ครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 ความเชื่อใจ

           พริกถูกเก็บเรียบร้อยแล้วทั้งเรือนที่ตากล้วนเป็นพริกเม็ดแดงๆ สวี่ตี้เองก็ไม่ได้จ้างคนด้านนอกมาแต่พาจ้าวจวงโถวแล้วก็ลุงๆ ทหารที่เกษียณมาช่วยกันเอาพริกไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นเอาเมล็ดด้านในออกมาพริกที่ตากแห้งแล้วจะถูกเก็บเอาไว้ในถุงกว่าร้านหม้อไฟจะเปิดยังต้องใช้เวลาอีกช่วงหนึ่ง ตอนนี้วัตถุดิบยังทำไม่เสร็จสวี่ตี้จึงวางเรื่องนั้นไว้ด้านข้างก่อนเรื่องที่สำคัญที่สุดของเขาในตอนนี้ก็คือการเก็บเกี่ยวข้าวฮ่านต่าว

            เพราะว่าอยู่ใกล้กับแม่น้ำ บวกกับปีนี้ฝนตกมาในปริมาณที่พอดีข้าวจึงเติบโตได้ดีมาก ไม่เพียงแค่สวี่ตี้ที่ดีใจแม้แต่เหล่าบุรุษของหมู่บ้านสกุลจางก็ดีใจมากเช่นกันถ้าหากคุณชายปลูกข้าวได้ดีแล้วเช่นนั้นก็หมายความว่าตนเองก็สามารถที่จะปลูกข้าวสาลีและข้าวขาวด้วยกันกับคุณชายได้ คิดไม่ถึงว่าสถานที่ทางเหนือที่ไกลขนาดนี้ก็สามารถมีของที่ราคาแพงเช่นนี้ได้

            ข้าวธัญพืชโอ๊ตยังเหลือเวลาอีกหน่อยถึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ คนในไร่ก็มาช่วยสวี่ตี้เกี่ยวข้าวดังเดิม

            สวี่ตี้จ้างอาจารย์จากทางใต้มาสอนทุกคนเก็บข้าว อุปกรณ์ง่ายๆพวกนั้นก็ทำออกมานานแล้ว เหล่าบุรุษหนุ่มในไร่ต่างคว้าข้าวกันคนละกำตามอาจารย์แล้วเอาไปตีในกล่องไม้ใบใหญ่ จากนั้นก็เอาข้าวเปลือกมาวางตากแดดบนพื้นเรียบๆ

            ข้าวเปลือกค่อนข้างจะเก็บได้ง่าย ตอนที่จะทานก็ค่อยเอาเปลือกออกท่านอาจารย์ได้ทำอุปกรณ์แยกเปลือกข้าวออกมาแล้ว ที่โม่แป้งที่ทำจากหินหนึ่งอัน แล้วก็ไม้ขนาดหนาๆวางเอาไว้ในเรือนฝั่งตะวันออก

            หลังจากตากข้าวไว้หลายวันจนแห้งสนิทก็เก็บขึ้นมาสวี่ตี้ใช้ที่โม่แป้งมาโม่ข้าวหลายสิบจิน แล้วส่งไปให้กับหัวหน้าหมู่บ้านให้เขาเอาไปแบ่งกับคนในหมู่บ้าน

            ตอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในหมู่บ้านก็ครึกครื้นกันมาก สวี่เหรากับจางจ้าวฉือพาลูกสองคนไปฉลองเทศกาลกันในสวนเพราะว่าเป็นเทศกาลเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ในมือของทุกคนมีเงินมีอาหารดังนั้นจึงฉลองเทศกาลนี้กันอย่างชื่นมื่น

            หลังจากเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ผลิกันเสร็จแล้ว ที่ดินยามนี้จึงว่างเปล่าสวี่ตี้พาคนมาจัดการหน้าดิน เตรียมตัวที่จะปลูกข้าวสาลีคนของหมู่บ้านสกุลจางหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวสาลีกันแล้ว ก็พากันมาจัดการหน้าดินสวี่ตี้จึงพาคนมาร่วมด้วย หลังจากปล่อยน้ำเข้ามาแล้ว ก็วางแผนใหม่จากนั้นก็เอาปุ๋ยในโรงงานปุ๋ยของตนเองออกมาใช้

