ยามมู่ไป๋หลิงเข้าสู่นิทรา นางมักหวนฝันถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งซ้ำ ๆ อยู่บ่อยครั้ง
“แปดปีที่ข้าเฝ้ารอ… ในที่สุด ความทรมานนี้ก็จักจบสิ้นลงเสียที”
ในนิมิต ชายผู้หนึ่งยืนอยู่ริมหน้าผา รู้สึกดังผืนฟ้าอยู่ใกล้แค่เอื้อม ปลายขอบผานั้นปรากฏรอยตัดเฉือนมหึมา ประหนึ่งถูกคมศาสตราฟาดฟัน ทิ้งแผลเว้าแหว่งจากการถูกทำลายไว้
ชายหนุ่มทอดมองทิวทัศน์เบื้องล่าง ไกลแสนไกลออกไป มองไปยังกระบี่ข้างกายของเขา ที่บัดนี้ ปักนิ่งอยู่เหนือเนินดินโดดเดี่ยวลูกเดียวที่ก่อตัวสูงขึ้นจากพื้นดิน ท่ามกลางวงล้อมของขุนเขาตระหง่านดุจกำแพงั์ ส่งผลให้พื้นที่ใจกลางแอ่งเขา แปรเปลี่ยนเป็หุบเหวลึกสุดหยั่ง
เดิมที หุบเหวด้านล่างถูกหมอกปกคลุม ย่อมมองไม่เห็นเนินดินนั้น แต่ยามนี้ สามารถเห็นหุบเหวที่เป็ดินแห้งกรังรกร้างไร้สิ่งมีชีวิตอย่างชัดเจน
บรรยากาศของมัน ช่างเหมาะเป็หลุมสุสาน ที่มีไว้เพื่อกลบฝังทั้งกระบี่ และกลบฝังทั้งตัวเขาเอง…
ชั่วเวลานั้น พลันปรากฏภาพทับซ้อนระหว่างความเป็จริงกับความทรงจำในอดีต
แปดปีก่อนเขาเกือบจบชีวิตลงที่นี่ แม้รอดพ้นชะตาเคราะห์ไม่ถึงฆาต แต่พอชีวิตกำลังจะดับมอดลงจริง ๆ เขาก็กลับยังเลือกที่แห่งนี้เพื่อฝังร่างอีก
ชายผู้นั้นมีท่าทีหมดอาลัยกับชีวิต พร้อมกับเปลือกตาที่ปิดลงช้า ๆ
ลมหายรวยริน กระทั่งเงียบงัน ร่างกายค่อย ๆ โอนเอน ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง…
ย้อนกลับไปเมื่อแปดปีก่อน ณ ยอดเขาเสวียนเทียน
จอมมารโยวเสวียนหานกอบกำวัตถุโบราณทรงกลม ลูกโลกธาตุทวิลักษณ์อันเปี่ยมพลังสองขั้ว ด้านหนึ่งมืดด้านหนึ่งสว่าง ขับเคี่ยวซึ่งกันและกัน วัตถุอันเป็กุญแจสำหรับขับเคลื่อนค่ายกลดับดาราไว้ในฝ่ามือ ยืนอยู่บนยอดผาสูงของเขาเสวียนเทียน(เขาแขวนฟ้า) ที่ยื่นออกไปเหนือแอ่งหุบเหวบรรพตไพศาล ด้านล่างปกคลุมด้วยทะเลหมอกมองไม่เห็นผืนดิน ความลึกยากคาดคะเน แต่อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าสามสิบจั้ง
เวลานั้น ทั่วทั้งยุทธภพ คุกรุ่นจากสาสน์ท้าทำาจากฝ่ายพรรคใต้ดิน ที่้ากวาดล้างทุกฝ่ายที่ต่อต้าน เพื่อรวบรวมยุทธภพเป็หนึ่งภายใต้การนำจอมมาร
เ้าสำนักเจิ้งชี่เทพกระบี่หลี่เจี้ยนชิง มีคำสั่งรวมพลแปดสำนักใหญ่ฝ่ายคุณธรรม เป็แกนนำหยุดยั้งแผนการของฝ่ายพรรคใต้ดิน
ทว่า สิ่งที่เหนือความหมายก็คือเมื่อไปถึงยอดเขา จอมมารโยวเสวียนหานกลับเปิดใช้ค่ายกลดับดารา ค่ายกลที่ดูดกลืนแสงสว่างและทุกสรรพสิ่ง ผู้ที่อยู่ภายใต้รัศมีค่ายกล ล้วนต้องถูกกวาดล้างสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ลูกสมุนฝ่ายพรรคใต้ดิน เป็การสังเวยที่ไร้ความหมาย ยากเข้าใจจุดประสงค์แท้จริง
ศึกในครานี้ ถูกเรียกขานว่าศึกแปดดาราร่วงหล่น
