'อารยธรรม' ของ 'มนุษย์' ก่อเกิดมีมาแล้วมากมายหลายวงรอบ แต่ละวงรอบจากก่อกำเนิดจนสิ้นสุด หรือจากสิ้นสุดจนก่อกำเนิดใหม่มีระยะเวลาไม่เท่ากัน และไม่สามารถประเมินหรือมีการจดบันทึกไว้อย่างชัดแจ้ง
เรียกวงรอบของ่เ่าั้ว่า 'กัป' ซึ่งเป็่เวลาที่ไม่สามารถนับได้ถ้วน ภายในรอบหนึ่งอาจมีทั้งที่เป็อารยธรรมเดี่ยว อารยธรรมคู่ขนาน หรือกลุ่มของอารยธรรม ยาวนานนับพันปี แสนปี ล้านปี สิบๆ ล้านปี หรือยาวนานกว่านั้น
ในยุคเริ่มก่อกำเนิดโลกาจักรภพ สรรพชีวิตทั้งเทวา อสูร ภูต สัตว์ และ 'มนุษย์' ต่างมีอารยธรรมย่อยที่ทั้งทับซ้อนและเกี่ยวข้องสามารถััได้ถึงกันและกัน แต่เมื่อถึงกาลหนึ่งการทับซ้อนกันเริ่มเกิดการแปลกแยกห่างกันออกไป อารยธรรมของเผ่าพันธุ์ก่อกำเนิดและสิ้นสุดถูกจำกัดอยู่ในวงเฉพาะเผ่าพันธุ์นั้น ยากที่จะมีการเชื่อมต่อกันโดยง่ายเช่นเดิมได้อีก
'มนุษย์' เป็เผ่าพันธุ์ที่มีพลังชีวิตอ่อนด้อยแต่กลับเป็เผ่าพันธุ์ที่สามารถวิวัฒน์ได้โดยไร้ขีดจำกัดที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่เป็ต้นสันดานของเผ่าพันธุ์นี้คือความก้าวร้าว มนุษย์สามารถเข่นฆ่ากันเองและสามารถฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่นได้มิต้องให้เหตุผลใด
ความรุนแรงและ 'า' จึงเป็สิ่งที่คู่กับอารยธรรมมนุษย์เสมอมา นั้นเป็จุดเริ่มต้นที่สำคัญของศาสตร์ของการต่อสู้และการป้องกันตัว
บรรพชนชนชั้นปรมาจารย์คิดค้นศาสตร์แขนงนี้โดยใช้กายเนื้อผสานกระบวนท่า บ้างผนึกกับจิติญญา บ้างใช้คาถาอาคม บ้างรวมพลังธาตุธรรมชาติ บ้างผสานพลังของทวยเทวา อสูร ภูตปีศาจ และสัตว์พิสดารต่างๆ ก่อเกิด 'ศิลปะยุทธ์' มากมายสุดคณานับ ในยุคสมัยของกายและจิติญญา ปรมาจารย์เชิงยุทธ์ได้แบ่งขอบเขตของระดับพลังฝีมือไว้เป็ขอบเขตต่างๆ ดังนี้
ขอบเขต 'กายยุทธ์' ระดับพลัง ๑ - ๙ คือการฝึกยุทธ์เบื้องต้นโดยใช้อวัยวะร่างกายโดยมีกำลังทางกายเป็พื้นฐาน ผสานกับการเคลื่อนไหวเป็กระบวนท่าตามแบบฉบับต่างๆ .. เป็่ที่พลังปราณเริ่มก่อกำเนิดอยู่ภายใน
ขอบเขต 'ปราณยุทธ์' คือขอบเขตที่สามารถชักนำกำลังจากภายใน ก่อเกิดเป็กลุ่ม 'พลังปราณ' ออกมาใช้งานภายนอกได้ แบ่งระดับขั้นเป็
(ระดับ ๑) ปฐมปราณ, ระดับพลัง ๑ - ๙
(ระดับ ๒) มัธยะปราณ, ระดับพลัง ๑๐ - ๙๙
(ระดับ ๓) มหาปราณ, ระดับพลัง ๑๐๐ - ๙๙๙
(ระดับ ๔) อัคระปราณ, ระดับพลัง ๑,๐๐๐ - ๙,๙๙๙
ขอบเขต 'ปรมะปราณยุทธ์’ คือขอบเขตปราณยุทธ์ขั้นสูง .. พลังยุทธ์ผสานเป็ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และสามารถชักนำพลังโลกธาตุ หรือพลังธรรมชาติบนพื้นพิภพมาเป็แหล่งกำลังปราณของตน แบ่งระดับขั้นเป็
