องค์าาได้เสด็จมาดูสถานที่นอกเขตพระนคร ทรงมีพระดำริที่จะสร้างวัดแห่งใหม่ขึ้น เพื่อสร้างบุญสร้างกุศลใหญ่ครั้งสุดท้าย สถานที่มาดูอยู่ทางทิศตะวันตก
ออกไปนอกเกาะเมือง พระองค์ทรงมาสร้างที่ตรงนี้ เพราะครั้งหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรกับพระองค์เคยแต่งชุดดำ เป็นักรบกองโจรชุดดำ ดักซุ่มโจมตีกองทัพหงสา โดยที่พระองค์ได้ออกรบกับพระนเรศวรที่บริเวณนี้เป็ครั้งแรก
“ ที่แห่งนี้แหละ สมุหนายก เ้าไปสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้เริ่ม
สร้างวัดที่นี่ สร้างทุกอย่างให้เหมือนกันกับ วันวรเชษฐาราม ในเขตพระนคร
แล้วในเจดีย์ ข้าจะให้คนเตรียม ชุดนักรบ และ เครื่องใช้ส่วนตัวของเ้าพี่ของข้านำมาไว้ที่เจดีย์แทนอัฐิ ของพระองค์ แล้ว ข้าจะใช้ชื่อวัดที่นี่ ว่าวัดวรเชตุเทพบำรุง” พระองค์ตรัสจบ ก็หันมามองหน้าเ้าเทพ
“ เอ็งรู้ใช่ไหมทำไมข้าถึงตั้งชื่อนี้ “
“ ทรงให้ ข้าพระพุทธเ้า คอยดูแลสร้างวัดนี้ให้เสร็จลุล่วงไปด้วยดี ใช่ไหม พระเ้าค่ะ“ เทพตอบตามความรู้สึก
“ ไม่ใช่แค่นั้น ต่อไปในอนาคต เอ็งต้องมากราบไหว้ที่นี่ทุกปี เป็ตัวแทนของข้า”
องค์าาตรัสอย่างมีความหมายลึกซึ้งบางอย่าง
หลังจากกลับมาถึงวังหลวง องค์าาก็ตรวจหนังสือราชการตามปกติ โดยมีมหาดเล็กองค์ไล คอยดูแลใกล้ชิด ส่วนเทพหมดหน้าที่ออกไปดูแลเื่เครื่องเสวยต่างๆ หลังจากสั่งงานเสร็จ ก็ให้คนนำ เครื่องว่าง เครื่องหวานไปถวายองค์าาตามปกติ ขณะที่เข้าไปมีขุนนางสองคน กำลังคุกเข้าต่อหน้าขององค์าา
ลักษณะตัวสั่นด้วยกันทั้งคู่ โดยมีเ้ากรมเวียงท่านหนึ่ง คุกเข่าอยู่พร้อมกับรองเ้ากรมอีกสี่คน และมีขุนนางอีกคนที่กำลังมองทั้งสองคนอย่างอย่างโกรธแค้น ทั้งหมดคุกเข่าเรียงกันไป
“ พวกเอ็งต้องมีคนใดคนหนึ่ง พูดเท็จ เ้ากรมเวียง ให้ตุลาการตัดสินไม่ได้ใช่ไหม” องค์าาพูดเสียงราบเรียบ
“ ตุลาการทั้ง 12 คน ล้วนไม่สามารถตัดสินได้เลย ว่าทั้งสองใครเป็คนผิด
แล้วทั้งสองคนเป็ตำรวจหลวงเหมือนกัน และยัง ถวายฏีกา พร้อมกันอีก หวังจะลุยไฟเพื่อพิสูจน์ความจริง พระเ้าค่ะ” เ้ากรมเวียงเอ่ย
