๗
บนซี้ซั้ว
ในบรรดาเื่ราวความฝันทั้งหลายของข้าพเ้า มีความฝันๆ หนึ่งที่ข้าพเ้ามักจักฝันอยู่บ่อยครั้ง ก็คือฝันว่ากลับไปเรียนมัธยมที่ข้าพเ้าเคยศึกษาสมัยมัธยมต้น มันเป็โรงเรียนที่ข้าพเ้าขยาดยิ่งนัก
ท่านผู้อ่านคงกำลังอนุมานว่าฝันที่ข้าพเ้าฝันนั้นคงเป็ฝันร้ายแท้เทียว ทว่าความจริงความฝันทั้งหลายเ่าั้ แก่นแท้ของมันคือการที่ข้าพเ้าได้ย้อนกลับไปแก้ไข “อดีต” เพื่อมิให้มัน “ขยาด” เสียมากกว่า
โรงเรียนบางแห่งก็เหมาะกับเด็กหัวกะทิ ในเมื่ออดีตข้าพเ้ามิใช่หัวกะทิ เกลือกว่าข้าพเ้ารังสรรค์ตนให้กลายเป็บุคคลระดับแถวหน้าของจังหวัดบ้านเกิดได้ การที่จักมีชีวิตที่สงบสุขในโรงเรียนแห่งนั้น คงมิใช่เื่ไกลเกินเอื้อมนักดอก
ท่านผู้อ่านคงรู้สึกรำคาญแลเห็นว่าข้าพเ้าอารัมภบทมายืดยาวพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่เรือลำนี้จักได้เข้าสู่ฝั่งเสียทีหลังจากออกอ่าวมานาน
…
เื่มีอยู่ว่า ข้าพเ้าย้อนกลับไปเป็นักเรียนของโรงเรียนแห่งนั้น มีอยู่่หนึ่งที่ห้องเรียนของเราได้จัดค่ายไปต่างประเทศ โดยประเทศที่ไปนั้นคือสาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ ซึ่งในโลกแห่งความเป็จริงข้าพเ้าไม่เคยไปเยือนประเทศแห่งนี้แต่เพียงครั้ง ไม่ว่าจักเป็สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือเกาหลีเหนือของ ฯพณฯ ตระกูลคิม และ/หรือ สาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ของเหล่าโอ้ปป้า ซารางเฮโย ก็ตามแต่
จำได้ว่าทริปท่องเที่ยวในความฝันนี้ เป็่เวลาที่มีหิมะสีขาวปกคลุมภูมิประเทศ เรานั่งรถไฟที่เผอิญคล้ายกับรถไฟไทย เพียงแต่รถไฟนั้นวิ่งฝ่าหิมะ มิได้วิ่งฝ่าน้ำท่วม
พวกเพื่อนๆ สตรีของข้าพเ้า แสดงกิริยาการ “ซน” แบบ ไม่เข้าท่า พวกหล่อนเอาตัวออกนอกหน้าต่างรถไฟ เมื่อรถไฟเข้าทางโค้งแลข้างหน้ามีสะพานสีดำทะมึนอยู่ พวกเ้าหล่อนก็เกือบเสียหลักตกจากขบวนรถ แลทิ้งชีวิตไว้ในประเทศที่มิใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง แต่เดชะบุญที่พวกหล่อนๆ ทั้งหลาย รอดมาได้อย่างหวุดหวิด ถ้าเป็คนไทยพุทธ คงพูดกันหนาหูว่าอีพวกนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ไม่ก็ห้อยพระเครื่องดีๆ หรือท่านยมบาลไม่พิศวาสพวกนางหรอกกระมัง
หลังจากนั่งรถไฟสายที่เกือบจักเป็สายมรณะ เราได้มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง อันมีลักษณะเป็เกาะที่มีแม่น้ำล้อมคล้ายเกาะอยุธยา หรือคล้ายคติ “เขาพระสุเมรุ” เพราะใจกลางเกาะนั้นมีศาลเ้าศักดิ์สิทธิ์ให้เดินทางไปเคารพสักการะ
(ภาพวาดแผนที่ศาลเ้าของเกาหลี ในความฝันของข้าพเ้า)
การที่จักไปเคารพศาลเ้านั้นได้ ในฤดูที่มิใช่ฤดูหนาว เราจักต้องนั่งเรือเพื่อข้ามฟากไปยังท่าเรือฝั่งศาลเ้า ข้าพเ้ามองเห็นตนเองในความฝันกำลังเดินสำรวจท่าเรือข้ามฟาก ณ สถานที่แห่งนั้น หากแต่ในตอนนี้มันเป็ฤดูหนาว น้ำในคูคลองจับตัวกันเป็น้ำแข็ง ทำให้มิสามารถล่องเรือข้ามฟากไปยังศาลเ้าได้ ทางเดียวที่จักไปสักการะสถานที่แห่งนั้นได้ก็คือ การเดินฝ่าธารน้ำแข็ง ซึ่งทุกคนในห้องเรียนข้าพเ้าก็ทำเช่นนั้น