เทพกระบี่หลี่เจี้ยนชิงใช้วิชาตัวเบาล้ำเลิศไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ล่วงหน้ามาถึงก่อน ร่อนลงเผชิญหน้ากับจอมมาร ประมุขพรรคบิดเบือนบัญญัติและผู้นำสูงสุดของฝ่ายพรรคใต้ดินทั้งหมด
ด้านหลัง กองกำลังสมทบจากแปดสำนักใหญ่ฝ่ายคุณธรรม และสำนักน้อยใหญ่มากมายที่ติดตามมา เมื่อถึงยอดเขาเสวียนเทียน ก็เข้าปะทะกับสมุนพรรคฝ่ายบิดเบือนบัญญัติ รวมทั้งเ้าสำนักต่าง ๆ และรองเ้าสำนักเจิ้งชี่ทั้งสาม ก็ได้เข้าต่อสู้กับเหล่าขุนพลพรรคบิดเบือนบัญญัติ ห้ำหั่นกันอย่างสมภาคภูมิ
ทันทีที่ได้เห็นเทพกระบี่หนุ่มในตำนาน แววตาของโยวเสวียนหานฉาบวาวคึกคะนอง หาได้สนใจไยดีสิ่งอื่น นอกจากผู้ที่ยืนประจันหน้าหมายหยุดยั้งตน
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง… วันที่พวกเขา สองผู้เป็สุดยอดแห่งยุคของยุทธจักร จะได้ประลองกันเสียที และยิ่งอดตื่นเต้นไม่ได้เมื่อรู้ว่าเทพกระบี่ผู้เลื่องชื่อ เป็ดรุณหนุ่มอัจฉริยะที่อายุน้อยกว่าตนถึงสามปี
“เ้ามาจนได้”
หลี่เจี้ยนชิงเอ่ยวาจาสุขุม บุคลิกสงบนิ่งราวเทพเซียน มือกอบกุมกระบี่อย่างทรนง
“จอมมาร หยุดค่ายกลซะ”
จอมมารผู้แสนเ็า กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเย็นะเื ทว่ากลับแฝงความตื่นเต้นและท้าทาย น้อยครั้งนักที่เขาจะแสดงอารมณ์ออกมาเช่นนี้
“คิดจะหยุดข้า… ก็ต้องเอาชนะข้าให้ได้”
หลี่เจี้ยนชิงมองวัตถุโบราณในมือโยวเสวียนหาน มันเกิดปฏิกริยาตอบสนอง บ่งบอกว่าค่ายกลเริ่มเปิดใช้งานแล้ว แววตาพลันตื่นตระหนกชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความสงบนิ่งเจือปนโทสะ กร่นในลำคออย่างดูแคลนและเฉยชา
“เ้ามันบ้าไปแล้ว”
หลี่เจี้ยนชิงจ้วงกระบี่พลิกฟ้า(ฟู่เทียนเจี้ยน) วาดเพลงกระบี่สยบปฏิปักษ์ เข้าต่อกรกับโยวเสวียนหาน โดยเคลื่อนกายเพียงนิด กระบี่แรกก็พุ่งประชิดแทงเฉียดกระเดือกของจอมมารในชั่วพริบตาทันที
นับั้แ่วินาทีนั้น หน้าผาของยอดเขาเสวียนเทียน ก็ได้กลายเป็สังเวียนของสองผู้กล้าท้าดวลฝีมือ
ศีรษะของจอมมารเอนเงยขึ้น กางแขนสองข้างดีดตัวถอยหลังกรูดพ้นรัศมีการจู่โจม
หลี่เจี้ยนชิงผู้ไร้เทียมทาน แค่ลงมือก็เกือบเอาชีวิตของเขาไปได้
กระบี่ที่สง่าองอาจ เรียบนิ่งหนักแน่น รุดเข้าจ้วงแทงต่อเนื่องอย่างมีแบบแผน ภายใต้เพลงกระบี่นั้น ยังเอ่อล้นด้วยปราณกระบี่อันรุนแรง แต่ละกระบวนท่าเปี่ยมด้วยความยโสโอหัง มีแต่รุกไม่มีรับ
โยวเสวียนยกหลังกำปั้นทั้งสอง อันอาบเคลือบปราณคุ้มกาย เกราะที่สร้างขึ้นจากจากกำลังภายในแข็งกร้าว สลับต้านรับคมกระบี่ครั้งต่อ ๆ ไป ที่ตามฟาดฟันใส่เขา จดจ่อกับการอ่านเพลงกระบี่ของอีกฝ่าย และคอยซัดหมัดผลักกระบี่ให้เบนไปพ้นทาง
ครั้นจะตอบโต้โจมตีคืน กระบี่ที่ถูกผลักออกก่อนหน้า กลับวกหันมาชิงโจมตีก่อนอย่างเหนือคาด จอมมารจำต้องรั้งหมัดกลับมาตั้งรับอย่างกะทันหัน และหากเพลงหมัดของเขาหละหลวมเพียงนิด ความได้เปรียบก็พลันถูก่ชิงกลับไป นำหน้าหนึ่งก้าวเสมอ...สมคำร่ำลือกระบี่พลิกฟ้า อันเปลี่ยนแปลงทุกกฎเกณฑ์ โค่นล้มได้ทุกสิ่ง ทำให้ผู้เผชิญหน้าต้องครั่นคร้าม
เทพกระบี่รุดไล่กระชั้นจนถึงริมผา จอมมารรวมพลังปราณสู่ศูนย์กลางของกำปั้น เข้าบีบอัดกักขังคมกระบี่ไว้ระหว่างสองหมัดดุจคีมเหล็ก จับทางได้ว่าการถอยหนีมีแต่จะไร้ความหมาย ก่อนกระชากดึงร่างเทพกระบี่ให้ลอยจากพื้น สูญเสียทั้งจุดยืน ทั้งดาบที่ติดพันก็ไม่อาจออกกระบวนท่าได้ เหวี่ยงไปด้านหลังจนพ้นขอบผา ลอยเคว้งเหนือหุบเหวไร้ก้นบึ้งน่าหวาดผวา
สายตาทั้งคู่ปะทะกันอย่างดุเดือด
จริงที่หลี่เจี้ยนชิงไม่อาจสลัดพ้นจากพละกำลังมหาศาลนั้นโดยง่าย แต่ด้วยวิชาตัวเบาไร้เทียมทาน ร่างกายเสมือนไร้น้ำหนัก ใต้ฝ่าเท้าย่ำเหยียบบนผืนอากาศธาตุสมมติ แม้ลอยคว้างก็ไม่ไร้หนทาง เพียงพลิกฝ่ามือที่คว่ำตั้งฉากขึ้น พร้อมหมุน ๆ กระบี่ เปลี่ยนเป็วิถีโค้งวน บุกจู่โจมต่อเนื่องทั้งที่ปักหลักอยู่กลางอากาศ ทำให้กำปั้นของจอมมารที่ขนาบกระบี่หมุนระส่ำระส่าย ทั้งก่อกวนปราณที่บีบอัดกระบี่ให้สูญเสียการควบคุม จนในที่สุดก็สลัดกระบี่หลุดพ้นออกจากพันธนาการ และเสริมแรงโจมตีเข้าที่ไหล่ของจอมมาร
จอมมารใช้จังหวะเดียวกัน ไขว้หมัดต่อยอัดไปที่กลางร่างของเทพกระบี่ในระยะประชิดอย่างไม่พลาดเป้า ร่างโปร่งในอาภรณ์ขาวกระเทือนถอยหลัง พร้อมถอนกระบี่ออกจากไหล่ของจอมมาร นับแล้วต่างถูกโจมตีกันคนละกระบวน
โยวเสวียนหานใช้จังหวะที่เกิดช่องว่างเป็ฝ่ายจู่โจมตอบ โดยใช้ความแข็งแกร่งสวนสยบ หมุนกายซัดเหวี่ยงปล่อยกำปั้นควบอัดลมปราณหนาแน่น ‘เสวียนเฟิงกรีธาหกวิถี’ ออกไปหนึ่งชุดรอบทิศ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะหลบเลี่ยงไปทางใด ย่อมจะต้องโดนปราณที่ะเิออกไปเป็วงกว้างสักหมัดเป็แน่
เสวียนเฟิงกรีธาหกวิถี อานุภาพดังะุปืนใหญ่หกทิศ สั่นะเืธรณียอดเขาเสวียนเทียน ทั้งปัดเป่าผิวทะเลหมอกปกคลุมเหวบางส่วนปลิวสลาย ลูกสมุนและศิษย์ทั้งสองฝ่ายที่ต่อสู้อยู่ห่างออกไป ต่างทรงตัวไม่อยู่ล้มระเนระนาด หวั่นเกรงในความแข็งแกร่งของจอมมาร
หลี่เจี้ยนชิงปล่อยมือจากกระบี่ ให้มันหมุนควงออกไปรอบนอก เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนไหว ปลายเท้าบางเบาดีดตัว ใช้ก้าวย่างเคลื่อนย้ายอันไร้ระยะ หลบหลีกการโจมตีทั่วสารทิศกลางอากาศ ประยุกต์จากวิชาตัวเบาแขนงเดียวกัน ซึ่งยามอยู่บนพื้นรุดประชิด ตัดผ่านความว่างเปล่า ยามลอยคว้างดังไร้แรงโน้มถ่วง ท่องเวหาตามใจปรารถนา หมุนกายตลบโฉบข้ามศีรษะของจอมมาร กลับไปยังพื้นดินอีกฟากฝั่งได้อย่างคล่องแคล่ว
‘ก้าวย่างตัดสุญญะ…’
จอมมารเงยมองเงาร่างเทพกระบี่ผู้กำลังวาบเหินฟ้าเบื้องบน ทั้งที่ทุ่มเทเปลืองกำลังภายในถึงเพียงนั้น กลับพลาดเป้าไปถึงเก้าส่วน แต่ก็ค้นพบว่าวิธีนี้ได้ผลที่สุด ชัดเจนว่าแม้พลังภายในของอีกฝ่ายมีไม่จำกัด แต่พลังของเขาแข็งกร้าวกว่า หากอีกฝ่ายปะทะเข้าตรง ๆ ย่อมเสียหายไม่มากก็น้อย ดังนั้น ต้องบีบให้เขาเผชิญหน้ากับมันให้จงได้
ไม่รอช้า จอมมารเคลื่อนกายอย่างรวดเร็ว ไปรอรับร่างของอีกฝ่าย ยกกำปั้นข้างขวาที่รวมพลังไว้ ต่อยอัดพลังภายในของเสวียนเฟิงกรีธาหกวิถีเต็ม ๆ ไปอีกหมัด
หลี่เจี้ยนชิงพลันยกฝ่ามือปะทะ ทัดทานด้วยกำลังภายใน แม้เทพกระบี่มีกำลังภายในลึกล้ำเหนือผู้ใด แต่ก็เหมือนบ่อน้ำลึกสงบนิ่ง ยามกระแสน้ำเชี่ยวเข้าซัดกระทบ ก็ย่อมไหวะเือยู่บ้าง เสวียนเฟิงกรีธาหกวิถีบางส่วนจึงพัดทะลวงร่างของเขาไป ไม่อาจป้องกันได้ทั้งหมด
ต่อให้เล็กน้อยเท่าใด ก็เพียงพอให้ยามเท้าแตะพื้นไม่อาจทรงตัวอย่างมั่นคง เนื่องเพราะการโจมตีของจอมมารไม่เพียงทำให้ผู้ที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงาเ็ แต่ยังเคลื่อนสะท้านไปทั่วร่าง ด้วยผลกระทบจาก ‘ปราณแปรปรวนวิถี’ กำลังภายในประหลาด ศาสตร์ลับของโยวเสวียนหานที่แฝงเร้นหลอมรวมอยู่ในลมปราณของเขาด้วย
หลี่เจี้ยนชิงสะบัดศีรษะ ก่อนจะรับกระบี่กลับมาในมือ รู้สึกถึงพลังปราณทั่วร่างที่ปั่นป่วน ร่างกายชาวาบ เขารีบตั้งสมาธิ สะบัดกระบี่หนึ่งครั้ง ปราณแข็งกร้าวบาดลึกเ่าั้ ก็ถูกกำลังภายในอันแน่นิ่งมั่นคงของเขากำราบ
สิ่งที่เหนือความคาดหมายของจอมมารยิ่งกว่า คือการที่อีกฝ่ายหาได้เพียงรวบรวมกำลังภายในเพื่อรับฝ่ามือของตนไม่ แต่ยังปลดปล่อยปราณกระบี่สยบปฏิปักษ์สนองคืน อ่านขาดว่าจังหวะนั้น ตนจักมุ่งมั่นไปที่การโจมตีไม่คิดป้องกัน จึงถูกวิชาของเขาสะกดตรึงิญญาแน่นิ่งไปโดยไม่ทันตั้งตัว
ปราณร้ายกาจของเขาถูกขจัดออกได้ แล้วเขาจะยอมให้อีกฝ่ายควบคุมได้อย่างไร
จอมมารรวบรวมลมปราณ ปะทุทลายการตราตรึงออกเช่นกัน แต่ก็ต้องแลกมากับการาเ็ภายใน ปะทุทำร้ายตนเองไปพร้อมกัน
“อึก!” โยวเสวียนหานกระอั่กเืออกมา พลางยกนิ้วโป้งเช็ดเืที่ซึมมุมปาก ก่อนง้างหมัดข้างหนึ่งเหนือบ่า มืออีกข้างแ่าดออกเบื้องหน้า มุ่งสมาธิตั้งท่าเตรียมประลองต่ออย่างไม่หยุดพัก
ระหว่างนั้น ห้วงอนธการของค่ายกลดับดารา ปรากฏเหนือน่านฟ้ายอดเขาเสวียนเทียน และเริ่มดูดกลืนแสงรอบ ๆ เข้าไปในตัวมัน น่านฟ้าอาบย้อมด้วยความมืดประหนึ่งลางร้าย ผสานกับเสียงปริศนาชวนพิศวงกระหึ่มแว่วมาจากห้วงลึก
หลี่เจี้ยนชิงหันควับ มองค่ายกลดับดาราสีหน้าเคร่งเครียด และเตรียมพุ่งตัวออกไป ไม่คิดเสียเวลาเปล่าอีก ทว่า โยวเสวียนหานก็ชิงเคลื่อนกายอย่างรวดเร็ว โจมตีด้วยหมัดจากด้านหลัง ไม่ปล่อยอีกฝ่ายจากไปง่าย ๆ
แม้เป็การลอบทำร้าย กระนั้น หลี่เจี้ยนชิงก็เพียงปรายหางตาเหลียวมอง และรับไว้ด้วยกระบี่ที่หวนรับการจู่โจมที่เข้ามาพัวพัน ราวกับการโจมตีจากด้านหลังเป็เพียงเื่ไร้สาระ พร้อมกันนั้นคมกระบี่ยังทอแสงประกายวาบวับ ขณะสลับคมเหวี่ยงย้อนรับหมัดทั้งซ้ายขวาสองด้าน
“สุริยันย้อนแสง เยี่ยมจริง ๆ …”
โยวเสวียนหานยกมุมปาก กระบวนท่าที่อีกฝ่ายใช้คือหนึ่งในกระบวนท่าเลื่องชื่อในเพลงกระบี่สยบปฏิปักษ์ของเขา นับว่าคุ้มค่าที่ได้เห็นกระบวนท่าเอกลักษณ์นี้สักครั้ง
หลี่เจี้ยนชิงยกแขนหมุนกระบี่อ้อมรอบศีรษะ ผันร่างกายเป็ดังใจกลางวายุ กระบี่เป็ดังคมวายุ หมุนตลบอย่างรุนแรง ฟาดฟัน ‘ระบำคมวายุสุริยะ’ พัดหมัดทั้งสองหมัดที่ตามรังควานออกไปสำเร็จ และทันทีที่หันกลับไปเผชิญหน้า คมกระบี่ปาดก็กรีดแขนของจอมมารเป็แนวยาว แสดงให้เห็นว่าไม่คิดปราณี หากยังขัดขวางไม่เลิก
โยวเสวียนหานหรี่ตามองเทพกระบี่ ยกแขนแลบลิ้นเลียหยาดเืที่ซึมจากาแ ก่อนปล่อยแขนลู่ลงข้างกาย ให้หยาดโลหิตนั้นหลั่งไหลตามข้อนิ้ว เข้าเคลือบแหวนทั้งห้าวงที่สวมใส่ ต่อมาจึงรุดเข้าปะทะหมัดกับกระบี่ต่ออีกหลายกระบวน ทั้งยิ่งดุดันกว่าเก่า ราวกับถูกปลุกสัญชาตญาณสัตว์ร้าย
แท้จริงแล้วเขาได้บรรจุศาสตร์ลับหัตถ์มารห้าดัชนีกลืนโลหิตไว้ในแหวน หากยิ่งาเ็ ยิ่งหลั่งเื ยิ่งแข็งแกร่ง ทว่าค่าแลกเปลี่ยนนั้นสูงลิบ โดยจักค่อย ๆ สูญเสียสติสัมปชัญญะไป
กระบวนท่าที่ออกล้วนแต่เหี้ยมเกรียม บ้างหักศอกฟาดคาง บ้างสับทำลายสีข้าง ทั้งยังเข้าทุบหวดกระบี่แลวาดฝ่าเท้าเตะบดขยี้ชายโครง สร้างความบอบช้ำลึกถึงภายในให้แก่เทพกระบี่ มิต่างจากาแฉกรรจ์ที่ปรากฏอยู่ทั่วร่างของคนทั้งคู่ ยามที่คมกระบี่วาดผ่านผิวเนื้อจนโลหิตสาดกระเซ็น สู้กันด้วยพลังเต็มที่ จนพื้นดินยอดผาะเิแตกออกเป็ระยะ ๆ ฝุ่นทรายคละคลุ้งตลบอบอวลทั่วบริเวณ จากการปะทะกันของสองขุมกำลังแข็งแกร่ง
สมแล้วที่โอหัง ควรคู่ให้แลกชีวิต วันนี้ต่อให้ต้องตายไปพร้อมกันก็ไม่เสียใจ… เมื่อประมือจนสุดกำลัง โยวเสวียนหานยอมรับว่าเพลงกระบี่ของหลี่เจี้ยนชิงสมบูรณ์แบบไร้ช่องว่าง ยากเอาชัย ต้องทุ่มเทด้วยพละกำลังทางกายภาพทั้งหมดในทีเดียว
หมัดที่กอบกำแน่นแผ่คลายออก ปรับเปลี่ยนท่าทาง ฝ่ามือขวาพลันกรรโชกลมปราณแดงชาดคมกริบแผ่ซ่านรอบวงแหวนทั้งห้า เสมือนคมดาบลอยล่องรอบฝ่ามือ พุ่งออกไปซัด ‘ฝ่ามือลาจาก’ โดยใช้พลังภายในทั้งหมดที่มีเพื่อตัดสิน
ผู้โดนศาสตร์ลับนี้ หากเป็คนธรรมดาจะถูกพลังภายในแข็งกร้าวคมกริบดั่งดาบ บาดทำลายเส้นลมปราณขาดสะบั้น อวัยวะภายในเสียหายตายทันทีตามชื่อ แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ อาจจะทำให้วรยุทธ์สูญสลาย พิการหรือาเ็หนักยากฟื้นคืนตลอดชีวิตได้ ผลร้ายขึ้นกับแต่ละบุคคล
มิทราบสาเหตุใด เวลานั้นร่างกายหลี่เจี้ยนชิงเกิดติดขัด ออกกระบวนท่าไม่ได้ดังใจนึก จึงถูกวิชาฝ่ามือของโยวเสวียนหานโถมใส่อย่างจัง มีเพียงกระบี่ที่ขวางกั้นไว้ ไม่ให้ฝ่ามือััตัวตรง ๆ ทว่าไม่พ้นถูกปราณคมดาบแดงชาดเสียดแทง ซัดร่างกระเด็นกระแทกกับพื้น
แม้ฝ่ามือลาจากหนักหน่วงเหลือประมาณ แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชีวิตเขาได้ ด้วยกำลังภายในลึกล้ำคอยปกป้องไว้ แต่เมื่อพยายามจะดันกายขึ้น กลับพบว่าจู่ ๆ ตามร่างกาย พลันปรากฏเส้นโลหิตสีแดง เปล่งแสงดั่งถูกเคลือบย้อม ผุดทะลุออกมาจากิั
หมื่นบุปผาทะลวงโลหิต! วิชามารที่โเี้อำมหิตที่สุดในปฐี ต่อให้รอดจากฝ่ามือลาจากไปได้ แต่ก็คงไม่อาจทนทานความทรมานของคำสาปนี้ได้
หลี่เจี้ยนชิงในหัวเต็มไปด้วยความสับสน ั์ตาเริ่มพร่าเลือน ตะเกียกตะกายบนพื้น
“เ้าสำนัก!” “เจี้ยนชิงเกอ!” ถังจื่อเยียนและเจิ้งชิงหลาง สองรองเ้าสำนัก เมื่อเห็นว่าเ้าสำนักของตนต้องคำสาปจนพลาดท่า จึงตั้งใจจะเข้าจะมาช่วย แต่ไม่พ้นถูกปรามไว้เสียก่อน
“หยุด!”
วจีเดือดพล่าน… อีกหนึ่งวิชาอันร้ายกาจของจอมมาร ผู้ที่กำลังภายในด้อยกว่าไม่อาจขัดขืน ทรงอำนาจถึงขั้นสั่งให้อัตวินิบาตตัวเองก็ย่อมได้ ทุกคนที่ตกอยู่ภายใต้การสั่งการล้วนชะงักหยุดเคลื่อนไหว
สถานการณ์ในยามนี้เลวร้ายยิ่งนัก เบื้องบนยังมีค่ายกลดับดาราที่เปิดทำงานจนเกือบสมบูรณ์ ทวีคูณความร้ายแรงไม่พัก ผู้ที่ไม่แข็งแกร่งพอจะฝืนรั้งตนเองไว้ได้ พานโดนแรงดึงดูดของค่ายกล ดูดกลืนเข้าไป ไม่อาจทราบชะตากรรม
“ช่วยข้าด้วย!” เสียงขอความช่วยเหลือดังระงม
สิ่งที่ดึงสติของเทพกระบี่ จึงเป็เสียงร้องโอดครวญและภาพท้องฟ้าเบื้องบนที่ไร้แสงตะวัน เป็ความมืดมิดที่ราวกับยุทธภพกำลังจะล่มสลาย
หลี่เจี้ยนชิงจ้องสายตาเคียดแค้นสุดขีดตรงไปหาโยวเสวียนหาน อีกฝ่ายถึงกับกล้าเล่นลูกไม้สกปรกในตอนท้าย เพื่อเอาชนะโดยไม่สนวิธีการ พลางคำรามดุดันออกมาสุดเสียง
“โยวเสวียนหาน!”
เทพกระบี่ยิงดรรชนีกระบี่ตรึงิญญาออกไปสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของจอมมาร ก้าวย่างตัดสุญญะ พุ่งหมุนกายถีบเสยคาง งัดร่างที่ถูกสะกดแน่นิ่งลอยขึ้น จากนั้นใช้ก้าวย่างตัดสุญญะอีกครั้ง โผผงาดให้สูงยิ่งกว่า เงื้อกระบี่ปลดปล่อยหนึ่งกระบี่ทลายวัฏจักร ทุ่มลงมาจากฟากฟ้าสุดพลัง เพื่อโค่นล้มอีกฝ่ายในกระบวนเดียว
พลังมหาศาลและปราณกระบี่แข็งแกร่งเกินต้าน แผ่ขยายผ่าแหวกม่านฟ้าออก ตัดมวลความมืดมิดที่ถูกค่ายกลดับดารากลืนกินแตกซ่าน สว่างวาบชั่วขณะ
ปราณคุ้มกายโยวเสวียนหานหลงเหลือไม่ถึงสองส่วน ทำได้เพียงคุ้มกันไม่ให้คมกระบี่ฟันร่างขาดครึ่ง สุดท้ายยังถูกมวลพลังแรงกล้าซัดตกลงไป ไม่ต่างจากยอดผาแหลมของเขาเสวียนเทียนด้านล่าง ที่ถูกเพลงกระบี่ทลายวัฏจักรตัดขาดแหว่ง เคลื่อนถล่มลงสู่เหวพร้อมกัน
วจีเดือดพล่านของโยวเสวียนหานคลายออกตามพลังที่ลดวูบ
“ท่านจอมมาร!” เหล่าขุนพลพรรคบิดเบือนบัญญัติ เบียดเสียดแน่นริมขอบผาขาด พยายามเอื้อมมือไขว่คว้าผู้เป็ประมุข แต่ดวงตาหนักอึ้งของโยวเสวียนหาน กลับเห็นภาพตรงหน้าค่อย ๆ ดับสนิท
ก่อนจากนั้น สมุนพรรคจะพากันะโตามประมุขลงไป มิมีผู้ใดสนใจศึกอีก
เส้นโลหิตตามร่างเปล่งแสงชาดทะลุอาภรณ์ขาว ยิ่งใช้พลังคำสาปหมื่นบุปผาก็ยิ่งแพร่กระจาย แต่ต่อให้ต้องทรมานเจียนตาย เทพกระบี่หนุ่มก็ยังมุ่งมั่น พุ่งกายขึ้นไป หมายหยุดยั้งค่ายกลดับดาราเบื้องบน
ไม่คาดคิด ทั้งที่สถานการณ์วิกฤต กลับถูกอาวุธลับสำนักถังปาแทรกเข้ากลางทาง ขัดขวางไม่ให้เข้าถึงค่ายกล
จากทิศทางของอาวุธลับ เมื่อมองย้อนไปกลับไม่ได้พบเพียงสำนักถังเท่านั้น กระทั่งสำนักฝ่ายคุณธรรมอื่น ๆ บางส่วน ก็ปักหลักตรึงกำลังอยู่บริเวณดังกล่าว ไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ตามคำสั่งของเขา ทั้งยังมีท่าทีจดจ่อกับค่ายกล สายตาปิติมากกว่าเสียขวัญหรือเกรงกลัวมันอย่างที่ควร
“นี่พวกท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ท่านพ่อ…?” ถังจื่อเยี่ยนปลีกตัวจากศึก เดินตรงเข้าไถ่ถามอย่างไม่เข้าใจผู้เป็บิดา แม้ปัจจุบันเขาเป็รองเ้าสำนักเจิ้งชี่ แต่อย่างไรฐานะเดิมเขาก็คือคุณชายใหญ่ตระกูลถัง
“อันธการดับแสงดารา มหาวิชาจักประกาศตำนาน!” กู๋โส่วหวง เ้าสำนักฝึกสัตว์ปีศาจ เปล่งเสียงะโตามคำทำนายอย่างบ้าคลั่ง ช่วยไขความกระจ่าง
ขณะเดียวกัน ลูกศิษย์และสมุนพรรคฝ่ายคุณธรรมต่าง ๆ บริเวณนั้น ได้รวมตัวตั้งวงล้อม หันอาวุธใส่ฝ่ายเดียวกันอย่างเขาและถังจื่อเยี่ยน
“เทพวิชากำลังจะจุติ พวกเราไม่ยอมให้ใครหน้าไหนทำเสียเื่ทั้งนั้น!”
หลี่เจี้ยนชิงกวาดตามองคนที่มาขวางไว้ทั้งหลาย ส่ายศีรษะรับไม่ได้
มหาวิชา เทพวิชาบ้าบออะไร… ผู้คนมากมาย กระทั่งพวกพ้องก็กำลังถูกสังเวยอยู่แท้ ๆ !
“เสียสติ!”
ต่อหน้ากระบี่พลิกฟ้า แค่กระบวนท่าธรรมดา ก็ผลักเหล่าศิษย์กระเด็นออกไปพร้อมกันในคราเดียว
ทันใดนั้น เสมือนกรรมตามสนองทันตา ค่ายกลดับดาราแผดเสียงพร้อมแผ่ขยายขอบเขตครั้งใหญ่ สูบกลืนกลุ่มผู้ที่เมื่อครู่เพิ่งจะหันอาวุธใส่เทพกระบี่ ลอยหายไปต่อหน้าต่อตาเหล่าเ้าสำนักและศิษย์คนอื่น ๆ
ครานี้ เมื่อเห็นว่าภัยเริ่มคืบคลานถึงตนจึงพึ่งตระหนัก พากันหวาดกลัวสุดขีด วิ่งหนีแตกกระเจิง ไม่มีผู้ใดคิดขัดขวางอีก
หลี่เจี้ยนชิงใคร่ครวญระหว่างมุ่งหน้าตรงไปยังค่ายกล ใช้พลังที่มากกว่าเอาชนะค่ายกลย่อมไม่เกินความสามารถ หากแต่หลังผ่านการสู้ศึกหนักกับจอมมาร อีกทั้งต้องคำสาป ก็ไม่ง่ายดายเช่นเดิมแล้ว
หมื่นบุปผาทะลวงโลหิต… ผู้ถูกวิชาหากไร้ซึ่งกำลังภายในจะไร้ผล แต่ในทางกลับกัน ยิ่งผู้ถูกคำสาปแข็งแกร่ง ผลของวิชาก็จะยิ่งรุนแรง นี่จึงเป็วิชาที่โยวเสวียนหาน ตั้งใจคิดค้นขึ้นเพื่อทำลายหลี่เจี้ยนชิงโดยเฉพาะ
