ณ ค่ายทหาร
ขบวนเกวียนลำเรียงเสบียงอาหาร และอาวุธของแม่ทัพอย่างจงเร่งเดินทางสู่ชายแดนโดยไม่พักอย่างเร่งรีบจนมาถึงค่ายทหารที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือติดกับแคว้นอ้ายฉี
ร่างสูงสง่าบนหลังอาชาทอดสายตามองกระโจมที่พักที่เรียงรายตามแนวเขา แสงสุดท้ายของวันนี้กำลังจะสิ้นสุดลงคบเพลิงทุกดวงจึงถูกจุดขึ้นก่อนที่ฟ้าจะมืดลง
แม่ทัพอย่างจงะโลงจากม้าอย่างองอาจ นายทหารผู้ดูแลม้าวิ่งเข้ามารับเชือกจากมือผู้บังคับบัญชา แล้วจูงม้าศึกเข้าไปในโรงม้าอย่างรู้หน้าที่
“ทหารช่วยกันขนเสบียงและอาวุธเข้าไปเก็บให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยแยกย้ายพักผ่อน”
หยางจงะโสั่งเหล่าทหารจากนั้นเขาก็หมุนตัวหมายจะไปยังกระโจมที่พักของตน แต่แล้วฝีเท้าของเขาก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของหญิงสาวก็ดังขึ้น
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด
หยางจงหันกลับไปมองเื้ั เหล่าทหารคล้ายกับแตกตื่นกับขบวนเกวียนที่อยู่ด้านหลัง เขาจึงเร่งสาวเท้าเข้าไปดูด้วยตาของตนเองว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น
สตรีผู้หนึ่งยืนท่ามกลางเหล่าทหาร ท่าทีหยิ่งยโสของนางช่างขัดกับชุดชาวบ้านที่นางสวมใส่ และเมื่อเขาสืบเท้าเข้าไปใกล้มากขึ้นก็ภาพกับดวงหน้างดงามหมดจดที่ยากจะลืมเลือน
“องค์หญิงปิงหลิน”
หยางจงอุทานออกมาแ่วเบาราวกับสายลม จากนั้นเขาก็เหยียดยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ ์ช่างเป็ใจให้เขานัก ในเมื่อนางลักลอบหนีออกจากวังหลวงมาค่ายแห่งนี้ซึ่งไม่มีใครรู้จักนางก็เท่ากับเปิดโอกาสให้เขาได้แก้แค้น ดังนั้น เขาจึงคิดจะเล่นตามน้ำ เพื่อสั่งสอนนางเสียหน่อย
“นะ... นั่นมัน องค์...”
เฉิงอี้ที่ติดตามมายังด้านหลังยังไม่ทันจะได้เอ่ยจบประโยค เขาก็ถูกสายตาความดุของแม่ทัพหยางจงห้ามเอาไว้ เขาจึงกลืนคำว่า -องค์หญิงปิงหลิน- ลงคอ แล้วก้าวเท้าตามผู้เป็นายไปติด ๆ
“ที่นี่ที่ไหน เสด็จพ่อส่งพวกเ้ามาจับข้ารึ? ทำไมรู้ข่าวไวเช่นนี้? แล้วชิงชิงถูกจับไว้ที่ไหน รีบบอกข้ามาเร็วสิ เป็ใบ้กันรึไง”
องค์หญิงปิงหลินตวาดถามเหล่าทหารที่ยืนรายล้อมนางเอาไว้
ทหารทุกนายต่างมองหน้ากันไปมา คำพูดของนางฟังแล้วสับสนเหลือเกินคล้ายกับสตรีเสียสติ ทุกคนจึงพากันถอยห่างจากนางอย่างระแวดระวัง
“ข้าถามทำไมไม่ตอบ อยากถูกตัดหัวรึไง”
เมื่อไม่ได้ดั่งใจ องค์หญิงปิงหลินก็กระทืบเท้าเร้า ๆ จากนั้นก็ร้องกรี๊ดออกมาอย่างขัดใจ
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด
“ใครบังอาจมาส่งเสียงดังในค่ายทหารของข้า!”
