“ท่านพูดว่าอะไรกัน?”
ช่างกว่านยวี่หันหน้ากลับมามองเฉินจิ้งเจียในใจเริ่มสงสัยในการประเมินคุณหนูผู้นี้ของตนขึ้นแล้ว
เสียงทุบประตูข้างนอกดังสนั่นเด็กหนุ่มรับใช้ที่แบกช่างกว่านยวี่ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกต่อไปเร่งพาเจ้าตัวหลบหนีในทันที
เจียวจูมองเฉินจิ้งเจียด้วยสีหน้าเยือกเย็น“คุณหนูเฉิน”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกตนเองของนางเฉินจิ้งเจียเป็นอันขุ่นใจโดยพลันแม่นางผู้นี้คงไม่ได้คิดจะพาตนไปด้วยตอนนี้ใช่หรือไม่?
“หวังว่าคุณหนูเฉินจะจำคำสัญญากับองค์ชายใหญ่เมื่อครู่ได้นะเจ้าคะ”
คำสัญญา?
เฉินจิ้งเจียชะงักงันไปชั่วขณะจากนั้นจึงตวัดหางตาพลางตอบกลับ “เพราะเขาปล่อยข้าไปข้าถึงต้องเก็บรักษาตัวตนเขาเป็นความลับอย่างนั้นหรือ?”
“แต่ตอนนี้คนของข้ามาช่วยข้าหาใช่ว่าพวกเจ้าปล่อยข้าไปเสียหน่อย”
อะไรเรียกว่าไม่เกรงกลัวเพราะมีคนหนุนหลังนั้นในที่สุดยามนี้เจียวจูก็เข้าใจแล้วใบหน้าเยือกเย็นเมื่อครู่เริ่มเหยเกปรากฏรอยแตกร้าว
“หากเจ้ายังไม่ไปอีกข้าเองก็รับประกันไม่ได้ว่าเมื่อพี่ชายข้ามาถึง จะปะติดปะต่อเรื่องราวอะไรได้บ้าง”
เฉินจิ้งเจียเอ่ยพลางหย่อนกายนั่งยกชาขึ้นจิบอย่างไม่สะทกสะท้าน
เจียวจูกัดริมฝีปากล่างก่อนตัดสินใจหันหลังหนีไป
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเร้นจากไปเฉินจิ้งเจียหันมองประตูเปิดกว้างจากตรงนั้นสามารถมองเห็นประตูเรือนสั่นไหวรุนแรงได้
นอกเรือนนั้นทหารในกองของเฉินอี้เหอกำลังกระแทกประตู ป๋อชางโหวข้างๆยืนนิ่งด้วยสีหน้าคร่ำเคร่งเต็มประดา
เขาเรียกคนตั้งนานแต่ไร้การตอบกลับทว่าประตูกลับลงกลอนแน่นหนา ไม่ต้องคิดให้มากความเลย เฉินจิ้งเจียอยู่ข้างในแน่นอน!
ไม่นานประตูเรือนก็ถูกทะลวงเข้ามาเฉินอี้เหอพุ่งเข้าตัวเรือนก่อนใครคนแรก
เรือนเล็กนี้ไม่ต่างจากเรือนด้านข้างมากนักตรงข้ามหน้าประตูเรือนเป็นห้องโถงรับรอง ด้านหลังห้องโถงรับรองคือห้องหลักแบ่งเป็นห้องฝั่งซ้ายขวา
โดยปกติแล้วห้องฝั่งหนึ่งที่เชื่อมกันนั้นจัดแจงไว้ให้คนใช้คอยฟังข้างเจ้านายส่วนอีกฝั่งเชื่อมต่อกับห้องครัวและห้องเก็บฟืน
เฉินอี้เหอมองซ้ายมองขวาได้ยินเสียงครวญครางเบาๆ แว่วเข้าหู จึงพุ่งตัวเข้าห้องเล็กข้างๆ ทันที
ครั้นเปิดประตูก็เห็นเฉินจิ้งโหรวนั่งห่อตัวอยู่ในมุมกองฟืนใบหน้าเปื้อนน้ำตาทั้งยังเปื้อนเขม่าดำมอมแมม
เมื่อเห็นเฉินอี้เหอเข้ามาเสียงครวญครางของเฉินจิ้งโหรวก่อนหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเสียงระเบิดร่ำไห้ดังทันใดนางร้องไห้ไป พลางหยัดกายยืนมาดหมายโผเข้าตัวเฉินอี้เหอ
หากแต่เฉินอี้เหอเป็นคนอย่างไรก็ทราบดีครั้นเห็นท่าทางเฉินจิ้งโหรวแล้ว ก็รีบถอยหลังไปสองก้าวเฉินจิ้งโหรวล้มหน้าคะมำไปทั้งเช่นนั้น นางเงยหน้ามองพี่ใหญ่ผู้เสมือนเทพมาเยือนทว่ากลับเห็นเพียงแววชิงชังในแววตาเขาเพียงเท่านั้น
เฉินอี้เหอมองเฉินจิ้งโหรวที่นั่งคุกเข่าบนพื้นจึงเอ่ยปากถามทันใดอย่างหมดความอดทน “เจียเอ๋อร์ล่ะ? นางอยู่ไหน?”