            ปุ๋ยที่ผลิตในโรงงานปุ๋ยล้วนให้สวี่ตี้ใช้เองแต่ว่าหลังจากที่คนของกระทรวงพลเรือนมาเยี่ยมชมโรงงานปุ๋ยก็ให้ความสนใจมากไม่พูดถึงอย่างอื่น พูดแค่ว่าในสวนของราชวงศ์หลายร้อยไร่นั้น ถ้าหากใช้ปุ๋ยเช่นนี้เช่นนั้นก็ประหยัดปัญหาไปเยอะมาก ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไปอีก

            ตอนที่คนของกระทรวงพลเรือนกลับไปรายงาน ก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ฝ่าบาทก็เป็นฮ่องเต้ที่ทรงรักประชาชน ทั้งยังใส่ใจเรื่องเกษตรกรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ส่งผู้ดูแลของสวนหลวงไปเรียนรู้วิธีการทำปุ๋ยสวี่ตี้กับสวี่เหราแน่นอนว่าเมื่อมีการขอมาก็ต้องตอบรับอีกอย่างก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องปกปิดวิธีการ ไม่เพียงจะมอบให้ทุกอย่างแล้วยังให้ผู้ดูแลในโรงงานปุ๋ยตามไปเมืองหลวงเพื่อชี้แนะการสร้างโรงงานอีกด้วย

            หลายวันต่อมา ผู้ดูแลโรงงานปุ๋ยกลับมาที่เหอซีแล้วตอนนี้เรื่องที่ชอบมากที่สุดก็คือสหายในโรงงานจะมาล้อมรอบตนเองตอนเวลาพักเพื่อฟังเขาเล่าเรื่องที่ได้ไปเยือนเมืองหลวง

            ที่ดินในแปลง สวี่ตี้ใช้ปุ๋ยเช่นนี้มาตลอด ทั้งสะอาด ถูกสุขอนามัยประเด็นคือใช้สะดวกมาก คนในหมู่บ้านจางเคยเห็นแล้วตอนแรกรู้สึกว่าปุ๋ยเช่นนี้ใช้แล้วคงจะสู้ปุ๋ยของชาวนาไม่ได้ แต่ว่าธัญพืชในที่ดินเติบโตได้ดีจริงๆก็รู้แล้วว่าปุ๋ยของเขานั้นดี พอไปสอบถามมาอีก ปุ๋ยราคาก็ไม่ได้แพงมากบางคนไปซื้อมาใช้กับดินของตนเอง จะปลูกข้าวสาลีแล้วหากธัญพืชในครั้งนี้ปลูกได้ดีแล้ว ไม่ใช่แค่อาหารในครอบครัวจะมากขึ้น ข้าวสาลีเอาไปบดเป็นแป้งราคาก็สูงหากขายออกไปในเรือนก็มีเงินไปซื้อเกลือแล้ว ทั้งยังสามารถซื้อผ้ามาทำชุดตัวใหม่ให้กับบุตรธิดาได้

            ฟ้าสูงเมฆบางๆ สายลมก็พัดพาอากาศเย็นๆ มาคนที่ทำงานในแปลงกลับยุ่งจนเหงื่อโซมกาย บางคนถึงขั้นถอดเสื้อตัวบนของตนเองออกแล้วเปลือยท่อนบนทำงานต่อไป

            ตอนนี้สวี่ตี้คิดถึงเครื่องจักรที่ใช้ในการเกษตรพวกนั้นมากที่นาหลายร้อยไร่ ใช้เครื่องโปรยเมล็ดหนึ่งคันสองวันก็ทำเสร็จแล้วมีหรือจะเหมือนตอนนี้ หลังจากโปรยปุ๋ยแล้วก็ใช้คราดมาไถดินให้ดินพลิกขึ้นมารอบหนึ่งแล้วค่อยทำให้หน้าดินกลับมาเรียบ เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้ว จากนั้นก็ค่อยๆเอาเมล็ดข้าวสาลีลงไปในดินทีละเม็ดๆ คนทั้งหมู่บ้านลงมือช่วยกันอย่างแข็งขันงานยุ่งอยู่หลายวันถึงจะทำเสร็จ

