หนิงเฟิ่งมองเ้าหนูน้อยที่ทำตาโตอย่างกับเอเลี่ยนนิ่งๆ ลูกชายของเธอมีหัวโตๆ ใบหน้าเรียวเล็กซูบตอบ พอทำเบิกตาขึ้นโตๆ เหมือนกับเอเลี่ยนไม่มีผิด ตอนไหนเ้าหนูจะมีแก้ย้วยๆ เหมือนเด็กคนอื่นบ้างนะ
“หมี? แม่ วันนี้ท่านล่าหมีได้หรือ?”
“อือ แม่เก่งหรือไม่”
เ้าหนูรีบพยักหน้ายิกๆ เขาฉีกยิ้มอวดฟันขาวๆ ให้แม่ของตน “เก่งๆ แม่ ข้าภูมิใจในตัวท่านมากเลยนะ”
ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับคำชมนี้ดี เ้าเด็กนี่...กล่าวชมอย่างกับเธอเป็ลูกของเขาซะเองอย่างนั้นแหละ
พอมองใบหน้าไร้เดียงสาของเ้าหนูแล้ว หนิงเฟิ่งก็พยายามแสดงท่าทีดีใจกับคำชมให้เขาเห็น
“แม่ปลื้มปริ่มมาก” ตอบแบบนี้คงจะได้อยู่มั้ง
เพราะว่าหมีตัวใหญ่มาก หนิงเฟิ่งจึงคิดอาศัยการรู้จักมักคุ้นกับหลงจู๊เหลาอาหาร ให้เขาเอาเกวียนมาขนหมีตัวนี้ไปเอง วันต่อมาจึงเอาเ้าหนูมาเล่นที่บ้านกงไห่ ส่วนตนก็เดินเท้าเข้าเมืองั้แ่เช้า
“แม่ ท่านรีบกลับมาล่ะ”
“แม่ไปไม่นาน เดี๋ยวกลับมาแล้ว” หนิงเฟิ่งรู้ถึงความหวาดกลัวในใจลูกชายดี พอเธอไม่อยู่ทีไรก็เกิดเื่กับเขาตลอด หลังจากขุนให้เ้าหนูมีร่างกายแข็งแรงแล้ว ก็คิดจะสอนการป้องกันตัวให้แก่เขาด้วย “อย่าเล่นซนมากล่ะ ไว้จะซื้อขนมมาฝาก”
“อื้อ!”
หนิงเฟิ่งไปไม่นานตามที่กล่าวกับลูกชายไว้ ขากลับจากในเมืองเธอได้นั่งเหวียนม้าของเหลาอาหารมา จึงเพิ่มความเร็วในการเดินทางขึ้น หลงจู๊ผู้เฒ่าก็นั่งมาด้วยกัน...
เพราะบุคลิกเงียบๆ ผสมกับแรงกดดันบางอย่างที่ออกมาจากหญิงสาว ทำให้ชายชรารู้สึกหนาวๆ สั่นๆ แต่ก็พยายามชวนคุยเพื่อสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกันไว้
“เ้าจะขายหมีตัวนั้นอย่างไรหรือ?” หลงจู๊ผู้เฒ่ากล่าวถามระหว่างที่อยู่บนเกวียนม้า
“ข้า้าหนังและขนของมัน ส่วนเนื้อหรือเครื่องในอย่างอื่นท่านก็ประเมินราคาสมควรของมันเถอะ” ขนหมีสามารถเอามาทำเสื้อผ้าให้ลูกชายเธอได้ มันกันหนาวได้ดีกว่าผ้าบุสำลีในตลาด ลูกชายของเธอจะได้ใส่เสื้อกันหนาวไปอวดลูกชายบ้านอื่นได้อย่างหน้าชื่นตาบาน
อืม...บางทีความสุขของเด็กๆ ก็คือการอวดของใช้ให้คนอื่นอิจฉานั่นแหละ
“ได้” หลงจู๊ผู้เฒ่ารับคำ
มาถึงบ้านกงไห่ หนิงเฟิ่งก็พาหลงจู๊และคนงานของเหลามาดูหมีสีน้ำตาลที่นอนแน่นิ่งอยู่กลางลานบ้าน หากไม่สังเกตเห็นว่าลำคอของมันมีเืซึมเฉอะแฉะ บางส่วนจับเป็ก้อนรวมกับขนละก็หลงจู๊คงคิดว่ามันคงจะหลับไปเฉยๆ
ชายชราเดินวนรอบๆ ตัวหมีอย่างตื่นเต้น ทั้งเนื้อ ทั้งถุงน้ำดี ทั้งอุ้งเท้าของมันล้วนเป็ของดีทั้งนั้น พอเชยชมสินค้าเสร็จเขาก็เงยหน้าเหี่ยวหย่นมายกยิ้มให้แก่หนิงเฟิ่ง
