ซึ่งสำหรับสำนักกระบี่นภาก็มีกฎระบุไว้เช่นกันว่าหากระดับพลังปราณไม่ถึงระดับเบิกชีพจรปราณขั้นหกก็ไม่สามารถออกจากสำนักเพื่อไปทำภารกิจได้
หากอิงตามความเร็วในการฝึกฝนที่ผ่านมาของเทียนเฟิงตัวเขาคาดว่าตัวเองจะฝึกฝนจนถึงระดับเบิกชีพจรปราณขั้นห้าได้ภายในครึ่งเดือนหากเป็อย่างนั้นอีกประมาณเดือนกว่าๆ ตัวของเขาเองก็สามารถออกไปทำภารกิจภายนอกสำนักได้
“เอาเถอะรอให้ถึงระดับเบิกชีพจรปราณขั้นหกก่อนเื่หลังจากนั้นค่อยว่ากัน” เมื่อตัดสินใจได้ดังนี้เขาก็เริ่มฝึกฝนตามตารางที่ตัวเองวางไว้ต่อ
แต่ล่ะวันผ่านไปอย่างราบรื่นหลังจากที่ตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยตัวของเทียนเฟิงก็จะออกมาร่ายรำกระบวนท่าวิชาหมัดวายุอยู่ภายในโถงกลางหลังจากร่ายรำกระบวนท่าวิชาหมัดวายุครบหนึ่งชั่วยามเขาก็จะฝึกเหวี่ยงและฟันกระบี่ต่อ จากการฝึกฝนที่ผ่านมาราวหนึ่งเดือนใน่แรกการฟันและเหวี่ยงกระบี่ของเทียนเฟิงนั้นยังเงอะๆงะๆไม่ค่อยมั่นคงแต่หลังจากผ่านการฝึกฟันและเหวี่ยงกระบี่มานานนับเดือนท่วงท่าการฟันและเหวี่ยงกระบี่ก็ยิ่งมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อฝึกเหวี่ยงกระบี่จนครบหนึ่งชั่วยามเขาก็เปลี่ยนมาฝึกฝนกระบวนท่าวิชากระบี่ต่อหลังจากฝึกฝนวิชากระบี่ครบสองชั่วยาม เขาก็เปลี่ยนมาฝึกฝนวิชาตัวเบาต่อ
เขาเคลื่อนที่ไปรอบๆห้องโถงกลางที่เขาใช้ฝึกฝนโดยการออกกระบวนท่าเท้าที่ซับซ้อนของวิชาปักษาวายุทะยานเนื่องจากผ่านการฝึกฝนมากว่าหนึ่งเดือนวิชาตัวเบาของเทียนเฟิงในตอนนี้แตกต่างจากตอนแรกที่เริ่มฝึกอย่างสิ้นเชิง
หลังจากการฝึกฝนมาทั้งวันในที่สุดทั้งพลังปราณและพลังกายของเทียนเฟิงก็แทบจะหมดสิ้นตัวของเขาเหนื่อยล้าแต่ภายในใจกลับรู้สึกดีเพราะเขารับรู้ว่าตัวเองกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆการฝึกฝนอย่างหนักเผาผลาญแรงกายและพลังปราณของเขาจนหมดสิ้นเมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เทียนเฟิงก็จะกินโอสถเบิกชีพจรและนั่งลงฝึกฝนพลังปราณเหล่าเจี้ยนบอกว่าการเผาผลาญพลังกายและพลังปราณจนหมดสิ้นแล้วค่อยกินโอสถเบิกชีพจรปราณและฝึกฝนพลังปราณการทำเช่นนี้จะสามารถดูดซับพลังของโอสถได้เกือบเต็มทั้งหมดสิบส่วน
ปกตินั้นการกินโอสถแล้วฝึกพลังปราณในสภาวะปกตินั้นในระหว่างการดูดซับพลังของโอสถจะมีเศษเสี้ยวของโอสถบางส่วนที่สูญเสียไปในระหว่างการดูดซับพลังโอสถเพราะฉะนั้นการทำให้ร่างกายหมดแรงและพลังปราณแห้งเหือดแล้วค่อยกินโอสถฝึกพลังปราณผลลัพธ์ที่ได้จะดีกว่าตอนที่ใช้โอสถฝึกพลังปราณในสภาวะปกติมากนักสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็เหล่าเจี้ยนเป็คนบอกแก่เทียนเฟิง