            หลังจากปลูกข้าวสาลีเสร็จแล้วสวี่ตี้ก็กลับไปที่เรือนหลังสำนักงานเขตที่เหอซี แล้วจัดการกับเรือนเพาะชำอีกครั้งเตรียมตัวปลูกผักรอบใหม่

            คนในจวนจิ้งเป่ยโหวมีจำนวนมาก จิ้งเป่ยโหวเย่เว่ยเฉิงเป็นบุตรชายคนโตจากภรรยาหลวงภายในเรือนต่อมายังมีน้องชายที่เกิดจากภรรยาหลวงและจากอนุอีกหลายคนเพราะว่ามารดาของจิ้งเป่ยโหวเย่ยังแข็งแรง ดังนั้นจึงไม่ได้แบ่งเรือน เมื่อคนในตระกูลเยอะเรื่องก็เยอะตาม โดยเฉพาะเรื่องแต่งงานของเหล่าหลานชายซึ่งล้วนจะต้องเอาเงินจ่ายค่าสินสอดหรือทำเป็นสินเดิมของหลานสาว

            จิ้งเป่ยโหวก่อร่างสร้างตัวมาจากการเป็นทหาร เมื่อก่อนก็ได้หาเงินมาสะสมเอาไว้แต่ว่าคนในครอบครัวไม่มีคนที่มีพรสวรรค์ด้านการค้าขายจึงจ้างคนดูแลร้านหลายคนมาช่วยดูร้านให้เท่านั้น หลายปีมานี้ ถึงแม้จิ้งเป่ยโหวเย่จะยังมีซื่อจื่อสร้างผลงานทางทหารเอาไว้แต่พูดโดยสรุปแล้วสมบัติในครอบครัวก็ถึงก้นหีบแล้ว

            ตอนที่สวี่เหราไปหาเว่ยหลางเพื่อปรึกษาเรื่องเปิดร้านหม้อไฟก็เพราะรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของสกุลเว่ยใกล้จะถึงวิกฤติ ความจริงแล้วไม่ใช่แค่สกุลเว่ย สกุลสวี่ก็เช่นกัน เบื้องหน้าดูดีแล้วก็จวนกงโหวทั้งหลายในเมืองหลวง ต่างกินเงินเก่าเก็บกันอยู่แน่นอนว่าเว่ยหลางรู้ว่าเปิดร้านหม้อไฟนั้นเป็นเงินที่ได้มาจากการค้าขายดังนั้นหลังจากปรึกษากับคนในครอบครัวแล้ว ก็ตัดสินใจว่าไม่สามารถส่งคนอื่นๆในเรือนออกมาทำได้ จึงส่งพี่ใหญ่เว่ยเจวียนที่แต่งงานออกไปแล้วมาเป็นตัวแทนของสกุลเว่ย

            หลายปีก่อนที่จิ้งเป่ยโหวเย่คุ้มกันที่นี่ ฮูหยินของตนเองก็อยู่ที่นี่ด้วยตลอดจวนแม่ทัพที่เว่ยหลางอาศัยอยู่ในตอนนี้ก็คือสถานที่ที่จิ้งเป่ยโหวเย่และฮูหยินเคยพักอยู่พี่น้องของเว่ยหลางกี่คนๆ ก็ต่างเติบโตที่นี่ ต่อมาเพราะว่าจิ้งเป่ยโหวเย่ได้รับบาดเจ็บจึงแขวนเกราะแล้วกลับเมืองหลวงไป จากนั้นจึงให้บุตรชายของตนเองมาคุ้มกันที่นี่แทน