หยางจงตวาดเสียงดังดุจฟ้าคำราม ดวงตาสีดำสนิทวาวโรจน์ราวกับเ้าอสูร นายทหารต่างพากันขยับกายเปิดช่องทางให้กับนายของตนเดินเข้า บนใบหน้าเหงื่อแตกพลั่กกันถ้วนหน้า
มีเพียงองค์หญิงปิงหลินเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่ได้อย่างหมาดมั่นไม่หวั่นเกรง ในเมื่อที่นี่เป็ค่ายทหารของแคว้นฉู่ นางเป็องค์หญิงแห่งแคว้น ทหารทุกนายก็ย่อมเป็เป็ทาสรับนาง
“แล้วตาเฒ่าหน้ารกเช่นเ้าเล่าเป็ใคร”
ปิงหลินถามกลับเชิดคางขึ้นอย่างอวดดี
หยางจงถึงกลับนวดกระตุกเมื่อได้ยินวาจาสามหาวเช่นนั้น เขาแก่กว่านางแค่ 5 ปีเท่านั้น! แต่นางกลับเรียกเขาว่า -ตาเฒ่าหน้ารก - เป็เช่นนี้แล้วเขาต้องสั่งสอนให้นางให้หนัก!
ทหารทุกนายต่างได้ยินถ้อยคำของสตรีผู้นั้น แล้วลงความเห็นในใจว่า นางคงเสียสติไปแล้วจริง ๆ ที่กล้ารบหลู่ท่านแม่ทัพ! ผู้ที่ฆ่าฟันศัตรูมานับแสน เหี้ยมโหดดุจเทพา
“ข้าคือ แม่ทัพหยางจง ผู้มีอำนาจสูงสุด ณ ค่ายทหารแห่งนี้”
หยางจงสะกดกลั้นความเดือดดาลเอาไว้ เขาจดบัญชีนางเอาไว้ก่อนแล้วค่อยสะสางกันภายหลัง
“อ่อ!”
หลินปิงแค่นเสียงออกมาคำหนึ่ง - หยางจง – ชื่อนี้ไม่เคยเลือนหายไปจากใจนาง เพราะเขาเป็คนแรกที่กล้าด่าว่านางเป็ - องค์หญิงปีศาจ – และคำเรียกขานนี้ก็กลายเป็คำติดปากของคนอื่นยามเรียกนางลับหลัง!
“ที่แท้ก็เ้าลูกสุนัข ข้าเป็องค์หญิงปิงหลินแห่งแคว้นฉู่ เมื่อเห็นข้าแล้วพวกเ้ายังไม่รีบคุกเข่าลงอีก!”
นางชี้นิ้วกราดอย่างวางอำนาจ ฮ่องเต้รักใคร่นางมากที่สุด อีกทั้งองค์รัชทายาทยังคอยหนุนหลัง นางจึงไม่เห็นใครอยู่ในสายตาแม้กระทั่งแม่ทัพใหญ่
ทหารทุกนายได้ฟังคำพูดสามหาวของสตรีเสียสติผู้นั้นแล้วถึงกับเหงื่อพระกาฬไหลบ่า เพราะทุกคนต่างรู้กันทั่วถึงความเืเย็นไร้ความปราณีของท่านแม่ทัพ เกรงว่าสตรีนางนี้อาจจะมีลมหายใจอยู่ได้ไม่นาน
“ทะ ท่านแม่ทัพ”
รองแม่ทัพเฉิงอี้รีบสะอึกขึ้นไปคว้าแขนร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นายเอาไว้ กลัวว่าแม่ทัพของเขาจะพลั้งมือฆ่าองค์หญิงตายในค่าย หากเป็เช่นนั้นต่อให้มีสิบหัวก็ไม่พอให้ตัด และที่ร้ายแรงกว่านั้นอาจจะถูกปะาเก้าชั่วโคตร!
