เถ้าแก่เวิ่นมองกระดาษในมือก่อนจะสลับไปสบสายตาแน่วแน่ของมู่ตานเป็คนแรก ถึงเขาจะไม่รู้จักมู่ตานมาก่อน แต่ทว่ากับสองคนด้านข้างเขายามนี้ไม่เหมือนกัน ปีนี้เฟิงเฉินอายุ 18 ปี แม้เขาจะฉลาด ขยัน และเรียนรู้งานได้ไว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีทางคิดผลิตกระดาษด้วยตัวเองได้เป็แน่ ส่วนน้องสาวที่อายุห่างกันถึง 10 ปียิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้เดิมทีพื้นเพครอบครัวจะค้าขาย แต่ก็เป็เพียงพืชผักจากสวนที่เพาะปลูกในพื้นที่บ้านเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่เป็ต้นคิดจะขายกระดาษให้เขาเห็นทีจะมีเพียงนางคนเดียว
“เ้าจะขายกระดาษให้ข้าทั้งหมดนี่เลยหรือไม่” เถ้าแก่เวิ่นยังคงสบตาหญิงสาวตรงหน้า แววตาของมู่ตานดูอ่อนลงเล็กน้อย
“ไม่เ้าค่ะ” ทันทีที่ได้ยินคำตอบรอยยิ้มที่เคยประดับบนใบหน้าเถ้าแก่เวิ่นก็เลือนหาย คงไว้เพียงสายตาที่สื่ออารมณ์นิ่งสงบและมั่นคงเท่านั้น
“ถ้าวันนี้เถ้าแก่เวิ่นยอมรับกระดาษของพวกเราไว้ ข้ายินดีมอบกระดาษสิบแผ่นแก่ท่านเพื่อเป็การขอบคุณในความใจกว้าง และเพิ่มให้อีกสิบแผ่นสำหรับเถ้าแก่มอบต่อให้ลูกค้าที่คิดว่าเหมาะสมโดยไม่คิดราคา ส่วนกระดาษที่เหลือทั้งหมดข้าจะคิดเพียงแผ่นละสิบอีแปะเท่านั้นเ้าค่ะ” แม้บนใบหน้าของนางจะประดับด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้รู้สึกสบายใจ หากแต่สำหรับเถ้าแก่เวิ่นผู้มากด้วยประสบการณ์กลับรู้สึกกระอักกระอวนใจเล็กน้อย ในหัวสมองเร่งคำนวณผลประโยชน์และความเสี่ยงที่คาดว่าจะได้รับอย่างเร็วรี่จนตอนนี้หัวคิ้วของเขาถึงกับขมวดขึ้นเป็ปม แต่ยังไม่ทันที่เถ้าแก่จะให้คำตอบ เสียงเล็กๆ ของเด็กน้อยก็ทะลุแทรกความเงียบสงบขึ้นเสียก่อน
“สิบอีแปะหรือเ้าคะ” เฟิงเออร์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้มู่ตานพร้อมกับถามย้ำด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “พี่มู่ตานไม่ได้เอ่ยผิดแน่หรือเ้าคะ” มู่ตานนางไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเพียงแต่พยักหน้ารับแทนคำตอบให้เฟิงเออร์ที่น่ารักของนางเท่านั้น
“เช่นนั้นก็ย่อมได้ ข้ายินดีรับข้อเสนอ เพียงแต่ระหว่างที่เราทำการค้าร่วมกันร้านที่สามารถขายกระดาษของพวกเ้าได้ต้องมีเพียงร้านพู่กันเซียนเท่านั้น ตอนนี้ข้าจะจ่ายให้เ้าแผ่นละสิบอีแปะตามที่เ้า้า พอครบทุกหกเดือนส่วนแบ่งกำไรจากการขายกระดาษทั้งหมดของเ้าข้าจะแบ่งให้เพิ่มอีกสี่ส่วนแล้วกัน เ้าพอใจหรือไม่”
เถ้าแก่เวิ่นเอ่ยข้อเสนอที่ทำให้สองพี่น้องตาลุกวาว ด้วยเพราะไม่คาดว่าจะมีการเจรจาที่ผิดประหลาดเช่นนี้ เดิมทีจิตใจของเฟิงเออร์ห่อเหี่ยวั้แ่ได้ยินว่าพี่สาวคนนี้จะขายกระดาษเพียงแผ่นละสิบอีแปะ ซึ่งถ้าในตลาดถือว่าถูกกว่าที่อื่นถึงสิบเท่าตัว แต่มายามนี้ เถ้าแก่เวิ่นกลับเสนอจะแบ่งกำไรจากส่วนที่ขายได้ทั้งหมดให้อีก นางจึงรู้สึกเหมือนต้นไม้แห้งแล้งที่ได้รับน้ำชโลมจิตใจอีกครั้ง
“ขอบคุณเถ้าแก่เวิ่นที่เมตตา” มู่ตานลุกขึ้นค้อมศรีษะด้วยกิริยางดงาม ส่วนสองพี่น้องที่เพิ่งได้สติก็รีบลุกขึ้นค้อมศรีษะเอ่ยขอบคุณตามไม่หยุดปาก
.