            บิดามารดาของเว่ยหลางก็มีเขาคนเดียวที่เป็นบุตรชาย ก่อนหน้านี้ยังมีพี่สาวอีกสามคนเว่ยหลางเป็นลูกหลงของบิดามารดา พี่สาวทั้งสามคนต่างแก่กว่าเว่ยหลางมากตั้งแต่เด็กเว่ยหลางก็ถูกพี่สาวทั้งสามคนเลี้ยงมาจนเติบใหญ่ ร่วมมือเปิดร้านหม้อไฟในครั้งนี้ เว่ยหลางจึงคิดที่จะมอบเงินส่วนแบ่งจากการทำร้านหม้อไฟครึ่งหนึ่งให้กับพี่สาวทั้งสามคนเป็นเงินค่าเครื่องประทินผิวทั้งหลายของพี่สาวทั้งสาม

            เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเป็นลูกของตน จิ้งเป่ยโหวกับฮูหยินของตนจึงไม่มีความคิดเห็นอะไรตอนที่ปรึกษากันคนอื่นๆ ในจวน ทุกคนก็ต่างรู้สึกว่าก็แค่เปิดร้านอาหารร้านหนึ่งเท่านั้นหนึ่งปีจะหาเงินมาได้เท่าไหร่กันเชียว จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนักเว่ยหลางจึงให้คนในครอบครัวประทับลายนิ้วมือยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องมีลายลักษณ์อักษรเป็นการยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วม

            ทุกคนในครอบครัวรู้สึกว่าเว่ยหลางทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไม่มีเรื่องอะไรก็ทำให้เป็นเรื่องขึ้นมา แต่ว่ารอจนกระทั่งร้านอาหารเล็กๆอย่างร้านหม้อไฟเปิดไปทั่วทั้งแคว้นต้าเหลียง จนไปถึงแคว้นเพื่อนบ้านที่อยู่ทางใต้เงินทองไหลมาเทมา คนในสกุลเว่ยก็รู้สึกเสียใจภายหลัง แต่ว่าเพราะตัวหนังสือที่เขียนเอาไว้ในกระดาษแผ่นนั้นอิจฉาตาร้อนแล้วจะทำอันใดได้?

            จดหมายส่งมาจากเมืองหลวง การต่อเติมร้านหม้อไฟได้ดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วต่อไปจะต้องทำเครื่องแกงและฝึกอบรมพนักงาน

            การทำเครื่องแกงหม้อไฟ สวี่ตี้อยากจะฝึกอบรมพนักงานที่พึ่งพาได้และมีความซื่อสัตย์เอาไว้สักคนสองคนหลังจากปรึกษากับเว่ยหลางแล้ว เว่ยหลางก็หาทหารเก่าที่ออกจากกองทัพเพราะว่าได้รับบาดเจ็บมาหลายคนหลังจากสวี่ตี้ทำสัญญากับคนพวกนี้เรื่องเก็บความลับเรียบร้อยแล้วจากนั้นก็เริ่มการฝึกอบรม

            ผู้ใดก็ต่างรู้ว่ากระดาษแผ่นบางๆ นั้นยากที่จะผูกมัดผู้อื่นดังนั้นสวี่ตี้จึงอยากจะควบคุมในด้านวัตถุดิบ การปลูกพริกเขาก็ไม่อยากจะเผยแพร่ออกไปอยากจะรับประทานพริกนั้นได้ ไปซื้อของสำเร็จรูปมาก็พอสวี่ตี้สามารถเอาพริกของเรือนตนเองมาทำเป็นเครื่องแกงหม้อไฟ มาทำเป็นพริกแกง แต่หากอยากจะซื้อพริกที่มีเมล็ดติดไปด้วยนั้นไม่ได้

            เรื่องนี้สวี่ตี้ยืนยันหนักแน่น พริกจะปลูกอยู่ในสวนของตนเท่านั้น เขาได้พิจารณาถึงเรื่องที่จะเจอในอนาคตสวี่ตี้รู้สึกว่าสามารถยืนหยัดได้นานเท่าไหร่ก็เท่านั้น ตอนที่ยังหาเงินได้ไม่มากพอก็แค่ดูว่าตนเองจะสามารถผูกขาดเมล็ดพริกได้นานเท่าไหร่

            อากาศที่เหอซีนั้นหนาวไว แต่ละครอบครัวต่างจุดไฟอุ่นตั่งกันไว้แล้วครอบครัวสวี่เองก็ไม่ยกเว้น

