8
ไร้กำลังจะแย่งชิง
“่นี้ไม่ค่อยเห็นอันอ๋องมาที่จวนเลยนะเ้าคะ” หวังกุ้ยฮวาเปรยเมื่อเห็นร่างของพี่สาวพ้นประตูเรือนเข้ามา หวังกุ้ยผิงจะกลับก็กลับไม่ได้เพราะถูกบิดาเห็นตัวแล้ว
“่นี้ฝ่าามีรับสั่งให้องค์ชายทุกพระองค์อยู่ในวัง ดูเหมือนจะใกล้่ประลองประจำสามปีแล้ว คราวก่อนอันอ๋องไม่ได้ร่วม แต่คราวนี้คงไม่อาจปฏิเสธ”
หวังหยวนกล่าว คีบมันต้มจิ้มพริกแล้วกัดเข้าปากพอได้รสชาติ จากนั้นก็พุ้ยข้าวเข้าปาก ท่าทางผ่อนคลายไม่เหมือนเสนาบดีผู้เคร่งขรึมในราชสำนัก
บ้านสกุลหวังไม่มีกฎว่าสมาชิกต้องรับสำรับเช้าพร้อมหน้า แต่ถ้าวันไหนที่หวังหยวนไม่รีบเร่งเข้าวังเ้านายของจวนก็มักจะมารวมตัวกันโดยบังเอิญ
“งานประลองหรือเ้าคะ เคยได้ยินผ่านหูมาหลายครั้ง ดูท่าคราวนี้องค์ชายคนสำคัญน่าจะเข้าร่วมกันเกือบทั้งหมด”
คุณหนูคุณชายมีงานเลี้ยงในจวนต่างๆ เป็สถานที่แสดงความสามารถ องค์ชายทั้งหลายก็มีงานประลองเป็สถานที่แสดงฝีมือ ดูเหมือนชาติก่อนจะเกิดเหตุการณ์น่าประทับใจที่ทำให้นางตกลงปลงใจกับหลี่เยียน แต่ชาตินี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นแล้วกระมัง
คิดพลางดวงตาหงส์ก็เลื่อนไปจับจ้องพี่สาวซึ่งพุ้ยข้าวเข้าปากเงียบๆ หลายวันมานี้หวังกุ้ยผิงดีดพิณทุกวัน เห็นว่าสายพิณขาดจนบ่าวต้องไปซื้อใหม่แทบทุกสิบวัน
“ประชันตำรา ประลองฝีมือ หากจะให้ขุนนางเคารพก็ต้องแสดงความเหมาะสมให้เป็ที่ประจักษ์ เมื่อสามปีก่อนรัชทายาทเป็ผู้ชนะ แต่ดูเหมืององค์ชายสามกับองค์ชายเจ็ดก็ซุ่มฝึกซ้อมเพราะไม่อยากแพ้พ่าย”
“แล้วองค์ชายสิบเล่าเ้าคะ” หวังกุ้ยผิงเผลอหลุดปากถาม เมื่อเห็นสายตาของบิดามองมาจึงอ้อมแอ้มแก้ตัว “ข้า... ข้าก็แค่เป็ห่วงเท่านั้น อย่างไรก็เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน”
เผิงอิงหลานได้โอกาสจึงเอ่ย “ผิงเอ๋อร์เป็เด็กดีนัก ห่วงใยอันอ๋องเช่นนี้ เหตุใดถึงไม่ขอเข้าวังไปชมดูการฝึกซ้อมของพระองค์สักหน่อยเล่า”
จีซือเจียงรู้ว่าถ้อยคำนี้เป็กับดัก แต่นางหุบปากบุตรสาวไม่ทัน
“ท่านแม่ใหญ่ ข้าทำแบบนั้นได้หรือเ้าคะ”
