เป็นเวลาที่ยาวนานเกินกว่าที่เขาจะนับได้ หรือเลิกนับไปนานเท่าไหร่ก็สุดที่จะรู้ไม่ ที่จวินเทียนหลงเลิกนับไปแล้วว่าตนเองได้มาอยู่ในโลกใบนี้ ยาวนานเท่าใด และเพื่ออันใด
จนถึงยามนี้
ร่างสูงสง่านั่งอยู่ในห้องพักเพียงผู้เดียว นิ้วเรียวแกร่งเคาะลงบนโต๊ะน้ำชากว้างอย่างเป็นจังหวะระหว่างที่กำลังใช้ความคิด นิสัยเดิม ๆ ที่ติดมาจากภพก่อนปรากฎขึ้น
คัมภีร์อักขระเล่มสำคัญที่เคยได้รับมา เมื่อตอนย่างกรายเข้าสู่โลกใบนี้ โผล่ขึ้นมาในมืออีกข้าง ยามเมื่อเขาอ่านไปถึงหน้าสำคัญกลับสะดุดลงและจมอยู่กับห้วงความคิดมาเนิ่นนาน
ใครกันที่กล่าวว่าผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ไร้ผู้เทียบเคียง ช่างไร้สาระเสียจริงสำหรับสิ่งที่จวินเทียนหลงกำลังเผชิญอยู่
“ใยเจ้าต้องตามหาคำตอบ หรือคนที่มาจากต่างภพเช่นพวกเจ้า มักมีความคิดซับซ้อนเช่นนี้เสมอ” เสียงทุ่มหนึ่งเอ่ยถามออกมา
“แล้วใยเทพเช่นพวกเจ้า จึงเอาแต่เล่นตลกกับชีวิตมนุษย์ผู้ต่ำต่อยเช่นพวกข้ากันเล่า ตอบข้าได้หรือไม่เซิ่นจินหลง มังกรสวรรค์ผู้ควบคุมกาลเวลาแห่งสามภพ” เมื่อเอ่ยปากออกมาแล้ว ย่อมมิสามารถกลับไปแก้ไขได้ จวินเทียนหลงทำเพียงจับจ้องไปยังมังกรสวรรค์ตัวจริงในร่างของชายหนุ่มผู้สูงสง่า รอบกายแผ่ไปด้วยอำนาจและบารมี
“หากแต่ทายาทแห่งเผ่ามารและปีศาจกล้าเอื้อนเอ่ยว่าตนเองเป็นเพียงมนุษย์ต้อยต่ำผู้หนึ่ง เช่นนั้นองค์หญิงจากเผ่าสวรรค์อย่างนางจักเป็นอันใดดีเล่า”ระหว่างที่เอ่ยถามอีกฝ่ายกลับไป ร่างสูงก็ดึงคัมภีร์อักขระในมืออีกฝ่ายมาอ่านพลางเหลือบมองสีหน้าของคนตรงหน้าไปพลาง
คัมภีร์อักขระเล่มนี้สร้างจากบรรพชนของเผ่ามารและเทพร่วมกัน เผื่อเป็นข้อตกลงสงบศึกระหว่างสองภพ สร้างม่านพลังขึ้นมากั้นระหว่างทางเข้าออกของสามภพ เพื่อป้องกันเหล่ามาร เทพและมนุษย์ข้องเกี่ยวกัน ยกเว้นก็เสียแต่เทพและมารที่มีประตูเข้าออกที่ควบคุมโดยคนของทั้งสองฝั่ง ที่ยังคงเปิดไว้ด้วยเหตุผลบางประการ
พลังของอักขระนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมากและยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ หากแต่ความลับของการสร้างม่านอักขระบทนี้คือสิ่งที่มิอาจมีใครคาดคิดถึง
นั้นคือ หยดเลือดจากหัวใจของคนในคำทำนายทั้งสี่ !!!
ราวกับว่าเหล่าเทพและมารบรรพชน คาดการณ์ไว้แล้ว
เช่นนั้นมิใช่ว่าคือการเสียสละชีวิตของคนทั้งสี่หรอกหรือ...
หนึ่งทายาทผู้สืบเผ่าพันธุ์จากดินแดนแห่งความมืด และใช่ เขาเอง
หนึ่งเผ่าพันธุ์ผู้มาพร้อมแสงและความสูงศักดิ์ หากเขาเป็นไปได้หวังว่าจะไม่ใช่นาง...
อีกสองคนคือผู้ที่กลับมาในเวลาที่กำหนด คนที่เขารู้จักคือต้าเฟยเฉิงผู้นั้น แล้วอีกหนึ่งคนคือใครเล่า...