หลังจากที่พวกเฟิงเฉินออกจากร้านไปแล้วเถ้าแก่เวิ่นยังคงนั่งพิจารณากองกระดาษบนโต๊ะอีกพักใหญ่ เวลาผ่านไปนานพอที่ชาอุ่นร้อนเปลี่ยนเป็น้ำชืดเย็น เขาพ่นลมหายใจหนักๆ คล้ายกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ จากนั้นจึงหยิบกระดาษออกมาจำนวนหนึ่งห่อทบด้วยผ้าไหมเนื้อดีแล้วรีบเดินออกจากร้านไป
.
ฝ่ายเฟิงเฉินและเฟิงเออร์ตอนนี้ต่างอารมณ์ดีเดินยิ้มกริ่มอยู่กลางตลาดไท่หยาง สองตำลึงเงินที่ได้มาพวกเขาตกลงกันว่าจะแบ่งไปซื้อข้าวสาร อาหาร และสิ่งของที่จำเป็กลับบ้านไปด้วย แววตาที่อิ่มเอมไปถึงดวงตาของสองพี่น้องตระกูลเฟิงยามนี้นางรู้สึกชื่นชอบมันยิ่งนัก โดยเฉพาะตอนนี้เฟิงเออร์เด็กดีของนางมือซ้ายถือหมั่นโถ มือขวาถือถังหูลู่ เวลาเดินก็มักจะหันกลับมามองหานางราวกับกลัวว่านางจะหายตัวไปอย่างไรอย่างนั้น เวลาผ่านไปถึงยามเซินการกว้านซื้อสิ่งของของสองพี่น้องจึงสิ้นสุดลง
“พี่มู่ตานขาดเหลือสิ่งใดอีกหรือไม่เ้าคะ”
“ดูท่าข้าว่าคงมิขาดสิ่งใด” มู่ตานส่งสายตาไปมองรถเข็นที่เต็มไปด้วยข้าวสาร แป้ง น้ำตาล เกลือ และอีกสารพัดอย่างอย่างล้อเลียน แต่พลันสายตากลับเห็นห่อผ้าสีสันสวยงามที่นางไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดและมาวางไว้ั้แ่เมื่อใด เฟิงเออร์ส่งยิ้มหวานให้นางก่อนจะเดินไปหยิบส่งให้
“สิ่งนี้ข้าเป็คนเลือกให้พี่มู่ตานเองเ้าค่ะ เอาไว้พอถึงบ้านแล้วค่อยเปิดออกดูนะเ้าคะ” เด็กน้อยหัวเราะเสียงใสเมื่อเห็นใบหน้าฉงนปนแปลกใจของนาง
มู่ตานรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก เพียงสองตำลึงเงินเท่านั้นก็ทำให้สองพี่น้องมีความสุขได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือเช่นนั้น เช่นนั้นนางจะหามาให้อีกก็แล้วกัน!
.
.
.
