บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX
รู้เท่าไม่ถึงการณ์
เหล่าประชาชนโดยรอบต่างพากันตกตะลึงร่างแข็งค้างทุกสายตาล้วนจับจ้องมองบุรุษร่างสูงสวมเกราะทมิฬยืนตระหง่านช่างน่าเกรงขามเป็นสายตาเดียวกันขณะที่ชายหนุ่มผมสั้นสีทองสวมชุดเกราะสีเงินเปร่งประกายทำได้เพียงตัวสั่นด้วยความพรั่นพรึง
ไม่นานนักชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นถึงนักผจญภัยระดับมิธริลแห่งทีมพญามังกรค้ำฟ้าก็ได้ขาอ่อนเสียหลักล้มลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้ากระนั้นแววตาแฝงความหวาดกลัวก็ยังคงจับจ้องคนตรงหน้าไม่ละสายตา
"ป... เป็นไปไม่ได้... มันเป็นไปไม่ได้!"
ริมฝีปากอันสั่นเครือพร่ำเพ้อทั้งสีหน้าไม่อยากจะเชื่อหมดสิ้นมาดหยิ่งทระนงอย่างที่ผ่านมาแม้กระทั่งประชาชนที่รู้จักเขาดียังรู้สึกคาดไม่ถึง
เอริคเป็นนักผจญภัยผู้ที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นนักผจญภัยระดับมิธริลตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังเป็นพลุแตก ซึ่งนั่นส่งผลให้เขามีทิฐิในตัวเองสูงและหยิ่งทระนงเป็นอย่างมาก
แต่ทว่าตอนนี้...
"หมดใจจะสู้แล้วเหรอเนี่ย?"
ผมกะพริบตาปริบ ๆ ใต้หมวกเกราะพลางกระซิบกับตัวเองด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหาเจ้าหนุ่มหัวทองกระนั้นเขาก็ยังคงนั่งสั่นอยู่บนพื้นถนนไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
"ย-- อย่าเข้ามานะ!"
เมื่อเห็นว่าผมกำลังเดินเข้าไปหาเจ้าหนุ่มหัวทองก็เริ่มกลับมาได้สติอีกครั้งก่อนจะรีบตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ขณะพยายามใช้สองมือและสองเท้าตะเกียกตะกายดันตัวหนีถอยห่างออกจากผม
กระนั้นยังไงเสียความเร็วในการเดินย่อมมากกว่าผมจึงสามารถเข้าไปใกล้เขาได้ในเวลาไม่นานนักก่อนจะเอื้อมมือซ้ายลงไปคว้าจับเข้าที่ขอบชุดเกราะบริเวณคอแล้วดึงร่างของเจ้าหนุ่มหัวทองให้ลุกขึ้นมา
"อึ่ก! ปล่อยข้า!"
เจ้าตัวเผยสีหน้าหวาดผวาพลางใช้ทั้งสองมือกุมแขนสวมเกราะของผมเอาไว้พยายามออกแรงดันออกไปแต่ถ้าให้เทียบพละกำลังระหว่างเจ้าหนุ่มหัวทอง กับผมล่ะก็มันก็ไม่ต่างกับมดตัวเล็กพยายามยกหินก้อนใหญ่นั่นล่ะแขนแกร่งของอาทัสไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด
"ใจเย็นก่อน"
ผมเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำดังสะท้อนในหมวกเกราะส่งให้เจ้าหนุ่มหัวทองต้องชะงักกึกอันที่จริงผมก็ไม่คิดจะทำร้ายคนที่ไม่มีใจจะสู้หรอกนะ
"ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอกขอเพียงเจ้ารับปากกับข้าว่า ทั้งเจ้า และพรรคพวกของเจ้าจะไม่มาตอแยข้าอีกเข้าใจไหม?"
"ข-- เข้าใจแล้ว!"
