สองเท้าเหยียบลงไปบนดาดฟ้าตึก แผงโซล่าเซลล์ทั้งหมดที่วางทิ้งเอาไว้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ายังคงอยู่ดี ตู้ควบคุมกระแสไฟยังทำงานปกติ ทุกอย่างที่ติดตั้งเอาไว้ในตำแหน่งนี้ยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเสียหาย
เมื่อมองลงจากตึกไปยังอีกฝั่งของถนนที่มีบ้านตั้งอยู่เรียงราย บ้านเหล่านั้นกลับตกอยู่ในสภาพพังเสียหายโดยเฉพาะบ้านตนเองที่ถูกทำลายจากฝูงหนูท่อที่ได้กลิ่นของอาหารจึงเข้าไปในบ้านแล้วทำลายทุกอย่าง
การเดินทางลงสู่ทิศใต้ในครั้งนี้ต้องผ่านบ้าน โยฮันจึงแวะมาดูอีกครั้งเพื่อระลึกความทรงจำ การเดินทางจากสถานีวิจัยดาราศาสตร์มายังบ้านไม่ได้ใช้เวลานานมากนักเพียงกระโดดไม่กี่สิบครั้งก็มาถึงแล้ว
หลังจากมองจนพอใจโยฮันก็เริ่มหันมองไปยังทิศของโรงแรมสโตนเทล เขายังเหลือเวลาอีก 4 ชั่วโมงจะถึง 06.00 น. ดังนั้นจึงคิดว่าจะแวะไปดูโรงเรียนของน้องสาวสักหน่อย เขาจำได้ว่าตนเองได้ช่วยนักเรียนและคุณครูหลายคน
หลังจากเงียบแล้วฟังเสียงรอบข้างพลางใช้ลิ้นตรวจจับอุณหภูมิจนมั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้รอดชีวิตอยู่รอบๆบ้าน โยฮันจึงกระโดดออกจากหลังคาดาดฟ้ามุ่งหน้าสู่โรงเรียนในทันที
ท่ามกลางตึกรามบ้านช่องที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนี้ โยฮันสัมผัสได้ว่าบรรยากาศของมันเปลี่ยนไปจากก่อนหน้าที่เคยวิ่งผ่านกับน้องสาว บนถนนทอดยาวที่เคยเต็มไปด้วยซอมบี้ว่างเปล่า มีเพียงรถที่จอดขวางทางเช่นเดิม เหล่าซอมบี้ที่เคยเดินอย่างไร้จุดหมายได้หลบเข้าไปในตึก จากการวิวัฒนาการของพวกมันทำให้มีสติปัญญาจนรู้ว่าตนจะต้องทำตัวเช่นไรในช่วงกลางคืน หากว่ามันไม่มีพลังของผู้ล่าเหมือนซอมบี้สัตว์
“ ถ้าบินได้คงเร็วกว่านี้ ”
เพียงใช้เวลาแค่ 5 นาทีเขาก็มาถึงตึกที่อยู่ตรงข้ามโรงเรียน จากการฟังเสียงเขาไม่ได้ยินเสียงของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ต่อให้จะลองตรวจสอบอุณหภูมิความร้อนรอบๆแล้วก็ตามที มีเพียงร่างของซอมบี้ที่โผล่ให้เขามองเห็น โยฮันจึงตัดสินใจกระโจนข้ามกำแพงเข้าไปในโรงเรียนแล้วมุ่งตรงไปยังอาคาร 11 ที่น้องสาวของเขาเคยหลบซ่อนตัว
ตึง!