ด้วยการฝึกฝนเช่นนี้หลังจากผ่านมาอีกหนึ่งเดือนระดับพลังปราณของเทียนเฟิงก็บรรลุขึ้นมาอีกสองระดับเข้าสู่ขั้นเบิกชีพจรปราณขั้นหก เมื่อถึงระดับเบิกชีพจรปราณขั้นหกเทียนเฟิงก็ได้บรรลุเงื่อนไขของสำนักกระบี่นภาเขาสามารถไปรับภารกิจของสำนักและออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ภายนอกสำนักได้แล้ว
แต่แน่นอนว่าระดับของเทียนเฟิงในตอนนี้ก็มีขีดจำกัดในการรับภารกิจและระยะเวลาในการออกนอกสำนักอยู่เช่นกันโดยมีขีดจำกัดอยู่ที่หนึ่งเดือนหากว่าออกไปทำภารกิจแล้วกลับมาไม่ทันภายในหนึ่งเดือนเมื่อกลับมาจะต้องถูกลงโทษจากทางสำนัก
เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะรับภารกิจเขาจึงต้องไปบอกกล่าวแก่ผู้าุโสิบสามซึ่งเป็อาจารย์ของเขาก่อนที่จะออกจากสำนักเพื่อไปทำภารกิจ
“ท่านอาจารย์ขอรับข้ามาเพื่อบอกท่านว่าข้าจะไม่อยู่สักระยะนะขอรับ ระดับพลังของข้าถึงขั้นเบิกชีพจรปราณขั้นหกแล้วข้าจึงตัดสินใจว่าจะรับภารกิจแล้วออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์สักระยะนะขอรับ”
“หืมเ้าตัดสินใจแล้วสินะ ไปเถอะ ข้าไม่ว่าอะไรหรอก”
“กลับมาให้ทันในกำหนดระยะเวลาก็แล้วกัน”
เมื่อได้รับการอนุญาตจากผู้าุโสิบสามเทียนเฟิงก็เดินลงจากยอดเขาเพื่อไปเลือกภารกิจที่ตำหนักภารกิจ
ตำหนักภารกิจตั้งอยู่บริเวณรอบนอกของสำนักชั้นในซึ่งอยู่ห่างจากยอดเขาสิบสามที่เทียนเฟิงอยู่พอสมควร
เมื่อมาถึงตำหนักภารกิจเทียนเฟิงสังเกตเห็นเหล่าศิษย์กำลังเดินเข้าเดินออกกันไปมาบ้างก็เพิ่งกลับจากการทำภารกิจจากนอกสำนักบ้างก็รับภารกิจและกำลังจะออกเดินทางออกจากสำนัก
หลังจากเข้ามาภายในตำหนักสิ่งแรกที่เทียนเฟิงเห็นก็คือความกว้างขวางของห้องโถงตำหนักภารกิจมันกว้างซะจนสามารถจุคนได้ราวๆ สามร้อยคนก็ยังไม่รู้สึกว่าอึดอัดแต่อย่างใด
เมื่อปรายสายตามองไปยังริมผนังกำแพงทั้งสองด้านจะพบว่ามีกระดาษที่บอกรายละเอียดของแต่ล่ะภารกิจติดอยู่เต็มกำแพงทั้งสองฟากฝั่งแต่ล่ะภารกิจจะมีระดับความยากกำกับอยู่อีกทั้งยังบอกเงื่อนไขระดับพลังที่สามารถรับภารกิจนั้นได้ด้วย
หลังจากการเดินพิจารณาภารกิจแต่ล่ะอย่างแล้วในที่สุดเทียนเฟิงก็ตัดสินใจเลือกภารกิจตามหาสมุนไพริญญาที่ชื่อว่า หญ้าแสงตะวันซึ่งเป็สมุนไพริญญาที่เป็หนึ่งในส่วนผสมสำคัญ สำหรับหลอมโอสถเบิกชีพจร
ถึงแม้ว่าทางสำนักจะมีสวนสมุนไพริญญาแต่เนื่องด้วยโอสถเบิกชีพจรเป็โอสถพื้นฐาน สำหรับผู้ฝึกยุทธขั้นเริ่มต้นส่งผลให้อัตราการบริโภคกับอัตราการหลอมออกมาได้ไม่สัมพันธ์กัน ส่งผลให้โอสถเบิกชีพจรและโอสถอื่นๆขาดแคลน
เพราะขนาดเขาเองที่เป็ถึงศิษย์หลักก็ยังได้รับการจัดสรรแค่ห้าเม็ดต่อเดือนเท่านั้นหาก้าใช้มากกว่านี้ก็ต้องทำภารกิจของสำนักเพื่อหาแต้มไปแลกหรือไม่ก็ใช้เงินซื้อเอาเอง