เจ้าหนุ่มหัวทองพยักหน้ารับปากอย่างว่าง่ายเห็นแบบนั้นผมค่อยวางใจหน่อย ก่อนจะปล่อยมือออกจากเกราะคอของเขาส่งให้เจ้าหนุ่มหัวทองร่วงลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้นอีกรอบ
"ไปซะ แล้วก็เก็บพวกของเจ้ากลับไปด้วย"
ผมว่าก่อนจะหันหลังพลางสะบัดผ้าคลุมสีโลหิตให้โบกสะบัดแล้วเดินจากมาด้วยทวงท่าสุดเท่เลิกให้ความสนใจเจ้าหนุ่มหัวทองไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรก็ตาม
มือขวาเอื้อมไปคว้าแบล็ค เกรทซอร์ดที่ปักอยู่บนพื้นขึ้นมาพาดไว้บนบ่าก่อนจะเดินกลับไปหาพวกทหารเอลฟ์ส่งให้เหล่าประชาชนที่ล้อมรอบอยู่ต้องแหวกเปิดทางให้ผมอย่างรวดเร็ว
ด้วยความคุ้นชินที่พบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาบ่อยครั้งแล้วผมจึงสามารถเดินตรงผ่านฝูงชนได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการชะงักแบบคราวก่อนอีกต่อไป
"ท่านอาทัส! บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่าคะ!?"
เซเลสทีนวิ่งตรงเข้ามาหาพลางตะโกนถามด้วยความเป็นห่วงผมจึงหยุดฝีเท้าลงพร้อมกับหมวกเกราะได้แยกตัวออกจากกันกลับเข้าไปในชุดเกราะเช่นเดิมเผยให้ใบหน้าของอาทัสได้สัมผัสกับอากาศภายนอกอีกครั้ง
"ข้าไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องห่วง"
ผมก้มหน้าลงมองใบหน้าสวยของเอลฟ์สาวแล้วเอ่ยปากตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอันเคร่งขรึมตามปกติ
"จะไม่ให้ข้าเป็นห่วงได้อย่างไรอีกฝ่ายเป็นถึงทีมพญามังกรค้ำฟ้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังและคนที่ท่านสู้ด้วยยังเป็นถึงนักผจญภัยที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองนี้ เกรวิลเชียวนะคะ"
เซเลสทีนแสดงสีหน้าโล่งอกเมื่อได้รับคำตอบพลางยกยิ้มบางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานไสขณะเหลือบสายตามองไปยังอาคารที่ถูกเจาะทะลุเป็นรูซึ่งมีร่างของเกรวิลที่ว่านอนหมดสติอยู่ในนั้นและตอนนี้เจ้าหนุ่มหัวทองก็กำลังพยายามแบกร่างของเขาออกมาจากอาคารอยู่
"หือ? เจ้าหมอนั่นน่ะเหรอ?"
เมื่อได้ยินคำพูดไม่คาดฝันผมถึงกับต้องหันไปมองฝีมือระดับนั้นน่ะเหรอที่เรียกว่าแข็งแกร่งที่สุดน่ะ? แม้เจ้าเกรวิลที่ว่าจะพอมีฝีมืออยู่บ้างแต่ไม่นึกเลยว่าจะถูกจัดระดับไว้สูงเสียขนาดนั้น
"ช่างมันเถอะค่ะระดับของท่านอาทัสคงไม่สามารถเอาระดับของคนปกติมาวัดได้หรอกนะคะ"
เอลฟ์สาวยิ้มแห้งเบนสายตากลับมามองหน้าผมพลางกล่าวด้วยสีหน้าดูปลงราวกับเข้าใจในอะไรบางอย่าง
แม้จะรู้สึกขัดแย้งกับคำพูดของเซเลสทีนอยู่บ้างแต่พอรู้ว่าเจ้าหนุ่มเรือนผมยาวหยักศกสีเงินคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองนี้ผมก็ชักจะเริ่มเชื่อคำพูดของเธอขึ้นมาหน่อย ๆ แล้วสิ
"ท่านอาทัสขอรับ"
ขณะที่ผมกำลังยืนคุยกับเซเลสทีนอยู่นั้น้เองก็ได้มีเสียงของชายหนุ่มดังขึ้นจากข้างกาย ส่งให้พวกเราทั้งสองคนต้องเบนสายตาไปมองพบว่าเจ้าของเสียงเป็นพนักงานกิลด์หนุ่มคนหนึ่ง กำลังแสดงสีหน้าราวกับหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
"มีอะไร?"
