เย่จื่อเฟิงอุทานออกมาเสียงดังแล้วพยายามสงบสติอารมณ์ตนเอง
ลมปราณบางอย่างปรากฏขึ้นมาจากรอยเส้นเืบนแขนแล้วค่อยๆ ไหลตรงไปยังาแที่หลัง มันเริ่มเข้าไปหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูาแบริเวณแผ่นหลัง
กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ทําให้เขารู้สึกสบาย ราวกับภูตสามารถหาตําแหน่งาแของเขาแล้วค่อยๆ รักษามัน เย่จื่อเฟิงหลับตาลงแล้วเริ่มััได้ถึงลมปราณที่ไหลเวียนไปรอบๆ
เย่จื่อเฟิงนั่งไม่รู้สึกตัวอยู่อย่างนั้น สติของเขาได้ไปปรากฏขึ้นในที่ที่คุ้นเคย เขาอยู่ในโลกแห่งหมอกและดวงดาราอีกครั้งหนึ่ง
เขาสามารถััได้ว่าเงาภูตั์ตนนั้นเคลื่อนไหวเป็วงกลมอยู่บริเวณแถวๆ นี้ เ้าภูตเคลื่อนที่อย่างคล่องแคล่วว่องไว ไม่ปล่อยโอกาสให้เย่จื่อเฟิงได้มองเห็นตัว
"ไฉนเ้าถึงปลุกข้าด้วยเื่ขี้ปะติ๋วเช่นนี้ เ้าพยายามจะถ่วงการเติบโตของข้าโดยไร้เหตุผลรึ? แล้วเหตุใดเ้าถึงไม่ใช้ลมปราณของตัวเองรักษาตัวหรือทำอะไรสักอย่าง? "
น้ำเสียงที่ดูอู้อี้นี้มีความไม่พอใจแอบซ่อน
เห็นได้ชัดว่าเงาภูตตนนี้น่าจะเป็ภูตยุทธ์ระดับสูงที่มีความสามารถในการพัฒนาเติบโตสูง หากไม่ใช่เพราะเื่นั้น เย่จื่อเฟิงคงไม่ปล่อยให้มันวางมาดอยู่เช่นนี้แน่
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่จื่อเฟิงจึงยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความอับอาย พลางกล่าวว่า "ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเช่นกัน ข้าแค่จะใช้ลมปราณแท้จริงของตัวเอง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ลมปราณภูตยุทธ์ของเ้ากลับออกมาแทน ข้าว่าเื่นี้แปลกมากเหมือนกัน"
"เ้าจะเรียกใช้ลมปราณแท้จริง แต่ลมปราณภูตยุทธ์ของข้าออกมาแทนเช่นนั้นหรือ? "
เงาภูตไม่เชื่อในสิ่งที่เย่จื่อเฟิงพูด หากเป็เช่นนั้นจริงๆ ไม่ใช่ว่าตัวมันจะต้องเดือดร้อนทุกครั้งที่เย่จื่อเฟิงใช้ลมปราณของตัวเองหรอกหรือ?
"เ้าใช้ลมปราณแท้จริงอย่างไร? แสดงให้ข้าดูซิ..." เงาภูตตอบกลับ
เย่จื่อเฟิงทําซ้ำแบบเดิมกับที่ทําก่อนหน้านี้แต่กลับไม่เป็ผล ตอนนี้เขากําลังใช้วิธีรวบรวมลมปราณของสํานักอันโด่งดังที่ได้เรียนรู้มาจากชาติก่อน จึงไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด เมื่อเ้าเงาภูตเห็นก็รู้สึกงุนงงเช่นกัน หรือว่าต้องให้เย่จื่อเฟิงาเ็สาหัสก่อนถึงจะเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น?
"เอาเถอะ ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดเื่นั้นเลย"
เย่จื่อเฟิงยิ้ม "ตอนนี้เ้าอยู่ที่นี่แล้ว ให้ข้าถามอะไรเ้าสักอย่าง ลมปราณภูตยุทธ์ของเ้าไม่เพียงมีพลังในการทําลายล้างแต่ยังมีพลังในการบรรเทารักษาด้วย เ้าเป็ภูตยุทธ์ประเภทไหนกันแน่? หรือว่าเ้าจะเป็ภูตยุทธ์คู่? เ้าควรบอกข้ามา เมื่อใดที่ข้าก้าวถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์ ข้าจะได้จัดการถูก..."