นี่จึงเป็สาเหตุที่มีภารกิจการเก็บรวบรวมสมุนไพรที่จำเป็นอกสำนักแน่นอนว่าหากระหว่างทำภารกิจได้บังเอิญพบเจอสมุนไพริญญาชนิดอื่นและเก็บกลับเอามาได้จะสามารถขายให้สำนักเพื่อแลกเป็เงินหรือแลกเป็แต้มภารกิจก็ได้เช่นกันทางสำนักจะประเมิณมูลค่าที่เทียบเท่ากับท้องตลาดให้
“ข้า้ารับภารกิจนี้”เทียนเฟิงยื่นกระดาษภารกิจที่ดึงลงมาจากกำแพงพร้อมกับป้ายประจำตัวให้แก่ผู้ดูแลการรับภารกิจ
“เทียนเฟิงภารกิจเก็บรวบรวมหญ้าแสงตะวันอย่างน้อยห้าต้น กำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือน” หลังจากจดบันทึกเสร็จ ผู้ดูแลก็ได้ส่งป้ายประจำตัวคืนให้แก่เทียนเฟิง
“เทียนเฟิงนี่ใช่หนึ่งในห้าศิษย์หลักคนใหม่ของสำนักเราใช่ไหม”
“ใช่ เมื่อเทียบกับศิษย์หลักอีกสี่คนที่พึ่งเข้ามาใหม่แล้วไม่ค่อยมีใครพบเจอเท่าไร”
“เห็นว่าเอาแต่อยู่บนยอดเขาสิบสามตลอดไม่ค่อยสุงสิงกับใคร”
“ว่าแต่เขาถึงขั้นเบิกชีพจรปราณขั้นหกแล้วงั้นเหรอถึงสามารถมารับภารกิจได้”
“สุดยอดข้าจำได้ว่าตอนเขาพึ่งเข้าสำนักเขาอยู่ขั้นเบิกชีพจรปราณขั้นสองเองนี่พึ่งผ่านมากี่เดือนเอง”
“สองเดือนพึ่งสองเดือนเท่านั้นระดับของเขาก็เพิ่มขึ้นมาตั้งสี่ขั้น”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วทั้งห้องโถงในตำหนักภารกิจเหล่าศิษย์ที่อยู่ในห้องโถงต่างก็พากันพูดคุยซุบซิบเกี่ยวกับเื่ของเทียนเฟิงหลังจากได้ยินเสียงของผู้ดูแลภารกิจ ในน้ำเสียงบ้างก็เต็มไปด้วยความชื่นชมบ้างก็เต็มไปด้วยความอิจฉา
แต่เทียนเฟิงไม่สนใจเื่เหล่านี้แม้แต่น้อยเขารับป้ายประจำตัวคืนมาและกำลังจะเดินออกไป แต่อยู่ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งมาขวางทางไว้
“นายน่ะเหรอเทียนเฟิง”คนผู้หนึ่งที่มีรูปร่างกำยำท่าทางดูเหมือนว่าจะเป็หัวหน้ากลุ่มพูดขึ้นมาน้ำเสียงดูไม่เป็มิตรเท่าไร
“นายเป็ใครแล้วมีธุระอะไรกับข้า”เทียนเฟิงถามกลับไป ในใจเขารู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก คนกลุ่มนี้แค่มีตามองดูก็รู้แล้วว่าไม่ได้มาดี
“ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมาถึงได้ไม่รู้จักศิษย์พี่คงหยวนมิง อันดับที่แปดของศิษย์สายในสำนักกระบี่นภา ขั้นเบิกชีพจรปราณขั้นเก้า”ลูกน้องที่อยู่ข้างกายเ้าคนที่ชื่อคงหยวนมิงพูดออกมา
คงหยวนมิงหันหน้าไปมองแววตาและสีหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชมที่มีต่อลูกน้องคนนั้นเพราะถ้าหากเขาพูดออกมาเองมันจะดูเหมือนเป็การโอ้อวดตนเองเกินไปเื่แบบนี้ต้องให้คนอื่นพูดถึงจะดีที่สุดเพราะนอกจากจะดูไม่โอ้อวดเกินไปแล้วมันยังจะดูน่าเชื่อถือและดูมีพลังมากกว่าพูดออกมาเองด้วย
“ก็ยังไม่รู้จักอยู่ดีรีบบอกมาได้แล้วว่ามีธุระอะไร หากไม่มีก็หลบไปซะอย่ามาเกะกะขวางทาง”