ผมหันไปกล่าวถามเขาด้วยความสงสัยส่งให้เจ้าหนุ่มพนักงานตัวสั่นหนักเข้าไปอีกก่อนที่เขาจะผายมือไปทางโกดังกิลด์ด้วยมืออันสั่นเทา
"ท--ท่านหัวหน้ากิลด์เชิญท่านให้ไปพบน่ะครับ"
"เสร็จธุระแล้วงั้นรึ?"
"ค-- ครับ!"
ผมพยักหน้าตอบรับพลางก้าวเดินตรงไปยังโกดังกิลด์ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงชะงักฝีเท้าลงแล้วหันไปมองข้างหลังก็พบกับเซเลสทีนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
"เจ้าจะมากับข้าด้วยมั้ย?"
คำกล่าวของผมส่งให้เอลฟ์สาวต้องแสดงสีหน้าแปลกใจ
"เอ๊ะ!? ข้าตามไปได้เหรอคะ?"
"ย่อมได้อยู่แล้ว"
"ถ-- ถ้าเช่นนั้นขอความกรุณาด้วยค่ะ!"
นางแสดงท่าทางเลิกลั่กก่อนจะเดินเข้ามาเคียงข้างกายทั้งสีหน้าแดงระเรื่อเรือนผมสีทองเปล่งประกายโบกสะบัดตามการขยับตัวส่งกลิ่นหอมจางของหญิงสาววัยแรกแย้มลอยมาแตะจมูกจนผมเผลอใจเต้นไม่เป็นจังหวะไปช่วงหนึ่ง
กระนั้นผมก็ยังคงสีหน้าเคร่งขรึมไม่เปลี่ยนแปลงพวกเราทั้งสองเริ่มก้าวเดินตามหลังของพนักงานหนุ่มเข้าไปในโกดังกิลด์อย่างพร้อมเพรียงกัน
เมื่อเข้ามาแล้วก็พบกับกอร์ดอนกำลังยืนห่อเหี่ยวแสดงสีหน้าราวกับคนหมดอาลัยตายอยากด้านข้างเองก็มีร่างของหัวหน้ากิลด์กำลังยืนยิ้มหน้าบาน บรรยากาศของทั้งสองคนช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างไรอย่างนั้น
ดูท่ากอร์ดอนจะโดนขูดรีดไปเยอะพอดูเลยแฮะ...
ส่วนเซเลสทีนที่ไม่ทราบเรื่องราวก็มองท่าทางของหัวหน้าตนด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ
"ข้างนอกส่งเสียงเอะอะกันยิ่งนัก ไม่ทราบว่าข้าพลาดเรื่องอะไรไปงั้นรึ?"
หัวหน้ากิลด์ ซาริเดียส กล่าวทักขึ้นทั้งรอยยิ้มบางพร้อมกับด้านหลังมีพนักงานสองคนกำลังเข็นรถเข็นที่มีถุงหนังใบใหญ่บรรจุทองตรงมาทางนี้
"มีเรื่องกันนิดหน่อยน่ะอย่าไปใส่ใจนักเลย"
ผมยักไหล่ตอบปัดคำถามของเขาก่อนจะหันไปโฟกัสถุงหนังบรรจุทองใบใหญ่ในรถเข็นดูเหมือนถุงใบนี้จะใหญ่มากกว่าคราวก่อนอีกแฮะ
"งั้นรึ... ถ้าเช่นนั้นนี่บัตรนักผจญภัยอันใหม่ของเจ้า"
ถึงแม้หัวหน้ากิลด์ซาริเดียสจะมีท่าทีเคลือบแคลงใจอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ใส่ใจมากนักก่อนจะทำการยื่นบัตรนักผจญภัยอันใหม่มาให้ส่วนผมก็หยิบบัตรนักผจญภัยอันเก่าที่มีอายุยังไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ขึ้นมาส่งคืนให้กับเขา
เมื่อได้รับบัตรนักผจญภัยอันใหม่มาแล้วผมก็ทำการตรวจสอบบัตรในมือตามปกติแต่ทว่าชิปที่ควรจะเป็นสีทองกลับยังคงเป็นสีเงินเช่นเดิมแม้มันจะดูเปล่งประกายต่างจากสีเงินปกติก็ตาม
"ช้าก่อน ซาริเดียส นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันทั้งที่เป็นบัตรใหม่ที่เจ้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้กับข้าแต่ทำไมระดับของข้ายังคงเป็นระดับเงินอยู่ล่ะ?"
