นี่ก็เป็เวลาสองวันแล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์ต่อสู้ในวันนั้นขึ้น ร่องลอยของการต่อสู้ยังคงปรากฎให้เห็น และข้อมูลจากผู้เห็นเหตุการณ์มากมายได้บอกเล่ากันปากต่อปาก ถึงการต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตลึกลับกับนักผจญภัยหลายสิบคน จนเป็ข่าวลือไปทั่วว่าภายในเมืองนั้นมีสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวอาศัยอยู่ ซึ่งพอเื่เริ่มวุ่นวายไปทั่วออสตินที่เป็คนหัวหน้ากิลด์ จึงได้ออกมาประกาศเกี่ยวกับเื่ในคืนนั้นให้ชาวเมืองได้ฟัง พร้อมๆกับที่ในเวลาเดียวกันแกริคที่เป็หัวหน้าองครักษ์ก็ได้ออกมาประกาศ ถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ได้ออกทำร้ายผู้คนในยามค่ำคืน และรับปากว่าจะจับตัวสิ่งมีชีวิตนั้นให้ได้ พร้อมกับสิ่งที่เขาได้ทำก็คือการเพิ่มเวรยามทั่วทุกหัวมุมถนน และออกกฎให้หลังเที่ยงคืนห้ามใครออกมานอกบ้านโดยเด็ดขาด
“ขนาดพวกนักผจญภัยยังจัดการไม่ได้ แล้วไอ้ทหารถือหอกกับเกราะกันลูกธนูแทบไม่ได้จะไปจัดการพวกมันได้ยังไง”
นั้นคือสิ่งที่ชาวเมืองหลายๆคนคิด ซึ่งมันก็คือความจริงที่ว่าหอกเหล็กธรรมดากับเกราะที่แทบจะกันอะไรไม่ได้จะไปจัดการเ้าตัวนั้นยังไง แต่ถึงจะพูดยังไงมันก็เปลี่ยนความจริงไม่ได้ที่พวกชาวเมืองต้องทนกับมันไป
ทางด้านของลุคหลังจากที่จบเื่ในวันนั้น เช้าวันถัดมาเขาก็ได้เข้าไปพูดคุยกับออสตินเกี่ยวกับกรงเล็บที่ตัดออกมาได้ ซึ่งเอาจริงๆที่มาของมันถึงจะเป็ลุคก็ไม่สามารถทราบได้ เนื่องจากมันดูเป็ของทั่วไปที่ทุกคนสามารถสร้างได้ถ้ามีความสามารถ แต่เื่ที่ทำให้ลุคสงสัยนั้นก็คือใครกันแน่เป็คนดัดแปลงชายพวกนั้นให้เป็สัตว์ประหลาด
และเมื่อถกข้อมูลกันไปได้ระยะหนึ่งลุคก็ได้พูดถึงสิ่งที่เขาอยากจะขอสักหน่อย สิ่งนั้นก็คือวันหยุดที่จะไม่ต้องรับงานจำพวกนี้ เพราะมันเป็งานที่อันตรายมากๆแถมยังไม่ค่อยได้ประโยชน์กับเขาสักเท่าไหร่ แต่แม้จะพูดไปอย่างนั้นเ้าตัวก็ไม่ได้ปฎิเสธการเข้าไปช่วยเหลือแค่อย่างใด สิ่งที่้าคือเวลาพักผ่อนเพื่อทำงานหลักคือการสร้างสิ่งประดิษฐ์ให้เสร็จทันเวลาที่กำหนด ซึ่งออสตินก็เข้าใจและจะไม่ให้งานพวกนี้ไปสักระยะหนึ่ง นอกจากจะเป็เื่ที่สำคัญจริงๆ ก่อนที่สุดท้ายลุคจะเดินออกจากห้องไป
“นายน่ะ เข้ามาได้แล้ว” ลุคส่งเสียงเรียกโลเวลที่ยืนรออยู่หน้าห้องให้เข้าไปด้านในเพื่อคุยกับออสติน
หลังจากที่โลเวลเข้ามาในห้อง ออสตินก็ไม่รอช้าที่จะสอบถามในทันที ถึงเื่การมาแอบอาศัยอยู่ภายในเมืองมนุษย์
“เ้าน่าจะได้ยินจากลุคมาแล้ว ว่าข้าแค่มาลองเปิดประสบการณ์ใหม่เฉยๆ ในดินแดนของมนุษย์” เ้าตัวพูดไปพร้อมกับแกว่งแขนทำท่าทางไปเรื่อย เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็เื่เล็กๆ
“ฉันได้ยินมาจากลุคแล้วล่ะว่านายแค่้ามาอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่การที่เอลฟ์อย่างนายมาอาศัยอยู่นั้นแหละมันเป็ปัญหา ถ้ามีใครจับได้ว่ามีเอลฟ์มาแอบอาศัยอยู่นายจะคิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น” ออสตินยิงคำถามใส่อีกฝ่ายเพื่อให้เขาลองคิดถึงเื่เลวร้ายที่จะเกิดขึ้นตามมา