ประตูทางขึ้นลงที่เคยปิดไว้ ยังคงอยู่ในสภาพไม่ต่างจากวันนั้น หลังจากกระโจนขึ้นมาบนดาดฟ้าโยฮันพบเข้ากับร่องรอยการพักอาศัย เพียงแต่ผู้คนที่อยู่ด้านบนกลับหายไป จากร่องรอยที่มองเห็นไม่มีใครถูกฆ่าตายอยู่บนนี้ แม้จะมีกลิ่นเลือดทิ้งเอาไว้จากคราบเลือดที่แห้งกรัง มันกลับเป็นเลือดจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับซอมบี้โจมตี เขาจึงคิดว่าคงจะมีปัญหาระหว่างคนในกลุ่มขึ้นที่นี่ ส่วนพวกเขาหายไปไหนในตอนนี้โยฮันไม่รู้ได้
หลังจากสำรวจร่องรอยจนพอใจ โยฮันจึงกระโจนไปตามตึกต่างๆ ระหว่างทางมีบางอย่างที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว
ภายในโรงเรียนที่เคยเต็มไปด้วยซอมบี้มากมาย ทั้งบุคลากรและนักเรียนหลายพัน วันนี้ซอมบี้เหล่านั้นกลับไม่ได้วิวัฒนาการ พวกมันกลับนอนตายกลายเป็นศพส่งกลิ่นเหม็นเน่า จากการแวะตรวจสอบเขาพบว่าร่างที่ตกตายมีร่องรอยถูกของคมตัดบริเวณคอ จากสิ่งนี้ทำให้เขารู้ว่าจะต้องมีนักเรียนต่อสู้กับซอมบี้อย่างแน่นอนจนทั่วโรงเรียนเต็มไปด้วยศพ หรือไม่เขาก็คิดว่าเป็นกลุ่มคนที่มาช่วยนักเรียนหนีไปเป็นคนลงมือสังหาร เมื่อไม่มีอะไรแล้วโยฮันจึงมุ่งหน้าเดินทางไปยังโรงแรมสโตนเทล ก่อนที่เขาจะเหยียบอยู่บนหลังคาตึกสูง 3 ชั้นพลางหันมองรอบข้างหลังจากพบว่ารอบๆปกติกว่าที่คิดเอาไว้
ด้านหน้าของเขาในตอนนี้คือโรงแรมสูงใหญ่มีทั้งหมด 50 ชั้น มันคือจุดหมายปลายทางของเขา เพียงแต่ว่าโยฮันไม่เข้าใจว่าเหตุใดรอบๆโรงแรมที่อีกฝ่ายพูดราวกับว่าถูกโจมตีอย่างหนักถึงได้เงียบราวกับว่ามันไม่ได้มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แม้โรงแรมจะมีรอยแหว่งปรากฎให้เห็นบนชั้นต่างๆของตัวตึก ภายในนั้นกลับไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลยแม้แต่น้อย จากสิ่งที่เห็นทำให้โยฮันกลัวว่าพวกเขาจะถูกหลอก
อย่างไรก็ตามเขากลับโล่งอกเมื่อเห็นว่ามีคนราว 5 คนวิ่งเข้าไปในโรงแรมด้วยฝีเท้าของผู้ที่วิวัฒนาการมาแล้ว 2 ครั้ง ทว่าอีกฝ่ายกลับหายเข้าไปในโรงแรมไม่ได้ปรากฎตัวภายในชั้นใดเลย จากสิ่งที่เห็นทำให้เขารู้ว่าคนที่รอดชีวิตคงจะหลบซ่อนอยู่ชั้นใต้ดิน นับว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะมากเพราะหากอาศัยอยู่บนตึกคงถูกซอมบี้กระโดดเข้าไปฆ่าสังหารโดยอาศัยรูโหว่มากมายบนตึก