ผมขมวดคิ้วมุ่นกล่าวแย้งขึ้นด้วยความสงสัยพลางแสดงบัตรใบใหม่ที่พึ่งได้รับมาในมือให้เขาดู แต่แทนที่เขาจะเผยสีหน้าแปลกใจเขากลับกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะยกยิ้มขำแทน
"อาทัส เจ้าดูบัตรนักผจญภัยอันใหม่ให้ดีเสียก่อนว่ามันแตกต่างจากเดิมหรือไม่?"
แทนคำตอบเขากลับถามผมพลางผายมือด้วยรอยยิ้มน้อยราวกับกำลังนึกสนุกส่งให้ผมยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยต้องพิจารณาบัตรในมืออีกครั้งอย่างถี่ถ้วน
"เจ้าเห็นชิบสีเงินเปล่งประกายนั่นใช่หรือไม่?แม้มันจะดูเหมือนของนักผจญภัยระดับเงินก็ตามแต่มันคือชิบที่สร้างขึ้นมาจากแร่มิธริลอันแสดงถึงระดับนักผจญภัยของเจ้ายังไงล่ะ"
คำกล่าวต่อมาของเขาทำให้ผมต้องเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจหากมันเป็นอย่างที่เขาว่าไว้จริง ๆ ชิบสีเงินมันเปล่งประกายเหมือนกับชุดเกราะที่สร้างขึ้นจากแร่มิธริลของทีมพญามังกรค้ำฟ้าไม่มีผิด
"นี่มันหมายความว่ายังไงกัน? ซาริเดียส"
ผมยกสายตาเคลือบแคลงใจขึ้นมาจ้องใบหน้าประดับรอยยิ้มของหัวหน้ากิลด์
"ตามความสัตย์จริงข้าคิดว่าการให้นักผจญภัยที่สังหารมอนสเตอร์ระดับหายนะไปถึง 2 ตัว อยู่เพียงขั้นทองเป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่ทั้งที่มอนสเตอร์ระดับหายนะ 1 ตัว จะต้องใช้ทหารชำนาญศึกถึง 1กองพัน และยุทโธปกรณ์มากมายในการปราบปราม แต่เจ้ากลับสามารถสังหารพวกมันได้อย่างง่ายดายราวกับว่าตัวเจ้าเพียงคนเดียวมีกำลังเทียบเท่ากับทหารนับพันหรือเหนือกว่านั้น"
หัวหน้ากิลด์ ซาริเดียสยกมือขึ้นเกาหลังคอกล่าวทั้งรอยยิ้มแห้ง ได้ยินแบบนั้นผมก็รู้สึกขัดใจนิดหน่อยสิ่งที่เขาพูดมามันจะไม่เว่อห์เกินไปหน่อยเรอะ? ถ้าจะให้เทียบผมก็แกร่งเท่ากับคนร้อยคนเองล่ะมั้ง
"ในขณะเดียวกันพวกนักผจญภัยระดับมิธริลที่อยู่สูงกว่าเจ้าพวกเขาเพียงแค่ล่ามอนสเตอร์ระดับอันตรายมาได้แค่สี่ห้าตัวต่อวันก็ทำเป็นได้ใจใหญ่แล้วแต่พอเอามาเทียบกับเจ้าแล้ว ผลงานของพวกเขาก็เป็นแค่เรื่องขี้ประติ๋วเท่านั้นข้าก็เลยตัดสินใจดำเนินการเลื่อนขั้นให้เจ้าเป็นนักผจญภัยระดับมิธริลเสียเลย"
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั่นมันความไม่พอใจส่วนตัวล้วน ๆเลยนี่หว่า!
เมื่อได้ยินเหตุผลทั้งหมดของหัวหน้ากิลด์แล้วผมก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจเก็บบัตรนักผจญภัยอันใหม่เข้ากระเป๋าสะพายข้างอย่างเต็มใจในเมื่ออีกฝ่ายต้องการเช่นนั้นผมก็ไม่ขัดข้องแถมยังเป็นประโยชน์ต่อตัวผมอีกต่างหาก
"สุดยอดไปเลยนะคะ ท่านอาทัส!เท่านี้ท่านก็เป็นนักผจญภัยระดับมิธริลคนที่ 13 ในเมืองนี้แล้วสินะคะ!"