“ข้าคิดว่าพวกชาวบ้านคงจะตื่นตระหนก และอาจจะคิดว่าข้าคือสายลับที่เข้ามาสอดแนมภายในเมืองมนุษย์แน่ๆและก็คงจะไล่ล่าข้าอย่างแน่นอน”
“นายก็รู้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้น แต่นายก็ยังทำมัน ฉันล่ะไม่เข้าใจเลยจริงๆ” ออสตินถึงกับเอามือก่ายหน้าผากพร้อมกับถอนหายใจ
“เื่นั้นไม่ต้องห่วง เพราะถึงพวกเ้าจะรู้ว่ามีเอลฟ์อยู่จริงๆ แต่พวกเ้าก็คงหาเมืองของข้าไม่เจอหรอก นอกจากพวกเ้าจะมีจอมเวทย์เก่งๆทัดเทียมกับผู้กล้าได้ ถึงจะสามารถหาตำแหน่งเมืองของข้าเจอ แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็มั่นใจว่าพวกเ้าก็ยังไม่สามารถทำลายกำแพงเวทมนตร์ของพวกข้าไม่ได้อยู่ดี”
“ตามใจเหอะ แล้วลุค ฝากดูแลไม่ให้ไปทำเื่วุ่นวายด้วยล่ะ ตอนนี้ฉันขอนอนพักก่อนละกัน ปวดหัวจริงๆเลย”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้เดินออกจากห้องไป พร้อมกับสีหน้าเอือมระอาของลุคที่มีให้กับชายคนข้างๆ ก่อนที่เวลาต่อมาพวกเขาจะเดินทางกลับบ้านเพื่อไปทำสิ่งประดิษฐ์ที่ได้ทำค้างไว้ ซึ่งโลเวลที่เห็นว่าลุคจะทำงานจึงได้ขอตัวออกไปเดินเล่นข้างนอก โดยเหมือนจะลืมคำเตือนของออสตินว่าอย่าไปก่อเื่อย่างสิ้นเชิง
“อย่าไปทำเื่วุ่นวายเข้าล่ะ” ลุคะโตามหลังอีกฝ่ายไปเพราะตัวเองกำลังยุ่งอยู่จนไม่สามารถตามไปดูได้ ส่วนโลเวลก็ได้ยกมือโบกบอกเป็นัยๆว่าได้ยินแล้ว
หลังจากอีกฝ่ายเดินจากไปลุคก็ได้เริ่มต้นทำงานอย่างจริงจังจนเวลาล่วงเลยไปถึงเวลาเที่ยงวัน อาหารที่เหลืออยู่ก็มีแค่ขนมปังกับแยมและเนื้อย่างที่เหลือจากเมื่อวาน ก่อนจะเดินออกไปนั่งกินนอกบ้านพร้อมอากาศที่เย็นเล็กน้อยจากลมที่พัดมา จนกระทั่งอยู่ๆบุรุษไปรษณีย์ก็ได้ลอยตัวลงมาอยู่ตรงหน้าของเขา
“ใช่คุณ ลุค บราว รึเปล่าครับ” บุรุษไปรษณ์เอ่ยถาม
“ใช่ มีอะไรรึเปล่า” ลุคถามกับก่อนจะยัดขนมปังเข้าปากไปทั้งแผ่น
“จดหมายจากคุณ อาร์เวล วาร์ทอน ครับ” บุรุษไปรษณีย์ยื่นซองจดหมายให้ ก่อนจะยื่นแผ่นเอกสารให้เซ็นว่าส่งถึงมือผู้รับสินค้าแล้ว หลังจากเซ็นเสร็จบุรุษไปรษณีย์ก็บินจากไป
อาร์เวล วาร์ทอน เป็เพื่อนสมัยเด็กของลุคที่ตอนนี้ได้เข้าทำงานที่สภาเวทมนตร์ เนื่องจากในตอนเด็กอาร์เวลได้แสดงศักยภาพในด้านเวทมนตร์ให้กับจอมเวทย์ท่านหนึ่งได้เห็น ก่อนที่ในเวลาต่อมาจอมเวทย์ท่านนั้นจะรับเขาเป็ลูกบุญธรรมและได้พาตัวไปศึกษาต่อที่เมืองเวสเทียร์ ซึ่งเป็ที่แห่งเดียวที่สามารถพัฒนาความรู้และความสามารถได้ถึงขีดสุด และแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างกันแต่ทั้งคู่ก็ยังคงติดต่อพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ ในบางครั้งที่อาร์เวลเดินทางกลับมาที่ซันเดิล เขาก็ได้เข้าร่วมการทำภารกิจกับกลุ่มของลุค