“ ได้ยินไหม ถ้าได้ยินตอบกลับด้วย ”
โยฮันเลือกอยู่บนดาดฟ้า การเดินเข้าไปขอรวมกลุ่มดูน่าสงสัยเกินไป ต่อให้เขาจะฉีกเสื้อผ้านำเลือดซอมบี้ป้ายตัวทำราวกับว่าวิ่งหนีพวกมันจนมาถึงโรงแรมได้ เขากลับไม่สามารถทิ้งสัมภาระเอาไว้บนตึกได้เพราะต้องติดต่อกับวินตลอดเวลา ดังนั้นเขาจึงคิดว่าจะใช้หูฟังเสียงรอบๆแทน เช้าวันพรุ่งนี้คงมีหลายสิ่งที่อีกฝ่ายแสดงออกมาให้เห็นระหว่างเดินทาง
“ ฐานได้ยินแล้ว ตอนนี้เดินทางถึงไหนแล้ว ”
“ ถึงที่หมายแล้ว เข้าสู่ช่วงการจับตามอง ”
“ ทราบแล้วเปลี่ยน ทำงานต่อไปได้เลย ”
ไม่มีการเอ่ยชื่อ ไม่มีการเอ่ยตำแหน่งเพราะสัญญาณคลื่นวิทยุสื่อสารคือสิ่งที่เจาะระบบได้ง่ายดาย วินกลัวว่าอีกฝ่ายจะดักฟังทุกอย่างรอบๆได้ จึงไม่ได้พูดชื่อและตำแหน่งของเขาและโยฮัน เพื่อไม่ให้กลุ่ม A เกิดความสงสัยในตัวพวกเขา
หลังจากโยฮันวางสายเขาก็ปิดวิทยุสื่อสาร หากเขายังคงเปิดไว้จะทำให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากวิทยุจนจับได้ ต่อจากนี้ไปจะเป็นฝ่ายเขาที่คอยรายงานให้วินได้ทราบจึงไม่จำเป็นต้องเปิดวิทยุให้วินติดต่อมาหาตน เมื่อโยฮันเข้าสู่โหมดพรางตัวด้วยการคลุมร่างด้วยขนแมวสีดำ เขาก็หลบเข้าไปในเงาตึกใกล้กับโรงแรมแล้วมองดูคนที่พยายามเดินเข้าออกตึก ภายใต้เวลาที่ค่อยๆเลยผ่านไปเรื่อยๆจนเข้าถึงช่วงฟ้าสาง คนกลุ่มหนึ่งก็ได้วิ่งไปด้านหลังโรงแรมก่อนจะขับรถบัสราว 7 คันต่อแถวออกมาจอดที่หน้าโรมแรมรอเคลื่อนย้ายผู้คนขึ้นไป
จากสภาพของรถบัสไม่นับว่าพังเสียหาย ต่อให้จะมีรอยบุบและรอยตัดจากกรงเล็บของซอมบี้ ล้อและระบบเครื่องยนต์ยังสามารถทำงานได้ มันจึงสามารถขนย้ายผู้คนได้เช่นเดิม ขณะที่พระอาทิตย์ค่อยๆลอยเด่นขึ้นมาบนฟ้าสูง เหล่าผู้คนภายในโรงแรมก็เริ่มวิ่งออกมาด้วยความเร็วเพื่อกระจายตัวขึ้นรถ
ขณะที่ทุกคนวิ่งกระจายตัวขึ้นรถด้วยความเร็ว โยฮันกลับมองเห็นความผิดปกติ คนกลุ่มแรกที่วิ่งออกมานั้นคือผู้สูงอายุ พวกเขาวิ่งขึ้นรถคันที่อยู่หน้าสุดและคันที่อยู่หลังสุด ทันใดนั้นกลุ่มผู้คนที่มีอายุราว 40 - 50 ก็เริ่มวิ่งออกมาจากตึกกระจายตัวกันเข้าไปในรถคันที่ 2 และ 6 กระทั่งรถ 4 คันอัดแน่นไปด้วยผู้คน รถคันที่ 3 และ 5 มีคนอายุระหว่าง 20 - 30 ปีวิ่งเข้าไปด้านในจนเต็ม สุดท้ายเหลือรถบัสเพียง 1 คันคือคันที่ 4 โดยคนที่เดินขึ้นไปบนกลุ่มนี้มีอาวุธครบมือ เสื้อผ้าของพวกเขาล้วนแล้วเป็นชุดหนัง แม้จะไม่มีการตัดเย็บที่ดีมาก แต่การห่มพวกมันทำให้พวกเขาปลอดภัยจากการโจมตีของซอมบี้ในระดับหนึ่ง