            สวี่เหรางานยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้นตอนกลางคืนกลับมามีบางครั้งสวี่ตี้ก็นอนหลับไปแล้วจางจ้าวฉือก็รอให้สวี่เหรากลับมา จากนั้นก็ใช้เตาเล็กๆในห้องมาต้มน้ำแกงให้สวี่เหรา หลังจากกินของร้อนๆ และใช้น้ำร้อนมาแช่เท้าอากาศหนาวเกินไป เรือนของสำนักงานเขตก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามใจ ไม่สามารถอาบน้ำได้ทุกวัน

            หลังจากสวี่ตี้ทำเรื่องในไร่จนเรียบร้อยแล้วก็นำพริกแห้งกลับมาหลายสิบกระสอบตอนกลางคืนก็ใช้กรรไกรตัดพริกแล้วเอาเมล็ดออกมา

            สวี่ตี้จัดการกับพริก ทั้งสองมือก็รู้สึกแสบร้อนไปหมดสูดปากไปก็ใช้กรรไกรตัดไป

            สวี่เหราเอ่ย “เจ้าให้คนอื่นช่วยเจ้าไม่เป็นหรือไร? อะไรๆ เจ้าก็ทำเองไปเสียหมดไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เจ้าทำไหวหรืออย่างไร?”

            สวี่ตี้ตอบ “ทำได้นานเท่าไหร่ก็เท่านั้นขอรับ ข้าจะบอกกับพวกท่านให้นะตอนนี้พริกคืออาวุธใหญ่ของพวกเราสามารถทำให้มันอยู่ในมือของเรานานเท่าไหร่ก็ให้มันอยู่นานเท่านั้น อย่างน้อยที่สุดวิธีปลูกข้าก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว จับเจ้านี่อยู่หมัดแล้วก็จะจับเงินในมือได้ข้าคิดเอาไว้แล้ว นอกจากทำเครื่องแกงหม้อไฟแล้ว ข้าจะทำน้ำพริกเนื้อสักหน่อยอย่างน้ำพริกเนื้อวัว น้ำพริกเนื้อหมู อย่างน้อยพวกเรากินเองก็ยังสะดวก”

            จางจ้าวฉือเอ่ย “แต่ก่อนทำไมข้าถึงได้ไม่รู้สึกเจ้ารักเงินขนาดนี้?เจ้าดูเจ้าในตอนนี้สิ ยังอายุเท่าเมล็ดถั่วก็เอาแต่คิดว่าจะหาเงินอย่างไรทั้งวัน”

            สวี่ตี้ยกมือขึ้นมาโบกให้กับจางจ้าวฉือ “ผิดแล้วท่านแม่ ตั้งแต่ไหนแต่ไรข้าก็รักเงินขนาดนี้แหละขอรับแต่ก่อนไม่ได้ชัดเจน นั่นก็เพราะว่าข้ายังไม่ได้เรียนจบจากมหาลัย พวกท่านไม่เห็นข้าทุ่มเทกับการเรียนหรือ?ข้าทุ่มเทกับการเรียนเพื่ออะไร? เพื่อจะได้เรียนรู้ความสามารถออกมาหลังจากเรียนจบแล้วก็หางานที่ได้เงินเดือนเยอะ เพียงแต่น่าเสียดาย เพิ่งจะคุยงานตำแหน่งหนึ่งก็มาที่นี่เสียแล้วพวกท่านว่าข้าขาดทุนหรือไม่ หลายปีนั้นข้าลำบากแสนเข็ญกับการเรียนอย่างไรพวกท่านก็เห็นอยู่แล้ว”

            สวี่ตี้พูดความรู้สึกในใจออกมาก็ยิ่งน้อยใจ ท่าทางน้อยใจเหมือนเด็กๆนั้นทำเอาจางจ้าวฉือรู้สึกว่านี่หาได้ยากมากๆ นางเข้าไปบีบแก้มของสวี่ตี้อย่างหมั่นเขี้ยวจากนั้นก็หัวเราะแล้วกล่าว “ฮ่าๆๆๆ  ข้ามักจะคิดที่จะทำเรื่องหนึ่งข้าคิดอยู่นานมากก็ไม่มีเรื่องไหนที่ทำสำเร็จเลย”