เงาภูตเค้นเสียงหึในลําคอ
"เ้าอยากจัดการข้า? ฮ่าๆ ... เ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะมาสั่งหรือรับรู้พลังที่แท้จริงของข้า สิ่งที่เ้าต้องทําก็แค่เอาชีวิตให้รอดเท่านั้น ถ้าเ้าตายไปข้าก็คงเจอปัญหาเช่นกัน ในเมื่อข้า้าพลังของเ้า เอาล่ะ... เ้ารบกวนข้ามาพอแล้ว...กลับไปซะ"
หลังจากเงาภูตกล่าวเช่นนั้น ก็มีลมพายุขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นและพุ่งเข้าใส่เย่จื่อเฟิง แม้เย่จื่อเฟิงอยากจะหลบแต่ก็ไม่อาจหลบได้ จึงถูกลมพายุนั้นกลืนเข้าไป
ในตอนนั้นเอง เปลือกตาทั้งสองของเย่จื่อเฟิงก็เปิดขึ้น เขาสํารวจไปรอบๆ แล้วพบว่าไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากเปลวไฟบนเทียนไขที่ดับไปแล้ว เวลาได้ผ่านพ้นเที่ยงคืนไป เขาทบทวนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้วเหงื่อออกด้วยความตื่นกลัว
ในขณะเข้าฌานเพื่อฟื้นฟูร่างกายในยามค่ำนั้น มันคงจะดีหากเขาหลับฝันถึงโฉมงามสักคน แต่เขาดันไปเจอกับเงาภูตน่ากลัวนั่นอีกครั้ง แถมเกือบตายในโลกแห่งความฝันอีกต่างหาก ชีวิตช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย...
เย่จื่อเฟิงส่ายศีรษะแล้วยิ้มอย่างขมขื่นพร้อมกับเอนตัวลงบนเตียง
ในตอนที่เขานอนลง ทั่วร่างก็แข็งตึงทันที เขาพูดไม่ออก... นั่นเพราะหลังที่มีาแกลับไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย
เขารีบะโขึ้นจากเตียงแล้วจุดเทียน จากนั้นหันกลับไปมองที่แผ่นหลังของตนเอง
าแ? ไหนล่ะาแ? ทั่วแผ่นหลังของเขาราบเรียบและนุ่มลื่น ดูปกติทุกอย่าง อย่าว่าแต่าแเลย แม้แต่รอยขีดข่วนสักแห่งก็ยังไม่มี
"นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว"
เขาได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขา้าขยายลมปราณแท้จริงเพื่อเข้าไปยังโลกแห่งความฝันอีกครั้ง แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ เย่จื่อเฟิงครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วสร้างาแเล็กๆ บนร่างตัวเอง เมื่อเขาเรียกใช้ลมปราณแท้จริงเพื่อรักษา กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาได้ข้อสรุปว่า ปราณภูตยุทธ์จะทํางานก็ต่อเมื่อ เขาตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงเป็เสี่ยงตายเท่านั้น
"ช่างเถอะหยุดคิดเื่นั้นดีกว่า รอจนกว่าข้าจะก้าวถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์ค่อยมาคิดอีกที"
ตอนนี้เวลาผ่านพ้นเที่ยงคืนไปแล้วเขาจึงรู้สึกเหนื่อยมาก ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ทําให้เขาเหนื่อยทั้งกายและใจ ไม่เพียงแต่เขาจะถูกทําให้อับอายอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องแบกสังขารที่เจ็บป่วยนี้เข้าต่อสู้กับแรดสายฟ้าตลอดทั้งสามวัน เขาจึงจําเป็ต้องพักผ่อนในยามค่ำคืน
"อยู่คนเดียวช่างเปล่าเปลี่ยวนัก...ข้าคิดถึงนางจริงๆ ..."
เขามองไปที่พระจันทร์นอกหน้าต่างพร้อมกับยิ้มอย่างขมขื่นแล้วผล็อยหลับไป
......