ั้แ่มาอยู่ในร่างของมู่ตาน ดูเหมือนวันนี้จะเป็วันแรกที่นางได้กินเนื้อสัตว์มากกว่าผักในสวน ทั้งไก่ผัดถั่วลิสง หมูทอดเปรี้ยวหวาน และน้ำแกงไก่ตุ๋น อาหารถูกจัดวางบนโต๊ะเรียบร้อยก่อนที่เฟิงเฉินจะเป็คนยกถ้วยข้าวตามออกมาวางจนครบคน
“วันนี้ข้ามีความสุขนักเ้าค่ะ”
“เ้าต้องมีความสุขแน่ ทั้งขนม ของกิน ของใช้ ไหนจะอาหารมื้อนี้ที่ล้วนแต่เป็ของโปรดของเ้าอีกเล่า” พี่ชายกระเซ้าเย้าแหย่น้องสาวจนตอนนี้เฟิงเออร์หน้าแดงไปถึงใบหู
“พี่ใหญ่!” เด็กน้อยไม่รู้จะพูดสิ่งใดต่อก็ทำเป็ยื่นตักอาหารเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ดูน่าเอ็นดูนัก
“เฟิงเออร์ต้องกินเยอะๆ จะได้โตไวไว” มู่ตานเอื้อมไปคีบเนื้อหมูวางลงบนถ้วยของเฟิงเออร์
“แน่นอนเ้าค่ะ มื้อนี้ข้าจะกินให้พุงโตไปเลย” พอเด็กน้อยพูดจบทุกคนก็ได้แต่หัวเราะขันในท่าทีประกอบของนาง
“พี่เฟิงเฉิน” มู่ตานเอ่ยเรียกส่งให้เสียงหัวเราะของสองพี่น้องค่อยๆ เบาลง เฟิงเฉินที่ตอนนี้กินข้าวหมดถ้วยแล้วก็วางถ้วยข้าวลงเช็ดปากรอฟังนางพูดอย่างตั้งใจ
“ั้แ่พรุ่งนี้พี่เฟิงเฉินอยู่ช่วยพวกข้าทำกระดาษที่บ้านดีหรือไม่เ้าคะ” เฟิงเฉินยังคงเงียบ นางจึงอธิบายต่อ “หากเราจะทำกระดาษส่งให้เถ้าแก่เวิ่นได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมต้องมีพี่เฟิงเฉินช่วย” เฟิงเฉินนิ่งคิดอยู่อึดใจก่อนจะตอบกลับนางด้วยท่าทีที่หนักแน่น
“ข้าเข้าใจแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะแวะไปบอกร้านค้าที่เคยทำเสียก่อน อยู่ๆ หายไปคงไม่ค่อยดีนัก”
“เช่นนั้นก็ดีเหมือนกันเ้าค่ะ”
ทุกคนพูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อยจากนั้นจึงค่อยช่วยกันล้างเก็บถ้วยจาน และแยกย้ายเข้าห้องของตัวเอง แม้จะเป็ค่ำคืนที่เหน็ดเหนื่อยหากแต่บนใบหน้าของทุกคนกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเปื้อนสุข
.
เวลาล่วงเข้ายามจื่อ ทุกสรรพสิ่งรอบกายเงียบสงบคล้ายทุกสรรพชีวิตเข้าสู่ห้วงนิทรา ไม่เว้นแม้แต่เฟิงเออร์ที่ยามนี้หลับลึกนำหน้านางไปนานแล้ว นับวันนางยิ่งนอนหลับยากขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้วอย่างไรเล่า นางไม่ได้แยแส ลุกขึ้นเดินไปหยิบห่อผ้าที่เฟิงเออร์กับเฟิงเฉินซื้อให้มาวางบนโต๊ะ เชือกที่กระชับแน่นถูกคลายปมออกช้าๆ ผ้าที่พับทบแล้วทบเล่าถูกคลี่ออกจนเผยให้เห็นชุดสีชมพูอ่อนปักลายดอกโบตั๋น และรองเท้าผ้าคู่หนึ่ง นางลูบไปบนลายปักสลับกับมองใบหน้าเล็กที่นอนหลับสนิทบนเตียง อยู่ๆ ในอกก็พลันเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
.
ในเช้าที่แสงแดดอบอุ่นเช่นนี้ส่งให้บรรยากาศจ่อแจของตลาดไท่หยางดูมีเสน่ห์ยิ่งนัก ผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหนเข้ามาไม่หยุดหย่อนบ้างก็เพื่อเจรจาการค้า บ้างก็เพื่อจับจ่ายซื้อของ เฉกเช่นเดียวกับชายหนุ่มในชุดเสื้อไหมภูมิฐานผู้นี้ เขาสาวเท้าเข้าไปในร้านพู่กันเซียนอย่าคุ้นเคย ก่อนจะเอ่ยถามถึงคนที่้าพบ
“เถ้าแก่เวิ่นอยู่หรือไม่” เสี่ยวซีที่เปิดร้านแล้วแต่ยังง่วนกับการจัดของรีบเดินออกมาต้อนรับ
“เถ้าแก่อยู่ด้านในเ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะไปตามท่านโปรดรอสักประเดี๋ยวนะเ้าคะ” ชายหนุ่มหน้านิ่งไม่ได้ตอบกลับ เพียงแต่พยักหน้ารับน้อยๆ เพื่อให้อีกฝ่ายรับทราบเท่านั้น
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อเสียงทักทายของเถ้าแก่เวิ่นก็ลอยมาก่อนที่จะเดินมาถึงตัวชายหนุ่มด้วยซ้ำไป
“ท่านเฉียนคุน!”