บทที่ 3 พี่ชายรองเปิดตัวอย่างเจิดจรัส
“ผลตรวจปัสสาวะพบสารคีโตนเป็บวก ร่างกายเผชิญภาวะอดอยากรุนแรง และมีภาวะทุพโภชนาการในระดับที่อันตรายมากครับ”
ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแล็กสีเข้าชุดกันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม บนสันจมูกโด่งคมสันของเขาประดับด้วยแว่นตากรอบทองที่ช่วยส่งเสริมใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับเทพบุตรจุติลงมาบนโลกมนุษย์ให้ดูสุขุมนุ่มลึกยิ่งขึ้น
เขาคือ ‘ฉินเหยียนอี้’ คุณชายรองแห่งตระกูลฉิน และเป็พี่ชายคนรองของอันอัน ปัจจุบันเขาอายุเพียงยี่สิบหกปี แต่ด้วยพร์และความมุ่งมั่นทำให้เขากลายเป็แพทย์ระดับแนวหน้าของวงการที่หาตัวจับยาก
ในตอนแรกที่ได้รับโทรศัพท์จากเฮ่อเหยียนผู้ช่วยส่วนตัวของคนเป็พ่อ ฉินเหยียนอี้แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะน้องสาวของเขาหายสาบสูญไปนานถึงสามปีเต็มหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวครั้งนั้น โดยที่ไม่มีเบาะแสหรือร่องรอยใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย แต่วันนี้เขากลับได้รับแจ้งว่าน้องสาวกลับมาถึงบ้านแล้ว
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของนายแพทย์หนุ่มคือความระแวดระวัง เขาตั้งใจจะทำการตรวจดีเอ็นเอให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันกรณีที่มีการสวมรอยหรือการส่ง ‘อันอันตัวปลอม’ เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ เพราะในยุคสมัยนี้เื่การหาตัวตายตัวแทนหรือปลอมตัวมาแอบอ้างนั้นมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
แต่ทว่า ทันทีที่ฉินเหยียนอี้ได้เห็นหน้าอันอัน ความคิดเ่าั้ก็ถูกปัดตกไปทันทีราวกับถูกตบหน้าอย่างแรง! เพราะถ้าเด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่สายเืของตระกูลฉิน เขาก็พร้อมจะใช้มีดผ่าตัดของตัวเองทิ่มตาให้บอดไปเสียยังจะดีกว่า!
ใบหน้าของฉินเหยียนอี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด น้ำเสียงของเขาเจือปนไปด้วยความโกรธแค้นที่ยากจะสะกดกั้น
“อันอันอายุสามขวบครึ่งแล้ว แต่กลับมีน้ำหนักไม่ถึงสิบกิโลกรัมด้วยซ้ำ!”
ในบรรดาสมาชิกตระกูลฉิน ฉินเหยียนอี้นับว่าเป็คนที่มีบุคลิกอ่อนโยนและใจเย็นที่สุด แต่ในวินาทีนี้ แววตาของเขากลับฉายโชนไปด้วยความอำมหิต
“คุณพ่อครับ ผมถนัดใช้มีดผ่าตัดที่สุด เดี๋ยวผมจะไปจัดการยัยแก่นั่นให้จบ ๆ ไปเอง!”
“ทำแบบนั้นมันจะดูเป็การปรานีเกินไปหน่อยไหม?”