เซเลสทีนหันมากล่าวกับผมด้วยแววตากระตือรือร้นผมไม่รู้จะตอบอะไรดีจึงทำได้เพียงส่งยิ้มให้นางเท่านั้นก่อนจะหันกลับมาโฟกัสเจ้าถุงทองใบใหญ่บนรถเข็นต่อ
"ถ้าเช่นนั้นข้าขอรับทองไปเลยจะได้หรือไม่?"
"เชิญเลยๆ ทองแท่งจำนวน 190 แท่ง ราคา 19,000 เหรียญทอง เป็นของเจ้าแล้ว"
หัวหน้ากิลด์ ซาริเดียสผายมือเชิญให้ผมรับถุงทองใบใหญ่ไปแต่โดยดีผมเองก็ไม่ขัดศรัทธาเอื้อมมือซ้ายไปรวบปากถุงยกขึ้นมาพาดไว้บนบ่าเสียงทองในถุงกระทบกันฟังดูหนักแน่นกว่าครั้งที่แล้วช่างทำให้ผมรู้สึกชื่นใจทุกครั้งที่ได้ถือครองมัน
"จริงด้วยสิ ซาริเดียสข้าขอแจ้งรับภารกิจจากเจ้าโดยตรงเลยได้หรือไม่?"
แต่ก่อนจะได้ตัดสินใจทำอะไรผมก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ก่อนจะหันไปกล่าวถามหัวหน้ากิลด์ด้วยด้วยความสงสัย
"ย่อมได้ ว่าแต่เจ้าต้องการจะทำภารกิจอะไรงั้นรึ?"
หัวหน้ากิลด์พยักหน้าตกปากรับคำก่อนจะกล่าวถามผมกลับทั้งรอยยิ้ม
"เห็นว่าต้องแจ้งเจ้าเอาไว้ก่อนภารกิจระดับหายนะ ภารกิจกำจัดซาลาแมนเดอร์ ข้าต้องการจะทำภารกิจนี้น่ะ"
"เห๊ะ!?"
รอยยิ้มของเขาแข็งค้างไปซะแล้ว...
"เจ้ายังจะล่ามาเพิ่มอีกเหรอ!?"
กอร์ดอนที่ทำตัวห่อเหี่ยวอยู่เสียนานพลันโพล่งเสียงดังขึ้นมาในบันดล ส่งให้เซเลสทีนต้องสะดุ้งตัวโหยง
"ทำไม?"
"ยังจะมีหน้ามาถามอีกนะถ้าเจ้าล่ามอนสเตอร์ระดับหายนะมาเพิ่ม ทางกองทัพก็ต้องเสียเงินซื้อมาน่ะสิ!ซึ่งเงินพวกนั้นสมควรจะนำไปซื้อยุทโธปกรณ์สงคราม และบำรุงรักษาอาวุธแท้ ๆนี่ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ อย่างการจ่ายเงินเดือนให้ทหารกว่า 5,000ชีวิตอีกนะไหนจะการตกลงซื้อขายศพของหัวหน้าออร์คที่ตอนนี้ท่านแม่ทัพกำลังดำเนินอยู่ล่ะ!?รวม ๆ เงินก็ตกเกือบจะ 30,000 เหรียญทองเข้าไปแล้วนะเฟ้ย!"