“อาหลาน” หวังหยวนกระแอม เผิงอิงหลานจึงหลุดอุทานเบาๆ แล้วกล่าว “อ้อ! ขอโทษทีผิงเอ๋อร์ คนที่เข้าวังได้โดยไม่มีเทียบเชิญต้องเป็ทายาทที่เกิดจากฮูหยินเอก”
หวังกุ้ยฮวารู้อยู่แล้วว่ามารดาของนางไม่ใช่สตรีไร้เขี้ยวเล็บ แม้ว่าท่านแม่จะดูสงบและเอื่อยเฉื่อยประหนึ่งธารใสไหลเรื่อย แต่เมื่อต้องเปิดศึกเผิงอิงหลานก็ไม่เว้น มีช่องว่างคราวใดมักยื่นมือไปขย้ำอีกฝ่ายแล้วฟัดจนจมฟัน
นางในอดีตรู้สึกไม่ชอบนัก เพราะรู้สึกว่าท่านแม่รังแกจีซือเจียงกับหวังกุ้ยผิงมากเกินไป ทว่าทั้งหมดนั้นท่านแม่ทำไปเพื่อปกป้องนาง เพราะนางในอดีตไม่เคยเชื่อฟังคำเตือนของท่านสักคราว
“ถ้าผิงเอ๋อร์อยากไปให้ฮวาเอ๋อร์พาไปก็ได้ แต่อาเจียงไม่ต้องไปแล้ว ประเดี๋ยวก็พาลูกออกนอกลู่นอกทางอีก”
จีซือเจียงก้มมองตักตนเองเมื่อถูกดักคอ แต่ก็ยังส่งสัญญาณให้บุตรสาวเร่งร้องรับ หวังกุ้ยผิงหันมาหาหวังกุ้ยฮวา มองน้องสาวด้วยสายตาเว้าวอน
“ฮวาเอ๋อร์... เ้าไปเป็เพื่อนพี่ได้หรือไม่”
หวังกุ้ยฮวารู้สึกว่าคุ้นหูยิ่ง เหมือนชาติก่อนนางจะเคยอ้อนวอนหวังกุ้ยผิงด้วยประโยคนี้เช่นกัน ดูจำได้ว่าคราวนั้นหวังกุ้ยผิงเล่นตัวสักสองสามประโยคก่อนตอบตกลง
ยามนั้นนางลุ่มหลงหลี่เยียนอย่างโง่งมนัก พี่สาวลอบยินดีอยู่เื้ัยังไม่รู้ตัว
“ข้าไม่สนิทสนมกับอันอ๋องเท่าไร ไปแล้วจะไม่ถูกไล่ออกมาหรือเ้าคะพี่รอง”
นับแต่โทษกักบริเวณสิ้นสุดหวังกุ้ยฮวาก็มักจะแวะเวียนมาทักทายยามหลี่เยียนใช้เวลากับหวังกุ้ยผิง นางตั้งใจขัดจังหวะเขา ทำให้องค์ชายสิบยิ่งทวีความเกลียดชังตน แต่บางครั้งเขาก็ยังแบกหน้ามาเกี้ยวพานาง ชวนให้หัวร่อและชวนหัวยิ่งนัก
บุรุษผู้นั้นเห็นนางเป็ตัวอะไร วันหนึ่งโมโหดุด่า อีกวันรักรักใคร่ปรองดองหรือ
“อันอ๋องดุเ้าก็เพราะเหนื่อยเท่านั้น เชื่อเถิดว่าพระองค์ไม่ได้ตั้งใจ”
หวังกุ้ยผิงขยับมาหาน้องสาว บีบมือเบาๆ พร้อมช้อนสายตาอ้อนวอน สตรีนางนี้อ่อนหวานยิ่งนัก ไม่แปลกใจที่บุรุษหยาบกระด้างอย่างหลี่เยียนจะลุ่มหลง
เมื่อเทียบกับนางที่ไม่รู้จักเอาใจใครก็ควรจะถูกเขี่ยทิ้งอยู่หรอก