“สินค้าดีมาก!” หลงจู๊กล่าวชม
“ท่านจะให้ราคาข้าอย่างไร”
“หากได้ทั้งตัวข้าจะให้เ้า 300 ตำลึง แต่ถ้าเ้าไม่ให้หนังกับขน ข้าให้ 280 ตำลึง” ทั้งกงไห่และเ้าหนูทั้งสองต่างก็หูผึ่ง สำหรับกงไห่ 300 ตำลึงมันมากมายถึงขนาดที่ว่าชั่วทั้งชีวิตนี้เขาอาจจะหาไม่ได้ แต่สำหรับกงต๋าและหนิงโก่วเซิ่งพอเห็นว่ากงไห่ทำหน้าใ เขาเลยใตามไปด้วย
“ข้าเลือกอย่างหลัง” หนิงเฟิ่งตอบกลับ “ข้าขอเวลาลอกหนังครู่หนึ่ง จากนั้นท่านก็เอาหมีไปได้”
หลงจู๊พยักหน้ารับ หนิงเฟิ่งใช้มีดราคาแพงที่ซื้อจากเงินขายหมูครั้งก่อนกรีดไปตามชั้นิัของหมี เธอทำมันอย่างชำนิชำนาญราวกับเคยกรีดเอาแผ่นหนังของหมีมาเป็ร้อยๆ ครั้ง
ท่ามกลางสายตาที่มองมาตาถลน หลิงเฟิ่งมีสีหน้าสงบนิ่ง ขนสีน้ำตาลแผ่นใหญ่ถูกแยกออกจากร่างกายของหมี ไม่มีขนนุ่มฟูแล้วหมีตัวนั้นก็กลายเป็สิ่งน่ารังเกียจอย่างหนึ่ง
พอหนิงเฟิ่งลอกหนังเสร็จหลงจู๊ก็ขอใช้พื้นที่บ้านกงไห่ชำแหละเนื้อหมีอีกที
ระหว่างรอคนงานชำแหละเนื้อ หลงจู๊กับหนิงเฟิ่งก็มาจัดการเื่เงินๆ ทองๆ ให้แล้วเสร็จ เงิน 280 ตำลึงถูกมอบให้ไม่ขาดไม่เกิน เมื่อเนื้อถูกยกขึ้นรถม้าไปแล้วก็เท่ากับว่าพวกเขาได้ทำการค้ากันเสร็จสมบูรณ์
“หากมีของดี ครั้งหน้าอย่าลืมข้าล่ะ ข้าจะให้ราคาแก่เ้าอย่างงาม” หลงจู๊ร่างเล็กกล่าวยิ้มๆ
พอร่ำลาเรียบร้อยหันหลังกลับมา หนิงเฟิ่งก็เห็นเด็กทั้งสามยืนชิดติดกัน จ้องมองมาที่เธออย่างตื่นเต้น “มายืนทำอะไรกัน”
“แม่ ตอนท่านลอกหนังหมีตัวใหญ่ๆ ท่านดูดีมากเลยนะ” เ้าหนูน้อยดูเหมือนจะติดการเยินยอแม่ตัวเองแล้ว พอเขากล่าวทั้งกงไห่และกงต๋าก็พยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ
“อื้อ ทำอะไรแม่ก็ดูดีหมดนั่นแหละ”
ได้เงินมาหนิงเฟิ่งก็แบ่งให้กงไห่ไป 50 ตำลึง เขาเป็คนพบรอยเท้าหมีเป็คนแรก หากไม่ได้กงไห่เมื่อวานเธอคงจะล่าสัตว์ทั่วๆ ไปได้เท่านั้น
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก เอาไปเถอะ” กงไห่จำเป็ต้องใช้เงินไม่ต่างจากเธอ บ้านของเขาทั้งผุพัง เสาบ้านก็เอียงราวกับจะถล่มลงอีกไม่ช้านี้แล้ว ดูร้ายแรงกว่าบ้านของเธอเสียอีก
“ขอบคุณท่านน้าขอรับ” กงไห่ไม่รู้จะกล่าวอะไรได้ดีกว่านี้แล้ว เขาตื้นตันเสียจนน้ำตาจะไหล ทั้งชีวิตตนยังไม่เคยจับเงิน 50 ตำลึงเลย ดีเหลือเกินที่ก่อนหน้าเคยช่วยเหลือโก่วเซิ่วไว้
สิ่งที่ให้ไปก่อนหน้า ได้คืนกลับมาเป็ร้อยเท่าพันเท่าเลยนะ...
