น้ำมนต์จำไม่ได้ว่าหลับไปตอนไหน เขาตื่นขึ้นและพบว่าตัวเองถูกพันธนาการด้วยท่าหมีกอดของคุณใส ใช้เวลาอยู่นานกว่าคนตัวเล็กจะหนีรอดออกมาได้ คุณใสที่กำลังงัวเงียรู้สึกได้ว่าหมอนข้างส่วนตัวหายไป เขากวาดมือไปจนทั่วที่นอนและเริ่มส่งเสียงโอดครวญ น้ำมนต์ไม่อยู่รอให้คุณใสตื่น รีบฉวยเอาแปรงและยาสีฟังดิ่งไปหลังบ้านทันที
ยูเรตื่นเช้ากว่าใครเพื่อน น้ำมนต์พบญาติของคุณใสกำลังยืนกลั้วปากอยู่หน้าก๊อกน้ำ สีหน้ามัวหมองดูไม่สู้ดีเสียเท่าไร
"ตื่นเช้าจังเลยนะยู" น้ำมนต์กล่าวทักทาย
ยูเรถอนหายใจ "ใช้คำว่ายังไม่นอนดีกว่า...อย่าพูดถึงมันเลย"
น้ำมนต์ไม่รู้ว่ายูเรมีปัญหาอะไร ในเมื่อเ้าตัวไม่อยากพูดถึง น้ำมนต์ก็ไม่ควรซักไซ้ให้มากความ
อากาศยามเช้าเย็นสบาย เมื่อถึงเวลาเที่ยง แดดส่องจึงเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ แสงยามเช้าไปจนถึงเที่ยงเป็่ที่ถ่ายรูปดีที่สุด ไม่ใช่ว่าแสงตอนบ่ายถ่ายไม่สวย แสงของทุก่เวลาต่างมีเสน่ห์ในแบบของมัน เพียงต้องใช้ให้ถูกกับหัวข้องาน ภาพนั้นย่อมออกมาดี แต่หากเลือกได้ ก็คงไม่มีใครอยากทำงานในสภาพอากาศร้อนๆ ดังนั้นหลินซีจึงเสนอให้รวมตัวกันแต่เช้า
ไม่นานหลังจากนั้นคนอื่นๆ ก็ทยอยตื่น ต่างคนต่างจัดการธุระส่วนตัว และเริ่มทำงานตามตารางที่วางเอาไว้
ซีซวนขับรถพาเหล่ารุ่นน้องไปยังจุดต่างๆ ที่กำหนดไว้เพื่อถ่ายภาพงาน ทุกคนทำงานอย่างคล่องแคล่ว คุณใสรับหน้าที่แบกขาตั้งและอุปกรณ์เสริมกล้อง ยูเรช่วยคุณใสหามุมที่เหมาะจะเก็บภาพ ในขณะเดียวกันน้ำมนต์กับหลินซีก็รับหน้าที่ไปเจรจาขอความร่วมมือจากชาวบ้านในละแวกนั้น ขออนุญาตในการบันทึกภาพ ซึ่งชาวบ้านที่นี่เป็กันเองและใจดีมาก คุณยายสองสามคนเดินเข้ามาดูว่าเหล่านักศึกษาทำอะไรกัน พร้อมเอาขนมมาฝากพวกเขาด้วย
ใช่ว่าการทำงานต่างถิ่นจะราบรื่นเสมอไป หลายครั้งที่น้ำมนต์เหลือบเห็นิญญาคนตาย และิญญาตามป่าเขาลำเนาไพร ซึ่งต่างจากิญญาทั่วไปที่น้ำมนต์เคยพบเจอ มันให้ความรู้สึกที่ทรงพลังและไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
่ก่อนพระอาทิตย์ตก ตามถนนจะค่อยๆ เงียบและร้างคนลงเรื่อยๆ หลังทำงานมาอย่างหนักพวกเขาก็แวะทานมื้อเย็นกันที่ร้านอาหารใกล้ที่พัก
ร้านนี้ก่อสร้างจากไม้เก่า ที่ริมหน้าต่างมีกิ่งไม้จากด้านนอกแทงเข้ามาเป็่ๆ ราวกับงานศิลปะ เ้าของเป็คุณลุงตัวเล็กที่ฉีกยิ้มร่าอย่างเป็มิตรอยู่ตลอดเวลา