จนทุกคนเริ่มสนิทกับเพื่อนใหม่คนนี้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่ในเวลาเดียวกันความสัมพันธ์ของอาร์เวลและลาน่าก็ได้พัฒนาขึ้น จนที่หลายๆคนมองออกว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดา แต่ถึงการแสดงออกภายนอกจะบอกยังไง เด็กหนุ่มที่ไม่รู้ประสาเื่ผู้หญิงอย่างอาร์เวลนั้นก็ยังคงปากแข็ง ที่จะบอกว่าตัวเองได้ชอบลาน่า จนเวลาก็ล่วงเลยไปหลายปีที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังคงไม่ไปไหนต่อ
ลุคทำการเปิดซองจดหมายออกมาอ่าน ซึ่งเขาก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าเนื้อหาข้างในเกี่ยวกับอะไร ซึ่งพอคลี่กระดาษออก ด้านในก็ประกอบไปด้วยจดหมายที่เขียนถึงเขา กับแผ่นกระดาษที่มีอักษรรูนชุดหนึ่งเขียนไว้อยู่
‘โทษที พอดีใช้เวลานานไปหน่อย ่นี้งานยุ่งๆเลยไม่ค่อยมีเวลาทำให้ ขอให้โชคดี เอาชนะให้ได้ล่ะ เดี่ยววันประกวดฉันจะไปดูด้วย’ นั้นคือข้อความในจดหมายที่อาร์เวลเขียนมา
ก่อนที่ลุคจะหันไปสนใจกระดาษที่เขียนอักษรรูน พร้อมกับคำแนะนำที่กำกับมาด้วยเล็กน้อยว่า ให้ลองเขียนที่หน้าผากดูและตรงสิ่งประดิษฐ์ พร้อมกับคิดว่าอยากให้เป็ยังไง ทันทีที่อ่านจบลุคก็ไม่รอช้าที่จะรีบเดินเข้าไปในบ้าน พร้อมกับบรรจงเขียนอักษรรูนที่หน้าผากตัวเองดูด้วยหมึกเวทมนตร์ ก่อนจะเขียนมันลงไปที่แขนขวาเทียมต้นแบบที่ไม่ได้มีคุณภาพดีนัก แต่ก็พอจะเอาไปใช้ทดสอบได้
เขาเพ่งสมาธิครู่หนึ่งพร้อมกับค่อยๆส่งมานาเข้าไปยังอักษรรูนที่หน้าผาก พร้อมกับคิดภาพในหัวว่าให้นิ้วมือของแขนเทียมขยับ เมื่อคิดจนเป็ภาพชัดเจน เ้าแขนเทียมที่วางอยู่บนโต๊ะก็ได้กระดุกกระดิกไปมาอย่างรุนแรง ก่อนที่สุดท้ายมันจะกลิ้งตกโต๊ะไป
“สงสัยจะยากกว่าที่คิด”
และก็เป็เวลาหลายชั่วโมงที่ได้ทำการลองผิดลองถูกกับเวทย์บทใหม่ จนสุดท้ายการขยับนิ้วมือก็ได้อยู่ในระดับพอใจ ที่ไม่ทำให้มันกระตุกอย่างรุนแรงจนกลิ้งตกโต๊ะไป ซึ่งก็เหนื่อยเอาการจนลุคถึงกับต้องไปนอนพักที่เตียง
‘อย่างนี้ก็เสร็จไปอีกขั้น ต่อไปคงต้องไปทดลองการใช้งานดู’ และขั้นต่อไปก็คือไปใช้กับผู้ทดลอง ซึ่งขั้นนี้ก็ได้เตรียมเอาไว้อยู่แล้ว
เช้าวันถัดมา
กระเป๋าขนาดใหญ่ที่มีแขนเทียมและอุปกรณ์ช่างอีกเล็กน้อยเผื่อต้องปรับแต่งอะไร ก่อนที่เ้าตัวจะออกเดินจากจากบ้านไปยังแหล่งที่พักอาศัยพร้อมกับโลเวล แต่ในระหว่างเดินทางนั้นเองทั้งคู่ก็ได้เจอกับอลันที่เหมือนเพิ่งจะออกจากร้านเหล้า และในตอนนี้ก็กำลังยืนรอซื้ออาหารกินอยู่
“จะไปไหนกันทั้งคู่น่ะ” อลันพูดไปพร้อมกับยัดเนื้อย่างเข้าปาก
“ไปทดลองสิ่งประดิษฐ์” ลุคตอบกลับก่อนจะเดินผ่านไปเพราะกลัวเลยเวลาที่นัดไว้
“เอ่อ ได้ยินเื่ที่พวกทหารจากไดมอทัสได้ทยอยจัดการพวกทำผิดกฎหมายบ้างรึยัง” อยู่ๆอลันก็ได้พูดเื่นี้ขึ้นมา ก่อนที่ลุคจะหยุดเดินและหันกลับมาฟังเื่ราว แม้ตัวเองจะรีบอยู่ก็ตาม
“ทำหน้าเหมือนกับไม่รู้เื่ ก็คนที่พวกนายไปกินข้าวด้วยไม่กี่วันก่อนนั้นแหละ ตอนนี้พวกนั้นเริ่มทยอยจัดการพวกทำงานใต้ดินไปเรื่อยๆแล้ว เห็นว่าจับพวกขาใหญ่ได้ทีเดียวหลายคนเลย”