ฉินฮ่าวเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นะเื ดวงตาคมลึกแผ่ซ่านไอสังหารที่น่าขนลุก
“ทุกสิ่งที่อันอันเคยได้รับความทรมาน ฉันจะให้มันต้องชดใช้คืนเป็หมื่นเท่า”
บนเตียงเ้าหญิงขนาดคิงไซส์ ร่างเล็ก ๆ ของเ้าก้อนแป้งน้อยกินพื้นที่เพียงนิดเดียวของเตียงกว้าง มือน้อยที่ผอมบางวางทับอยู่บนถุงประคบร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย หลังจากที่เพิ่งได้รับสารอาหารทางหลอดเืไปสองถุงใหญ่
แพขนตางอนหนาค่อย ๆ ขยับสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่อันอันจะลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองเพดานและสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความมึนงงและสับสน
ผ้าม่านลูกไม้สีนวลตรงหน้าต่างบานใหญ่ถูกปิดไว้เพื่อพรางแสงแดดยามเที่ยงที่อาจจะสว่างเกินไป เหนือหน้าต่างมีโมบายกระดิ่งลมน่ารักแขวนอยู่ เมื่อมีลมพัดผ่านเบา ๆ มันก็ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งฟังสบายหู
ผนังห้องถูกทาด้วยโทนสีม่วงอ่อนราวกับความฝัน มีภาพวาดจากจิตรกรชื่อดังระดับโลกแขวนประดับไว้ พร้อมกับรูปถ่ายสมาชิกครอบครัวในอิริยาบถต่าง ๆ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น
เตียงนอนมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ปูด้วยผ้าปูที่นอนลูกไม้สีหวานและผ้าห่มสีชมพูฟูฟ่อง รอบกายของเธอรายล้อมไปด้วยตุ๊กตาขนสัตว์นุ่มนิ่มหลากรูปแบบ
ห้องทั้งห้องถูกตกแต่งด้วยโทนสีชมพูม่วงที่ดูหวานละมุนและสว่างไสว ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยอย่างที่สุด
อันอันแสดงสีหน้าเหม่อลอย... นี่เธอมาอยู่ใน์แล้วหรือ
ที่สถานสงเคราะห์ ห้องนอนมีขนาดเล็กแคบนิดเดียว แถมยังต้องอยู่รวมกับเด็กคนอื่น ๆ อีกสิบกว่าคนบนเตียงสองชั้นที่แออัด แต่ห้องนี้กลับกว้างขวางและงดงามเกินกว่าที่จินตนาการของเด็กน้อยจะไปถึง
ราวกับมีกระแสจิตเชื่อมถึงกัน ฉินฮ่าวเฉินที่ยืนอยู่หน้าห้องนอนพลันหันกลับมามอง เมื่อเห็นว่าเ้าก้อนแป้งน้อยที่เคยหลับใหลได้ฟื้นคืนสติแล้ว เขาก็รีบก้าวเท้าเข้ามาที่ข้างเตียงทันที
ฉินฮ่าวเฉินพยายามระงับความตื่นเต้นเพราะเกรงว่าจะทำให้เด็กน้อยใ เขาประดับรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดไว้บนใบหน้า พลางเอ่ยเรียกเสียงเบา
“อันอันครับ”
เมื่ออันอันได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เธอจึงค่อย ๆ หันหน้าไปมองทางต้นเสียง
เป็คุณลุงสุดหล่อคนนั้นนั่นเอง!
“คุณลุงสุดหล่อขา... คุณลุงก็มา์เหมือนกันเหรอคะ?”
น้ำเสียงนุ่มนิ่มไร้เดียงสานั้นเต็มไปด้วยความซื่อตรง ดวงตากลมโตฉายแววสงสัยขณะจ้องมองคุณลุง
ฉินฮ่าวเฉินหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู เขาใช้ฝ่ามือลูบแก้มตอบซูบของเธอเบา ๆ
“อันอันครับ ที่นี่ไม่ใช่์หรอกลูก ที่นี่คือบ้านของอันอันนะลูก”
“บ้านของอันอัน... เหรอคะ?”
อันอันกะพริบตาปริบ ๆ คนอย่างอันอันก็มีบ้านกับเขาด้วยเหรอ แถมบ้านยังหลังใหญ่และสวยงามขนาดนี้เลยเหรอ?
“แล้วก็อันอัน—“
น้ำเสียงของฉินฮ่าวเฉินเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมาทันที เขาเน้นย้ำด้วยความรัก
“ถ้ายังเรียกคุณพ่อว่าคุณลุงสุดหล่ออีกล่ะก็ คุณพ่อจะงอนแล้วนะลูก”
อันอันใจนรีบส่ายหัวรัว ๆ
“ไม่เอาค่ะ อย่าพึ่งงอนนะคะ”
ฉินฮ่าวเฉินค่อย ๆ นำทางเธอ
“งั้นอันอันต้องเรียกคุณลุงว่าอะไรคะ?”