เฉินจิ้งเจีย? นางถูกจับมาเหมือนกันหรือ?
เฉินจิ้งโหรวส่ายหน้า“ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ ข้ารู้แค่ว่าพวกเขาจับข้ามา แต่จับมาผิดคนคนที่พวกเขาต้องการคือคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”
ครั้นเอ่ยถึงตรงนี้นางพลันนึกถึงสายตาน่าสะพรึงกลัวที่หวงกุ้ยเฟยผู้นั้นมองมา รวมถึงคำเตือนเหล่านั้น
ใช่สินางต้องพาเฉินจิ้งเจียไปคลุมถุงชนกับเจ้าเด็กขี้โรคนั่นนี่นา เช่นนั้นแล้วเฉินจิ้งเจียถูกพาตัวไปแล้วหรือ?
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? พูดให้ชัดเจน!”
เฉินอี้เหอขึ้นเสียงดังลั่นทำเอาความคิดเฉินจิ้งโหรวเป็นอันต้องหยุดลง
ทว่าเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นั้นนึกถึงความเป็นไปได้ที่เฉินจิ้งเจียถูกพาตัวไป มิอาจกลับมาได้อีกแล้วนั้นนางกลับทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นขึ้นบ้างแล้ว
จากนี้จวนป๋อชางโหวจะมีเพียงนาง คุณหนูรองที่ผู้ช่วงชิงความเจิดจรัสเป็นหน้าเป็นตาให้จวนป๋อชางโหวเพียงคนเดียวแล้ว!
“พวกเขาจับข้ามาแล้วจับผิดคนพวกเขาคิดว่าข้าคือคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ หลังจากรู้ว่ามิใช่ข้าก็พาข้ามาขังไว้ในห้องฟืนนี้เจ้าค่ะ”
เฉินจิ้งโหรวเอ่ยไปพลางเริ่มสะอึกสะอื้น “หาก หากพี่หญิงถูกพวกมันจับมาด้วยละก็อาจ...อาจจะถูกพาตัวไปแล้วเจ้าค่ะ”
พาตัวไปก็ดีแล้วต่อให้โดนพาตัวไปแล้วได้ใช้ชีวิตดิบดี เฉินจิ้งโหรวก็ไม่อิจฉาแต่อย่างใดขอเพียงเฉินจิ้งเจียไม่อยู่ในราชวงศ์ต้าเซี่ย ไม่อยู่ในเมืองหลวงไม่อยู่จวนป๋อชางโหว...
“น้องโหรวเอ๋อร์เจ้าบอกว่าข้าถูกใครพาตัวไปกัน?”
น้ำเสียงอ่อนโยนของใครคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลังเฉินอี้เหอเฉินจิ้งโหรวตะลึงงันไปชั่วขณะ เงยหน้ามองด้านหลังเฉินอี้เหออย่างไม่เชื่อสายตา
เฉินอี้เหอเผยสีหน้าดีใจในบัดดลรีบหันกายปรี่เข้าไปหาต้นเสียงเช่นกัน
เฉินจิ้งเจียที่ยืนในเรือนพักอาภรณ์ยังคงเรียบร้อยไร้ที่ติ ไม่เปื้อนแม้แต่ไรฝุ่นแม้กระทั่งผมดำเงาติดปิ่นหยกยังคงเรียบแปล้ ไม่มีเส้นไหนยุ่งเหยิงสักนิด
ครั้นเห็นนางแล้วมองดูตนเอง ฉินจิ้งโหรวเป็นอันต้องก้มหน้าต่ำไม่อยากมองเห็นความเป็นจริงอีกต่อไป
เห็นชัดว่าโดนจับมาเหมือนกันไฉนนางถึงต้องมาอยู่ในห้องเก็บฟืนที่ทั้งเหม็นทั้งสกปรกเช่นนี้แต่เฉินจิ้งเจียถึงยังคงสะอาดดูผู้ดีกัน?