“มีข่าวอะไรอีกรึเปล่า” ลุคถามเผื่อมีเื่สำคัญอะไรอีก
อลันแหงนมองฟ้าพร้อมกับคิดไปครู่หนึ่ง “อือ มีอยู่ พอดีฉันได้ยินมาว่ามีที่เปิดใหม่ที่มีเด็กแจ่มๆอยู่ ฉันว่าพวกเราสามคนน่าจะลองไปสำรวจดู เผื่อมีอะไรผิดปรกติ จะได้จัดการให้เรียบร้อย”
“มีเื่อะไรก็มาบอกละกัน พอดี่นี้ไม่ว่าง” ลุครีบเดินออกจากตรงนี้ทันที พร้อมกับะโเรียกโลเวลที่ยังไม่เดินออกจากหน้าร้านขายเนื้อย่าง จนสุดท้ายเ้าตัวก็ต้องเดินไปลากตัวให้เดินตามมา เพราะถ้าอีกฝ่ายทำเื่วุ่นวายเข้าคงโดนบ่นจนหูชาแน่ๆ
“ถ้าอยากไปก็บอกมาละกัน” อลันะโไล่หลังทั้งคู่ไป ก่อนจะค่อยๆเดินหายไปกับผู้คนที่เดินผ่าน
ทางด้านลุคและโลเวลก็ได้เดินทางมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งที่มีกองฟืนวางอยู่จำนวนมาก พร้อมกับที่มีชายมีอายุคนหนึ่งที่กำลังสับท่อนไม้ด้วยขวานจากแขนซ้ายข้างเดียว โดยที่แขนขวาของเขานั้นได้ด้วนไปจนถึงศอก ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาจะสังเกตเห็นแขกที่มาเยี่ยมและได้หยุดพักสิ่งที่ทำอยู่
“ไง มากันซักทีนะ รออยู่นานเลยออกมาผ่าฟืนเล่น” เขาพูดกับลุค
“พอดีมีปัญหาระหว่างทางนิดหน่อย แล้วนี่เพื่อนของผมชื่อโลเวล” โลเวลก้มหน้าเล็กน้อยเป็อันทักทาย “ส่วนตาลุงนี่ชื่อบาร์ค อดีตอาจารย์สอนการต่อสู้ของฉัน” ลุคแนะนำบาร์คให้กับโลเวลรู้จัก
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก เข้ามาทดลองกันเลยดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลา” แล้วทั้งคู่ก็ได้เดินเข้าบ้านไป แต่ก่อนจะเข้าก็ไม่ลืมที่จะสอดส่องมีใครตามมารึเปล่า เนื่องจากอาจมีคู่แข่งมาสังเกตการณ์
เมื่อเข้ามาด้านในลุคสั่งให้โลเวลไปปิดหน้าต่างอะไรให้เรียบร้อย ส่วนตัวเขาก็ไม่รอช้าที่จะเอาสิ่งประดิษฐ์ออกมาทันที บาร์คที่เห็นแขนเทียมก็รู้สึกตื่นเต้นพอสมควร เพราะเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าผลจะออกมาเป็ยังไง เมื่อเอาอะไรออกมาเตรียมพร้อมเสร็จ ลุคก็ได้ทำการวาดอักษรรูนลงบนหน้าผากของบาร์คทันที ก่อนจะเอาแขนเทียมที่มีเชือกคล้องสวมให้กับแขนขวาที่ขาดไป เมื่อสวมอะไรเข้าที่เสร็จก็ไม่ลืมที่จะรัดแขนเทียมด้วยสายรัดแน่นๆ เผื่อกันหลุดอีกรอบ
“พอดีมันยังเป็ของต้นแบบเลยยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่”
“ช่างมัน ขอแค่มีแขนใช้เหมือนเดิมก็พอ” พูดจบบาร์คก็ได้ยืนขึ้นพร้อมกับสะบัดแขนไปมาเพื่อเช็คความแน่นของสายรัด และน้ำหนักและความคล่องตัว
“น้ำหนักใช้ได้ แต่ฉันคิดว่าไอ้สายอะไรเยอะไปหน่อย มันขยับไม่ค่อยสะดวก”
“ก็บอกอยู่ว่าของต้นแบบ นี่เอามาให้ทดลองใช้ จะฟังความคิดเห็นจะได้เอาไปปรับปรุง ส่วนไอ้สายเยอะแยะเดี่ยวค่อยจัดการทีหลัง” ลุคบ่นออกมาก่อนจะเดินไปเช็คแขนเทียม
“ตอนนี้ลองคิดภาพว่าจะให้นิ้วขยับดู แบบช้าๆ”
บาร์คลองทำตามที่ลุคบอกแต่ผลลัพธ์ก็ออกมาอย่างที่ลุคเคยเจอเมื่อครั้งแรก ซึ่งทั้งสองก็ได้ลองผิดลองถูกกันอยู่หลายชั่วโมง จนสุดท้ายชายแก่ก็เริ่มจะคุมการขยับนิ้วมือได้ดั่งใจ