“ จมื่นเทพ เอ็งมาก็ดี ไอ้พวกนี้เปรียบได้เป็ คนในสังกัดของเอ็ง ไปจัดการให้เรียบร้อย พวกมันพร้อมจะลุยไฟเพื่อพิสูจน์ความจริง” องค์าาโยนเื่มาให้เทพจัดการ
“ แต่ว่า เื่นี้ท่านจมื่นไม่รู้เื่อะไรมาก่อน ให้ข้าพระพุทธเ้าไปจัดการเองดีไหม พระเ้าค่ะ” องค์ไลที่ยืนอยู่เสนอตัว
“ ว่าไงเ้าเทพ “ องค์าาหันไปมอง เทพ
“ เื่นี้ ข้าพระพุทธเ้าไม่ขัดข้อง แต่ว่า เมื่อพวกมันกล้าฏีกา มาถึงพระองค์แสดงว่าพวกมัน ช่างกล้าบังอาจนัก คงมั่นใจว่าตัวเองบริสุทธิ์ แม้ว่าข้า พระพุทธเ้า จะไม่รู้เื่ว่าพวกมันขัดแย้งสิ่งใด แต่สามารถทำให้พวกมัน กล่าวตามความจริงได้ พระเ้าค่ะ” เทพเอ่ยจบก็เดินลงไปต่อหน้าคนทั้งสอง
ซึ่งเวลานี้ไม่รู้ว่ามีปัญหากันเื่ใดด้วยซ้ำ แต่รู้เพียงว่า จะต้องทำให้มันพูดความจริงออกมาเท่านั้น เทพเดินลงไป แล้วเดินไปด้านหลังทั้งสองคน แล้วใช้นิ้วเขียนยันต์สัจจธรรม ลงไปแผ่นหลังของทั้งสองคน พร้อมกันแล้วเป่ามนต์เข้าไป พรึบ
ทั้งสองคนสะดุ้งเฮือกทันที
“ ขอให้พระองค์หรือใครก็ได้ ถามพวกเขาได้ทุกเื่ เขาจะพูดแต่ความจริงเท่านั้น ไม่มีปิดปังอย่างแน่นอน” เทพเอ่ยให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน
“ พวกเอ็งคนใดเป็ทำเสน่ห์ จนเป็ให้ นางศรีจันทร์ ต้องถึงแก่ความตาย”
องค์าาลองถามดู ปรากกฏว่าชายคนแรก ะโว่า
“ ข้าพระพุทธเ้าเป็คนจ้างอาจารย์ขาว ทำเสน่ห์ให้ แต่คิดไม่ถึง จะทำให้นางศรีจันทร์ถึงตายได้” ทุกคนได้ฟังคำสารภาพแล้ว ก็คลายใจไม่ต้องจัดทำพิธีลุยไฟอีกต่อไป แต่ว่าไม่ทันไร อีกคนก็เอ่ยอีกว่า
“ ข้าพระพุทธเ้าก็ไปจ้างอาจารย์สุข ให้ทำเสน่ห์ให้ เช่นกัน แต่คิดไม่ถึงจะทำให้นางศรีต้องถึงแก่ความตายแบบนี้” ทุกคนต่างใไม่คิดว่าทั้งสองคนจะเป็คนร้าย เื่นี้ทำให้องค์าาทรงพิโรธยิ่งนัก
“ แล้วพวกเอ็งสองคนยังหน้าด้าน ส่งฏีกา ยืนยันว่าตัวเองไม่ผิด พร้อมจะลุยไฟพิสูจน์ความจริงกันอีก พวกเอ็งนี้มันกล้าจริงๆ “
“ บอกพระองค์ไป ทำไมพวกเอ็งสองคนทำไมถึงกล้าลุยไฟ พิสูจน์ความจริง”
เทพถามกับทั้งสองคนที่เวลานี้ถูกยันต์สัจจะธรรม บังคับให้พูดแต่ความจริง
“ ข้าพระพุทธเ้า มียันต์กันไฟจากอาจารย์สุข เลยไม่กลัวไฟ พระเ้าค่ะ”