เช้าวันต่อมา
ชายผู้หนึ่งสวมหมวกฟาง เดินพลิ้วไหวราวสายลมรวดเร็วประดุจสายฟ้าเข้าไปยังร้านขายโอสถสมุนไพร ชายผู้นั้นคือเย่จื่อเฟิง เขาปกปิดตนเดินเข้าร้านยาอย่างรวดเร็ว
"เ้าว่าอะไรนะ? เ้าอยากซื้อเตาหลอมยา? "
สีหน้าของคนขายเปลี่ยนไปทันที เขาเป็พนักงานที่นี่อยู่พักหนึ่ง เขาเห็นผู้คนมากมาย้าซื้อยาคุณภาพสูงแต่ไม่เคยเห็นใคร้าซื้อเตาปรุงยาเลย
น้ำเสียงของพนักงานนั้นทําราวกับว่าเย่จื่อเฟิงได้ก่อปัญหาขึ้นที่นี่ สุดท้ายก็ไม่มีใครในโลกที่รู้ว่าเตาหลอมยานั้นถือเป็หัวใจและจิติญญาของร้านยา
"ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อสร้างปัญหา ข้ามีเงิน ที่ข้า้าคือเตาปรุงยาธรรมดาๆ ถ้าเ้ามีสํารองไว้สักอัน"
เย่จื่อเฟิงยิ้ม
"โปรดรอสักครู่ ข้าจะไปเรียกเถ้าแก่ นี่ไม่ใช่การซื้อขายเล็กๆ "
พนักงานก้มหัวให้แล้วรีบวิ่งเข้าไปหลังร้าน
สักพักหนึ่ง เถ้าแก่พุงอ้วนเหงื่อท่วมตัวก็เดินออกมา
"ใครกัน...ใครคือคนที่คิดจะสร้างปัญหาในร้านของข้า เ้าไม่อยากมีชีวิตอีกแล้วใช่ไหม? "
เมื่อเถ้าแก่เห็นชายชุดดํากับหมวกฟาง ก็ใจสั่นด้วยความกลัว เขาเห็นว่าเย่จื่อเฟิงยืนอยู่ด้วยท่าทางที่อหังการ์ ดูไม่เหมือนคนธรรมดา และไม่ใช่คนที่เขาจะไปล่วงเกินได้ เขาจึงระงับฝีเท้าก้าวช้าๆ ตรงไปหาเย่จื่อเฟิงแล้วถามด้วยความนอบน้อมว่า
"ขอข้าถามหน่อยว่าลูกค้าผู้มีเกียรติท่านนี้คือ..."
"ข้าก็แค่คนที่้าซื้อเตาหลอมยาสักใบเท่านั้น...."
เย่จื่อเฟิงไม่ได้ถอดหมวกหรือบอกชื่อของตนออกไป เขาแค่พูดในสิ่งที่เคยพูดกับพนักงานไปก่อนหน้านี้เท่านั้น เมื่อเห็นว่าเถ้าแก่สุภาพกับตน จึงไม่้าเสียเวลาอีก
"ไม่ใช่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้ากําลังถาม"
เถ้าแก่ยิ้มอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เย่จื่อเฟิงเองก็ยิ้มเช่นกัน "เอาเป็ว่า ข้ามีเงินพอจ่ายก็แล้วกัน"
พร้อมกับชี้ไปที่ถุงเงินซึ่งเขาได้วางไว้บนโต๊ะ เขาหยิบมันขึ้นมาแล้วเขย่าไปมา เพื่อบอกเถ้าแก่ว่าในนี้มีเงินอยู่จริงๆ
เถ้าแก่รู้สึกใและสับสนมากจึงยิ้มขออภัย
"ขออภัย ดูเหมือนลูกค้าผู้มีเกียรติท่านนี้จะไม่รู้กฎในการซื้อขายของเรา หากท่าน้าซื้อของอย่างสมุนไพร ท่านก็สามารถซื้อเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีปัญหา แต่เตาหลอมยานั้นเป็อีกเื่หนึ่ง... ในเมืองเหลยโจวไม่ได้มีเตาหลอมยามากนัก.....หากท่านไม่ยอมเปิดเผยตัวตน เกรงว่าพวกข้าคงจะขายมันให้ท่านไม่ได้"
เย่จื่อเฟิงจ้องเขม็งไปที่เขา
"เถ้าแก่...เ้าไม่ต้องมาหลอกข้า ร้านยาภายใต้์นี้ล้วนใช้กฎเดียวกัน เตาหลอมยาระดับจิต ระดับเซียนและระดับเทพไม่สามารถซื้อขายกันได้ตามปกติ แต่กฎนี้ไม่ได้ใช้กับเตาระดับธรรมดา"
ในฐานะนักปรุงยาระดับ์ จะมีใครรู้กฎนี้ดีไปกว่าเขากัน?
เถ้าแก่ส่ายศีรษะแล้วหัวเราะอย่างขมขื่น...
"แขกผู้มีเกียรติท่านนี้รอบรู้ดีจริงๆ ตาเฒ่าคนนี้หูตาฝ้าฟางที่ไม่อาจจดจําท่านได้ แต่ว่าในเมืองเหลยโจวนี้ แม้แต่เตาหลอมยาระดับธรรมดาก็ถือเป็สิ่งมีค่ามาก หากท่านไม่เปิดเผยตัว อย่างไรข้าก็ขายให้ท่านไม่ได้"
เย่จื่อเฟิงขมวดคิ้วแล้วกระแอม เถ้าแก่กําลังบอกให้เขาทําตามกฎของเมืองเหลยโจวแทนกฎใต้์!
