บันทึกราชันย์เทพอสูร

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 งานประมูล

            สำนักประมูลตระกูลหงเยวี่ย

            สำนักประมูลที่เปิดกิจการโดยตระกูลหงเยวี่ยเป็นหนึ่งในเจ็ดยักษ์ใหญ่ของเมืองกวงฮุยตระกูลหงเยวี่ยเป็นตระกูลสำคัญซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองกวงฮุย ในบริเวณใกล้เคียงกันมีครอบครัวชนชั้นสูงอยู่ห้าตระกูลทุกตระกูลล้วนเชื่อฟังตระกูลหงเยวี่ย รวมถึงตระกูลเทียนเหินก็เช่นกัน

            ที่ผ่านมาเป็นเพราะตระกูลเทียนเหินถูกตระกูลเสินเซิ่งซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลหลักกดดันตระกูลหงเยวี่ยจึงเว้นระยะ ทำตัวห่างเหินกับตระกูลเทียนเหินครั้นเวลานี้เห็นว่าสมาคมนักปรุงยาวิเศษมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลเทียนเหินตระกูลหงเยวี่ยจึงเริ่มแสดงท่าทีเป็นมิตรต่อตระกูลเทียนเหินบ่อยขึ้น

            ในสำนักประมูล ผู้คนเดินเข้าๆ ออกๆ ในฐานะที่เป็นสมาชิกจากตระกูลเทียนเหินเนี่ยไห่ เนี่ยเอินและเนี่ยหลีถูกจัดให้อยู่ในห้องรับรองบุคคลสำคัญที่ชั้นสอง

            ฐานะยังคงเท่าเทียมกับประมุขและผู้ติดตามจากหลายๆ ตระกูล

            เนี่ยไห่เห็นคนรู้จักหลายคนจึงเดินไปทักทาย

            “ท่านประมุขลี่หยวน ท่านประมุขฉือเฟิง ไม่พบกันเสียนาน!” เนี่ยไห่ยกสองมือขึ้นคำนับและทักทาย

            รูปร่างหน้าตาของลี่หยวนเป็นชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบหกสิบปีแม้ผมเผ้าและหนวดเคราจะมีสีขาวขึ้นแซมบ้างแล้วจิตใจกลับกระชุ่มกระชวยและแข็งแรงยิ่ง เป็นประมุขของตระกูลหลีเยวียนส่วนฉือเฟิงอายุอ่อนกว่าเล็กน้อย ทว่ารูปร่างกลับสูงใหญ่กว่าเป็นประมุขของตระกูลเทียนขุย

            “ท่านประมุขเนี่ยไห่ ไม่ได้พบกันเสียนาน เชื่อว่าท่านคงสบายดี!” ลี่หยวนและฉือเฟิงต่างก็ยกสองมือขึ้นคำนับตอบและยิ้มแย้ม

            “ฮ่าๆ ก็ได้รับคำอวยพรจากพวกท่านทั้งสองนี่แหละ!” เนี่ยไห่ทักตอบอีกคำหนึ่ง เขามีความสัมพันธ์อันดีกับลี่หยวนและฉือเฟิงกระทั่งในช่วงที่ถูกตระกูลเสินเซิ่งกดดัน ลี่หยวน ฉือเฟิงและเนี่ยไห่ก็ยังคงไปมาหาสู่กัน

            เห็นเนี่ยไห่และลี่หยวนกับฉือเฟิงกำลังทักทายกันประมุขเจียงหมิงแห่งตระกูลอิ๋นหู่และประมุขเหลยจั๋วแห่งตระกูลเถี่ยเหมินที่อยู่ห่างออกไปต่างทำสีหน้าคับแค้นและกระดากใจ