ระหว่างรออาหาร น้ำมนต์รู้สึกง่วงเล็กน้อย จึงขอตัวไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำ
"งั้นฉันไปด้วย" คุณใสลุกขึ้นยืน
"ไม่เป็ไร ฉันไปคนเดียวได้"
คำปฏิเสธของน้ำมนต์ทำให้คุณใสหยุดชะงัก ทุกครั้งที่น้ำมนต์พูดคำว่า ‘ไม่’ คุณใสก็เหมือนจะดูเศร้าใจเป็อย่างมาก เมื่อนึกได้เช่นนั้นน้ำมนต์ที่พยายามจะกลับคำก็ถูกขัดเอาไว้เสียก่อน
"ฉันไปกับน้ำมนต์เอง...ไปกันเถอะ" ยูเรคว้าแขนน้ำมนต์และลากเดินไปดื้อๆ
"ฉันไปสูดอากาศหน่อย...เดี๋ยวมา" คุณใสถอนหายใจ เขาลุกขึ้นแล้วเดินออกไปอีกคน
สองพี่น้องนั่งมองหน้ากันอย่างมึนงง
หลินซีที่รู้สึกอึดอัดกับท่าทางของเพื่อนชายเริ่มจะทนไม่ไหว เห็นทีครั้งนี้เธอคงต้องยุ่งเื่ชาวบ้านเสียหน่อยแล้ว
หญิงสาวลุกขึ้นตอนที่อาหารมาเสิร์ฟ
"เธอก็จะไปเหรอ?" ซีซวนเอ่ยถาม "อย่าไปยุ่งเื่ส่วนตัวของคนอื่นเลยน่า"
แม้จะไม่ได้สนใจการทำงานของกลุ่มรุ่นน้อง แต่ซีซวนก็ยังสามารถััได้ถึงบรรยากาศน่าอึดอัดที่แผ่ออกมาจากน้ำมนต์และคุณใส
"คนอื่นที่ว่านั่นน่ะ เป็เพื่อนของฉัน"
หลินซีกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อนเดินตามคุณใสไป
"ยืนถ่ายเอ็มวีแบบนั้นแล้วมันจะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไง"
น้ำเสียงเ็าของเพื่อนสาวดึงให้คุณใสคิ้วขมวดได้อีกครั้ง
"ตามมาทำไม" น้ำเสียงของคุณใสฟังดูเหนื่อยหน่ายเต็มทน
"ตอนแรกฉันก็กะจะไม่ยุ่งเื่ของพวกนายสองคนหรอกนะ แต่การที่นายแสดงออกแบบนี้ มันกำลังทำให้ทุกคนอึดอัดรู้ไหม และนั่นไม่เป็ผลดีกับการทำงานกลุ่มเอาเสียเลย"
"แล้วไง...จะไล่ออกจากกลุ่มเลยไหมล่ะ?" คุณใสพูดประชด
หลินซีนิ่วหน้า ปกติเธอไม่ค่อยแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าเสียเท่าไร แต่เวลานี้ใบหน้าของเธอบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเธอกำลังหงุดหงิด
"ถ้าในสมองไม่ได้มีแต่ขี้เลื่อย ก็คงดูออกแหละว่าฉันคิดอะไร" หลินซีเดินมาประจันหน้ากับคุณใส "ไหนบอกปัญหาของนายมาซิ พูดออกมาให้หมดเปลือกเลย"
คุณใสถึงกับหน้าเหวอเมื่อถูกถามตรงๆ
"นี่เธอ! เวลาอยากเผือกเื่ชาวบ้านเนี่ย เธอควรแอบสืบอย่างลับๆ ไม่ก็ถามแบบอ้อมๆ ไม่ใช่หรือไง?"
หลินซีกอดอก "ฉันอ้อมค้อมมามากแล้ว จะพูดออกมาดีๆ หรือให้ฉันไปคาดคั้นเอาจากน้ำมนต์"
"หยุดเลย!" ถ้าจะต้องให้น้ำมนต์เผชิญหน้ากับผู้หญิงป่าเถื่อนคนนี้ มิสู้คุณใสยอมพูดเองเสียดีกว่า "รู้แล้วน่า! รู้แล้ว..แต่จะว่ายังไงดี..."
"พูด!"