“สุดยอด ฮ่าๆๆ” บาร์คหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนที่เขาจะเดินออกไปหน้าบ้าน โดยที่มีเสียงลุคห้ามไว้แต่ก็ไม่ทัน
เขาเดินออกไปหยิบขวานที่วางอยู่ก่อนจะสับฟืนจนกระเด็นด้วยแขนเพียงข้างเดียว ก่อนที่จะลองบีบฟืนด้วยแขนเทียม แต่ผลลัพธ์ดันออกมาผิดคาด เพราะนิ้วมือของแขนเทียมดันหลุดออกจนกระเด็นตกลงพื้น
“จะบ้าตาย ก็บอกอยู่ว่ามันของต้นแบบ มันยังไม่แข็งแรง” ลุคไม่อยากจะเชื่อว่ามันพังง่ายอย่างนี้ เพราะเขาใช้เวลาในการสร้างเ้าแขนเทียมนี่หลายเดือน แต่มันกลับมาพังเพราะฟืนท่อนเดียว
“ความคิดเห็นของฉันคือมันยังไม่แข็งแรงพอยังไงล่ะ”
ทั้งคู่เดินเข้าบ้านไปก่อนที่ลุคจะทำการซ่อมแขนเทียมให้อยู่ในสภาพดีที่สุด และให้บาร์คลองทำอย่างอื่นดู อย่างเช่นการจับแก้วน้ำ การขยับนิ้วในรูปแบบต่างๆ เพื่อทดสอบว่ามีข้อต่อตรงไหนขัดข้องหรือมีส่วนไหนที่ควรเอาออก
“ฉันว่ามันก็ดีอยู่แล้ว แค่ต้องทำให้มันทนทานพอ”
“งั้นลองใช้เวทย์เสริมกำลังดู ว่ามันสามารถเชื่อมต่อกับเข้ากับแขนเทียมได้รึเปล่า” ลุคสั่ง
เมื่อได้ยินอย่างนั้นเขาก็ไม่รอช้าใช้เวทย์เสริมกำลังก่อนจะออกไปบีบฟืนอีกรอบ แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนเดิม
‘อักษรรูนก็ทำงานได้ แต่ทำไมเวทย์เสริมกำลังถึงไม่ช่วยยกระดับความทนทาน’ ลุคนั่งคิดไปพร้อมกับซ่อมชิ้นส่วนที่หลุด
“เ้ากำลังสงสัยซินะว่าทำไมเวทย์ของเ้าถึงไม่ทำให้แขนเทียมถึงทนทานขึ้น” โลเวลถามออกมาเหมือนกับได้ยินสิ่งที่ลุคคิด
“นายรู้หรอ?”
“มันก็เื่ง่ายๆ อักษรรูนที่เ้าเขียนมันเป็คำสั่งควบคุมใช่รึเปล่าล่ะ อักษรตรงหน้าผากจะส่งสัญญาณไปยังแขนเทียมให้ชิ้นส่วนภายในขยับ ซึ่งมันหมายความว่ามันได้ทำตามคำสั่งที่มันทำงานได้ แต่เวทย์เสริมกำลังของเ้ามันทำงานไม่ได้เพราะแขนเทียมมันไม่สามารถยกระดับไปมากกว่านี้ได้ หรือจะบอกก็คือเหล็กน่ะมันพัฒนาไม่ได้เหมือนกล้ามเนื้อ ถ้าจะให้มันแข็งแรงทนทานมากกว่านี้ พวกเ้าต้องคิดเวทย์บทใหม่ที่มันเหมาะกับสิ่งพวกนี้”
เปาะ
เสียงดีดนิ้วของลุคดังขึ้น
“อย่างนี้นี่เอง วันนี้ทำดีมาก” ก่อนที่เขาจะหันไปชมอีกฝ่ายที่ทำให้กระจ่าง ด้วยสีหน้าของคนที่คลายปัญหาในใจได้
“แล้ววันอื่นข้าทำไม่ดีหรอ?” โลเวลสงสัยกับประโยคที่ได้ยิน ส่วนบาร์คก็นั่งงงว่าไอ้สองคนนี้คุยอะไรกัน
‘สงสัยต้องฝากอาร์เวลคิดเวทย์ที่ทำให้ความทนทานของเหล็กเพิ่มมากขึ้นซะแล้วสิ’
หลังจากจัดการทดลองอะไรมากมายจนครบแล้ว ลุคก็ได้ยืนอ่านสิ่งที่ได้จดบันทึกเอาไว้เผื่อว่าตัวเองจะลืมอะไรสักอย่าง ซึ่งพออ่านซ้ำไปหลายรอบก็มั่นใจแล้วว่าไม่ได้ลืมอะไร จึงได้สั่งโลเวลเก็บของเข้ากระเป๋าและจะตรงกลับบ้านทันที ใช้เวลาพอสมควรก็มาถึงซึ่งเป็่เย็นพอดี แต่ก่อนจะเดินเข้าบ้านไปเก็บของนั้นเอง สายตาของลุคก็ได้หันไปเห็นซองจดหมายที่โผล่ออกมาจากกล่องจดหมาย ซึ่งก็มีถึงสองซองจนทำให้เขาแปลกใจว่าใครกันส่งมา ก่อนจะสุ่มเลือกมันขึ้นมาฉบับหนึ่งทันทีเผื่อเป็เื่สำคัญ
