กลับไปพร้อมคำพูดลอย ๆ ได้ยังไง”
คิรินทร์รับเข็มกลัดไปส่งต่อให้การ์ด
“สำรองไฟล์ ส่งให้ทนาย แล้วพามันออกทางด้านหลัง อย่าให้นักข่าวเห็น”
“ครับบอส”
อัครพลถูกลากตัวออกไปได้ไม่กี่เมตรก็หันกลับมาะโ “ลุงธวัชชัยไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่! ต่อให้มีเสียงนี้ พวกแกก็สาวไม่ถึงเขาหรอก!”
ประตูปิดลงพร้อมคำขู่ประโยคสุดท้าย
บานประตูรับสายตานิ่งงัน ธวัชชัยระวังตัวกว่าหมากที่ส่งมาใช้ อัครพลอาจหลุดปาก แต่คงไม่มีเอกสารใดโยงถึงคนบงการโดยตรงง่าย ๆ
อย่างน้อยวันนี้มีสิ่งติดมือกลับไปสองอย่าง—หลักฐานเพิ่ม และความมั่นใจว่าธวัชชัยกำลังเฝ้ามองทุกความเคลื่อนไหวผ่านคนของตน
ปลายนิ้วคิรินทร์แตะรอยแดงจางบนต้นแขนซึ่งเพิ่งเกิดจากการคว้าของอัครพล นิ้วโป้งกดลงเพียงนิดเดียว ความเจ็บก็แล่นใต้ผิว
“นี่คือสิ่งที่เธอเรียกว่าคุมสถานการณ์ได้?”
“เขาพูดทุกอย่างที่ฉัน้าค่ะ”
“แลกกับการยอมให้มันแตะตัว”
“ฉันไม่ได้เป็อะไร”
“ฉันเห็น”
สองคำนั้นสั้นจนแยกไม่ออกว่า เขาหมายถึงเห็นว่าเธอปลอดภัย หรือเห็นวินาทีซึ่งมือของอัครพลทิ้งรอยไว้บนตัวภรรยาของเขา
คิรินทร์ดึงแขนเสื้อลูกไม้ลงปิดรอยแดง ก่อนยื่นมือมาตรงหน้า
“ถึงเวลาออกไปแสดงละครของเราแล้ว”
มือซึ่งรออยู่ไม่ใช่มือของผู้ช่วยเหลือที่เข้ามาโดยไม่ได้รับการร้องขอ หากเป็มือของพันธมิตรซึ่งทำตามจังหวะที่เธอกำหนด แม้เ้าตัวจะตัดเวลาห้านาทีเหลือเพียงสามก็ตาม
ณิชารินทร์วางมือลงบนฝ่ามือนั้น
ประตูห้องจัดเลี้ยงเปิดออก แสงแฟลชหลายสิบดวงสว่างขึ้นพร้อมเสียงเรียกชื่อ มือสองข้างยังประสานกันขณะเดินไปยืนต่อหน้าสื่อในฐานะสามีภรรยา คิรินทร์ประกาศการร่วมทุนพัฒนาท่าเรือ ส่วนณิชารินทร์ยืนยันว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็ของตระกูลศิริกุลวานิช และธุรกรรมใดซึ่งไม่ได้รับความยินยอมจากเ้าของจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย
คำประกาศนั้นไม่ใช่การขอให้ใครปกป้อง แต่เป็การทวงสิทธิ์กลับมาต่อหน้าทุกคน
เมื่อประตูเพนท์เฮาส์ปิดลงอีกครั้งในค่ำวันเดียวกัน มือบนเอวคลายออกพร้อมกับเนกไทซึ่งถูกดึงช้า ๆ
ชุดของแม่ยังอยู่ครบทุกกระดุม แต่สายตาคิรินทร์หยุดอยู่ตรงแนวลูกไม้ด้านหลัง
“งานของเธอจบแล้ว” เขาพูด “ต่อไปถึงเงื่อนไขของฉัน”
เงาสะท้อนสีดำในกระจกทำให้ลมหายใจสะดุดเพียงครั้งเดียว ก่อนณิชารินทร์จะเป็ฝ่ายเดินเข้าหาห้องนอนใหญ่
“ฉันจำได้ค่ะ”