“ข้าพาพี่รองเข้าวังได้จริงๆ หรือเ้าคะท่านพ่อ”
“อืม ไปพร้อมกับพ่อก็ได้ หาอะไรติดไม้ติดมือไปฝากเหอกุ้ยเฟยด้วยเล่า” หวังหยวนรู้ดีว่าภรรยาทั้งสองกำลังทำอะไร แต่เขาไม่ขัดขวางวาสนาของบุตรสาว ถ้าองค์ชายสิบชมชอบหวังกุ้ยผิงจริงๆ ย่อมดีต่อนาง “ฮูหยิน... เื่ที่ข้าปรึกษา เ้าคิดตกแล้วหรือไม่”
เผิงอิงหลานมองสามี คลี่ยิ้มก่อนส่ายหน้าช้าๆ “ขอเวลาให้ข้าสักอีกสักหน่อยนะเ้าคะท่านพี่ ยามนี้มีหลายสกุลส่งแม่สื่อมามากนัก ต้องเลือกอย่างพิถีพิถันสักหน่อย”
“แม่สื่อ? แม่สื่ออะไรหรือ” จีซือเจียงได้ยินแล้วหูผึ่ง นางได้ยินว่ามีแม่สื่อมาเยือนแต่ทุกครั้งเผิงอิงหลานเป็ผู้เจรจา
“แม่สื่อที่มาทาบทามผิงเอ๋อร์อย่างไรเล่า มีจากหลายสกุลเชียว ประเดี๋ยวรออีกสักพักข้าจะให้คนปิดจวนแล้วนำไปปรึกษากับเ้าอีกที”
จีซือเจียงแทบลืมมารยาท เร่งสอบถามเผิงอิงหลานด้วยความเร็วรี่ “แล้ว... แล้วมีเทียบจากวังหลวงหรือไม่”
เผิงอิงหลานย่นคิ้ว “เทียบจากวังหลวง? เ้าจะให้ผิงเอ๋อร์แต่งไปเป็สาวใช้อุ่นเตียงขององค์ชายหรืออย่างไร ข้าไม่ยินยอมหรอก จวนสกุลหวังไม่อาจเสียหน้าเช่นนั้น”
“อาเจียง... หรือว่าเ้ามีคนในใจอยู่แล้วหรือ” หวังหยวนกระแอม เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าภรรยารองหมายตาผู้ใด แต่ฐานะอันอ๋องสูงส่ง บุตรสาวฮูหยินรองอย่างหวังกุ้ยผิงไม่สามารถเป็ได้แม้แต่ชายารอง
ชายาเอกและชายารองขององค์ชายล้วนแต่ต้องเกิดจากภรรยาเอก กฎข้อนี้ราชสำนักบัญญัติไว้และสืบทอดต่อมาเนิ่นนาน
“ข้า... ข้า...” จีซือเจียงคล้ายถูกตีเข้าที่ศีรษะ นางมองบุตรสาวที่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาใครแล้วจึงนั่งลงบนตั่งด้วยความจำยอม “ไม่มีเ้าค่ะ”
“ถ้าไม่มีก็ปล่อยให้อาหลานจัดการไปก่อน เื่ของสกุลต่างๆ ในเมืองหลวงนางเข้าใจดีกว่าเ้า” กำชับเสร็จหวังหยวนก็หันไปหาบุตรสาว “ฮวาเอ๋อร์กับผิงเอ๋อร์จะเข้าวังหรือไม่ ถ้าไปอีกชั่วจิบชาเจอกันที่หน้าประตู”
หวังกุ้ยผิงมองน้องสาว หวังกุ้ยฮวาที่กำลังซดน้ำแกงอยู่จึงวางถ้วยลงแล้วตอบ
“เช่นนั้นข้าจะรีบไปเตรียมตัวเ้าค่ะ”