ภายในตำหนักใหญ่ที่เงียบสงัด เสียงกระดาษกรีดผ่านอากาศดังเป็จังหวะเนิบนาบ ก่อนจะหยุดลงพร้อมกับเสียงพู่กันที่วางกระทบแท่นหิน
เยี่ยอู๋ฉีชะงักปลายนิ้วที่เพิ่งรู้สึกถึงความเจ็บแปลบดั่งเข็มเล่มเล็กทิ่มแทง เขาขยับนิ้วช้าๆ ััถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ราวกับเปลวไฟที่โชติ่อยู่ในเตาหลอมที่ห่างไกลออกไป แต่กลับส่งไอความร้อนมาประทับลงบนผิวเนื้อของเขาโดยตรง
ดวงตาสีนิลคู่นั้นหรี่ลง
ปลายนิ้วเรียวที่สั่นระริกจากการถูกคมมีดเฉือน รอยแดงจางๆ บนหลังมือที่ถูกไอจากเตาหลอมปะทะ หรือแม้แต่รอยช้ำที่เกิดจากกลไกงานช่างดีดเข้าใส่อย่างไม่คาดคิด
เขาวางม้วนรายงานลง แววตาที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำนิ่งสงบกลับมีระลอกคลื่นไหววูบ
"รายงานของหอศาสตราอยู่ที่ใด"
น้ำเสียงเรียบ ๆ ดังขึ้น
องครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านข้างชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบนำม้วนรายงานส่งให้ เยี่ยอู๋ฉีกวาดตามองเพียงไม่กี่บรรทัด จากนั้นก็เงียบไป
ลายเส้นอักษรที่บันทึกเหตุการณ์ในหอศาสตราเก้าอัปยศชัดเจนจนแทบเห็นภาพ
วันนี้ หลินเหมยถูกดาบบาดมือ
เมื่อวาน กลไกดีดใส่นิ้ว
ก่อนหน้านั้นเกือบถูกไอร้อนจากเตาหลอมลวก ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ แม้แต่องครักษ์ยังััได้ถึงบรรยากาศประหลาดบางอย่าง
ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจ ว่าความเ็ปที่คอยโผล่มารบกวนตลอดหลายวันมานี้ไม่ได้มาจากพันธะ แต่อาจมาจากสตรีผู้เป็ต้นเหตุของพันธะต่างหาก
วันต่อมา ท่ามกลางเสียงตอกโลหะก้องกังวานและควันไฟที่อบอวลไปทั่วโรงหลอม เงาร่างในชุดคลุมสีเข้มที่ดูขัดกับบรรยากาศการทำงานของเหล่าช่าง กลับยืนนิ่งอยู่ตรงมุมมืดริมประตู รัศมีกดดันจากตัวเขาสร้างความเงียบงันให้บังเกิดขึ้นโดยรอบ ช่างฝีมือแต่ละคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความระมัดระวังกว่าปกติหลายเท่า
หลินเหมยพยายามเมินเฉยต่อสายตาคู่นั้น พลางหยิบเอาชิ้นส่วนของหน้าไม้กลไกชิ้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา มันเป็งานละเอียดที่ต้องใช้สมาธิสูง นางสูดลมหายใจลึก พยายามจดจ่ออยู่กับรอยสลักเล็กจิ๋วบนผิวโลหะ
“ต้องใช้คีมปากจิ้งจกเบอร์สาม…” นางพึมพำกับตัวเองแล้วหันไปทางชั้นวางเครื่องมือที่ตั้งอยู่ชิดผนัง
ชั้นวางนั้นสูงใหญ่เกินตัวนางไปมาก คีมอันที่้าวางอยู่บนชั้นเกือบสูงสุด นางเขย่งปลายเท้าจนสุด เอื้อมมือขึ้นไปหวังจะคว้ามันลงมา ทว่าปลายนิ้วกลับเกี่ยวได้เพียงด้ามจับแวบเดียว ก่อนที่กล่องไม้หนักอึ้งซึ่งวางอยู่ข้างๆ จะเสียหลักเอนลงมา
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก หลินเหมยเบิกตากว้าง มองดูกล่องเหล็กใส่แท่งผลึกเวทมนตร์ที่กำลังจะร่วงลงมาทับศีรษะ ร่างกายนางแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนรอรับชะตากรรม
หมับ!