รถบัสทั้ง 7 คันเริ่มสตาร์ทจนทำให้มีเสียงเครื่องยนต์ดังก้องไปรอบๆ ทันใดนั้นก็มีรถจักรยานยนต์หลายสิบคันวิ่งออกมาจากชั้นใต้ดินของโรงแรมพร้อมกับรถกระบะหลายสิบคัน ด้านหลังกระบะมีผู้วิวัฒนาการอาวุธครบมือยืนเต็มไปหมด หลังจากที่เสียงจากเครื่องยนต์เริ่มดังก้องมากยิ่งขึ้น ขบวนรถของผู้รอดชีวิตภายในโรงแรมสโตนเทลก็เริ่มทยอยวิ่งออกจากโรงแรมมุ่งหน้าขึ้นไปทางเหนือ
“ เป็นปัญหาจริงๆด้วยสินะ ”
โยฮันเอ่ยพึมพำเบาๆแล้วเริ่มวิ่งตามขบวนรถไปด้วยการใช้ถนนอีกฝั่งขั้นกลางด้วยหมู่ตึก เขาต้องพึมพำกับตนเองนั่นก็เพราะว่ากลุ่มคนที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าขึ้นเหนือ มีการจัดกลุ่มที่น่ากลัวเกินไป มันต่างจากกลุ่มของวินและต่างจากกลุ่มของก๊อตที่พึ่งได้รับความช่วยเหลือ โดยทั้งสองกลุ่มนี้ล้วนแล้วให้ความสำคัญกับผู้คนทั้งหมด
เพียงแต่ว่าขบวนรถที่กำลังวิ่งไปตามถนนค่อยๆถูกซอมบี้รายล้อมเข้ามาใกล้เรื่อยๆจากเสียงเครื่องยนต์ พวกเขาได้จัดให้คนแก่ไว้ด้านหน้าและด้านหลังขบวนรถ ราวกับว่าจะสลัดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ รถบัสคันที่ 1 และคันที่ 7 ราวกับเป็นโล่เนื้อที่สามารถทิ้งช่วงใดก็ได้หากเกิดปัญหา ที่น่าตกใจกว่านั้นคือนักสู้ที่ผ่านการวิวัฒนาการมากถึง 2 ครั้ง กลับถูกจัดในตำแหน่งแปลกประหลาด คนที่สวมชุดขนหนังทั้งตัวถูกจัดให้อยู่ใกล้รถคันที่ 4 ที่อยู่กึ่งกลาง
ไกลออกไปจนถึงรถคันที่อยู่ด้านหน้าและด้านหลังคนที่ต่อสู้ได้มีหนังซอมบี้คลุมตัวเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น อาวุธของบางคนเป็นเพียงกระดูกแหลมๆไร้การสร้างอย่างพิถีพิถัน ราวกับว่ามันเป็นเศษกระดูกที่หลุดออกมาจากร่างซอมบี้ที่ต่อสู้กันจึงนำมาใช้แทนอาวุธชั่วคราว
จากภาพที่เห็นโยฮันรู้สึกเหมือนดูหนังเจ้าพ่อ คนที่อยู่ภายในรถบัสคันที่ 4 เป็นเจ้าพ่อและคนสำคัญ ส่วนคนที่อยู่รอบๆเป็นเพียงหมากที่มีไว้ใช้ป้องกันอันตราย หากตายก็แค่เขี่ยทิ้งไว้หาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้