ส่วนอีกคนก็พูดเหมือนกัน แล้วมันก็เปิดอกเสื้อให้ดูยันต์กันไฟของทั้งสองคน
“ จมื่นเทพ เอ็งไปจัดการไอ้สองหมอผี แล้วตัดหัวมันไปประจาน ที่ประตูวัง
อย่าให้ใครทำเป็เยี่ยงอย่างอีก แล้วนำไอ้สองคนนี้ไปตัดหัวพร้อมกันเลย”
องค์าาเอ่ยด้วยความโกรธ ที่คนพวกนี้ช่างใจกล้ายิ่งนัก ทั้งที่มีคำสั่งลงไปแล้วไม่ให้ใช้วิชาเดรัชฉานนี้ในเมืองหลวง กลับยังมีคนกล้าฝ่าฝืนคำสั่ง เทพถามถึงที่อยู่ของสองอาจารย์จากคนทั้งสอง แล้วเดินออกไป และเรียกองครักษ์วายุให้ตามมาด้วย ขณะที่กำลังเดินออกมา องค์ไลก็รีบเดินออกมาแล้วเอ่ยว่า
“ ศิษย์พี่เทพ ข้าสืบมาแน่ชัดแล้ว อาจารย์ทั้งสองคนนี้ หลานชายท่านออกญากลาโหม เคยติดต่อพวกมันให้เข้ามาั้แ่หลายเดือนก่อน ถ้าท่าน้าพยาน ข้าจัดเตรียมให้ท่านได้นะ”
“ ไม่ต้อง ข้ารู้ควรทำอย่างไร” เทพไม่สนใจออกเดินทางทันที สร้างความไม่พอใจให้กับองค์ไลเป็อย่างยิ่ง ที่อุตส่าห์วางแผนจะดึงพระศรีเสาวภาคย์มายุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ให้ได้ แต่องค์าากลับให้เทพมาจัดการเื่นี้เสียนี่
พอเทพมาถึงบ้านของอาจารย์สุข พอรู้ว่ามีอาจารย์สุข กับศิษย์เพียง 5 คนเท่านั้น
จึงสั่งให้องครักษ์ไปจัดการ ทั้ง 5 คนถูกตัดหัวพร้อมกันทันที เทพสั่งให้นำหัวมันไปแขวนที่ประตูเมือง ตามคำสั่งขององค์าาทันที แล้วรีบขี่ม้าไปบ้านของอาจารย์ขาวอีกคน แต่พอมาถึง ที่นี่กลับมีผีกุมารทอง คอยเฝ้าอยู่ด้านหน้า
แล้วคงเข้าไปบอกอาจารย์ขาว เทพสั่งให้ทหารรอก่อน จากนั้นเทพก็ปล่อยให้พญาเสือไฟไปดักไว้ข้างหลังบ้าน จากนั้นก็เดินนำหน้าเข้าไป พอเข้าบ้านไป พบว่ามีศพของหญิงสาวที่ตายไปแล้วไม่ต่ำว่า 7วันนอนอยู่ โดยที่ปลายคางมีรอยถูกลนด้วยไฟ โดยที่อาจารย์ขาวหนีไปทางหลังบ้านแล้ว
“ นำศพไปที่วัดใกล้เคียง แล้วบอกเ้าอาวาสช่วยนำไปฝังให้เรียบร้อย “
เทพบอกองครักษ์วายุสั้นๆ จากนั้นไม่นานพญาเสือไฟก็คาบ อาจารย์ขาวมาไว้ที่เท้าของเทพ
“ ท่านทำอะไรข้าไม่ได้นะ ข้าเป็คนของ.....” ฉัวะ ! พูดได้แค่นี้หัวก็หลุดออกจากบ่าทันที ผีกุมารทองเห็นเช่นนั้นก็พุ่งทำร้ายเทพด้วยความโกรธแค้น