หากเย่จื่อเฟิงเปิดเผยตัวตนออกไป นั่นก็ถือว่าเป็การป่าวประกาศให้ทั่วทั้งเมืองเหลยโจวรู้ว่าเขารู้วิธีปรุงยา เมื่อเกิดเื่นั้น คนในตระกูลคนอื่นๆ ก็จะเริ่มกดดันเขา พวกนั้นจะสร้างปัญหายิ่งกว่าเย่เฉิน
เย่จื่อเฟิงได้แต่ยิ้มอย่างเ็า
"ข้าวางสองร้อยเหรียญทองไว้บนโต๊ะก่อนหน้านี้ ถ้าตอนนี้ข้าจะเพิ่มอีกหนึ่งร้อยเหรียญทองล่ะ? "
เตาปรุงยาระดับธรรมดาหนึ่งใบไม่ได้มีค่าขนาดนี้ มันไม่ได้มีราคาแพงเลยแม้แต่น้อย หากเย่จื่อเฟิงไม่อยากเสียเวลา พลัง และวัตถุดิบล่ะก็ เขาสามารถทํามันขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง
"สามร้อยเหรียญทอง? "
เถ้าแก่รู้สึกใมาก แม้แต่เตาหลอมยาระดับธรรมดาที่ดีที่สุดยังได้ราคาไม่ถึงสามร้อยเหรียญทอง!
"ท่าน้าเพิ่มหนึ่งร้อยเหรียญทองเพื่อปกปิดตัวตนใช่ไหม? เหตุใดท่านถึงต้องทําขนาดนี้? ท่านเป็คนมีหมายจับหรืออย่างไร? "
เถ้าแก่มองไปที่เย่จื่อเฟิงอย่างสงสัย
"หากข้าเป็คนมีหมายจับจริงๆ คิดว่าเ้าจะได้มีโอกาสพูดเป็ต่อยหอยอยู่ตรงนี้หรือไม่? "
เย่จื่อเฟิงยิ้มอย่างเ็า เนื่องด้วยเขามีบรรยากาศแห่งการฆ่าฟันแผ่อยู่รอบๆ ตัว จึงทําให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็คนมีหมายจับ
"ถ้าท่านเพิ่มอีกห้าสิบเหรียญทอง แม้ว่าท่านจะเป็คนมีหมายจับก็ตาม ข้าก็จะขายเตาหลอมยาให้ท่าน! "
แม้จะพูดแบบนั้น แต่ท่าทางของเถ้าแก่ก็ดูราวกับไม่เต็มใจจะขาย เย่จื่อเฟิงรู้ว่าเตาระดับธรรมดานั้นมีราคาอยู่ราวๆ ห้าสิบเหรียญทอง แต่ตอนนี้เถ้าแก่กลับ้าสามร้อยห้าสิบเหรียญทอง นี่เท่ากับเขาพยายามปล้นกันกลางวันแสกๆ
เมื่อทั้งสองใกล้จะตกลงราคากันได้แล้ว
"เถ้าแก่...."
เสียงของเด็กสาวผู้หนึ่ง ดังขึ้นจากนอกร้าน เย่จื่อเฟิงรู้สึกว่าเสียงนี้ฟังดูคุ้นๆ แต่นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ใด
เด็กสาวรูปร่างสูงหุ่นดีกับผมสีดําเนียนเดินเข้ามา ผิวที่ขาวสวยของนางดูราวกับหยกชั้นดี
"ปิงเชี่ยน...."
เย่จื่อเฟิงรู้สึกใมาก เขาเบ้ปาก และรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคร้ายเสียจริง ในเวลาเดียวกันนั้น เขาก็ลดหมวกฟางให้ต่ำลงเพื่อปกปิดใบหน้าของตน
"เถ้าแก่ ข้าได้ยินมาว่าเ้ามีเตาหลอมยาเหลือเก็บอยู่อีกใบ ข้า้ามันไปกลั่นส่วนผสมบางตัว ข้าก็เลยมาที่นี่เพื่อซื้อเตานั้น ถ้าข้าซื้อไม่ได้ ก็ขอให้ข้าได้ยืมมันก็ยังดี..."
เถ้าแก่พึมพํากับตัวเอง จากนั้นมองไปที่เย่จื่อเฟิงก่อนแล้วหันไปมองปิงเชี่ยน แล้วเขาก็ตอบกลับนางอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"แม่นางปิงเชี่ยน ข้าต้องขอโทษจริงๆ แต่แขกผู้มีเกียรติท่านนี้เพิ่งจะซื้อเตาหลอมยาไปเมื่อกี้ อาาา∼ เ้ามาช้าไปก้าวหนึ่ง...."
แม้ว่าเขาจะเป็คนโลภมาก แต่ก็ยังมีจิติญญาของความเป็พ่อค้า เขาได้ขายเตาใบนี้ให้กับเย่จื่อเฟิงไปแล้วจึงไม่อาจกลับคําพูดได้
ใบหน้าของปิงเชี่ยนแข็งเกร็งขึ้นทันที แล้วหันไปจ้องเย่จื่อเฟิง
"เ้าเป็ใคร เหตุใดเ้าถึงต้องซื้อเตาหลอมยา? หรือว่าเ้าเองก็รู้วิธีปรุงยาเหมือนกัน? "
จบตอน