กอร์ดอนกระแทกเสียงตอบคำถามพลางเดินเข้ามาใช้หลังมือเคาะเกราะอกของผมรัวๆ จะว่าไปแล้ว ข้ากับเจ้าไปสนิทขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
"ถูกอย่างที่กอร์ดอนว่าไว้ อาทัสเงินคลังกิลด์เองก็เสียให้เจ้าไปมากเช่นกันทางเราก็ต้องมีการจ่ายเงินค่าภารกิจให้กับนักผจญภัยคนอื่น ๆรวมถึงค่าใช้จ่ายยิบย่อยอีกมากอีกอย่างหากทำการมอบเงินจำนวนมากเกินไปให้เจ้าในทีเดียวมันอาจจะส่งผลทำให้ระบบเศรษฐกิจของเมืองนี้ต้องรวนเรได้"
หัวหน้ากิลด์ เซริเดียสเองก็เห็นด้วยไม่ต่างกันเขากล่าวอธิบายด้วยรอยยิ้มเครียด คำพูดของเขานับว่ามีเหตุผลการที่ผมสังหารมอนสเตอร์หายนะแล้วนำมาส่งที่กิลด์ติดต่อหลายตัวในไม่กี่วันน่าจะทำให้พวกเขาเตรียมการไม่ทันเอาและผมก็ไม่รู้ระบบไหลเวียนเงินตราของเมืองนี้ดีนักด้วย
"เข้าใจล่ะ ถ้าเช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ข้าจะไปล่ามอนสเตอร์ตามเดิม แต่เมื่อข้านำหลักฐานมาส่งเจ้าก็เพียงติดเงินข้าเอาไว้เท่านั้น หากกำลังทรัพย์ของเจ้าพร้อมเมื่อใดค่อยจ่ายให้ข้าทีหลังก็ได้"
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก ผมก็ได้กล่าวข้อเสนอออกไปส่งให้หัวหน้ากิลด์ต้องยกคิ้ว พลางยกมือขึ้นแตะคางพิจารณาครู่หนึ่ง
"ได้อยู่แล้ว แต่กว่าจะจ่ายเงินให้เจ้าได้อาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อย เพื่อให้เงินหมุนเวียนในกิลด์มันเข้าที่เข้าทางน่ะ"
ในที่สุดหัวหน้ากิลด์ก็พยักหน้าพลางตกปากรับคำโดยไม่ขัดข้อง
"ในเมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อยแล้วข้าก็ขอตัวก่อนละกันนะ อยากกลับไปนอนพักจะตายอยู่แล้ว"
กอร์ดอนผู้มีสีหน้าเหนื่อยหน่ายตลอดเวลากล่าวขัดขึ้นก่อนจะเดินผ่านพวกเราตรงไปยังทางออกของโกดังกิลด์ส่วนผมเองก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะรั้งตัวเองให้อยู่ต่อจึงตัดสินใจคิดจะบอกลาหัวหน้ากิลด์
"ข้าเองก็ต้องขอตัวเช่นกันพอดีว่ามีธุระอีกเล็กน้อยน่ะ"
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะดำเนินเรื่องให้เจ้าเลยละกันแล้วก็อย่าลืมมารับแผนที่ในวันพรุ่งนี้ด้วยล่ะ"
"เข้าใจแล้ว"
ผมพยักหน้ารับคำกล่าวของหัวหน้ากิลด์ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังทางออกของโกดังกิลด์โดยมีเซเลสทีนเดินตามมาอย่างสงบเสงี่ยมซึ่งตอนนี้ข้างนอกก็ยังคงมีประชาชนหลายคนยืนมุงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
"ข้าถามหน่อยเถอะ อาทัส นี่ข้าพลาดอะไรไปรึปล่าว?"
กอร์ดอนหยุดยืนกอดอกอยู่หน้าโกดังกิลด์พลางหันมากล่าวถามผมด้วยคำถามสุดคุ้นหูก่อนจะยกมือซ้ายที่กอดอกชี้นิ้วโป้งไปยังกลุ่มประชาชนตรงหน้า
"แค่มีเรื่องกันนิดหน่อยน่ะ"
"นิดหน่อยของเจ้าข้าว่ามันไม่ใช่นิดหน่อยของคนปกติหรอกนะ"
เจ้าเอลฟ์เบ้ปากตอบกลับมาอย่างเผ็ดร้อนก่อนจะบิดขี้เกียจเดินตรงไปรวมกลุ่มกับทหารเอลฟ์ที่กำลังดูแลม้าอยู่ตรงจุดพักม้า