เมื่อข้ามไปยังอีกฝั่งได้สำเร็จ พวกข้าพเ้าก็พบกับูเาที่มีบันไดนับร้อยๆ ขั้น พวกเราในวัย ๑๔-๑๕ ก็ขึ้นบันไดไปยังศาลเ้าดังกล่าว ข้าพเ้าต้องขออภัยอย่างยิ่งที่ข้าพเ้ามิสามารถบรรยายลักษณะของศาลเ้าได้ ข้าพเ้ากล่าวแต่เพียงว่าศาลแห่งนี้มันมีลักษณะคล้ายกับศาลเ้าญี่ปุ่นของ “ริกะจัง” ตัวละครในภาพยนตร์การ์ตูนชุด “แว่วเสียงเรไร” ของประเทศญี่ปุ่น (Higurashi no Naku Koro Ni)
ทุกคนต่างมาเคารพสักการะโดยไม่ต้องมีธูปเทียนดอกไม้แต่ประการใด เพียงเปิดสองกรพนมมือเปล่าๆ ก็สามารถจักอธิษฐานได้ทันที
เื่มันยุ่งตรงที่ว่า “อ้ายเอ็ม ศุภฤกษ์” ๑ ในกลุ่มเพื่อนของข้าพเ้าได้อธิษฐานว่า “หากพวกเราทั้งหมดมีคู่แฟนแล้ว พวกเราจะนำแฟนของเรามาเคารพสักการะที่นี่ อีกครั้ง!” การอธิษฐานดังกล่าวนี่เองที่ยังความให้เกิดปัญหาในอนาคตข้างหน้า
...
การ “บนซี้ซั้ว” ทำให้เกิดอาถรรพ์คำสาป จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น ทำให้เพื่อนของข้าพเ้าหลายคน ต่างประสบเคราะห์กรรมหนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บ้างก็สูญเสียบุคคลสำคัญในครอบครัวแบบปัจจุบันทันด่วน บ้างครอบครัวถังแตกอย่างไม่ทันตั้งตัว บ้างก็ประสบอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาล บ้างก็ตกงานจนกลายเป็โรคซึมเศร้า บ้างก็ป่วยเป็Covid จนกลายเป็ภาวะ Long Covid
ในงานคืนสู่เหย้าของโรงเรียน เพื่อนๆ กลุ่มที่เคยไปสักการะศาลเ้าเกาหลี ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ทุกคนต่างพูดถึงเคราะห์กรรมที่ต้องประสบพบเจอหลังจบการศึกษา กระทั่งมีคนใดคนหนึ่งในวงสนทนาพลั้งปาก
“ลืมแก้บนว่ะ” อ้ายเอ็ม ศุภฤกษ์ พลั้งปาก
“แก้บนอะไรวะ” อ้ายเพชร ณัฐวุฒิ ถาม
“ก็ไปบนที่ศาลเ้าตอนไปเที่ยวเกาหลีไง” ต้นเื่ตอบ
“อาว ไอ้เหี้ย แล้วมึงบนอะไรวะ” อ้ายจูเนียร์ กันตพงศ์ ถาม
“ก็กูบนว่า ถ้าหากกูกับพวกมึงมีแฟนแล้ว พวกเราจะพาแฟนไปเคารพศาลนั่นอีกไง”
“ไอ้Jetแม่! มึงไปบนอย่างนั้นได้ไงวะ พวกกูเกี่ยวอะไรด้วย” อ้ายกอล์ฟ กรวิชญ์ ถามปนสบถ
“นั่นสิ มึงบ่นพล่อยๆ ได้ไงวะ ไอ้เหี้ย” อ้ายอาร์ม ปฐมพงษ์ ถามปนสบถ เช่นกัน
เสียงเอะอะโวยวายเริ่มทวีความรุนแรง มีใคนคนใดคนหนึ่งเอามือไปเบิร์ดกะโหลกตัวต้นเื่ บางคนสบถด่า บางคนทำหน้าเจี๋อนๆ บางคนก็เกือบวางมวยอ้ายเอ็ม แต่เมื่อเพลาผ่านไป ๒ ชั่วโมง ทุกคนเพลิดเพลินกับอาหารแลเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั้นดี พวกเขาต่างก็ระดมสมองเพื่อทบทวนเื่ราวดังกล่าวอีกครั้ง
ทุกคนได้ข้อสรุปแล้วว่าทุกคนจักพาแฟนของตนเองไปแก้บนที่ศาลเ้าเกาหลีด้วยกัน เื่ราวเริ่มจักลงเอยด้วยดีจนกระทั่ง แม็ก รักษ์พงศ์ เพื่อนเก่าของข้าพเ้า เอ่ยขึ้นมาว่า
“พวกมึงลืมเหี้ยจ๊ะได้ไง!!!”