วูบหนึ่ง ร่างของนางก็ถูกกระชากถอยหลังอย่างแรงจนเซไปปะทะกับแผงอกอุ่นร้อนแข็งแกร่งของใครบางคน วงแขนทรงพลังโอบรอบเอวนางไว้แน่น ขณะที่กล่องเหล็กใบนั้นตกลงมากระแทกพื้นดังโครม! แท่งผลึกหลากสีสันกระจายเกลื่อนเต็มพื้น
กลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์ป่าเจือจางลอยเข้าจมูก หลินเหมยรับรู้ได้ถึงไออสูรที่คุ้นเคย นางดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนนั้นทันที
“ปล่อยข้า!”
“อยู่นิ่งๆ” เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังอยู่เหนือศีรษะ เยี่ยอู๋ฉีไม่ได้คลายอ้อมแขนออก เขากลับก้มลงมองสำรวจนางั้แ่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่านางไม่ได้รับาเ็ตรงไหน จึงค่อยๆ ปล่อยนางเป็อิสระ
หลินเหมยผละออกมาทันที ความรู้สึกอุ่นร้อนที่แผ่นหลังยังคงค้างอยู่ นางถอยห่างไปสองก้าว จ้องมองเขาด้วยสายตาไม่เป็มิตรระคนหวาดระแวง “ท่านจอมมารมาทำอะไรที่นี่อีก? เหตุใดท่านต้องคอยตามข้าอยู่ตลอดเวลา!”
เยี่ยอู๋ฉีไม่ตอบในทันที ดวงตาสีนิลของเขากวาดมองเศษผลึกเวทมนตร์ที่แตกกระจายบนพื้น แล้วตวัดกลับมามองนางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มันไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็ความระอาใจอย่างถึงที่สุด
“เ้าคิดว่าข้าอยากจะเสียเวลามายืนอยู่ในที่ที่ร้อนอบอ้าวและเต็มไปด้วยเขม่าพวกนี้หรือ?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเหนื่อยหน่ายอย่างชัดเจน “ถ้าข้าปล่อยให้เ้าทำงานตามลำพัง ป่านนี้คงได้จัดงานศพให้พวกเราทั้งคู่ไปแล้วกระมัง”
คำพูดนั้นทำให้หลินเหมยชะงักงัน
นางคาดหวังคำตอบอื่น คำตอบที่บ่งบอกว่านางคือนักโทษที่ต้องถูกจับตา หรือเป็ตัวอันตรายที่ต้องถูกควบคุม แต่สิ่งที่เขาพูดกลับตาลปัตรไปหมด งานศพ…ให้พวกเราทั้งคู่?
ความคิดหนึ่งวาบขึ้นมาในหัว หรือว่า…เขาไม่ได้มองนางเป็นักโทษ แต่เห็นนางเป็ตัวปัญหา? เป็ตัวซวยเดินได้ที่อาจก่อเื่ได้ทุกวินาทีอย่างนั้นหรือ
ความอัปยศแล่นริ้วขึ้นมาแทนที่ความกลัว นางกำหมัดแน่น จ้องกลับไปที่เขาอย่างท้าทาย ความอึดอัดที่สั่งสมมาตลอดสัปดาห์ปะทุออกมาเป็ความขุ่นเคือง เขาไม่ได้กำลังคุมขังนาง เขาแค่กำลังดูแลวัตถุอันตรายที่อาจะเิได้ทุกเมื่อ!
เยี่ยอู๋ฉีเห็นสีหน้าของนางเปลี่ยนจากหวาดระแวงเป็ขุ่นแค้น เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เขาเพียงแค่ถอนหายใจยาว พลางยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ราวกับปวดหัวเต็มทนกับความซุ่มซ่ามของนาง
“เก็บกวาดให้เรียบร้อย” เขาสั่งเสียงเรียบ “แล้วไปพักผ่อนเสียบ้าง ก่อนที่เ้าจะเผาหอศาสตรานี้ทิ้งไปจริงๆ”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้หลินเหมยยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความยุ่งเหยิงที่ตนเองก่อขึ้น แผ่นหลังกว้างภายใต้อาภรณ์สีดำทะมึนนั้นดูห่างเหินและเ็าเช่นเคย
หญิงสาวก้มลงมองมือตัวเองที่ยังสั่นเทาไม่หาย ไม่ใช่เพราะความกลัวอีกต่อไป แต่เป็เพราะความโกรธที่ตีรื้นขึ้นมาในอก นางหยิบแท่งผลึกที่ยังไม่แตกขึ้นมาจากพื้น ความเย็นเฉียบของมันแล่นผ่านฝ่ามือเข้ามาถึงหัวใจ
นางจะไม่ยอมเป็ตัวปัญหาในสายตาใครเด็ดขาด นางจะรีบหาเงินใช้หนี้ แล้วไปจากที่นี่ ไปจากสายตาที่มองนางเป็เพียงตัวภาระของเขาให้เร็วที่สุด