"เอาเถอะ ตั้งแต่ที่ได้รู้จักเจ้ามา ตอนนี้ข้าไม่รู้สึกแปลกใจอะไรอีกต่อไปแล้วถ้ายังไงข้าก็ขอตัวก่อนละกันนะ"
เขาว่าพลางกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอย่างคล่องแคล่วส่งให้ทหารเอลฟ์คนอื่นกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าเช่นกัน
"เราคงต้องลากันตรงนี้แล้วสินะคะ"
เมื่อเห็นว่าทหารเอลฟ์คนอื่นเริ่มเตรียมตัวเดินทางกลับกันแล้วเซเลสทีนก็หันมาเอ่ยกับผมด้วยรอยยิ้มเศร้า ขณะใช้นิ้วขาวเขี่ยเส้นผมสีทองของตัวเอง
"ก็แค่บอกลาในวันนี้เท่านั้นวันหน้าเดี๋ยวก็พบเจอกันใหม่"
ผมระบายลมหายใจร้อนกล่าวทั้งรอยยิ้มบาง พลางเหลือบไปประสานเข้ากับนัยน์ตาสีทับทิมราวกับอัญมณีของนางเราทั้งสองจ้องตากันเช่นนี้อยู่สักพักก่อนจะเป็นฝ่ายของเอลฟ์สาวที่ต้องหลบตาทั้งใบหน้าร้อนผ่าว
"ช-- เช่นนั้น! ข้าขอตัวก่อนนะคะท่านอาทัส"
นางกล่าวลาด้วยน้ำเสียงติดขัด ใบหูแหลมขาวขึ้นสีแดงระเรื่อสังเกตได้อย่างชัดเจนก่อนที่นางจะวิ่งตรงไปยังเจ้าม้าสีน้ำตาลนาม สเฟนเซอร์แล้วกระโดดขึ้นไปควบหลังของมันอย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากทหารเอลฟ์คนอื่น
"โชคดี"
ผมกล่าวลาด้วยคำสั้นส่งให้เซเลสทีนพยักหน้าตอบรับเล็กน้อยส่วนกอร์ดอนก็ยกสองนิ้วของมือซ้ายขึ้นแตะปลายคิ้วแล้วสะบัดออกส่งให้ผมก่อนจะควบม้าฝ่าฝูงชนจากไปพร้อมกับเซเลสทีน และทหารเอลฟ์คนอื่นๆ
ตูไม่ได้บอกลาเอ็งสักหน่อย เจ้าเอลฟ์บ้า...
ลมหายใจร้อนถูกพ่นออกมาจากปากพลางกระชับถุงหนังบรรจุทองแท่งไว้มั่นก่อนที่ผมจะก้าวเดินนำพาร่างสวมชุดเกราะทมิฬฝ่าฝูงชนออกไปแน่นอนว่าเหล่าประชาชนที่ยืนออกันอยู่เมื่อสังเกตเห็นผมพวกเขาก็ต่างพากันเปิดทางให้ผ่านไปอย่างง่ายดาย
พอเป็นที่จับตามองของคนหมู่มากแล้วก็รู้สึกอึดอัดชะมัดเลยแฮะ
เดินฝ่าฝูงชนตามถนนอยู่สักพักในที่สุดผมก็ได้มาหยุดยืนอยู่หน้ากิลด์นักผจญภัยที่ตอนนี้ยังคงมีชายหญิงสวมชุดเกราะแตกต่างกันเดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลาระหว่างนั้นก็มีนักผจญภัยหลายคนชี้ไม้ชี้มือมาทางผมพร้อมกับกระซิบกระซาบกับพรรคพวกของตัวเองอย่างสนุกปาก
กระนั้นผมก็ไม่สนใจสองเท้าก้าวเดินเข้าไปในกิลด์นักผจญภัยด้วยฝีเท้าอันหนักแน่นมั่นคง
เมื่อเข้ามาข้างในแล้วก็พบกับบรรยากาศเดิม ๆนักผจญภัยมากหน้าหลายตาจับกลุ่มกันตามโต๊ะไม้ยาวพร้อมกับทานอาหารไปพลางพูดคุยไปพลางถึงการผจญภัยกันอย่างสนุกสนาน
ผมกวาดสายตามองไปโดยรอบอยู่สักพักก็พบกับแขนขนาดแตกต่างกันถึงสี่ข้างกำลังโบกไปมา ส่งให้ผมต้องยิ้มขำเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าเดินผ่านโต๊ะไม้ยาวที่มีนักผจญภัยกลุ่มอื่นนั่งจับจองตรงไปยังโต๊ะของแขนทั้งสี่ข้างที่ยังคงโบกมือไปมาไม่หยุด
"อาทัสมาแล้ว! มา ๆ! มาทานอาหารกันก่อนเดี๋ยวพวกเราค่อยแบ่งเงินรางวัลกัน"