“เออ นั่นสิ มีเหี้ยจ๊ะด้วยนี่หว่าในทริปนั้น” มอส ภาคภูมิ เอ่ย
“” มันจบม.๓ แล้วมันหายไปเลย” เอ็กซ์ องอาจ พูดขึ้นมา
“ไม่รู้ว่ามันไปอยู่ไหนแล้ว” เมฆ ชนวีร์ จำนรรจา
ทันใดนั้น แม็กก็พูดออกมาว่า “กูมีไลน์มัน เดี๋ยวกูติดต่อมันให้”
...
ความจริงชีวิตวัยเด็กมัธยมของข้าพเ้าจัดว่ามิได้สวยงามนัก คนอื่นชีวิตโรยด้วย “กลีบกุหลาบ” ชีวิตของข้าพเ้าโรยด้วย “ดอกไม้จันทน์” ก็ว่าได้ เหตุเพราะข้าพเ้าถูกฝากให้เข้าโรงเรียนนี้ั้แ่เด็ก โดยที่ข้าพเ้ามิได้ยินยอมพร้อมใจ ข้าพเ้าไม่มีความพร้อมที่จักศึกษาเล่าเรียนที่นั่น เพราะโรงเรียนมีสอนว่ายน้ำ แลข้าพเ้าในตอนนั้น “ว่ายน้ำไม่เป็” ข้าพเ้าเพิ่งจักมาว่ายน้ำเป็ก็ตอนอายุ ๒๒ แล้ว ฉะนั้นการที่ข้าพเ้าในสมัยนั้นว่ายน้ำไม่เป็ ยังผลให้ข้าพเ้าโดนกลั่นแกล้งหรือ bullyอย่างหนักจากคนที่โรงเรียน ฉันนั้นเมื่อข้าพเ้าสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๓ แล้ว ข้าพเ้าจึงจากโรงเรียนแลผองเพื่อนไปอย่างเงียบๆ โดยไม่บอกกล่าว แต่ด้วยความที่ข้าพเ้าตกหลุมรัก แม็กเข้าอย่างจัง ข้าพเ้าก็อดคิดถึง “แม็กสุดที่รัก” ของข้าพเ้าเสียมิได้ ข้าพเ้าจึงติดต่อกับแม็กบ้างเป็ครั้งคราว
มันเป็ความรักอันเ็ปของ “ชายเทียม” ทีมีต่อ “ชายแท้” หากใครเคยลิ้มรสความอกหักนี้ ก็คงจักเข้าใจในสิ่งที่ข้าพเ้าเขียนไม่มากก็น้อย
วันหนึ่งขณะที่ข้าพเ้ากำลังดูคลิปรายการข่าวผ่าน Youtube อยู่ๆ Line ก็เด้งขึ้นมา มันเป็ไลน์ของแม็ก มันทักทายข้าพเ้าโดยมีเื่ราวดังต่อไปนี้
“จ๊ะอยู่ไหม”
“ว่าไงสุดที่รัก” ข้าพเ้าวิสัชนา
“ตอนนี้มึงมีแฟนยังอะ”
“ยัง...มึงจะเป็แฟนกูเรอะ?”