ความผิดของคุณใสเริ่มขึ้นตอนที่เขายังเด็ก
มันคือ่เวลาแห่งความโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียแม่ไป ทั้งครอบครัวเหลือเพียงผู้เป็พ่อและคุณใสตัวน้อย ทั้งสองย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง เพราะความสามารถแปลกๆ ของคุณใส ถ้าพูดว่าคุณใสเคยถูกแกล้งมาก่อน ทุกคนคงไม่มีทางเชื่อเป็แน่ คนดุร้ายป่าเถื่อนอย่างคุณใสน่ะหรือ ใช่แล้ว...หลายปีก่อนคุณใสไม่ได้ก้าวร้าวเฉกเช่นในตอนนี้
ที่โรงเรียนคุณใสมักถูกมองว่าเป็ตัวประหลาด เป็ผลมาจากการที่เขาชอบทักคนนู้นคนนี้ไปทั่ว
ครั้งหนึ่งคุณใสเคยทำเด็กอนุบาลร้องไห้โฮ เพราะดันไปบอกว่าข้างหลังของเธอมีผีคุณลุงตาโบ๋ยืนอยู่ นอกจากนี้เขายังเคยทักคุณครูที่ถูกิญญาตามติดให้ระวังตัวเอง ไม่กี่วันถัดมาคุณครูคนนั้นก็ประสบอุบัติเหตุ นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลนานเป็เดือน ั้แ่นั้นเป็ต้นมา ทั้งเด็กๆ คุณครู และผู้ปกครองคนอื่นๆ ต่างไม่เข้าใกล้คุณใส มองว่าเขาเป็ตัวอันตราย สุดท้ายสองพ่อลูกก็เลือกที่จะย้ายที่อยู่เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย
เพื่อนสนิทของพ่อสมัยเรียนแนะนำบ้านข้างๆ ให้ เธอเป็ผู้หญิงจิตใจดี ไม่มองข้อเสียของคุณใสเป็สิ่งอันตราย และยังเอ็นดูคุณใสไม่ต่างจากลูกแท้ๆ เธอเองก็เสียสามีไป และดูเหมือนเธอจะมีลูกชายรุ่นราวคราวเดียวกับคุณใส เพียงแต่เด็กคนนั้นทั้งตัวเล็กและขี้กลัว เอาแต่เกาะขาแม่ไม่ห่าง
นั่นเป็ครั้งแรกที่คุณใสได้พบกับน้ำมนต์
คุณใสััได้ถึงดวงิญญาที่วนเวียนรอบตัวเด็กชายคนนี้ เพียงแต่ไม่ชัดเจน มันเบาบางจนไม่สามารถก่อร่างสร้างตัวได้
"นี่ มีิญญาอยู่ข้างๆ นายน่ะ" คือประโยคแรกที่คุณใสพูดกับน้ำมนต์
โป๊ก!
กำปั้นป๊ะป๊าทุบลงกลางหัวของคุณใส
"เดี๋ยวเถอะเ้าลูกคนนี้ พูดอะไรของแกฮะ!" คุณพ่อของคุณใสจับหัวเกรียนของลูกชายก้มลงเพื่อขอโทษ "ลูกชายฉันมันปากเสีย อย่าไปถือสามันเลยนะ"
ครอบครัวของน้ำมนต์ไม่ถือสาเอาความแต่อย่างใด กลับกันเด็กหนุ่มตัวน้อยมีแววตาเป็ประกาย แสดงท่าทีสนอกสนใจอย่างเปิดเผย
"ผี? หน้าตาเป็ยังไงหรือ?" น้ำมนต์ตัวน้อยเอ่ยถามเสียงใส
ใช่แล้ว...น้ำมนต์ไม่ได้เป็คนเห็นผีมาั้แ่แรก
"ฉันทำให้เขาเป็แบบนั้น"
คุณใส ณ เวลาปัจจุบันหลบสายตาลงต่ำ "เป็ฉันที่ทำให้เขาเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น"
น้ำมนต์เคยพูดเื่ความสามารถพิเศษของตนให้ฟัง หลินซีไม่เคยใส่ใจมันมาก่อน ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็ปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจะมองข้าม แม้มันจะดูน่าเหลือเชื่อ แต่คำพูดของคุณใสที่ทั้งหนักแน่นและจริงจังทำให้หลินซีไม่กล้าด่วนสรุป
"นายทำอะไรน้ำมนต์...?"