“ แกทำร้ายพ่อข้า ตายเสียเถอะ” เข้ามายังไม่ทันไร ก็เจอยันต์ มหาธาตุทั้งสี่จับเอาไว้ มันร้องดิ้น ครวญคราง ไม่หยุด
“ มันผ่าท้องแม่ของเ้า แทนที่เ้าจะแค้นมัน กลับไปเคารพมันเป็พ่อ เพียงแค่มันให้เศษอาหารแค่เล็กน้อยเท่านี้ เ้ามีทางเลือก 2 ทาง ข้าจะส่งเ้าลงไปนรก
ไปหายมบาล หรือ จะอยู่รับใช้ข้า เพื่อจะอยู่ทำบุญสร้างกุศล แล้วค่อยไปเกิดใหม่
เลือกมา” กุมารทองน้อย ตัดสินใจทันที เลือกรับใช้เทพ เลยถูกส่งไปอยู่ในแผ่นหนังมิติทันที องครักษ์ทั้งหลายได้แต่ยืนมองเทพ สงสัยว่า เทพพูดกับใคร แต่ก็
ไม่มีใครกล้าถาม
“ นำหัวมันไปแขวนประจานที่ประตูเมือง” จากนั้นเทพก็เดินทางกลับไปทันที
เทพกลับมาก็รายงานให้องค์าาฟังทั้งหมด
“ ไอ้หมอผีมันกำลังจะบอกว่า มันเป็คนของใคร ทำไมถึงได้รีบตัดหัวมันออกมา”
องค์าาเอ่ยถามเทพด้วยเสียงเรียบเย็น เทพนึกไว้อยู่แล้ว ในทหารองครักษ์
ต้องมีคนของพระองค์ ถึงได้รู้เื่ทุกอย่างเร็วปานนี้
“ ข้าพระพุทธเ้าคิดว่า พระองค์คงไม่อยากจะสังหารคนใกล้ชิด ในเื่แบบนี้
และคงไม่อยากถูกอีกฝ่ายยืมมีดฆ่าคนแน่” เทพเอ่ยแบบไม่เกรงอาญาเช่นกัน
“ เอ็งนี่รู้ใจ ข้าจริงๆ เฮ้อ ข้าควรจะทำอย่างไรกับพวกมันดี จะปล่อยให้พวกมัน
ออกอุบาย ใช้เล่ห์กล ใส่กันแบบนี้ ต่อไปเวลาข้าไม่อยู่แล้ว พวกมันได้ยกพวกฆ่ากันตาย เืท่วมวังข้าแน่” องค์าากล่าวอย่างเศร้าใจ เพราะรู้เื่ราวต่อไปจะเป็เช่นไร
“ ท่านปู่ฤาษีบอกว่า ทุกอย่างมันเป็ไปตามเวรตามกรรมอยู่แล้ว ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ พระองค์น่าจะทราบดีกว่าใครๆ” เทพเอ่ยตามที่พระฤาษีบอกมา
“ นั่นซิ กรรมของใคร ก็ กรรมของมัน”
ในขณะที่เื่ภายในราชสำนักแบ่งฝ่ายแย่งคนมาเป็ฝ่ายตน ยังสร้างปัญหาไม่หยุด พวกต่างชาติก็เริ่มมีปัญหากระทบกระทั่งกันไม่เว้นแต่ละวัน แม้กระทั่ง
พวกนักบวชที่เข้าเผยแพร่ศาสนา ยังมีปัญหากันอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้กระทั้งสนมนางในทั้งหลายยังสร้างความวุ่นวาย ทะเลาะกัน ขาดความสามัคคีกัน ไม่เหมือนกับตอนที่ตกเป็เมืองขึ้นของหงสาเลย ต่างเข้าใจเห็นใจกัน ไม่มีคำพูดที่จะชวนให้ทะเลาะกันเช่นทุกวันนี้