‘ทำตามสัญญาด้วย จาก ลาน่า’
“เกือบลืมเื่นั้นไปซะสนิท แล้วอันนี้ของใครอีก” ก่อนจะหันไปเปิดซองจดหมายอีกอันที่ไม่ได้จ่าหน้าซองมา
‘มาเล่นเกมกันดีกว่า ไม่งั้นสาวสวยที่ชื่อเกรซคงศพไม่สวยแน่ๆ’
มือลุคขย่ำจดหมายนั้นจนยับพร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนไป ก่อนที่จะเดินเข้าไปในบ้านและวางข้าวของทั้งหมด แล้วมุ่งตรงออกจากบ้านไปโดยไม่สนคำถามของโลเวล
“จะออกไปไหนอีกล่ะ” โลเวลได้แต่ยืนงงอยู่ในบ้าน
ลุคตรงไปยังกิลด์เพื่อพบกับออสตินอีกครั้ง พร้อมกับขณะเดียวกันก็ได้เรียกเกรซขึ้นมาด้วย ซึ่งเมื่อเข้าไปในห้องกันครบแล้ว เ้าตัวก็ได้ถามถึงหนังสือที่้า โดยมันเป็หนังสือเวทมนตร์โบราณที่จะเอาไปแลกอะไรบางอย่างกับเลน่า ทางด้านออสตินที่อยู่ๆเห็นลุคมาขอหนังสือจึงได้หยิบให้พร้อมกับสอบถามว่ามีเื่อะไร เนื่องจากเห็นว่ามีท่าทีที่ร้อนลนแถมยังลากเกรซขึ้นมาโดยไม่บอกอะไรอีก
“ไอ้พวกเวรดอยมันส่งข้อความมา ว่าจะจับตัวเกรซ”
“ว่าไงนะ! แล้วทำไมไม่รีบบอกแต่แรก” ออสตินถึงกับใกับสิ่งที่ลุคบอก
ส่วนเกรซที่ได้ยินก็ได้ใแต่ก็ยังคงตั้งสติเอาไว้ได้ ออสตินที่ได้ยินเื่จึงจะเดินตั้งใจจะออกไปเรียกสมาชิกกิลด์ให้ไปจัดการพวกมัน แต่ก็ได้ลุคมาห้ามเอาไว้ก่อน
“ถ้าพวกมันรู้ว่าเราเคลื่อนไหว มันอาจจะทำเื่อะไรแบบคราวก่อนอีก แถมไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งไปเจอพวกมันคุยกับใครอยู่ และเหมือนจะรับอะไรมาด้วยอีก พวกเราไม่ควรเคลื่อนไหวให้เด่นจนเกินไป”
“บ้าที่สุด” ออสตินที่หัวเสียได้แต่บ่นออกมา
ออสตินเข้าใจกับสิ่งที่ลุคว่ามา เพราะถ้าพวกมันรู้ตัวว่ามีคนกำลังล่าพวกมันอยู่ทุกอย่างคงจะวุ่นวายไปกันหมด ทางเดียวที่จะจัดการเื่นี้ได้คือลุคต้องไปจัดการพวกมันเอง ซึ่งลุคเองก็ได้คิดเอาไว้แบบนั้นอยู่แล้ว
“เอาอย่างนั้นก็ได้ แต่ถ้าเห็นว่าเื่อะไรก็ให้ติดต่อมาทันที ตอนนี้ฉันจะให้คนอื่นๆเดินดูรอบๆเมืองตามหาพวกมันดูก่อน” ออสตินกำชับเพราะกลัวว่าลุคจะทำอะไรเกินตัว ซึ่งอีกฝ่ายก็ได้พยักหน้าตอบรับ
หลังได้ของที่้าและแจ้งเื่กับออสตินเรียบร้อยแล้ว ที่ถัดไปก็คือบ้านของเลน่า เพื่อเอาหนังสือไปแลกกับยันต์คำสาปที่ลุคเคยได้ขออีกฝ่ายเอาไว้ เผื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาวุธทั่วไปใช้งานไม่ได้ ซึ่งมันก็เป็เวลาเหมาะที่จะทดลองการใช้ยันต์พวกนั้น และก็เป็่หัวค่ำพอดีที่ได้เดินทางมาถึง
ก็อก ก็อก ก็อก
ประตูไม้ถูกดันเข้าไปในบ้านก่อนที่เ้าตัวจะเดินเข้าไป พอเข้ามาก็เริ่มมองหาอีกฝ่ายที่ควรจะอยู่ภายใน จนกระทั่งเดินลงไปชั้นใต้ดิน
“ใกล้เสร็จรึยัง” ลุคถามอีกฝ่ายที่เหมือนกำลังจะทำพิธีอะไรอยู่
“อีกไม่นาน” เลน่าตอบกลับขณะที่ควันสีดำรอบๆตัวได้เคลื่อนที่ไปมา
เมื่อได้ยินอย่างนั้นลุคจึงเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อรอ โดยระหว่างนั้นก็ได้หยิบหนังสือที่วางอยู่ขึ้นมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา และเพื่อไม่ให้ตัวเองวิตกกังวลจนเกินไป ก่อนที่ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมาเลน่าจะเดินขึ้นมาจากชั้นใต้ดิน และยื่นยันต์จำนวนสิบแผ่นให้