            สวี่ตี้กุมแก้มของตนเอง บิดตัวไปจั๊กจี้จางจ้าวฉือซึ่งจางจ้าวฉือก็หัวเราะฮ่าๆ แล้วล้มลงไปบนตั่ง

            สวี่เหรามองสองแม่ลูกเล่นกันอยู่ครู่หนึ่งก็หัวเราะแล้วเอ่ย “เอาล่ะๆ ดึกแล้ว พวกเจ้าเล่นกันเช่นนี้อีกเดี๋ยวจะนอนไม่หลับเอา”

            สวี่ตี้ถอนหายใจ นั่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะ ใช้มือเท้าคางตัวเองไว้ก่อนจะเอ่ย “ข้าหวังว่าข้าจะสามารถมีชีวิตในค่ำคืนที่มีสีสันแต่ท่านดูตอนนี้สิ ตอนกลางคืนพอถึงเวลาแล้วก็ไม่สามารถออกไปเดินบนถนนได้คนบางคนก็เพื่อประหยัดค่าน้ำมันตะเกียง ฟ้ามืดก็นอนแล้วคิดถึงชีวิตเก่าก่อนพวกนั้นจริงๆ”

            จางจ้าวฉือตอบ “ข้ารู้สึกว่าเช่นนี้ดีจะตาย บำรุงร่างกาย นอนไวตื่นไวร่างกายแข็งแรง”

            สวี่ตี้คิดแล้วก่อนจะเอ่ย “ท่านพ่อสถานการณ์ของท่านในปีนี้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”

            สวี่เหราถอนหายใจ ก่อนจะตอบ “คนกลุ่มเล็กๆ พวกนั้นไม่ค่อยเท่าไหร่ กลับเป็นพวกเป่ยตี้นั่นพูดได้ไม่เต็มปากจริงๆ ว่าเป็นอย่างไร ได้ยินมาว่าร่างกายของฮ่องเต้เป่ยตี้ไม่ค่อยดีพวกองค์ชายหลายคนเพื่อแย่งชิงเอาตำแหน่ง แต่ละคนต่างแสดงความสามารถของตนเองออกมากลัวว่าจะมีคนแสดงความสามารถแล้วมาหาเรื่องพวกเราเว่ยซื่อจื่อได้ปรึกษากับทหารคุ้มกันที่ด่านหลายด่านทางนั้นแล้ว จะเพิ่มการลาดตระเวนให้มากขึ้นหากมีศัตรูมาก็จุดไฟส่งสัญญาณ ตอนนี้ก็มีแค่เงื่อนไขนี้แล้วไม่มีวิธีอื่นแล้ว"

            สวี่ตี้เอ่ย “หวังจริงๆ ว่าครั้งนี้จะไม่มีคนมาลอบทำร้ายพวกเรานะขอรับแต่ว่าข้ารู้สึกว่าข้ายังต้องทำผงพริกออกมาอีก หากจะต้องใช้จริงๆก็สามารถเป็นอาวุธชีวภาพลับได้ใช่หรือไม่?”

            จางจ้าวฉือครุ่นคิดก่อนจะเอ่ย “ฤดูหนาวลมพัดมาจากทางเหนือถึงตอนนั้นอย่าใช้ผงพริกแล้วถูกลมพัดมาเข้าพวกเรานะ”

            นี่เป็นฤดูหนาวครั้งที่สามแล้วที่ครอบครัวสวี่มาที่เหอซี ฤดูหนาวแรกมีคนของเป่ยตี้กลุ่มเล็กๆมาโจมตีเขตเมืองที่อยู่ใกล้ๆ หลังจากปล้นสะดมเสร็จก็หนีไป ฤดูหนาวปีที่แล้วไม่มีการเคลื่อนไหวยิ่งในสถานการณ์ตอนนี้ ในใจของทุกคนก็เริ่มระวังตัว

            สวี่เหราพาคนในสำนักงานเขตมาฝึกซ้อมกันหลายต่อหลายครั้ง หากมีคนของเป่ยตี้มาโจมตีใครรับผิดชอบทำอะไร จะทำอย่างไร พวกเขาทำจนกระทั่งพาคนชาวบ้านไปฝึกซ้อมบนถนน