“เจียเอ๋อร์!เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ก่อนหน้านี้เจ้าไปอยู่ที่ใดมา ข้าหาเท่าไรก็หาไม่เจอ?” ทันทีที่เฉินอี้เหอเห็นเฉินจิ้งเจีย สีหน้าท่าทีพลันแปรเปลี่ยนทันใดโผเข้าหาเฉินจิ้งเจียด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้าเต็มประดา
เฉินจิ้งเจียอมยิ้มเอ่ย“ท่านพี่ร้อนใจเกินไปแล้ว หากท่านทำตามที่พี่ฉางชิงบอกต้องหาข้าเจอตั้งแต่แรกอย่างแน่นอน”
เป็นเช่นนั้นจริงๆในขณะเฉินอี้เหอพังประตูร้องเรียกตามหาแต่เผยฉางชิงกลับอยู่แถวมุมกำแพงเรือนตามหาบึ้งที่ไต่เข้ามา
ครั้นตามตัวบึ้งจนเจอห้องที่ช่างกว่านยวี่พำนักเขายืนอยู่ข้างนอก มองหญิงสาวในประตูที่วางแขนบนโต๊ะ มือขาวเท้าคางดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ เปล่งประกาย ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงสะกิดหัวใจเขาทำเอารู้สึกคันยิบ...
“พี่ฉางชิง!”
ในที่สุดก็เห็นเจ้าตัวโผล่เข้ามาเฉินจิ้งเจียวิ่งมาหน้าประตูด้วยความดีใจ สายตามองเผยฉางชิงนอกประตู
“ต้องขอบคุณท่านยิ่งนักหากมิใช่เพราะวิธีที่ท่านสอนข้า ข้าคิดว่าพวกท่านคงไม่เจอเร็วขนาดนี้แน่?”
นางยิ้มตาหยีทำเอาเผยฉางชิงเป็นอันยกยิ้มตามอย่างอดไม่ได้
เขายื่นมือไปมาดหมายลูบหัวทุยเฉินจิ้งเจียทว่าเมื่อเห็นทรงผมที่บรรจงหวีอย่างดีแล้ว ก็กลัวว่าลูบไปจะเสียทรงจึงทำได้เพียงดึงมือกลับมาอย่างเก้ๆ กังๆ
“อืมเป็นเพราะเจียเอ๋อร์ฉลาด หาวิธีพกของติดตัวไปด้วยได้ถึงทำให้พวกเรามีโอกาสตามหาเจ้า” เผยฉางชิงเองก็ชื่นชมเฉินจิ้งเจียเช่นกัน
“อะแฮ่ม..”เสียงกระแอมไอของป๋อชางโหวดังขึ้นข้างกาย เฉินจิ้งเจียหันมองบิดาตนก่อนปรี่เข้าหาคารวะป๋อชางโหวทันที
“เจียเอ๋อร์ช่างอกตัญญูยิ่งนักทำให้ท่านพ่อต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ”
นางจินตนาการได้ว่าหากตนหายไปในเวลานี้ ป๋อชางโหวจะใจสลายร้อนรนเพียงใด
“เอาละเอาละเจ้าไม่เป็นอันใดก็ดียิ่งแล้ว”
ส่วนพวกคนที่บังอาจลักพาตัวบุตรสาวเขานั้นป๋อชางโหวเค้นเอ่ยเสียงเยือกเย็นในใจ สักวันพวกเราจะได้เห็นดีกัน!
“ท่านพ่อ!ท่านพ่อ! พวกคนเลวที่ลักพาตัวโหรวเอ๋อร์มา ทั้งยังขังข้าไว้ในห้องเก็บฟืนนี้ท่านพ่อต้องลงโทษพวกสารเลวนี้อย่างเด็ดขาดนะเจ้าคะ!”
เฉินจิ้งโหรวเดินร้องไห้ออกจากห้องเก็บฟืนพุ่งไปเบื้องหน้าป๋อชางโหวด้วยน้ำตาเปรอะเปื้อนหน้า
เมื่อเห็นสีหน้าเขาเริ่มส่อแววไม่สบอารมณ์เฉินจิ้งเจียจึงรีบเอ่ย “น้องโหรวเอ๋อร์ เรื่องพวกนี้ประเดี๋ยวกลับไปค่อยว่ากันหากเอ็ดตะโรโวยวายที่นี่ จะเสียมารยาทจวนเราเสียเปล่า”