“ฉันทำเอาไว้ 5 แบบ แบบละ 2 แผ่น” เธอชี้ไปยังยันต์จำนวนสิบแผ่นที่ว่า ก่อนจะเริ่มอธิบายว่าแผ่นไหนทำอะไรได้บ้าง
โดย 5 แบบที่ว่ามานั้นมันก็เหมือนเวทย์ทั่วไปแต่มันจะทรงอานุภาพมากกว่า ซึ่งจะมีคำสาปหลอนที่จะทำให้ผู้ที่โดนเข้าไปจะหลอนกับภาพที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะเกิดอาการคุ้มคลั่งซึ่งเป็อันที่เลน่าไม่แนะนำให้ใช้ เพราะอาจจะทำให้คนที่โดนตายได้หรือไปทำร้ายคนอื่นจนหยุดไม่อยู่
คำสาปสูบมานา ซึ่งก็มันตรงตามชื่อที่จะทำการบังคับมานาของผู้ที่โดนให้ไหลออกจากร่างกายจำนวนมาก แต่มันจะไม่สามารถทำให้ผู้โดนถึงตายได้ มันเพียงแค่จะทำให้อ่อนแรงจนไม่สามารถทำอะไรได้
คำสาปคัน เป็คำสาปที่ทำให้คนโดนมีอาการคันไม่หยุด โดนเจตนาของคำสาปนี้คือการทำร้ายร่างกายและจิตใจของเหยื่อ เพราะผู้โดนจะเการ่างกายจนเป็แผลจนกว่าคำสาปจะถูกถอนออก
คำสาปกลับด้าน เป็คำสาปที่ทำให้ระบบภายในร่างกายของเหยื่อสลับการทำงานกัน เช่น ถ้าจะยกมือขวาร่างกายจะยกมือซ้ายแทน ซึ่งเจตนาของคำสาปนี้เพื่อให้คนโดนเกิดอาการสับสน หรือก็เป็เพียงคำสาปที่เอาไว้แกล้งกันเฉยๆ
และคำสาปสุดท้ายที่เป็อันตราบที่สุด คำสาปนิทรา เป็คำสาปที่จะทำให้ผู้ที่โดนจะหลับไหลและจะไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้ แม้จะเป็เวทย์ศักสิทธิ์ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ก็มีวิธีที่คนโดนนั้นจะตื่นขึ้นมาได้ เพียงแค่เขาต้องรู้ตัวว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ และหาทางออกมาจากฝันร้ายที่ว่านั้นได้ ซึ่งในประวัติศาสตร์มีเพียงจำนวนนับมือได้ที่สามารถตื่นขึ้นมาเอง
“ฉันอธิบายครบแล้ว เอาหนังสือมา” เธอทวงหนังสือที่้าจากลุค
“หนังสือแลกยันต์ที่ได้ฉันว่ามันไม่ค่อยคุ้มค่ากันเท่าไหร่ กับหนังสือโบราณหายาก กับยันต์จำนวนแค่นี้” ลุคพยายามต่อรองกับเลน่า เพราะเขารู้สึกว่ามันควรจะได้อะไรมากกว่านี้
“อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน เอาหนังสือมาแล้วก็ออกไป” สีหน้าบ่งบอกว่าถ้ายังเล่นอะไรไม่เข้าท่าอีกเธอจะฆ่าชายตรงหน้าทิ้งได้ทันที
“ให้อยู่แล้ว แค่ขอยันต์แบบนี้อีกสักสองสามบท” หลังจากที่พูดออกไปแม้ว่าลุคจะไม่มีมีท่าทีวิตกกังวลอะไร แต่ภายในใจกลับกำลังลุ้นว่าข้อต่อรองที่พูดไป จะไม่ให้ทำให้อีกฝ่ายโกรธจนเผลอฆ่าเขา
“ได้…คราวหน้าฉันขอหนังสืออีกเล่ม แลกกับยันต์อีก 10 บท” เธอตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ตกลง แต่ขอเป็บทใหม่” หลังจากตกลงกันเสร็จ ลุคก็ได้ยื่นหนังสือให้ก่อนจะรีบเดินออกจากที่แห่งนี้ไป แม้มันจะเป็่ตะวันตกดินแล้วก็ตาม