อันอันไม่แน่ใจนัก และที่สำคัญคือเธอไม่กล้าที่จะเชื่อในสิ่งที่ได้รับยิน
ฉินฮ่าวเฉินหยิบสมุดสำมะโนครัวออกมา เปิดไปยังหน้าที่มีชื่อของเธออยู่ แล้วชี้ให้เ้าก้อนแป้งน้อยดู
“อันอัน ดูนี่สิครับ นี่คือชื่อของอันอัน ‘ฉินซุ่ยอัน’ พ่อกับแม่ตั้งชื่อนี้ให้เพราะอยากให้อันอันใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและปลอดภัยไปทุก ๆ ปีเลยนะลูก”
เธอจ้องมองชื่อนั้นด้วยความตั้งใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงท้อแท้เล็กน้อย
“อันอันอ่านไม่ออกค่ะ...”
ฉินฮ่าวเฉินหัวเราะเบา ๆ พลางลูบหัวเธอ
“ไม่เป็ไรครับลูก เดี๋ยวพออันอันได้เข้าโรงเรียน อันอันก็จะอ่านออกเองครับ”
อันอันเงยหน้าขึ้นมองเขา ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนจะเอ่ยเรียกด้วยเสียงแ่เบา
“คุณพ่อ...”
ฉินฮ่าวเฉินโน้มตัวลงไปใกล้ ๆ เอียงหูเข้าไปหาเธอ แววตาของเขาเต็มไปด้วยการสนับสนุนเพื่อให้เธอมั่นใจที่จะเรียกเขาอีกครั้งอย่างเต็มเสียง
อันอันรู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิวราวกับลอยอยู่ในอากาศ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้ม เธอะโเรียกสุดเสียง
“คุณพ่อ!”
ลักยิ้มเล็ก ๆ สองข้างที่ข้างแก้มดูหวานละมุนรับกับดวงตาที่เป็ประกาย ฉินฮ่าวเฉินหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขที่สุดในรอบสามปี
เขาอ้าแขนออกกว้างแล้วรวบตัวเ้าก้อนแป้งน้อยเข้ามาไว้ในอ้อมอกอย่างระมัดระวังที่สุด
“อันอัน... ลูกรักของคุณพ่อ”
อันอันซบหน้าลงกับอกแกร่ง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในความฝันที่งดงามที่สุด
นี่คือวินาทีที่เธอรอคอยมาแสนนาน เธอเคยคิดว่าตัวเองจะต้องติดอยู่ในสถานสงเคราะห์ไปตลอดกาล จนตายไปก็คงเป็เพียง ‘ยัยเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้า’ ตามที่ผู้อำนวยการเคยด่าไว้
แต่ตอนนี้เธอมีคุณพ่อเป็ของตัวเองแล้ว
ทันใดนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้น ถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
“คุณพ่อขา แล้วคุณแม่ล่ะคะ?”
เมื่อต้องสบกับดวงตาใสซื่อที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ฉินฮ่าวเฉินก็พูดไม่ออก ความจริงบางอย่างมันช่างยากเกินกว่าจะเอ่ย
“คุณแม่ของอันอัน... เธอ...”
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากหน้าห้องนอน พร้อมกับเสียงทุ้มของชายหนุ่ม
“คุณพ่อครับ! ผมให้คนเตรียมอาหารอ่อน ๆ ไว้ให้แล้วครับ”
เมื่อได้ยินเสียงคนแปลกหน้า อันอันก็รีบมุดหน้าหนีเข้าไปในอ้อมกอดของฉินฮ่าวเฉินทันที ราวกับว่าถ้าเธอหลบแบบนี้แล้ว คนอื่นจะไม่เห็นเธอ
ฉินฮ่าวเฉินรีบตบหลังปลอบใจลูกสาวเบา ๆ พลางส่งสายตาดุใส่ฉินเหยียนอี้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา
“เหยียนอี้ ลูกทำอันอันในะ”
ฝีเท้าของฉินเหยียนอี้หยุดกึก เขาถามอย่างมึนงง
“ผมเหรอ?”