            “ท่านประมุขเนี่ยไห่ช่างมีสง่าราศีนัก!” ประมุขเหลยจั๋วพูดเหน็บแนมขึ้นเบาๆ

            ประมุขเจียงหมิงที่อยู่ถัดไปส่งเสียงไม่พอใจและพูดว่า “ก็คงจะอย่างนั้น แต่ก่อนนี้ถูกตระกูลเสินเซิ่งกดดันต้องเดินทางไปถึงตระกูลเสินเซิ่ง แทบกราบกรานร้องขอความเห็นใจอย่างไร้ยางอายเวลานี้ได้รับความคุ้มครองจากสมาคมนักปรุงยาวิเศษจึงพอจะเที่ยววิ่งไปทั่วได้อย่างสบายใจ แต่ทว่า...สมาคมนักปรุงยาวิเศษจะปกป้องตระกูลเทียนเหินนานเท่าไหร่กันเชียว? เมื่อถึงเวลา ตระกูลเทียนเหินก็ต้องลำบากอยู่ดีไม่รู้ว่าท่านประมุขเนี่ยไห่จะยังคงสบายอารมณ์ดังเช่นวันนี้ได้อีกหรือไม่?”

            เมื่อได้ยินคำพูดของเหลยจั๋วกับเจียงหมิงสีหน้าของเนี่ยไห่แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ตั้งแต่แรกตระกูลของเหลยจั๋วและเจียงหมิงก็ไม่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเทียนเหินคำพูดถากถางของพวกเขาทำให้เนี่ยไห่ไม่ชอบใจนักเขาไม่ยอมแสดงความอ่อนแออย่างเด็ดขาด จึงทำท่าทำทางราวกับไร้ความกังวลยิ้มแย้มและพูดว่า “ทำไมข้าถึงได้กลิ่นเหม็นตุๆ แถวนี้ได้? เป็นความจริงที่ตระกูลเทียนเหินได้รับความคุ้มครองจากสมาคมนักปรุงยาวิเศษอย่างน้อยพวกเราก็ยังดีกว่าบางตระกูล ท่านปู่ก็ไม่หลงท่านย่าก็ไม่รักนั้นล่ะนะ!”(หมายถึงไม่รู้จักคนใหญ่คนโต ไม่มีคนหนุนหลัง)

            เหลยจั๋วและเจียงหมิงสีหน้าบึ้งตึง พูดตามความสัตย์จริงพวกเขาอิจฉาตระกูลเทียนเหินจริงๆเวลานี้สมาคมนักปรุงยาวิเศษไม่อาจเทียบกับอดีตได้อีกแล้วพวกเขายังได้ยินมาอีกว่าสมาคมนักปรุงยาวิเศษซื้อสมุนไพรจากตระกูลเทียนเหินในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดถึงสามสิบส่วนยิ่งไปกว่านั้นสมาคมนักปรุงยาวิเศษยังให้ยาวิเศษคุณภาพสูงแก่ตระกูลเทียนเหินอีกเป็นจำนวนมากเพียงพอที่จะบำรุงเด็กรุ่นเยาว์ ส่วนพวกเขา สมุนไพรของพวกเขาขายไม่ออกได้แต่บอกขายในราคาที่ต่ำลง

            “สุนัขรับใช้ของสมาคมนักปรุงยาวิเศษกลับทำตัวสูงส่งปานนี้ คิดจริงๆหรือว่าสมาคมนักปรุงยาวิเศษจะเห็นพวกเจ้าเป็นสมบัติอันล้ำค่า?” เหลยจั๋วเบ้ปากดูแคลน

            ได้ยินคำพูดของเหลยจั๋ว ลี่หยวนกับฉือเฟิงก็พูดแทรกขึ้นบ้าง

            “ท่านประมุขเหลยจั๋วพูดจาเช่นนี้ หากตระกูลเทียนเหินเป็นสุนัขรับใช้ของสมาคมนักปรุงยาวิเศษจริงเกรงว่าทางสมาคมนักปรุงยาวิเศษคงไม่ต้องมอบเงื่อนไขที่ดีปานนี้ให้แก่ตระกูลเทียนเหินหรอกกระมัง?” ลี่หยวนยิ้มบาง เห็นได้ชัดว่าเขายืนอยู่ข้างเดียวกันกับเนี่ยไห่

            ฉือเฟิงก็พยักหน้าและพูดว่า “ใช่แล้ว เห็นชัดๆ ว่าสมาคมนักปรุงยาวิเศษเป็นฝ่ายมาหาตระกูลเทียนเหินเองจึงได้มอบเงื่อนไขที่ดีปานนี้ให้แก่ตระกูลเทียนเหินกระทั่งพวกเราสองครอบครัวก็ยังพลอยได้ประโยชน์ไปด้วย!”