แล้วหากโลกใบนี้ต้องแลกมาด้วยชีวิตของผู้ที่เขารักและปกป้องมานาน เกรงว่าสวรรค์คงต้องคอยลุ้นเอาเสียแล้ว
“ยุ่งยากเสียจริง เผามันเลยดีหรือไม่ ต้นไม้เจ้าปัญหานั้นนะ...” ใบหน้างาม สายตาเจ้าเล่ห์เบาๆ ยามเอ่ยถึงวิธีการตัดปัญหาของตนเอง
“หึ ข้าว่าเจ้าลองให้นางรับรู้และช่วยแก้ปัญหาดีกว่าหรือไม่ การที่เจ้าอยู่มานานเช่นนี้ สมองเจ้าอาจจะเลอะเลือนไปบ้างแล้ว จนอาจจะลืมเลือนการแก้ไขไปบ้าง” เซิ่นจินหลงเอ่ยเย้าออกมา
“ตึก ตึก ตึก” เสียงฝีเท้าหนึ่งกำลังเดินมา
“แอ๊ด ด ด” เสียงบานประตูเปิดออกมาช้าๆ พร้อมร่างบางที่โดนเอ่ยถึง
คัมภีร์อักขระในมือของจินหลงหายวับไปพร้อมกับความเงียบที่เข้าครอบครองพื้นที่ เมื่อสัมผัสได้ว่าคนสำคัญของเรื่องกำลังมา
“มิใช่ว่าเงียบเพราะข้าเข้ามางั้นหรือ หึ” เจ้าของใบหน้างาม ถึงกับหรี่ตาสวยมองไปยังคนทั้งสองอย่างจับผิด
จวินเทียนหลงนั้นมิเคยต่อปากต่อคำกับคนตรงหน้าอยู่แล้วก็ทำเพียงตีหน้านิ่งและอยู่เฉยๆ กลับกันเป็นอีกคนต่างหากที่มักจะลิ้นลิ้นด้วยเสมอ
“ว่าไป เจ้าเทียนหลงนะหรือจะกล้าเมินเฉยต่อเจ้า” รอยตีนตาที่เด่นชัดบนใบหน้าของสัตว์ปรากฏขึ้นมา ยามเมื่อต้องกลั้นมิให้ตนเองขำออกมา ยามที่มองเห็นใบหน้างามกำลังบิดเบี้ยวเพราะการยั่วโมโหของตนเอง
‘ขำมากใช่หรือไม่ ได้…’
“ฟึบ” ผ้าม่านผืนน้อยหลุดออกจากราวหน้าต่าง ลอยมาคลุมใบหน้าของอีกฝ่ายทันที
“เจ้าเด็กแสบ หึยยย” จินหลงตะโกนออกมาเสียงดัง จัดการผ้าม่านผืนน้อยกลับไปอยู่ยังที่เดิมและเลิกกวนประสาทอีกฝ่ายทันที
“ฟึบ”
“แล้วมานั่งทำอันใดกันสองคนเช่นนั้นหรือ” ร่างบางหันมาถามจวินเทียนหลงอีกครั้ง
“ม่านอักขระจำเป็นต้องใช้คนในคำทำนายทั้งสี่ สองในสี่นั้นคือข้าและเจ้าจินเออร์” ไม่รอช้าเขาก็รีบเอ่ยออกมาทันที อย่างไรเสียหากจะรอเวลาให้ยืดไปกว่านี้คงมิได้แล้ว
“เช่นนั้นก็ง่ายนะสิเจ้าคะ ว่าแต่อีกสองคนผู้ใดเล่า”เป่ยจินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจที่เรื่องราวมันดูจะง่ายกว่าที่นางคาดการณ์เอาไว้
“ตามคำทำนายในคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า จักต้องเป็นผู้ที่กลับมาในเวลาที่กำหนดซึ่งหนึ่งในสองนั้น พี่คาดว่าจักเป็นต้าเฟยเฉิง” เทียนหลงยังคงเอ่ยมา
ฉับพลันกลับมีเสียงของเป่ยจินเอ่ยออกมาหลังจบประโยค
“และไป๋ฮวา” เช่นนั้นหรือ
“หืมไป๋ฮวาเช่นนั้นหรือ” ยามเมื่อชื่อบุคคลที่สี่ได้ถูกเอ่ยออกมาใบหน้าขรึมของเทียนหลงที่แปลกใจในคำตอบจึงขวดคิ้วเบาๆ
“เจ้าคะ แต่ข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่า นางกลับมาตั้งแต่เมื่อใด” นางเองก็ไม่มั่นใจนัก คงต้องรอถามความจริงจากอีกฝ่าย แต่หากให้มองจากท่าทาง การกระทำและคำพูดของอีกฝ่ายนางมั่นใจถึงเก้าส่วน
“เช่นนั้นอาจจะเป็นเมื่อครั้งที่โดนบิดาของนางสั่งขังในห้องบรรพชนก็เป็นได้” ไม่ใช่ว่าเขาไม่สังเกต แต่มังกรเทพอย่างเขา ไม่สามารถเปิดเผยทุกอย่างได้
“มีความเป็นไปได้จริงๆ...” ก่อนที่จะได้เอ่ยเรื่องใดออกมา
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นมา ดึงความสนใจของคนในห้องทั้งสามไป
“คุณหนูขอรับ ข้าเข้าไปได้หรือไม่” เสียงที่ดังขึ้นมาเป็นเสียงของหยางคง
“เจ้าคะพี่หยาง” เป่ยจินตอบรับออกไป
“แอ๊ด” เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าของหยางคงที่แสดงถึงความผิดปกติบางอย่าง
“มีเรื่องอันใดกันเจ้าค่ะพี่หยางคง เหตุใดสีหน้าของท่านจึงได้เดี๋ยวดำเดี๋ยวแดงเช่นนั้นกัน หรือท่านไปทำใครตั้งครรภ์!!!”
ทำเอาหยางคงถึงกับสะดุดพื้นห้องหน้าเกือบขมำ ส่วนจินหลงที่กำลังจิบชานั้น สำลักออกมาจนสีหน้าแดงก่ำไปหมด เหตุใดสตรีนางนี้จึงเอ่ยเรื่องเช่นนี้ได้อย่างหน้าตาเฉยกัน นายหญิงขอรับช่วยข้าที...