“อื้อ มีเงินแล้วก็สร้างบ้านสร้างรั้วให้ดีๆ เถอะ เวลาปล่อยกงต๋าอยู่บ้านจะได้ไม่ต้องกังวลมาก” หนิงเฟิ่งกล่าวแนะนำ
“ขอรับ!”
ตอนเดินกลับมือข้างหนึ่งของหนิงเฟิ่งจูงเ้าหนู ส่วนอีกข้างใช้ประคองหนังหมีที่มีขนหนานุ่มไว้บนบ่า เ้าหนูนั้นรู้สึกสุขใจอย่างมากเขาเดินไปแกว่งแขนแม่ไป ยิ้มให้ฟ้าให้ดินเสียจนแก้มจะแตก
“มีความสุขอะไรขนาดนั้น” หนิงเฟิ่งยิ้มขำพลางถามลูกชาย
“มีความสุขสิ นี่มันเหมือนฝันเลยนะ” ก่อนหน้านี้เขาแทบจะหมดหวังกับแม่ไปแล้ว จู่ๆ แม่ก็ทำตัวดีขึ้นมา ไม่ใช่ดีธรรมดา แต่ดีมากๆ เลยล่ะ
มาถึงบ้านหลังเล็ก สิ่งแรกที่เ้าหนูทำคือวิ่งไปตรวจตราเล้าไก่กับเล้ากระต่ายของตน เห็นว่ามันยังอยู่ครบก็เอามือทาบอกถอนหายใจออกมาแรงๆ ทีหนึ่ง “วันนี้ไม่มีใครคิดจะมาขโมยไก่ของข้า”
“หลอนหรือไง? ั้แ่วันนั้นแม่ก็ไม่เห็นใครคิดจะมาขโมยไก่เราเลยนะ”
หนูน้อยโก่วเซิ่งตอบกลับหน้ามุ่ย “แม่ ท่านไม่เข้าใจข้าเลย เ้าสัตว์พวกนี้มันคือเนื้อที่สามารถเอาไปทำอาหารอร่อยๆ ได้นะ คนพวกนั้นเห็นว่าบ้านเรามีแค่ผู้หญิง และเด็กน่ารักๆ คนหนึ่ง เขาพร้อมจะเอาเปรียบตลอดเวลานั่นแหละ”
ฟังจบหนิงเฟิ่งก็พยักหน้า
่นี้ลูกของเธอค่อนข้างหลงตัวเองพอสมควร นี่เป็ผลจากการที่ถูกแม่ให้ท้ายหรือเปล่านะ...
“แม่ยอมให้พวกเขาเอาเปรียบที่ไหนกัน”
“นั่นแหละ ข้าต้องกันไว้ก่อน วันไหนแม่ผีออกขึ้นมา อย่างน้อยข้าก็จะเหลือเนื้อไว้ประทังชีวิตบ้าง” เ้าหนูตอบกลับน้ำเสียงสดใส
“เพ้อเจ้อ ยังคิดว่าแม่ผีเข้าอยู่รึไง”
หนิงโก่วเซิ่งส่ายหน้า “ข้าก็พูดไปอย่างงั้น” แม่จะถูกผีเข้าได้ยังไง แม่แค่มีจิตสำนึกมากขึ้นกว่าเดิมเฉยๆ มากกว่า
“อื้อ แม่จะไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้านสักหน่อย เ้าอยู่บ้านดีๆ ล่ะ” มีเงินแล้วต้องสร้างบ้าน บ้านที่อยู่ถึงจะแข็งแร็งขึ้นแต่ก็เป็การทำลวกๆ อย่างน้อยแล้วก็ควรสร้างบ้านสวยๆ ให้เ้าหนูได้อยู่สักหลังดีกว่า
“ไปทำไมหรือ?”
“ไปคุยเื่สร้างบ้านน่ะ” หนิงเฟิ่งตอบอย่างไม่คิดอะไร ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าลูกชายก็เอาร่างผอมๆ มาดักข้างหน้าแล้ว “มีอะไร?”
“เราจะสร้างบ้านหรือ?”
“อือ มีเงินแล้วก็ควรทำอะไรสักหน่อย”
เ้าหนูโก่วเซิ่งยู่หน้าคิดหนัก หากสร้างบ้านแม่ก็จะสร้างห้องให้เขาด้วยไหมนะ แต่เขาอยากนอนกับแม่นี่น่า เขาเพิ่งได้นอนกับแม่ไม่นานมานี้เอง “แม่ ไม่ต้องสร้างหลังใหญ่นะ ห้องของข้าไม่ต้องใหญ่มาก ทำห้องของท่านให้กว้างๆ”
“อือ อยากได้แบบไหนอีก บอกมาเลย”