“ ข้าไม่เคยคิดเลยนะ ว่าเวลาบ้านเมืองสงบ ปลอดาแล้ว ยังมีเื่ให้สร้างความรุ่มร้อนใจให้ข้าไม่มีหยุดหย่อนเช่นนี้ ข้าคิดถึงตอนออกไปากับเ้าพี่จริงๆ ถึงแม้อันตรายรอบทิศ แต่ก็ยังมีความสุขได้ “ องค์าาเอ่ยกับเทพในเวลาค่ำคืน เทพได้ฟังก็ได้แต่นิ่ง ไม่รู้จะปลอบพระองค์เช่นไร จากนั้นพระองค์ก็เดินไปหยิบกล่องมาให้เทพ พอเปิดดูก็พบว่าเป็ปืนคาบศิลาแบบสั้น
“ เอ็งเก็บเอาไว้ใช้ ข้าสั่งพวกโปรตุเกสทำมาให้เอ็งโดยเฉพาะ มันบอกเป็รุ่นใหม่ล่าสุด พรุ่งนี้ข้าจะให้ มาร์กู ฌอตา มาสอนวิธีใช้ให้เอ็ง” องค์าาเอ่ย
เทพกราบขอบพระทัย แล้วใช้มือลูบคลำ ปืนกระบอกนี้ อย่างแ่เบา
“ เดี๋ยวนี้การรบใช้ดาบ ทวนหมดสมัยไปแล้ว ไอ้พวกนักดาบฝีมือยอดเยี่ยมอย่างเอ็ง ไปเจอชุดปืนไฟสักสองสามชุด ไม่เกินสามก้าว ไม่มีทางรอด าครั้งสมัยที่พวกเราเสียกรุงครั้งแรก ก็โดนพวกปืนไฟพวกนี้ทำให้ต้องเสียงกรุง
สมัยนั้นพระเ้าบุเรงนองมีนักแม่นปืนชาวโปรตุเกสเกือบห้าร้อยนาย รวมพวกกองอาสาต่างชาติอื่นๆ ก็หลายพันนาย ส่วนกรุงศรีมีไม่ถึงพันนาย ที่ทหารอาสาต่างชาติของกรุงศรีถูกบังคับมาเสียมาก พอมาเจอปืนใหญ่ของพวกหงสาที่ทันสมัยกว่ายิงได้ไกลกว่า ระดมยิงเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน พอออกไปก็โดนทหารราบยิงปืนเข้าใส่ ทหารขี่ม้าไปไม่ถึงครึ่งทางก็ถูกะุปืนยิงตกม้าตายจนหมด นั่นเป็บทเรียน ทำให้เสด็จพี่และข้าถึงต้องจ้างกองทหารอาสาจนเต็มบ้านเมืองไปหมด
โชคดีเป็ของเรา ที่กรุงศรีเป็เมืองท่าสำคัญ พวกมันมาติดต่อค้าขายกัน เสด็จพ่อ กับ ข้า ถึงได้กว้านซื้อตัวพวกกองอาสาพวกมันอย่างลับๆ ถึงได้มีกองกำลังปืนไฟมากมายทำให้สู้ศึกหงสาไว้ได้ ต่อให้มีแม่ทัพเก่งแค่ไหน หากไม่มีพวกกองอาสาปืนไฟ พวกเราก็คงไม่มีวันนี้
เพราะฉะนั้นเอ็งต้องจำไว้ าในอนาคตคงไม่ได้ใช้ดาบไล่ฟันกันอีกต่อไปแล้ว เอ็งต้องฝึกฝนปืนไฟพวกนี้ให้คล่องและต้องฝึกฝนคนของเอ็งในอนาคตให้ใช้ปืนไฟให้เป็ กันทุกคน พร้อมทั้งวิธีหล่อปืนใหญ่ที่ยิงได้ไกล เอ็งต้องจำข้าเอาไว้ให้มั่น” องค์าาสั่งสอนเื่ราวที่
ผ่านมาให้เทพฟัง เทพฟังด้วยความตั้งใจแต่ก็คิดว่าเื่นี้น่าจะเป็หน้าที่ของาามิใช่หรือ แต่ไม่กล้าเอ่ยออกไป...