            ลี่หยวน ประมุขของตระกูลหลีเยวียน และฉือเฟิง ประมุขของตระกูลเทียนขุยขายสมุนไพรของพวกเขาในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดสิบส่วนให้แก่ตระกูลเทียนเหินจากนั้นตระกูลเทียนเหินจึงขายสมุนไพรต่อให้แก่สมาคมนักปรุงยาวิเศษรวมแล้วก็ได้กำไรไม่น้อยพวกเขากลายเป็นคู่ค้าที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับตระกูลเทียนเหินนี่ถือเป็นการตอบแทนอย่างหนึ่งในยามที่ตระกูลเทียนเหินถูกผู้อื่นทอดทิ้งจากแรงกดดันของตระกูลเสินเซิ่ง

            เหลยจั๋วและเจียงหมิงส่งเสียงเย็นชา พวกเขาคิดไม่ออกเหตุใดยักษ์ใหญ่เช่นสมาคมนักปรุงยาวิเศษจึงได้เป็นฝ่ายมาหาตระกูลเทียนเหิน? พวกเขาก็เคยส่งลูกน้องมาตรวจสอบเรื่องนี้ ทว่าไม่ได้เรื่องได้ราวอันใด

            ภายในห้องรับรองบุคคลสำคัญ

            เนี่ยเอิน เนี่ยหลี สองคนกำลังนั่งอยู่ด้านข้าง จิบชาของตนไปในเมื่อนี่เป็นการปะทะคารมระหว่างประมุขของแต่ละตระกูลย่อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงมิได้พูดอะไรออกมา

            เนี่ยเอินเอียงตัวเข้าใกล้เนี่ยหลีและพูดขึ้นเงียบๆ ว่า “ประมุขของตระกูลอิ๋นหู่กับตระกูลเถี่ยเหมินมักทำตัวโอหังเมื่อครั้งที่ตระกูลเสินเซิ่งข่มเหงพวกเรา พวกมันส่งคนมาซื้อที่ดินสองผืนของพวกเราทั้งยังกดราคาจนต่ำ! พวกเรารู้ว่าเป็นคนของพวกมันอย่างไรก็ตาม พวกเราไม่ยอมขาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น! ขณะที่ตระกูลเสินเซิ่งกดดันพวกเราสองตระกูลนี้ก็พยายามขโมยกิจการค้าทุกอย่างของพวกเราไป”

            ได้ยินคำพูดของเนี่ยเอิน สองคิ้วของเนี่ยหลีขมวดมุ่นขึ้นเล็กน้อยความโกรธฉายวาบขึ้นในดวงตาของเขาขณะจ้องมองประมุขเหลยจั๋วและประมุขเจียงหมิงหากเป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งประมุข เขาย่อมไม่สนใจทว่าหากสองตระกูลนี้เป็นสุนัขรับใช้ของตระกูลเสินเซิ่งเนี่ยหลีย่อมไม่ยอมปล่อยพวกมันเอาไว้แน่

            การประมูลกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้าประมุขของแต่ละบ้านเริ่มลุกขึ้นไปยืนยังจุดสังเกตการณ์ ยื่นหน้ามองไกลออกไป

            ผู้ดำเนินงานประมูลเป็นแม่นางน้อยรูปโฉมงดงามผู้หนึ่งนางสวมใส่ชุดไหมสีโปร่งเล็กน้อย ใบหน้างดงาม เต็มไปด้วยความยวนใจต้องบอกว่าคนของตระกูลหงเยวี่ยฉลาดล้ำลึกนักมีผู้ดำเนินงานประมูลที่เปี่ยมเสน่ห์ยั่วยวนปานนี้ย่อมเป็นการง่ายที่จะเติมความเร่าร้อนให้แก่ผู้คน และทำให้พวกเขายอมทุ่มเงินออกมามากมาย