“นี่แก” สีหน้าของคงหยวนมิงเขียวคล้ำทันทีที่ได้ยินคำพูดของเทียนเฟิง
“ถึงแกจะเป็ศิษย์หลักก็เถอะแต่อย่าได้ลืมว่าแกมันก็แค่เด็กใหม่ที่พึ่งเข้าสำนักได้ไม่นานข้าขอแนะนำให้แกเจียมเนื้อเจียมตัวไว้สะหน่อยนะเผื่อวันข้างหน้าชีวิตในสำนักจะได้อยู่สุขสบายขึ้นมาบ้าง”คงหยวนมิงกัดฟันพูดออกมาด้วยความโกรธ
“เหอะสรุปแล้วก็แค่พวกอยากมีแสง คงคิดว่าระดับการฝึกยุทธของข้าต่ำกว่าศิษย์หลักคนอื่นสินะถึงได้กล้าเข้ามาพูดข่มขู่ข้าแบบนี้”
“หลบไปให้พ้นสุนัขดีไม่ขวางทางไม่เคยได้ยินรึไง” เมื่อพูดจบเทียนเฟิงก็เดินจากไปทันทีปล่อยให้คงหยวนมิงยืนหน้าบูดหน้าเบี้ยวอยู่ตรงที่เดิม
‘ก็ได้แกจะเอาอย่างนี้ใช่ไหม อย่าคิดว่าพอได้เป็ศิษย์แล้วจะไม่มีใครกล้าทำอะไรแก รับรองว่าเราจะได้เห็นดีกันแน่’คงหยวนมิงคิดในใจพร้อมกับระงับความโกรธไปด้วย
“พวกเรากลับ!!” คงหยวนมิงจากไปพร้อมลูกน้องอีกกลุ่มใหญ่
หลังออกจากตำหนักภารกิจเทียนเฟิงได้แวะไปที่ตำหนักโอสถเพื่อรับโอสถเบิกชีพจรประจำเดือนนี้ที่เขายังไม่ได้รับก่อนที่จะออกจากสำนักเพื่อไปทำภารกิจ
หลังจากออกมาจากสำนักเขาได้เดินทางเขาไปที่เมืองเจี้ยนซานซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอบนอกของสำนักกระบี่นภา
เขามาที่นี่เพื่อมาซื้อม้าอสูรวายุที่เป็อสูรขั้นหนึ่งนิสัยของมันสามารถฝึกให้เชื่องได้ อีกทั้งฝีเท้าก็ว่องไวหนึ่งวันสามารถเดินทางได้สามร้อยกว่าลี้ทำให้มันเป็สัตว์พาหนะที่เป็ที่นิยมของเหล่าผู้ฝึกยุทธอีกทั้งเมื่อถึงปลายทางก็ค่อยขายทิ้งก่อนขึ้นเทือกเขาหมื่นอสูรไม่ต้องเสียเวลามาคอยดูแล
จุดหมายปลายทางของเทียนเฟิงก็คือหมู่บ้านหมีดำซึ่งเป็หมู่บ้านที่อยู่ติดกับเทือกเขาหมื่นอสูรตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสำนักกระบี่นภามีระยะห่างจากสำนึกกระบี่นภาราวๆ แปดร้อยกว่าลี้
สำหรับภารกิจที่เกี่ยวกับการหาสมุนไพริญญาหรือการล่าสัตว์อสูรส่วนใหญ่แล้วศิษย์สำนักกระบี่นภามักจะไปทำภารกิจกันที่เทือกเขาหมื่นอสูรโดยส่วนมากมักจะไปเตรียมตัวก่อนขึ้นเทือกเขาหมื่นอสูรกันที่เมืองอู่หรือไม่ก็เมืองเทียนซิงที่เป็เมืองใหญ่และอยู่ใกล้กับเทือกเขาหมื่นอสูร
แต่ในครั้งนี้เทียนเฟิงเลือกที่จะไปที่หมู่บ้านหมีดำก็เพราะว่าเขาไม่ค่อยอยากจะเจอศิษย์ร่วมสำนักที่มักจะไปร่วมกลุ่มกันก่อนขึ้นเทือกเขาหมื่นอสูรที่เมืองใหญ่ทั้งสอง เพราะเหตุการณ์เื่คงหยวนมิงในวันนี้ก่อนออกจากสำนักกระบี่นภาเทียนเฟิงพอจะคาดเดาได้ลางๆว่าคงไม่ได้มีแต่กลุ่มของคงหยวนมิงที่ไม่พอใจที่เขาได้เป็ศิษย์หลัก
ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดในภายภาคหน้าเขาจึงตัดสินใจที่จะขึ้นเทือกเขาหมื่นอสูรผ่านทางหมู่บ้านหมีดำ ที่ซึ่งศิษย์สำนักกระบี่นภาไม่ค่อยจะมากันสักเท่าไร