“ไอ้สัตว์...กูชอบผู้หญิง”
“5555 แล้วมึงถามทำไม”
“คืองี้ คือไอ้เอ็มมันไปบนศาลเ้าที่เกาหลี ที่พวกเราเคยไปตอน ม.๓ อะจำได้ไหม”
“อ๋อ...จำได้ แล้วยังไงวะ”
“ไอ้เหี้ยเอ็มมันไปบนว่า...ถ้าพวกเราทั้งหมดมีแฟนจะมาเคารพที่ศาลเ้าเกาหลีอีกครั้ง แต่เวลาผ่านไปหลายปี พวกเราก็มีแฟนกันหมดแล้ว แต่ก็ไม่เคยไปบนสักที ก็เลยเกิดเื่ราวไม่ดีมากมาย...”
แม็กอธิบายถึงเคราะห์กรรมที่เพื่อนๆ ต่างประสบ รวมถึงกรรมที่มันต้องสูญเสียมารดาอันเป็ที่รัก เมื่อครั้งที่มันอายุ ๒๐ ต้นๆ มิหนำซ้ำครอบครัวก็ถังแตก ไม่มีเงินศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำให้สุดที่รักของข้าพเ้าต้องเบนเข็มไปประกอบอาชีพตำรวจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อแม็กเอ่ยถึงเื่ราวอาถรรพ์ ทั้งของเพื่อนๆ แลของตัวแม็กเองนั้น แม็กจึงถามข้าพเ้าว่า
“แล้วมึงล่ะจ๊ะ...เจออาถรรพ์อะไรบ้างรึเปล่า?”
ข้าพเ้าคิดครู่หนึ่งแล้วจึงตอบ
“ก็ที่มึงไม่รักกูไง”
“ไอ้เหี้ย! เอาดีๆ สิวะ! Jetแม่” สุดหล่อของข้าพเ้าสบถ
เมื่อแม็กมีน้ำโหกับข้าพเ้า ข้าพเ้าจึงต้องตอบด้วยความสัตย์จริงว่า
“กูตกงานเลยป่วยเป็โรคซึมเศร้า นี่แหละมั้ง...ที่พอจะเรียกว่า “อาถรรพ์” ได้”
“แล้วตอนนี้มึงได้งานทำรึยัง”
“ได้แล้ว...แต่กูก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำไปถึงเมื่อไหร่...เพราะมันไม่ใช่งานที่กูรัก”
“แล้วมึงรักงานอะไร”
“พากย์หนัง...กูฝันมาั้แ่เด็กแล้ว แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน”
“ฟ้าคงไม่ได้ลิขิตอะเพื่อน...ยังไงงานที่มีตอนนี้ก็ทำๆ ไปก่อนนะว่าแต่ มึงมีแฟนรึยัง”
“ยัง กูไม่เคยมองใครนอกจากมึง”
“ฉิบหายแล้ว! จะทำไงล่ะทีนี้ ต้องรอให้มึงมีแฟนรึไง ถึงจะได้ไปแก้บนกัน”
“ไม่ต้องมีแฟนหรอก...ไปแก้ทั่งๆ ที่กูยังโสดอยู่แบบนี้แหละ ค่อยบอกท่านเอาว่ายังไม่มี”
“เออๆ ลองดูก็ได้”
ข้าพเ้าตกปากรับคำแม็ก เพื่อที่จักไปเกาหลีกับเพื่อนเก่าที่มิได้เจอกันนานแสนนาน แต่ที่พิเศษก็คือ ข้าพเ้าได้พบกับคู่รักของเพื่อนๆ ด้วย มันคงเป็อารามอิจฉาเล็กน้อยที่เป็คนโสดคนเดียวในกลุ่มเพื่อน
การไปแก้บนที่เกาหลีนั้นเป็อย่างไร ข้าพเ้ามิอาจทราบเื่ราวได้ เนื่องจากข้าพเ้าได้ตื่นนอนเสียก่อน มันขึ้นอยู่กับท่านผู้อ่านแล้วล่ะ ว่าท่านนั้นจักรังสรรค์เื่ราวต่อจากนี้อย่างไร
จ๊ะ เสือไบ
๒๗ มี.ค. ๒๕๖๗