เมฆออกจากตึกกิลด์นักผจญภัยมุ่งสู่จุดหมายของภารกิจ
สถานที่ภารกิจคราวนี้มีจุดหมายเป็บ้านของผู้ส่งคำร้องซึ่งอยู่บริเวณขอบเมือง
บ้านหลังนั้นตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากบ้านหลังอื่นมีลักษณะใหญ่โตจนเรียกได้ว่าเป็คฤหาสน์ก็น่าจะได้ เพราะสภาพมันใหญ่โตมากเมื่อเทียบกับบ้านหลายๆหลังในปัจจุบันของโลกใหม่
คฤหาสน์นี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวไม่มีสิ่งปลูกสร้างข้างเคียงอาจเป็เพราะสภาพของมันที่ไม่ชวนให้เข้าใกล้เลยแม้แต่น้อย
“ไม่ใช่ว่าบ้านทุกหลังเพิ่งสร้างไม่ถึง10 ปีเองไม่ใช่เหรอ? ทำไมมันดูเป็บ้านผีสิงแบบนี้ล่ะ”
เมฆพูดขึ้นเมื่อเห็นสภาพของคฤหาสน์ที่มีวัชพืชขึ้นปลกคลุมสนามหน้าบ้านลามไปจนถึงตัวคฤหาสน์เองสภาพตัวคฤหาสน์เองก็ดูค่อนข้างเก่า
ถ้ามีสุนัขมาหอนสักตัวคงเรียกได้ว่าครบสูตรบ้านผีสิงเลยล่ะ
เขาทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปเคาะประตูเพื่อเรียกคนที่อยู่ด้านใน
“สวัสดีครับ จากกิลด์นักผจญภัยมาทำภารกิจของคุณเอดก้าครับ”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบกลับเมฆทำท่าจะเคาะเรียกอีกรอบแต่ก็มีเสียงตอบกลับมาเสียก่อน
“เข้ามาสิ ประตูไม่ได้ล็อก”
เมฆเปิดประตูเข้าไปพบกับโถงของคฤหาสน์กลางโถงนั้นมีชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งเขียนเอกสารบางอย่างอยู่ที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางโถงพอดี
บนโต๊ะนั่นเต็มไปด้วยกองเอกสารและหนังสือ บนพื้นเองก็มีเอกสารหลายปึกวางอยู่ด้วยเหมือนกัน
ชายสูงวัยคนนั้นมีผมและเคราสีขาวยาวรุงรัง สวมเสื้อคลุมสีเทายาวจรดเท้ารับรู้ได้จากรูปลักษณ์ภายนอกว่าเขาคนนี้น่าจะเป็พ่อมด
ชายสูงวัยรับรู้ได้ถึงการมาของเมฆจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามอง
“เ้า...ใครน่ะ?”
อยู่ดีๆ ก็ลืมซะงั้นทั้งที่เมื่อกี้ตอนเคาะประตูเมฆก็บอกไปแล้วนะว่าตนเองมาทำไม
พอได้ยินแบบนั้นเมฆเลยไปไม่ถูก
“เอ่อ ชื่อเมฆครับ มาจากกิลด์นักพจญภัยมาทำภารกิจของท่านเอดก้าน่ะครับ”
เมฆเดินไปยื่นใบภารกิจให้กับเอดก้า
“โอ้ คำร้องของข้านี่เองมีคนมาแล้วงั้นรึ มาไวจังนะ คิดถูกแล้วสินะที่ลดแร้งค์ของคำร้องลง”
เมฆไม่เข้าใจเลยว่าชายสูงวัยคนนี้พูดอะไรกันแน่แต่เขารู้แล้วว่าคนนี้คือผู้ส่งคำร้องที่ชื่อเอดก้า
“เอาเ้านั่นไปสิแล้วช่วยจัดการกับพวกวัชพืชหน้าบ้านให้ข้าทีนะ ถ้าหากเ้าเป็คนของโลกเดิมคงใช้ไอ้นั่นเป็สินะ”
เอดก้าชี้มายังสิ่งที่วางอยู่ข้างประตูมันคือรถตัดหญ้าที่ยังอยู่ในสภาพดูดี
รถตัดหญ้านี้เป็เทคโนโลยีจากโลกเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่นับว่ายากมากที่จะเจอของจากโลกเดิมที่ยังมีสภาพดีแบบนี้
เนื่องจากผลกระทบจากเหตุการณ์วันสิ้นโลกที่เกิดขึ้นอีกทั้งระยะเวลายังผ่านมาแล้วถึง 100 ปี ทำให้สิ่งของต่างๆจากโลกเดิมส่วนใหญ่จะพังไปแล้ว ไม่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้ของจากโลกเดิมที่ยังสภาพดีและยังใช้งานได้นั้นนับเป็ของที่หาเจอได้ยากมาก