หยางจงขบกรามกรอด ๆ ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะพยายามสะกดกลั้นความโกรธ เขาจะต้องไม่เปิดเผยตัวตนให้นางรู้ว่าเขาจำนางได้ ดังนั้น เมื่อปัดมือของรองแม่ทัพออกแล้วเขาจึงตวาดออกไปว่า
“หากเ้าเป็องค์หญิงจริงก็ต้องแสดงป้ายหยกสัญลักษณ์ขององค์หญิงออกมา ไม่เช่นนั้นแล้วข้าจะลงโทษเ้า! ข้อหาดูิ่เหยียดหยามแม่ทัพ และบุกเข้าค่ายทหารโดยพละการ!”
องค์หญิงปิงหลินต้องมองบุรุษเคราดกดำเบื้องหน้า ใบหน้าเขาเหี้ยมโหดราวกับโจรห้าร้อย นึกไม่ถึงว่าเ้าลูกสุนัขที่ลักลอบเข้าไปในอุทยานในวันนั้นจะกลายเป็เสือร้ายแยกเขี้ยวใส่นางในวันนี้!
“ข้าหนีออกจากวังจะมีสิ่งนั้นได้อย่างไร”
แม้น้ำเสียงจะอ่อนลง แต่ท่าทีหยิ่งยโสนั้นยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม หากไม่เพราะความรีบร้อนจนเกินไป นางคงไม่ลืมพกติดตัวมาด้วย
“เหอะ! นั่นก็เท่ากับว่าเ้ายอมรับแล้วสินะว่าไม่ใช่องค์หญิง งั้นก็มารับโทษเสีย!”
แม่ทัพหยางจงไล่ต้อนนางให้จนมุม
องค์หญิงปิงหลินหันกลับมาถลึงตาใส่เขา
“นี่! ฟังไม่เข้าใจหรืออย่างไร ก็ข้าบอกว่าหนีออกจากวัง จึงไม่ได้นำมันมาด้วย แล้วข้าจะแสดงให้ท่านดูได้อย่างไร หรือไม่ท่านก็จับข้าส่งกลับวังเสีย ฮ่องเต้จะได้ยืนยันว่าข้าเป็องค์หญิงจริง ๆ”
“เ้าคิดว่าข้าเป็เด็กสามขวบหรือไง หากนำตัวเ้าที่แอบอ้างเป็องค์หญิงเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก็เท่ากับลบหลู่เบื้องสูง ทหารจับตัวนางไปลงโทษ!”
หยางจงยืนกราน
“ใครบังอาจกล้าแตะต้องตัวข้า!”
องค์หญิงปิงหลินไม่กลัวเสียงตวาดและสีหน้าดุดันของเขาแม้แต่น้อย เป็นายทหารเสียเ่าั้เสียอีกที่ไม่กล้าแม้แต่ขยับตัว เพราะพวกเขาต่างรับรู้ถึงรัศมีบารมีสูงส่งที่แผ่ออกมาจากนาง ไม่ว่าจะเป็น้ำเสียงหรือท่าทาง หากนางเป็องค์หญิงจริงดังคำกล่าวอ้างพวกเขามิต้องตายสภานเดียวหรือ
เมื่อเห็นบรรดาทหารนายกองยืนละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพก็ก้าวพรวดเดียวก็เอื้อมถึงนาง มือแกร่งคว้าเอาร่างบางของนางขึ้นมาแบกไว้บนบ่าราวกับไม้ท่อนหนึ่ง จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังกระโจมของตน
ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างอ้าปากค้าง ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น แม่ทัพผู้ไม่เคยแตะต้องสตรี บัดนี้กับแบกนางงามผู้หนึ่งเข้าไปในกระโจม
“ยืนนิ่งทำไม มองทำไม ไม่มีอะไรให้ดูแล้ว ไปแยกย้าย ๆ ช่วยกันขนเสบียง และอาวุธเก็บให้เรียบร้อย”
รองแม่ทัพเฉิงอี้ตั้งสติได้ก่อนใคร จึงตะเบ็งเสียงสั่งเหล่าทหาร ก่อนที่จะรีบก้าวเท้าวิ่งตามแม่ทัพเข้ากระโจมไปติด ๆ
.....................................จบตอน...............................................