จากข้อความที่ได้มามันมุ่งตรงไปยังหาเกรซ ซึ่งลุคที่รู้อยู่แล้วว่าถ้าเป็่เวลาทำงานพวกมันคงจะไม่สามารถทำอะไรได้ แต่่หลังหมดเวลางานน่ะสิ แม้ว่าจะมีอาร์มันโดที่คอยคุ้มกันอยู่แต่ว่าก็ไม่สามารถไว้ใจอะไรได้มาก ลุคในตอนนี้จึงต้องรีบกลับเมืองหลังจากที่ได้ตัวช่วยที่จะจัดการพวกมัน แต่เมื่อมาถึงหน้าอาคารกิลด์เขาก็ต้องแปลกใจเพราะได้มีคนจำนวนมากกำลังยืนล้อมพูดคุยกันอยู่
“มีอะไรกัน” ลุคถามคนที่อยู่วงนอก
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆหัวหน้าก็ได้เรียกพวกเรามาตอนใกล้จะกลับ”
ลุคที่คิดว่าต้องเกิดเื่อะไรขึ้นแน่ๆจึงได้พยายามแหวกผู้คนที่ยืนกันแน่น จนกระทั่งเข้ามาด้านในได้สำเร็จซึ่งก็พบกับเกรซ นั้นจึงทำให้เขาสงสัยหนักเข้าไปอีกว่ามันมีเื่อะไรเกิดขึ้นกันแน่ ออสตินถึงกลับต้องเรียกทุกคนในกิลด์มาให้ช่วย
“ลุค มานี่หน่อย” เกรซที่เห็นลุคจึงได้เดินไปลากแขนเขาออกไปจากตรงนี้
ทั้งสองเดินมาคุยกันข้างนอกไม่ไกลมาก ก่อนที่เกรซจะถามคำถาม
“นายเห็นลูเทียร์ครั้งล่าสุดตอนไหน”
“ฉันไม่ได้เจอยัยนั้นหลายวันแล้ว อย่าบอกนะว่ายัยนั้นถูกจับตัวไป”
“น่าจะเป็อย่างนั้น ตอนเย็นฉันเดินไปที่ห้องของลูเทียร์ก็ไม่เจอ เลยไปถามคนอื่นว่าเห็นรึเปล่า ปรกติก็น่าจะอยู่ที่โรงฝึก แต่ให้คนรู้จักไปดูก็ไม่เจอ ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าไปไหนกันแน่”
“พวกมันน่าจะจับยัยนั้นไปตอนสายของวันแน่ๆ ตอนนี้น่าจะยังมีชีวิตอยู่” จากการสันนิษฐานของลุค ถ้าพวกมันอยากจะเล่นกับเขาจริงๆคงไม่ฆ่าตัวประกันทิ้งให้เสียของหรอก
“จริงหรอ! นายต้องหาลูเทียร์ให้เจอนะ” เกรซที่มีท่าทีร้อนลนได้ขอร้อง
“ไม่ต้องห่วง ฉันหาเจอแน่” ลุคปลอบเกรซที่มีท่าทีไม่สบายใจ ก่อนจะขอตัวออกตามหาทันที
‘โลเวล ตอนนี้เรามีเื่ด่วนต้องทำ’ ลุคส่งโทรจิตไปหาโลเวลที่น่าจะอยู่ที่บ้าน
‘มีเื่อะไร หรือจะพาข้าไปที่ที่เพื่อนเ้าแนะนำมา’
‘ลูเทียร์หายตัวไป นายพอจะมีวิธีหาตัวยัยนั้นรึเปล่า’
‘สาวน้อยผมทองคนนั้นน่ะหรอ ข้าจำได้ เื่ตามหาคนไม่มีปัญหา ตอนนี้ข้าได้ศึกษาเวทมนตร์ใหม่เป็ที่เรียบร้อยแล้ว อีกเดี่ยวข้าจะติดต่อไป’
หลังจากคุยกันเสร็จโลเวลที่นอนเล่นอยู่บนเตียงก็ได้เดินออกนอกบ้าน แล้วจะมุ่งตรงไปยังสวนแห่งเดียวภายในเมืองทันที โดยเมื่อมาถึงเ้าตัวก็ได้หายตัวเข้าไปอย่างไม่ยากเย็น ก่อนจะก็เริ่มทำการใช้เวทย์ที่ได้ศึกษามาใหม่ััเข้ากับต้นไม้ใหญ่
‘ต้นไม้น่ะสามารถสื่อสารกันได้ผ่านราก ดังนั้นถ้าจะหาตัวใครก็ลองให้ต้นไม้ลองตามหาดู’ นั้นคือคำพูดของผู้เป็พ่อที่ได้บอกแก่เขาเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งเหมือนมันจะผุดขึ้นมาได้เหมาะเจาะจริงๆ
‘นานใช่เล่นนะ’ เป็เวลาหลายนาทีที่ต้องยืนพิงต้นไม้พร้อมกับส่งพลังเวทย์เพื่อสื่อสารกับพวกเขา และในที่สุดเหล่าต้นไม้ก็หาเจอ
‘เจอแล้ว! มีมนุษย์สี่คนอยู่ที่โรงงานเก่าๆ บริเวณชายขอบของเมืองแถวโซนนักประดิษฐ์’ โลเวลส่งโทรจิตถึงลุค
‘ขอบใจมาก ถ้าจะให้ดีมาช่วยกันหน่อยน่าจะดี’
‘ถ้าอย่างนั้นเ้าต้องพาข้าไปที่นั้น’
‘เอาอย่างนั้นก็ได้ รีบมาด่วนๆ’ ลุคจำใจตอบรับคำขอของอีกฝ่าย ก่อนจะเริ่มวิ่งทันที