            นี่เป็นเรื่องใหม่ ทุกคนในเขตเมืองต่างรู้สึกว่ามันแปลกใหม่จริงๆแล้วก็รู้สึกว่าการฝึกซ้อมเช่นนี้ หากคนเป่ยตี้มาจริงๆ ไม่แน่ว่าจะมีประโยชน์จริงๆก็ได้ จึงตั้งใจทำตามคำสั่งของผู้ปกครองสวี่

            อาลักษณ์หลี่เคยอ่านแผนการฝึกซ้อมที่สวี่เหราเขียนมาก่อนก็รู้สึกว่ามันใช้ได้ในนี้ไม่เพียงจะมีสมมุติฐานว่าหลังจากที่คนของเป่ยตี้มาแล้วคนในสำนักงานจะจับกลุ่มกันไปสนับสนุนทหารคุ้มกันที่ด่านเยี่ยนเหมินแล้วก็สมุติฐานว่า ถ้าหากด่านเยี่ยนเหมินถูกโจมตี คนในสำนักงานจะต้องทำอย่างไรรวมถึงจะจับกลุ่มปกป้องเมืองอย่างไร ใครรับผิดชอบส่งของปกป้องเมืองใครรับผิดชอบให้พาประชาชนอพยพออกไป หากจะอพยพจะต้องไปทางไหน จะจับกลุ่มอย่างไรเขียนเอาไว้อย่างละเอียดแล้ว

            หลังจากผู้ช่วยเฉียนเห็นหนังสือวางแผน ตอนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร แค่แอบไปพูดกับคนอื่นๆว่าผู้ปกครองสวี่ของพวกเรานั้นสมองมีน้ำเข้าไปแล้วจริงๆ คนจากเป่ยตี้มาโจมตียังมีเวลาให้เจ้าไปจัดการเรื่องพวกนี้หรือ อีกอย่างเรื่องบนสนามรบเปลี่ยนไปได้หลายพันแบบในชั่วพริบตาเจ้าจะสามารถรับประกันว่าการเคลื่อนไหวของคนเป่ยตี้จะเป็นไปตามแผนที่เขาเขียนเอาไว้หรือ?

            ผู้ช่วยเฉียนไม่เพียงจะพูดกับคนข้างกายตนเองยังเขียนจดหมายเอาเรื่องนี้ไปบอกกับคนที่ตนเองเกาะใบบุญด้วย ดังนั้น สวี่เหราก็ได้รับการตำหนิว่าใช้งานประชาชนแล้วยังถลุงเงินอย่างเปล่าประโยชน์โดยไม่ได้รู้ตัว

            ที่พึ่งของผู้ช่วยเฉียนไม่เพียงแต่จะพูดความเห็นของตนเองกับลูกน้องเช่นนี้แล้วยังให้คนมาส่งเรื่องร้องเรียน รอจนกระทั่งคนของทางเจ้าเมืองก่านโจวไปแล้วสวี่เหราก็นั่งอยู่ในสำนักงานอย่างเจ็บปวดคิดว่าทำเรื่องหนึ่งด้วยความจริงใจนั้นยากจริงๆ ตนเองอดทนต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ

            หลังจากอาลักษณ์หลี่มาส่งคนที่ศาลานอกเมืองแล้วก็รีบกลับมา เห็นสีหน้าสลดของสวี่เหราจึงเข้าไปนั่งอยู่ด้านข้าง “ใต้เท้าสวี่ข้าคิดว่าเรื่องที่ท่านทำนั้นถูกต้องแล้ว พวกเราไม่ต้องไปฟังที่คนพวกนั้นพูดควรทำเรื่องอะไรก็ทำไป พวกเราอยู่ใกล้กับด่านเยี่ยนเหมินมีเรื่องอะไรเข้ามาพวกเราก็จะโดนก่อน เวลาปกติฝึกอบรมเข้าไปเยอะๆ พอถึงเวลาจริงๆก็ยังช่วยชีวิตได้”

             

     

    คล้ายกับเรื่องครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน