สุ้มเสียงระฆังเตือนภัยดังก้องกังวานย่ำรัวอย่างไม่ขาดสาย ดังก้องสะท้อนไปตามหน้าผาชันและหุบเขาลึกของสำนักวิถีเมฆาซ้ำแล้วซ้ำเล่า บรรยากาศยามรุ่งสางที่เคยสงบสงัดพลันแปรเปลี่ยนเป็ปั่นป่วนวุ่นวายในพริบตา เหล่าศิษย์สายนอกหลายร้อยชีวิตพากันวิ่งกระหืดกระหอบออกจากเรือนพักด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด บางคนเพิ่งสวมชุดคลุมอย่างรีบเร่งจนดูไม่เรียบร้อย บางคนถึงกับกำถ้วยข้าวต้มไว้ในมือแน่นด้วยความลืมตัว
หลินอันวิ่งสมทบกับศิษย์คนอื่นๆ ไปตามทางลาดศิลาที่นำลงสู่ ลานบรรพชน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใจกลางสำนัก ทว่าท่วงท่าการวิ่งของเขานั้นแตกต่างจากผู้คนรอบข้างอย่างสิ้นเชิง ทุกย่างก้าวที่ปลายเท้าััพื้น ต้องผ่านการควบคุมและคำนวณอย่างละเอียดถี่ถ้วนในห้วงสำนึก เพื่อมิให้แรงกระแทกจากมวลกายาอันมหาศาลสร้างรอยแตกร้าวบนหินปูทาง ชายหนุ่มจงใจหน่วงรั้งความเร็วให้ช้ากว่าศิษย์ทั่วไปเล็กน้อย ค่ายกลผนึกกายาภายในร่างทำงานหนักกว่ายามปกติ เพื่อดูดกลืนแรงะเืทุกอนูให้สลายหายไปภายในร่างกายอย่างแเี
ลานบรรพชนเป็พื้นที่หินแกรนิตกว้างใหญ่ขนาดย่อม ยามปกติใช้เป็ลานฝึกและประกอบพิธีกรรม สถานที่แห่งนี้คือจุดที่บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักวิถีเมฆาเคยกำชัยในศึกใหญ่มาหลายยุคหลายสมัย ณ ใจกลางลานมีแท่นหินบรรพชนสูงตระหง่าน สลักลึกเป็ตราสัญลักษณ์รูปเมฆาคล้อยแฝงกลิ่นอายศาสตราวุธ ในยามนี้ แสงอรุณแรกของวันสาดส่องลอดผ่านยอดไม้ลงมาเป็ลำแสงเฉียง ทอดเงาหลังคาโอ่อ่าปกคลุมพื้นที่ไปราวสามในสี่ส่วนของลานกว้าง
บนแท่นศิลา้า ผู้าุโทั้งเจ็ดท่านของสำนักยืนตระหง่านด้วยสีหน้าเคร่งเครียดตึงเครียดอย่างที่หลินอันไม่เคยพบเห็นมาก่อนนับั้แ่เข้าสำนักมา โดยเฉพาะเ้าสำนักหรือ อาจารย์ใหญ่อู๋หยวน ชายชราผมขาวสลวยผู้มักจะมีรอยยิ้มเมตตาประดับใบหน้าอยู่เป็นิตย์ บัดนี้กลับมีสีหน้ามืดครึ้มและหนักแน่นราวกับกำแพงหินมหึมา
หลินอันแทรกตัวเข้ายืนรวมกับกลุ่มศิษย์สายนอกบริเวณท้ายลานอย่างเงียบเชียบ สายตาของเขาเหลือบมองไปทางมู่หรงเสวี่ยซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล หญิงสาวผมดำขลับกำลังรวบผมขึ้นปักปิ่นอย่างรีบเร่งจนมีเส้นผมไรผมเล็ดลอดออกมาสองสามเส้น ดวงตาคู่สวยของนางหันมาสบตาเขา แววตาฉายร่องรอยความโล่งอกยามเมื่อมั่นใจว่าเขาปลอดภัยดี
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนยกฝ่ามือขึ้นแ่เบาเพียงครั้งเดียว กระแสเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ทั่วทั้งลานพลันเงียบสงบลงอย่างพร้อมเพรียง
"เมื่อคืนที่ผ่านมา มีผู้บุกรุกลักลอบเข้าสู่หอคัมภีร์อักษรโบราณ"
น้ำเสียงของอาจารย์ใหญ่แม้จะราบเรียบ ทว่ากลับแฝงพลังปราณกระหึ่มชัดถ้วนทุกโสตประสาทของผู้คนในลานกว้าง
"ผู้บุกรุกผู้นั้นถูกกองกำลังเฝ้าระวังจับกุมและนำตัวไปคุมขัง ทว่าตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา มันกลับเลือกกลืนยาพิษสังหารตนเองเพื่อปิดปาก แทนที่จะยอมปริปากเผยความจริง และสิ่งเดียวที่เราค้นพบบนร่างกายของมัน คือตราสัญลักษณ์ชิ้นนี้"
ผู้าุโท่านหนึ่งชูสิ่งของในมือขึ้นสูงให้ทุกคนได้ประจักษ์ มันคือแผ่นโลหะกลมขนาดหนึ่งเซียะ แกะสลักเป็รูปฝ่ามือที่อาบด้วยโลหิตสีแดงเข้ม ตรงใจกลางฝ่ามือปรากฏรอยฉีกขาดเป็รูปดาราห้าแฉกอย่างน่าสยดสยอง
เสียงกระซิบกระซาบและเสียงสูดหายใจด้วยความตื่นตระหนกดังระงมขึ้นทั่วทั้งลาน ในยุทธภพอันกว้างใหญ่ แม้แต่ศิษย์สายนอกระดับล่างก็ย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของสัญลักษณ์นี้
พรรคโลหิตทมิฬ
ขุมกำลังนักฆ่าที่เพิ่งผุดขึ้นในยุทธภพเมื่อสิบปีก่อน ทว่ากลับสร้างความหวาดผวาด้วยการกวาดล้างสำนักขนาดกลางจนสิ้นซากไปถึงสองแห่ง รายชื่อเป้าหมายที่สูญหายไปโดยไร้ร่องรอยมีนับร้อยชีวิต พวกมันมิได้มุ่งเน้นแย่งชิงทรัพย์สมบัติหรือแผ่นดิน หากแต่เป็องค์กรรับจ้างฆ่าที่ทำงานเป็หมู่คณะอย่างเหี้ยมเกลียด และยามนี้พวกมันกำลังยื่นมือเข้ามาพัวพันกับสำนักวิถีเมฆา
"มีใครบางคน หรือขั้วอำนาจบางตระกูล จ้างวานพรรคโลหิตทมิฬมาที่นี่" อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนกล่าวสืบต่อด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก "จุดประสงค์ของพวกมันยังมิอาจระบุได้แน่ชัด ทว่าจากวิถีปฏิบัติที่ผ่านมา พรรคนี้มักส่งหน่วยกล้าตายชุดแรกมาเพื่อสำรวจและหยั่งเชิง ก่อนที่กองกำลังหลักจะโถมกระหน่ำเข้ามา นั่นหมายความว่าพวกเราอาจต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีเต็มรูปแบบภายใน..."
อาจารย์ใหญ่เว้นจังหวะ สายตาทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าทิศบูรพา
"สามวัน"
ลานบรรพชนดิ่งลึกลงสู่ความเงียบสงัดอีกครา น้ำหนักของถ้อยคำนั้นกดทับจิตใจของทุกคน ศิษย์พี่หวังที่ยืนอยู่ห่างออกไปสองก้าว ใบหน้าซีดเผือดราวกับผ้าขาว มือที่กำด้ามไม้กวาดสั่นระริก "สามวัน... เหลือเวลาเพียงสามวันเท่านั้น แล้วพวกเราจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรกัน"
หลินอันยังคงยืนนิ่งท่ามกลางกระแสความตื่นตระหนกที่พัดผ่าน ค่ายกลผนึกกายาภายในร่างทำงานอย่างราบเรียบดุจเครื่องจักร ทว่าภายในห้วงความคิด ความนึกคิดของเขากำลังคำนวณอย่างเงียบเชียบ าย่อมนำมาซึ่งความวุ่นวาย และความวุ่นวายก็คือโอกาสชั้นยอดที่พลังงานจะสะสมได้อย่างรวดเร็วกว่ายามปกติ ทว่ามันก็แลกมาด้วยชีวิตที่ต้องเสี่ยงภัย ซึ่งเป็สิ่งที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด
สองวันต่อมา หลินอันยังคงปฏิบัติหน้าที่ประจำวันของตนไปตามครรลอง ทั้งหาบน้ำ ปัดกวาดลาน รดน้ำแปลงสมุนไพร และทำงานในหอโอสถ มิได้ต่างจากวันวาน ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำนักวิถีเมฆาประกาศปิดเขตแดนตนเอง ศิษย์ทุกคนถูกสั่งห้ามมิให้ออกนอกสำนัก เสาค่ายกลป้องกันภัยถูกลากออกมาจัดตั้งตามแนวชายแดน ผู้าุโฝ่ายรบสี่ท่านเวียนตรวจตราทุกสองชั่วโมง แสงปราณสีทองอ่อนๆ ทอประกายระยิบระยับอยู่ที่ยอดเสาค่ายกล
ยามบ่าย หลินอันนั่งพักผ่อนอยู่ในศาลาริมสระบัว พลางดื่มชาบ๊วยแดงที่ตนชงขึ้นเองจากสมุนไพรในสวน ถ้วยกระเบื้องดินเผาเก่าๆ ในมือมีความร้อนที่พอเหมาะ กลิ่นฝาดอมหวานของบ๊วยโชยกระทบจมูกชวนให้ผ่อนคลาย
"เ้าช่างมีความสงบใจในยามนี้เสียจริงนะ"
สุ้มเสียงของมู่หรงเสวี่ยดังขึ้นจากทางด้านหลัง หญิงสาวในชุดรัดกุมกระชับดาบฝักสีน้ำตาลอ่อนก้าวเข้ามาในศาลา ท่วงท่าของนางเต็มไปด้วยความตึงเครียด แววตากลมโตคู่นั้นแฝงความกังวลอย่างปิดไม่มิด
"ข้าสงบใจได้เพราะตระหนักดีว่า ต่อให้กังวลไปก็มิอาจแก้ไขสิ่งใดได้ขอรับ" หลินอันตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ "ศิษย์พี่หญิงควรทรุดตัวลงนั่งพักสักครู่ การปล่อยให้จิตใจตึงเครียดเกินไป จะทำให้กระแสลมปราณยามสู้รบติดขัดและกระชากเขยื้อนได้"
มู่หรงเสวี่ยส่ายหน้าทว่าก็ยอมนั่งลงบนม้านั่งฝั่งตรงข้าม "ข้าฝึกปรือเพลงดาบมาั้แ่อายุแปดขวบ ย่อมรู้ดีว่าต้องควบคุมตนเองเช่นไร ทว่าครานี้มันมิเหมือนการประลองยุทธ์ทั่วไปหลินอัน พรรคโลหิตทมิฬ... พวกมันมิใช่ศัตรูธรรมดา"
"ข้าทราบดีขอรับ" ชายหนุ่มตอบสั้นๆ ก่อนจะเลื่อนถ้วยชาอีกใบที่ชงเผื่อไว้ล่วงหน้าส่งให้หญิงสาว "ทว่าสิ่งที่ข้ารู้อีกประการคือ การที่ศิษย์พี่หญิงหยัดยืนอยู่ที่นี่ด้วยความพร้อมรบ ย่อมดีกว่าการหยัดยืนอยู่ด้วยความวิตกกังวล ดื่มชาบ๊วยอุ่นๆ ก่อนเถิด ข้าเก็บสมุนไพรตัวนี้มาจากสวนฝั่งบูรพา มีสรรพคุณช่วยระงับความฟุ้งซ่านในจิตใจได้ดียิ่งนัก"
มู่หรงเสวี่ยจ้องมองถ้วยชาอยู่ครู่หนึ่ง จึงยื่นมือไปรับมาถือไว้ นางจิบชาอุ่นไปเล็กน้อย ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านลงสู่ลำคอช่วยให้ร่องรอยความตึงเครียดบนใบหน้างามคลายลงไปบ้าง
"ข้านึกสงสัยมาเนิ่นนานแล้ว..." นางเอ่ยเสียงแ่ ดวงตาจับจ้องมาที่ใบหน้าของเขา "เ้ามิใช่คนธรรมดาสามัญดั่งเช่นที่แสร้งทำใช่หรือไม่"
หลินอันแย้มยิ้มบางเบา เลี่ยงที่จะตอบตรงประเด็น "ศิษย์พี่หญิงมีจิตใจเมตตาทั้งยังช่างสังเกต นั่นนับเป็พร์ที่หาได้ยากยิ่งในยุทธภพ"
"เ้าช่างหลบเลี่ยงคำถามได้เก่งกาจนัก" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยพลางหลุดหัวเราะแ่เบา เสียงหัวเราะนั้นช่วยปัดเป่าความอึดอัดภายในศาลาให้จางหายไปอย่างประหลาด แม้กระทั่งสายลมยามบ่ายที่พัดผ่านก็ดูคล้ายจะอ่อนโยนลง
ยามสองแห่งราตรี (ราวสองทุ่ม) ของวันที่สาม
สุ้มเสียงระฆังเตือนภัยดังกังวานขึ้นอีกครา ทว่าครานี้แตกต่างจากหนหลัง มันมิได้ดังเป็จังหวะสามคราดั่งเช่นยามปกติ หากแต่ถูกทุบตีอย่างบ้าคลั่งต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
เหง่ง! เหง่ง! เหง่ง! เหง่ง!
สัญญาณข้าศึกบุกทะลวง!
หลินอันลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงไม้กระดานในทันที ค่ายกลผนึกกายาภายในร่างกระชับแน่นโดยอัตโนมัติ เขาสวมชุดศิษย์สายนอกอย่างว่องไว คว้ามีดสั้นหยกขาวบริสุทธิ์จากโลงศพใบแรกซุกซ่อนไว้ในสาบเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะก้าวเท้าออกจากเรือนพักมุ่งสู่ความมืดมิดเบื้องนอก
ทัศนียภาพเบื้องบนปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก ศศิธรครึ่งดวงแขวนเด่นทอแสงสีเงินลงมา เผยให้เห็นภาพสมรภูมิอันน่าตื่นตะลึง จากแนวป่าทิศอุดร ร่างเงาในชุดดำทะมึนนับสิบสายพุ่งทะยานออกมาพร้อมกัน พวกมันเคลื่อนพลด้วยกระบวนรบที่ผ่านการฝึกปรือมาเป็อย่างดี ไร้ซึ่งสุ้มเสียง ไร้ซึ่งกระแสลมปราณผันผวน ประดุจฝูงหมาป่าทมิฬที่ซุ่มโจมตีในคืนเดือนดับ
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
อาวุธลับดาวพิษนับสามสิบลูกถูกซัดออกจากแขนเสื้อของพวกมันอย่างพร้อมเพรียง มุ่งตรงเข้าทำลายเสาค่ายกลป้องกันทั้งสี่ทิศทาง
ตูม! ตูม! ตูม!
ม่านพลังสีทองของค่ายกละเิออก รับมือกับอาวุธลับได้เพียงชั่วครู่ ทว่าค่ายกลที่ถูกจู่โจมและเจาะลึกพร้อมกันทุกจุดย่อมเสื่อมสลายเร็วกว่าการโจมตีจากทิศทางเดียว
"ศิษย์สายนอกทั้งหมดจงรีบถอยร่นเข้าสู่อาคารหลัก!" เสียงะโก้องของผู้าุโฝ่ายรบดังกังวานมาจากทางทิศอุดร
บรรดาสิษย์สายนอกส่วนใหญ่ต่างวิ่งกระหืดกระหอบมุ่งหน้าไปยังตำหนักกลางของสำนัก ทว่าหลินอันกลับก้าวเดินสวนกระแสฝูงชนด้วยจังหวะที่เชื่องช้าและเยือกเย็น เขาหาได้มีเจตนาจะออกไปหักหาญสู้รบไม่ เพียงแต่การปล่อยให้ตัวเองต้องไปแออัดอยู่ภายในอาคารปิดล้อม ย่อมมิใช่วิถีของคนผู้มีมวลกายาหนักหน่วงจนอาจกดทับให้ชั้นอาคารยุบทลายลงมาได้
ชายหนุ่มเลือกที่จะเร้นกายซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดระหว่างคลังเก็บเสบียงกับกำแพงศิลาหนา ค่ายกลผนึกกายาช่วยกดข่มกลิ่นอายทำให้ร่างของเขาไม่แผ่คลื่นปราณใดๆ ออกมา ดูแเีมิชาติต่างจากก้อนหินก้อนหนึ่ง จากมุมอับนี้ เขาสามารถทอดสายตามองเห็นภาพการต่อสู้ได้อย่างแจ่มชัด
ผู้าุโ อาจารย์ซ่งเปย์ แม้จะมีอายุล่วงเลยใกล้หกสิบหนาว ทว่าร่างกายยังคงกำยำล่ำสัน ท่านทะยานร่างออกมารับมือกับมือสังหารสามคนแรกด้วยฝ่ามืออัดแน่นด้วยปราณสีชาด
เปรี้ยง!
คลื่นพลังปราณกระแทกออกจากหมัด ม้วนตลบฝุ่นดินให้พุ่งทะยานออกด้านข้างดั่งมวลน้ำหลาก มือสังหารสองคนถูกแรงปะทะจนกระเด็นลอยออกไป ทว่าคนที่สามกลับเบี่ยงกายหลบเลี่ยงได้อย่างหวุดหวิด ด้วยวิชาตัวเบาอันแคล่วคล่องว่องไวอย่างน่าอัศจรรย์ มันโต้ตอบกลับด้วยการตวัดดาบระบำสองมือ เปล่งรังสีดาบสีม่วงเข้มเข้าใส่
เคร้ง!
ประกายไฟแลบวาบยามเมื่อกำปั้นเหล็กและคมดาบเข้าปะทะกัน อาจารย์ซ่งเปย์ถึงกับต้องเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าของผู้าุโแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมลงในทันที
"ฝีมือระดับนี้... มิใช่มือสังหารรับจ้างธรรมดาเสียแล้ว" ผู้าุโพึมพำกับตนเอง
ทางทิศประจิม มือสังหารหกคนพุ่งตัวเข้าโอบล้อมศิษย์สายในสามคนที่ก้าวออกมาช่วยหนุน การต่อสู้ ณ จุดนั้นเป็ไปอย่างดุเดือดเืพล่าน สุ้มเสียงศาสตราวุธเข้าปะทะและเสียงะเิของลมปราณดังสนั่นหวั่นไหวราวกับพายุคลั่ง ชายหนุ่มผู้หนึ่งในกลุ่มศิษย์สายในพลาดพลั้งถูกคมดาบตวัดเฉือนที่หัวไหล่จนโลหิตสาดกระเซ็น เขาเซถอยร่นทว่ายังคงกัดฟันสู้ต่อด้วยกระบี่เดี่ยวตวัดร่ายรำเปล่งปราณสีเขียวมรกต
หลินอันเฝ้ามองภาพตรงหน้าด้วยความสงบ วางตัวเป็กลางและมิก้าวเท้าออกไป เพราะรู้ดีว่าหากตนเผลอปล่อยมวลกายาอันหนักอึ้งออกมาแม้เพียงเสี้ยวอนู ผลลัพธ์ที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงการขจัดศัตรู หากแต่จะเป็การทำลายล้างทุกสรรพสิ่งในรัศมีหลายสิบจั้งให้พังพินาศ รวมไปถึงพวกพ้องของตนเองด้วย
ทว่า... เหตุการณ์กลับมิเป็ดังคาด
สุ้มเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังแว่วมาจากมุมขวาสุดของลานหิน มันเป็เสียงของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง อายุอานามไม่น่าจะเกินสิบสี่หนาว ซึ่งเป็ศิษย์ใหม่สายนอกที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่สำนักได้ไม่ถึงเดือน ยามนี้มือสังหารชุดดำคนหนึ่งได้แยกตัวออกจากกลุ่มใหญ่ คอยไล่ต้อนเด็กหนุ่มผู้นั้นจนมุมติดซอกกำแพงศิลา คมดาบสั้นในมือเงื้อขึ้นสูงพร้อมจะแทงทะลวงขย้ำเหยื่อ และในรัศมีนั้น ไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้พอที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที
หลินอันลอบถอดถอนลมหายใจออกมาดยาวเหยียด
ยุ่งยากซะแล้วสิ...
ชายหนุ่มก้าวเท้าออกจากเงามืดด้วยจังหวะก้าวปกติ ราวกับปุถุชนที่กำลังเดินไปหยิบฉวยสิ่งของจากคลังเสบียง มือสังหารชุดดำเหลือบเห็นร่างของเขา ทว่ากลับหาได้ใส่ใจไม่ อาภรณ์ของศิษย์สายนอกเป็สิ่งบ่งชี้ชั้นดีว่า บุคคลผู้นี้ไร้ซึ่งพลังปราณอันใดที่ควรค่าแก่การหวาดระแวง มันสะบัดท่อนแขนพุ่งแทงดาบสั้นออกไป หมายจะปลิดชีพเด็กหนุ่มตรงหน้าให้สิ้นเื่สิ้นราว
ทว่าหลินอันกลับขยับกาย ก้าวเดินเข้ามาขวางหน้าเด็กหนุ่มไว้เพียงก้าวเดียว
ฉึก!
คมดาบสั้นพุ่งเข้าปะทะ ทะลวงเข้าใส่ทรวงอกด้านซ้ายของชายหนุ่มในชุดศิษย์สายนอกเข้าอย่างจัง
ทว่า... ปราศจากเสียงกระดูกหัก ไร้ซึ่งสุ้มเสียงเนื้อฉีกขาด และไม่มีแม้แต่หยาดโลหิตสักหยดที่พุ่งกระเซ็นออกมา มีเพียงเสียง "ติ๊ง" แ่เบา คล้ายดั่งเศษเหล็กกระทบเข้ากับหินผาอันแกร่งกล้า ดาบสั้นหนาอัดแน่นด้วยพลังปราณสังหารเต็มสิบส่วน บัดนี้กลับหยุดนิ่งสนิทอยู่บนแผ่นอกของหลินอัน ตั้งตรงแน่วดุจดั่งไม้ซีกที่พยายามงัดไม้ซุง มิอาจคืบหน้าหรือระคายผิวของเขาได้แม้แต่ครึ่งชุ่น
มือสังหารชุดดำถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด
หลินอันก้มลงมองดูดาบสั้นที่ปักอยู่บนทรวงอกของตนด้วยสายตาที่แฝงความรำคาญใจเล็กน้อย ท่าทางประดุจผู้ที่เพิ่งค้นพบว่ามีแมลงวันตัวหนึ่งบินมาเกาะบนสาบเสื้อ ชายหนุ่มใช้นิ้วมือดีดเข้าที่ก้านใบมีดแ่เบาเพียงครั้งเดียว
เพล้ง!
ดาบสั้นเล่มนั้นหักสะบั้นเป็สองท่อน กระเด็นลอยไปกระแทกกำแพงศิลาหนา มือสังหารชุดดำถึงกับต้องก้าวถอยหลังไปสามก้าวด้วยแรงสะท้อนของพลังปราณตนเองที่ตีกลับมากระแทกเข้าสู่ร่างกาย ท่อนแขนที่เคยถือศาสตราวุธบัดนี้ชาหนึบร้าวระบมจนแทบสิ้นแรง
"เปน... เป็ไปไม่ได้!" มันแผดเสียงร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด "ร่างกายของเ้า... หล่อหลอมขึ้นมาจากสิ่งใดกันแน่!"
หลินอันไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดตอบกลับ เขาก้าวเท้าเข้าหาอีกฝ่ายหนึ่งก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง ยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของมือสังหารที่กำลังตกตะลึง ก่อนจะออกแรงกดลงไปแ่เบา
กร๊อบ!
สุ้มเสียงเดียว กระดูกข้อมือของอีกฝ่ายก็หักสะบั้นลงในทันทีด้วยน้ำหนักกดทับอันมหาศาล มือสังหารชุดดำถึงกับสิ้นสติสมประดีไปด้วยความเ็ปรวดร้าว ก่อนที่ร่างของมันจะร่วงหล่นลงกองกับพื้นดิน
เด็กหนุ่มศิษย์สายนอกที่หลบซ่อนอยู่เื้ัของหลินอัน จ้องมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวและตื่นตะลึง พยายามจะเอ่ยถ้อยคำทว่ากลับไม่มีสุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกมา
"จงรีบกลับเข้าสู่อาคารหลักเสีย" หลินอันเอ่ยกับเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามวิสัย "จงวิ่งออกไปให้เร็วที่สุด"
มหาศึกยามราตรียืดเยื้อสืบต่อไปอีกเพียงหนึ่งชั่วยาม กองกำลังพรรคโลหิตทมิฬในระลอกแรกนี้มีจำนวนมือสังหารทั้งสิ้นสี่สิบสองคน ในจำนวนนั้นสิบเจ็ดคนถูกยอดฝีมือของสำนักจับกุมหรือสยบจนหมดสภาพ ส่วนที่เหลืออีกยี่สิบห้าคนเมื่อเห็นว่าสถานการณ์พลิกผันและมิอาจบุกโจมตีได้สำเร็จ จึงพากันทะยานร่างล่าถอยหนีหายเข้าไปในราวป่าลึก แม้ว่าฝั่งสำนักวิถีเมฆาเองจะสามารถปกป้องที่มั่นไว้ได้ ทว่าก็ต้องแลกมาด้วยอาการาเ็ไม่น้อย ศิษย์สายในสามคนได้รับาเ็สาหัส และอาจารย์ซ่งเปย์เองก็ถูกคมดาบเชือดเฉือนที่ต้นขาจนมิอาจก้าวเดินได้สะดวก
ลานบรรพชนในยามนี้ จึงเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง คราบโลหิต และเศษซิ้นส่วนศาสตราวุธที่แตกหักกระจายเกลื่อน
ครั้นเมื่ออาณัติสัญญาณจบศึกดังขึ้น หลินอันก็ลอบเร้นกายหลบสายตาผู้คน หวนกลับมารวมกลุ่มกับบรรดาศิษย์สายนอกที่กำลังถูกรวบรวมเพื่อตรวจนับจำนวนคน ในมือของเขาถือไม้กวาดทางมะพร้าวคู่ใจเอาไว้ ท่าทางประดุจศิษย์ธรรมดาผู้เพิ่งจะวิ่งหนีเอาชีวิตรอดออกมาจากอาคารหลักได้อย่างหวุดหวิด
มู่หรงเสวี่ยวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหาเขาในทันที นางรีบกวาดสายตาสำรวจตรวจตราไปทั่วร่างกายของชายหนุ่มด้วยความห่วงใย "เ้าปลอดภัยดีหรือไม่ ข้ามิเห็นเ้าอยู่ในอาคารกลาง ลอบเป็ห่วงแทบแย่"
"ข้าปลอดภัยดีขอรับ พอดีข้าแอบหลบซ่อนตัวอยู่ในซอกกำแพงศิลาฝั่งคลังเสบียงตลอดเวลา" หลินอันตอบกลับ ชายหนุ่มเลือกที่จะละเว้นรายละเอียดบางประการเอาไว้ "แล้วตัวศิษย์พี่หญิงเล่า าเ็ตรงที่ใดหรือไม่"
มู่หรงเสวี่ยยกท่อนแขนซ้ายขึ้นให้ดู ปรากฏรอยฟกช้ำดำเขียวเป็สีม่วงเข้มเด่นชัดที่ต้นแขน "เพียงแค่รอยแผลจากการปัดป้องอาวุธลับดาวพิษเท่านั้น หาได้เป็ไรมากไม่" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าประกายตาที่เหนื่อยล้าก็บ่งบอกได้ดีว่านางต้องผ่านศึกหนักมาตลอดทั้งคืน
ชายหนุ่มมิได้เอ่ยถ้อยคำใดสืบต่อ เขาล้วงมือเข้าไปในถุงยาสมุนไพรที่พกติดตัว ยื่นส่งผ้าสะอาดที่ชุบน้ำยาสมุนไพรฤทธิ์เย็นส่งให้แก่หญิงสาว "จงนำผ้านี้ไปประคบแผลไว้สักครู่เถิดขอรับ สรรพคุณของมันจะช่วยลดอาการบวมช้ำลงได้เร็วขึ้น"
มู่หรงเสวี่ยหลุบตามองผ้าชุบยาในฝ่ามือ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางเบาออกมา "เ้านี่นะ มักจะจัดเตรียมสิ่งของทุกอย่างไว้ล่วงหน้าเสมอเลย"
"เพราะข้าเป็คนรักความสงบอย่างไรเล่า" หลินอันตอบกลับ "การเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า ย่อมช่วยให้เราสามารถรักษาความสงบสุขไว้ได้ยาวนานขึ้น"
ผืนนภาทิศบูรพาเริ่มแปรเปลี่ยนสีสันจากความมืดมิดกลายเป็สีเทาอมชมพู แสงรุ่งอรุณวันใหม่กำลังจะมาเยือน มหาศึกระลอกแรกได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทว่าหลินอันย่อมรู้ดีกว่าผู้ใดว่า นี่หาใช่จุดสิ้นสุดของเื่ราวทั้งหมดไม่
คนของพรรคโลหิตทมิฬหาใช่กลุ่มคนที่ยอมรามือไปง่ายๆ เพียงเพราะความพ่ายแพ้ในคราแรก
พวกมัน... กำลังเรียนรู้และสะสมข้อมูลของสำนักแห่งนี้อยู่ต่างหาก