แจ็คตะโกนกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างพลางกวักมือเรียกให้ผมไปนั่งข้างเขา ผมเองก็ไม่ขัดศรัทธาทำการวางแบล็คแกรนด์ซอร์ดลงบนพื้น ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ยาวข้างหัวหน้าปาร์ตี้พร้อมกับนำถุงบรรจุทองแท่งวางไว้ใต้โต๊ะ
อาหารบนโต๊ะนับว่ามีปริมาณมากเลยทีเดียวจานส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อสัตว์ติดไขมันที่ให้พลังงานสูงซึ่งตอนนี้กำลังถูกครินซ์สวาปามอย่างบ้าคลั่งในขณะที่คาร์ลเองก็กำลังพยายามเลียนแบบอยู่เช่นกัน
ส่วนอาหารจำพวกผัก และปลามีอยู่เพียงแค่ไม่กี่จานแน่นอนว่าคนที่ทานของพวกนี้ก็คือ โซน่านั่นเอง
"เฮ้! ขอเบียร์เพิ่มแก้วนึง"
"ค่า~"
ขณะเดียวกันแจ็คก็ชูมือขึ้นพลางตะโกนสั่งบริกรกระต่ายสาวส่งให้ผู้หญิงครึ่งคนครึ่งกระต่ายที่กำลังถือถาดไม้ไว้บนมือรับคำด้วยความกระตือรือร้นก่อนที่เธอจะเดินหายเข้าไปในครัว
"เป็นอย่างไรบ้าง? ศพของเจ้ายักษ์นั่นขายได้ราคาดีมั้ย?"
ครินซ์กล่าวถามเปิดประเด็นขึ้นทั้งที่ยังมีอาหารอยู่เต็มปากด้วยความสนอกสนใจอีก 3 คนบนโต๊ะเองก็ชะงักกึกหันมามองผมด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน
"ก็... ได้มาเยอะพอดู"
ผมว่าพลางเอื้อมมือซ้ายลงไปหยิบถุงหนังบรรจุทองแท่งใบใหญ่ขึ้นมาแล้ววางมันลงบนโต๊ะเกิดเป็นเสียงราวกับโลหะเสียดสีกันอย่างหนักแน่น
"ย-- อย่าบอกนะว่า ที่อยู่ในถุงทั้งหมดนั่น...มันคือเหรียญทองน่ะ?"
โซน่าชี้นิ้วอันสั่นเทามายังถุงใบใหญ่บนโต๊ะดวงตาสีฟ้าอ่อนของนางเบิกกว้างด้วยอาการตกตะลึง
"ไม่ใช่สักหน่อยเหรียญทองไม่มีทางเกิดเสียงเช่นนี้แน่นอนหากแต่ในถุงทั้งหมดนี่มันคือทองแท่งต่างหาก"
ผมยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยกล่าวแย้งนางพลางเปิดปากถุงแสดงของข้างในให้เป็นขวัญตาเผยให้เห็นทองแท่งส่องประกายแวววาวอันแน่นอยู่ภายในนั้น
"โอ้ว!!!"x3
เสียงร้องของทั้งสามหนุ่มพลันดังเลือนลั่นไปทั่วทั้งกิลด์เรียกความสนใจจากนักผจญภัยทุกคนต้องหันมามอง แต่ยังดีที่โซน่าได้พุ่งมือทั้งสองข้างมาปิดปากถุงอย่างฉับไวทั้งที่ใบหน้าของนางยังคงแข็งค้างพร้อมกับมีหยาดเหงื่อไหลทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก
เมื่อทั้งสามหนุ่มที่พึ่งตะโกนออกมาเริ่มรู้สึกตัวพวกเขาก็รีบยกมือขึ้นปิดปากของตัวเองทันที
"อ-- อาทัส ช-- ช่วยเก็บ ม-- มันลงไปที...นะ"
โซน่ากล่าวกับผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพลางยกยิ้มแห้งขึ้นทั้งที่ริมฝีปากบางของนางกำลังสั่นเครือไม่ต่างจากน้ำเสียงส่งให้ผมต้องกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะรีบนำถุงหนังบรรจุทองแท่งเก็บลงใต้โต๊ะแต่โดยดี
"ขออภัยด้วย ข้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์"
_________________________________________________
อัพเมื่อวันที่ 15/2/2564