ขณะที่ซอมบี้กรู่กันเข้ามาปิดถนนแล้วร้องตะโกนเสียงดังคำรามใส่ขบวนรถที่คิดจะวิ่งผ่าน โยฮันกลับมองเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยของใครคนหนึ่งที่กำลังชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างรถคันที่ 4 ใบหน้านี้เขาจำได้ไม่มีทางลืมเพราะมันเป็นใบหน้าของเด็กเปรตที่ฆ่าคุณครูของตนเองแล้วโกหกว่าเป็นอุบัติเหตุ
เขายังคงจำเรื่องราวการตายของครูผู้ชายภายในอาคาร 11 ได้เป็นอย่างดี เมื่อมองบนรถให้ดีเขาก็พบว่ามีเด็กผู้หญิงที่คุ้นหน้าอยู่ราว 2 คน พวกเธอเป็นหญิงที่ใบหน้าสะสวย เพียงแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเธอทั้งสองจะแตกต่างจนดูราวกับคนละคน หญิงคนหนึ่งกำลังคาบบุหรี่ราวกับว่ามันคือสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ อีกคนกำลังดูดดื่มไปกับริมฝีปากชายคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยสัก จากภาพที่เห็นทำให้โยฮันรู้ว่าคงมีเหตุการณ์บางอย่างบนอาคาร 11 ที่ได้เปลี่ยนพวกเธอและนักเรียนบนนั้นไป เขาคิดว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องอาหารและเรื่องอำนาจของนักเรียนชายที่เป็นนักเลง พวกมันคงทำบางอย่างเพื่อสนองตัณหา
ขณะที่ซอมบี้บุกเข้ามา นักสู้ที่อยู่ด้านหน้าก็เริ่มเข้าไปต่อสู้กับพวกมัน เพียงแต่ว่าการต่อสู้เป็นเพียงแค่การผลักซอมบี้ออกไปจากถนนเพียงเท่านั้น มีน้อยมากที่จะถูกฆ่าสังหารจากผู้วิวัฒนาการ ทันใดนั้นรถจักรยานยนต์คันหนึ่งก็ได้วิ่งขึ้นไปด้านข้างปาขวดแก้วบรรจุน้ำมัน ส่งผลให้เกิดระเบิดเปลวไฟลุกไหม้ขับไล่ซอมบี้ลงไปจากทาง
โยฮันเห็นการเดินทางของคนกลุ่มนี้ที่ดูเหมือนจะมีความเชี่ยวชาญในการรับมือกับซอมบี้ เขาจึงดึงกระเป๋าสะพายหลังให้แน่นขึ้นไปอีกจากนั้นก็เริ่มวิ่งด้วยความเร็วที่มากขึ้นแซงหน้าเพื่อไปดักรอขบวนรถ
เมื่อมาถึงจุดที่ยังไม่มีใครเดินทางมาเขาก็วิ่งเข้าไปเคลื่อนย้ายรถเพื่อบีบให้ทางวิ่งแคบลงเขาจะได้แอบกระโจนขึ้นรถอีกฝ่ายได้ง่ายดาย หลังจากจัดแจงเส้นทางเสร็จแล้วโยฮันก็วิ่งไปซ่อนตัวใต้ท้องรถกระบะพลางมองไปยังขบวนรถที่กำลังวิ่งชนซอมบี้มาแต่ไกล ทันทีที่ขบวนรถของอีกฝ่ายพุ่งมาถึงเส้นทางที่เขาเตรียมเอาไว้ โยฮันก็เฝ้ารอคอยให้รถคันที่ 4 วิ่งเข้ามาใกล้ก่อนจะกระโจนเข้าไปใต้ท้องรถของอีกฝ่าย แม้มันจะเป็นช่องแคบๆก็ตาม เขากลับพาร่างลอดเข้าไปใต้ท้องรถก่อนจะถูกพื้นกระแทกร่างบีบเข้ากับใต้ท้องรถจนมีที่ว่างพอดีตัว.