(ระดับ ๕) ปรมะปราณ, ระดับพลัง ๑๐,๐๐๐ - ๙๙,๙๙๙
(ระดับ ๖) คุรุปราณ, ระดับพลัง ๑๐๐,๐๐๐ - ๙๙๙,๙๙๙
(ระดับ ๗) ราชันปราณ, ระดับพลัง ๑,๐๐๐,๐๐๐ - ๙,๙๙๙,๙๙๙
(ระดับ ๘) เทวะปราณ, ระดับพลัง ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ - ๙๙,๙๙๙,๙๙๙
ขอบเขต 'จิตต์พิสุทธิ์' คือขอบเขตที่ผสานพลังยุทธ์กับพลังทางจิตญาณ แบ่งระดับขั้นเป็
(ระดับ ๙) จิตต์พิสุทธิ์, ระดับพลัง ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ - ๙๙๙,๙๙๙,๙๙๙
(ระดับ ๑๐) จิตต์ญาณคุรุ, ระดับพลัง ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ - ๙,๙๙๙,๙๙๙,๙๙๙
(ระดับ ๑๑) จิตต์ญาณเทวะ, ระดับพลัง ๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ - ๙๙,๙๙๙,๙๙๙,๙๙๙
(ระดับ ๑๒) จิตต์ญาณนิรันดร์, ระดับพลัง ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ - ๙๙๙,๙๙๙,๙๙๙,๙๙๙
ขอบเขต ‘เทวะะยุทธ์’ คือขอบเขตผู้ที่บรรลุจะกลายเป็เทพเทวา หรือเซียน .. โผบินขึ้นสรวง์ไป
ระดับขั้นของพลังยุทธ์ไม่ใช่สิ่งตายตัวที่แน่แท้ บางวิชายุทธ์ผู้อยู่ระดับต่ำกว่ากลับสามารถสังหารผู้อยู่ระดับที่เหนือกว่าได้อย่างง่ายดาย ขึ้นอยู่กับความพิสดารของวิชายุทธ์ ความสามารถ พร์ และชะตาของผู้ฝึกยุทธ์
สุดท้าย... วิถีแห่งศิลปะเชิงยุทธ์ล้วนดำเนินไปตามพลังของธรรมชาติและโลกาจักรภพ เพื่อใช้ทำลายกฎเกณฑ์ของธรรมชาติและโลกาจักรภพเอง อาจก่อเกิดช่องว่างที่จะนำพาเหล่าสุดยอดยุทธ์ไปสู่ปลายทางที่หนึ่ง ส่วนจะเป็ที่ใดนั้นต้องไปถามพวกมันเองแล้ว 556!!!
==============================
ทำเนียบยอดยุทธ์แห่งสหพันธรัฐ (จากบทที่ ๖ ทำเนียบยอดยุทธ์แห่งสหพันธ์, ๑๗ ภูตน้อยฝาแฝด)
ลำดับ ๑ จ้าวดาราจักร แคว้นอโยธยา
ลำดับ ๒ ัเรืองโรจน์ สมเด็จเ้าฟ้ามหาชัยศึก มหาอุปราชแคว้นโอริสา
ลำดับ ๓ มหาเวทดาวดึงส์ มหาราชครูแคว้นมหาการีย์
ลำดับ ๔ จอมมารบูรพา แคว้นกุมพกาม
ลำดับ ๕ ราชครูจิตโลหิต พระยาลิขิตอักษร มหาราชครูแคว้นอโยธยา
ลำดับ ๖ กระบี่ทลายนภา สมเด็จเ้าพระยาศัตรูพ่าย มหาอุปราชแห่งแคว้นโกษิยะ
ลำดับ ๗ เทพบุตรทักษิณ เ้าฟ้าอรุณฉาย ราชบุตรเขยแห่งแคว้นกุมพกาม
ลำดับ ๘ กระบี่เทพประจิม เ้าฟ้าอนันตราช มกุฎราชกุมารแคว้นมหาการีย์
==============================
ห้าสัตว์เทวะศักดิ์สิทธิ์ (จากบทที่ ๓๖ บิดาบังเกิดเกล้า)
ลำดับ ๑ - ‘กุญชรอะราวลี’ หรือกุญชรเทวะ ลักษณะเป็ช้างเผือกมีสามเศียร
ลำดับ ๒ - ‘ัเทวะ’ สัตว์กึ่งเทวะ ร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ดหนาสีทองเลื่อมแดง คอยาวมีสี่ขาและปีกกว้างใหญ่ หางยาวปลายหางเป็รูปสามเหลี่ยมคล้ายหัวลูกศร สามารถพ่นอัคคีบริสุทธิ์และใช้เวทมนตร์ได้