            “เมื่อเร็วๆ นี้ตระกูลเทียนเหินทำการค้าขายสมุนไพรกับสมาคมนักปรุงยาวิเศษพวกเขาคงได้เงินมาไม่น้อย ในเมื่อประมุขเนี่ยไห่มาอยู่ที่นี่เกรงว่าสมบัติล้ำค่าในงานประมูลครั้งนี้ พวกเราคงไม่มีส่วน!” หางตาของเหลวจั๋วชำเลืองมองเนี่ยไห่ เขาหัวเราะหึๆ และพูดขึ้น

            “เป็นความจริงแท้ ฐานะอย่างพวกเรา จะเทียบกับตระกูลเทียนเหินได้อย่างไร?” เจียงหมิงก็หัวเราะต่อความ

            สีหน้าของเนี่ยไห่เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมแล้วคำพูดเยาะเย้ยถากถางของเหลยจั๋วและเจียงหมิง เหตุใดเขาจะฟังไม่ออก? ทว่าน้ำเสียงระคายหูของคนเหล่านี้ เขาได้แต่กล้ำกลืนมันลงท้องไปแม้เมื่อเร็วๆ นี้จะได้ร่วมการค้ากับสมาคมนักปรุงยาวิเศษตระกูลเทียนเหินทำกำไรได้มากมาย ทว่าพื้นฐานก็ยังอ่อนแอนักเพียงสามารถฟื้นฟูกำลังขึ้นมาได้บ้างจะเทียบกับตระกูลอิ๋นหู่กับตระกูลเถี่ยเหมินได้อย่างไร

            ลี่หยวนและฉือเฟิงก็เริ่มขมวดคิ้วมุ่นบ่อยครั้งเหลยจั๋วกับเจียงหมิงเอาแต่กดดันไม่ยอมปล่อย ช่างน่าเบื่อนัก

            เวลานี้ เนี่ยหลีที่กำลังนั่งอยู่ด้านขวามือของเนี่ยไห่พลันพูดขึ้นว่า “ประมุขทั้งสองยกยอจนเกินไปแล้ว ตระกูลเทียนเหินไม่มีอะไรยกเว้นเงิน เกรงว่าประมุขทั้งสองคงไม่มีโอกาสได้สมบัติอะไรติดไม้ติดมือกลับไปแล้ว”

            ได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี ใบหน้าของเหลยจั๋วดำคล้ำ เขาพูดว่า “เจ้าผีน้อย เจ้าเป็นใครกัน? มีค่าพอจะพูดกับพวกเราด้วยหรือ? เจ้าสามารถเป็นตัวแทนของตระกูลเสินเซิ่งได้หรือ?”

            “จะเป็นตัวแทนของตระกูลเทียนเหินได้หรือไม่ท่านก็ลองถามท่านประมุขเนี่ยไห่ดู!” เนี่ยหลีพูดเบาๆ

            ฐานะของเนี่ยหลีภายในตระกูลเทียนเหินไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆเนี่ยไห่พยักหน้าและพูดว่า “เขาสามารถเป็นตัวแทนของตระกูลเทียนเหินของข้าได้อย่างแน่นอน!”

            “เจ้าเด็กเปรตตัวเล็กๆ กลับกล้ามาพูดจาใหญ่โตที่นี่ช่างไม่รู้จักกลัวว่าจะกัดถูกลิ้นของตัวเองรึ?” เหลยจั๋วพูดเสียงไม่พอใจในเมื่อเนี่ยไห่ออกปากว่าเนี่ยหลีสามารถเป็นตัวแทนของตระกูลเทียนเหินได้เขาก็ย่อมหมดคำพูด “ตระกูลเทียนเหินนับวันก็ยิ่งถอยหลังลงคลองกลับเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งจนเสียคนเช่นนี้!”

            .......

    คล้ายกับเรื่องบันทึกราชันย์เทพอสูร ที่คุณอ่าน