รากปรสิตของบุปผาโลหิต จะหยั่งทะลวงกัดกินปราณแท้เป็อาหาร ยิ่งมีบ่อพลังไร้ก้นบึ้ง ยิ่งเหมือนแหล่งอาหารชั้นยอดในการบ่มเพาะคำสาปให้ผลิบาน และจะสูบปราณไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะแห้งเหือดและทนความทรมานไม่ไหวจนตาย
โอกาสสำเร็จอาจไม่มีอีกต่อไป เขาต้องรีบใช้ปราณแท้ไร้ขอบเขตดั้งเดิม ก่อนที่จะถูกคำสาปผนึก จนลดเหลือจำกัด ไม่เพียงพอทำลายค่ายกล
‘นี่คือทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ของข้า… ’
กระบี่พลิกฟ้าโผนทะยานหาญกล้า เข้าปะทะกับค่ายกลดับดารา ปลดปล่อยพลังปราณแท้อันสว่างไสวเจิดจ้า หลั่งไหลดุจธาราแสงอนันต์ พลวัตออกมาเป็ระลอกอย่างต่อเนื่อง จำรัสผลาญห้วงอนธการ และเป็การฝืนใช้พลังแผดเผาพลังชีวิตของตนจนไม่เหลือเช่นกัน
ค่ายกลหยุดทำงานในที่สุด ขุมพลังมหาศาลย้อนกลับเข้าไปในลูกโลกธาตุทวิลักษณ์อันสถิตใจกลางค่ายกล ก่อให้เกิดการะเิแตกกระจายออก
เมื่อครู่ใช้พลังถึงปานนั้น ย่อมเร่งให้มวลหมื่นบุปผางอกงาม หยั่งรากดังเข็มหมื่นเล่มแทงทะลุอณูของร่าง เ็ปยิ่งกว่าตาย แต่สิ่งที่แลกมาดูไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก
“ไม่!!!!” “เจี้ยนชิงเกอ!!!” ถังจื่อเยี่ยนและเจิ้งชิงหลางร้องลั่นสุดเสียง มองหลี่เจี้ยนชิงที่หมดสิ้นกำลัง ตกลงสู่หุบเหวบรรพตไพศาล
ครั้นจะะโตามลงไป คนของสำนักถังก็กระโจนเข้ารั้งตัวเอาไว้
ขณะร่วงหล่นลง มีแต่ความเงียบ…และความมืด นี่กลับกลายเป็จุดจบของวีรบุรุษ
ยามใกล้ถึงก้นเหว เงาดำร่างหนึ่งก่อตัวข้าง ๆ เทพกระบี่หนุ่มมองเห็นไม่ชัดว่าเป็ผู้ใด เห็นเพียงเป็เงาร่างบุรุษ
“จุดจบของเ้า ล้วนเป็เพราะเ้าสังเวยชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องเศษสวะพวกนั้น”
วาจาถากถางเช่นนี้ หลี่เจี้ยนชิงลอบคิดในใจว่า หากมิใช่จอมมารผู้นั้นยังไม่ยอมสิ้นท่า โผล่มาซ้ำเติมตนส่งท้าย ก็คงเป็มโนภาพลวงตาก่อนความตายมาเยือนกระมัง
ใบหน้าของเงาร่างดำบิดเบี้ยว แหงนมองเบื้องบน
หลี่เจี้ยนชิงเงยมองตาม พบภาพเหล่าจอมยุทธ์มากมาย กำลังรุมทึ้งแย่งชิงเศษซากวัตถุโบราณซึ่งแตกกระจายออกเป็สี่ส่วน ความโกลาหลหาได้มลายสิ้นไปพร้อมกับค่ายกลไม่ เขาแค่นยิ้มขื่นสมเพชตนเอง
การเสียสละของเขา…จะนับเป็อันใด นอกจากการบูชายัญอันสูญเปล่า
“อย่าจุดไฟเผาตนเองเพื่อผู้อื่น มันไม่คุ้มค่ากับเถ้าถ่านที่เหลืออยู่” เงาดำนั้นอันตรธานหายไปราวไม่เคยมีอยู่ เอ่ยวาจาทิ้งท้าย “เรียนรู้มันด้วยความตายเสียเถิด…”
หลี่เจี้ยนชิงหลับตา ปล่อยมือจากกระบี่พลิกฟ้า ยอมรับชะตากรรม
หากแต่ในเสี้ยวอึดใจก่อนร่างจะแหลกลาญบนผืนพสุธา เสียงลึกลับหนึ่งดังก้องขึ้นอีกครา กลไกที่ซ่อนเร้นพลันขยับเปิดออก พร้อมกับแรงดึงดูดมหาศาล ฉุดกระชากร่างของเทพกระบี่หนุ่มหายเข้าไปในความมืดมิด
ทิ้งไว้เพียงกระบี่พลิกฟ้าที่ร่วงลงปักตรึงเหนือเนินดินอย่างโดดเดี่ยว…
…