ลำดับ ๓ ‘ศนิพยัคฆา’ พยัคฆ์เทวะ มีรูปร่างดังเสือโคร่งตัวมหึมา สูงนับสิบศอก มีพลังอำนาจสูงส่ง นิสัยยังดุร้ายและชิงชังเผ่าพันธุ์มนุษย์ยิ่งนัก
ลำดับ ๔ - ‘กิเลนนภา’ สัตว์เทวะที่มีหัวเป็ั มีเขาเหมือนกวาง มีเท้าและลำตัวเช่นม้า มีหางแบบวัว และมีเกร็ดตามร่างกายดังปลา สัตว์เทวะชนิดนี้เคลื่อนที่รวดเร็วดุจสายฟ้า มีพลังธาตุบริสุทธิ์ทั้งห้าได้แก่ อัคคี วารี วายุ พสุธา และวิชชุอยู่ในตัว
ลำดับ ๕ - ‘ปักษาอัคคี์’ วิหคตัวโตกว่านกอินทรี ขนเป็สีแดงเพลิงมีขนจะงอยที่หัว และมีหางยาวงดงามดังเปลวอัคคี สามารถปลดปล่อยอัคคีธาตุบริสุทธิ์เป็พลังชำระล้างอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อตกตายร่างกายจะเผาไหม้และกำเนิดใหม่จากกองเถ้าธุลีนั้น
==============================
เจ็ดโคตรสัตว์อสูรแท้จริง (จากบทที่ ๖๘ กลายเป็ธุลี)
ลำดับ ๑ - ‘ัโคตรบิดร’ เผ่าพันธุ์สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ราชันแห่งสัตว์อสูรทั้งปวง เป็โคตรัตัวมหึมา ที่เป็สุดยอดของเผ่าพันธุ์จะมีถึงแปดหัว และมีชีวิตเป็ะ
ลำดับ ๒ - ‘มกรมฤตยู’ สัตว์อสูรรูปร่างประหลาดเป็ลูกผสมกลายพันธุ์ของัดึกดำบรรพ์ รูปร่างคล้ายัไร้ปีก นิสัยดุร้ายกระหายเื สังหารสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งที่พบเจอ
ลำดับ ๓ - ‘คองอเวจี’ เป็วานรขนาดใหญ่ร่างกายปกคลุมด้วยขนสีดำสนิท ไม่เกรงกลัวมนตราหรือไสยเวทใดๆ เป็เผ่าพันธุ์สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์มีพลังแห่งอัคคี ปฐีและวายุธาตุต้นกำเนิด
ลำดับ ๔ - ‘เรวะธารมัจฉา’ หรืออสุรกายแห่งท้องสมุทร หัวเรียวมีปากแหลมกว้างวางเรียงด้วยฟันแหลมคมลำตัวเรียวยาวปกคลุมด้วยเกล็ดสีเขียว มีพิษรุนแรงเป็ฤทธิ์เยือกเย็นจากธาตุวารีต้นกำเนิด
ลำดับ ๕ - ‘บัณหะมาน’ หรือ ‘กระทิงปฐี’ อสุรกายแห่งผืนแผ่นดิน เป็เผ่าพันธุ์สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ หัวเป็กระทิงมีเขาเกลียวยาวใหญ่ ร่างกายคล้ายเสือผสมลิงั์มีกล้ามเนื้อสีม่วงเป็มัดแข็งแรงบึกบึน มีพลังแห่งปฐี วารีและวายุธาตุต้นกำเนิด
ลำดับ ๖ - ‘สิสาวิหค’ ราชันแห่งวิหคทั้งมวล รูปร่างดังพยาอินทรีมีดวงตากลมโตสีโลหิต จะงอยปากและกรงเล็บสีทอง เผ่าพันธุ์นี้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์มีพลังแห่งวายุและวิชชุธาตุต้นกำเนิด บินได้รวดเร็วประดุจสายฟ้า
ลำดับ ๗ - ‘สิงหราชเทวะ’ ราชสีห์บินได้สูงกว่าสิบศอก บนหัวมีเขาเกลียวแหลมขนาดใหญ่ มีปีกปกคลุมด้วยขนสีขาว บินได้ดังพญาวิหค กินแสงสว่างและความมืดเป็อาหาร
==============================