พอเห็นน้องสาวตัวน้อยแอบหลบอยู่หลังคุณพ่อ ฉินเหยียนอี้ก็รีบยอมรับผิดทันที เขาลดระดับเสียงลงแล้วเอ่ยด้วยความสำนึกผิด
“ขอโทษครับ พอดีผมพูดเสียงดังไปหน่อย”
เขาค่อย ๆ เดินเข้ามาที่ข้างเตียงอย่างนุ่มนวล
เนื่องจากอันอันน้อยยังคงซุกหน้าอยู่ ฉินเหยียนอี้จึงมองเห็นเพียงกลุ่มผมสีดำนุ่ม ๆ และศีรษะกลมทุยของเธอเท่านั้น เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด
“อันอันครับ พี่คือพี่ชายรองของอันอันนะ เป็พี่ชายคนที่สองชื่อฉินเหยียนอี้ครับ”
ฉินซุ่ยอันค่อย ๆ หันหน้ากลับมามอง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่ก็ยังแฝงไปด้วยความระแวดระวังชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าพี่ชายรอง
ในสายตาของเธอ พี่ชายคนนี้หล่อมาก ผิวพรรณสะอาดสะอ้านในชุดสีขาวล้วน ดูราวกับเทวดาตัวจริง
เมื่อเห็นว่าน้องสาวเริ่มเปิดใจยอมมองเขา ฉินเหยียนอี้จึงเลื่อนถาดอาหารในมือเข้าไปใกล้ ๆ
“อันอัน หิวหรือยังครับ?”
เพราะกลัวว่าจะทำให้น้องสาวใอีก เขาจึงพยายามเติมหางเสียงให้ดูละมุนขึ้น แม้ว่ามันจะฟังดูขัดกับบุคลิกปกติของเขาอย่างสิ้นเชิงก็ตาม
ท้องของอันอันน้อยราวกับจะเข้าใจคำถาม มันส่งเสียงร้อง ‘จ๊อก ๆ’ ออกมาทันที
เธอเขินจนหน้าแดงระเรื่อ รีบเอามืออุดพุงน้อย ๆ ของตัวเองไว้พลางพยักหน้าหงึกหงัก
“หิวนิดหน่อยค่ะ”
ดวงตากลมโตเริ่มจับจ้องไปที่อาหารหอมกรุ่นในถาดอย่างห้ามใจไม่ได้ เธอแอบลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
ที่สถานสงเคราะห์ ผู้อำนวยการมักจะด่าว่าเธอกินเปลืองและไม่ค่อยให้เธอทานข้าวบ่อย ๆ ความจริงแล้วเธอทานน้อยมาก และต้องทนหิวโหยอยู่บ่อยครั้ง
ฉินฮ่าวเฉินเห็นดังนั้นจึงรับถาดอาหารมาจากมือลูกชาย เขาหยิบแก้วน้ำนมที่มีอุณหภูมิพอเหมาะส่งไปที่ริมฝีปากของลูกสาว
“อันอัน ดื่มนมก่อนนะลูก”
อันอันจ้องมองของเหลวสีขาวนวลในแก้วพลางกะพริบตาปริบ ๆ
นี่คือสิ่งที่เรียกว่านมเหรอ
ปกติเธอจะเห็นจงเสี่ยวเฉียงดื่มมันอยู่บ่อย ๆ เธอทำได้เพียงแค่มองดูอยู่ห่าง ๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มรสเลยสักครั้ง
กลิ่นหอมของนมแตะจมูก อันอันกระซิบตอบเสียงเบา
“อันอันจะดื่มแค่นิดเดียวค่ะ จะไม่ดื่มเยอะแน่นอน...”