สำหรับใครที่ไปเจอของที่ยังใช้ได้และมีสภาพดีหากนำมันกลับมาได้ก็แทบจะรวยได้เลย เพราะตอนนี้มันมีค่าค่อนข้างมากทีเดียวยิ่งไปกว่านั้น แถวนี้ไม่ใช่พื้นที่ซึ่งเคยเป็เมืองมาก่อน และไม่รู้ว่าต้องออกไปไกลแค่ไหนถึงจะเจอเมืองที่มีของแบบนี้ไม่รู้ว่าไปเอาสิ่งนี้มาจากไหน
แต่ใบภารกิจนั้นมันระบุไว้ว่าให้มาทำอย่างอื่นจึงออกปากถาม
“แต่ว่าผมได้รับภารกิจให้มาเป็ผู้ช่วยวิจัยนะครับ”
“หืม? ข้าส่งคำร้องไปว่าอย่างนั้นสินะแต่ข้าอยากให้มีคนมาช่วยจัดการวัชพืชพวกนั้นให้ข้านี่นาเอาเป็ว่าเ้าไปจัดการกับวัชพืชเ่าั้ให้ข้าก็แล้วกันนะ”
รายละเอียดภารกิจที่ได้รับมากับสิ่งที่ถูกบอกให้ทำกลายเป็คนละอย่างเสียอย่างงั้น
“มันมีน้ำมันหรอครับ?”เมฆถามกับเอดก้าถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้สิ่งนี้ทำงานได้
สาเหตุส่วนหนึ่งที่อุปกรณ์บางส่วนใช้งานไม่ได้เพราะไม่มีพลังงาน น้ำมันปิโตรเลียมเองก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหามาได้ง่ายในยุคสมัยนี้
“มันใช้ไฟฟ้าน่ะแต่ข้าปรับแต่งมันนิดหน่อย ตอนนี้มันใช้งานได้นะ ลองติดเครื่องดูสิ”
เมฆทำหน้าสงสัยต่อให้บอกว่าใช้พลังงานไฟฟ้า แต่เมืองนี้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้เลยด้วยซ้ำถ้าแบบนั้นแล้วเ้ารถตัดหญ้านี้มันทำงานได้อย่างไรกันแถมรถตัดหญ้านี้เองก็ไม่เห็นจะมีสายไฟอยู่เลย อาจจะใช้แบตเตอรี่แต่ชาร์จแบตจากไหนล่ะ?
ถึงแม้จะสงสัย เขาก็ยังตัดสินใจลองไปสตาร์ทเครื่องตัดหญ้าดูพบว่ามันทำงานได้ปกติ
“ติดด้วย!”
“เอาล่ะ อย่ามัวแปลกใจ ไปทำงานเร็วเข้าชักช้าภารกิจของเ้าอาจจะไม่เสร็จภายในวันนี้ด้วยซ้ำนะ”
เมฆเดินออกมาจัดการกับวัชพืชด้านหน้าคฤหาสน์อย่างว่าง่าย
รายละเอียดของภารกิจในตอนแรกเขาต้องมาเป็ผู้ช่วยวิจัยให้กับท่านเอดก้าแต่ตอนนี้เขากลับกลายมาเป็ภารโรงกำจัดวัชพืชไปเสียแล้วแต่เขาก็ไม่ได้คิดจะบ่นอะไร
ที่จริงแล้วภารกิจจากกิลด์นักผจญภัยนั้นเป็ไปได้ั้แ่สากกะเบือยันเรือรบ
ไม่ว่าใครจะมายื่นคำร้องอะไรหากนั่นสามารถกำหนดเป็ภารกิจให้กับนักพจญภัยได้ และผู้ส่งคำร้องมีเงินจ่ายไม่ว่าคำร้องนั้นจะไร้สาระแค่ไหน กิลด์นักพจญภัยก็จะรับมาหมดแม้แต่คำร้องอย่างช่วยทำความสะอาดบ้าน หรือนวดตัวก็ยังมี
ก่อนที่นักผจญภัยจะตัดสินใจรับภารกิจมาทำพนักงานของกิลด์จะช่วยอธิบายให้ฟังอย่างชัดเจนนักพจญภัยจึงสามารถตัดใจได้ง่ายขึ้นว่าจะรับภารกิจนั้นๆ ไปทำหรือไม่หากไม่ถูกใจในเนื้อหา ก็แค่ไม่รับภารกิจนั้นมาทำ
การลงรายละเอียดของภารกิจผิดเพี้ยนก็ไม่ใช่เื่แปลกใหม่นักบางครั้งก็เกิดขึ้นได้จากการสื่อสารที่ผิดพลาดแต่ในกรณีที่เขาเป็อยู่ตอนนี้คงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็การสื่อสารผิดพลาด
คิดว่าคงเป็การที่ผู้ส่งคำร้องเกิดนึกเปลี่ยนใจอยากให้ทำอย่างอื่นให้เสียมากกว่า
เมฆเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการที่สิ่งที่ต้องทำนั้นเปลี่ยนไปเพราะหากการกำจัดวัชพืชพวกนี้ สามารถทำให้เขาเสร็จภารกิจนี้ได้มันก็ถือว่าผลลัพธ์เหมือนกันอยู่ดี
เขาจึงลงมือกำจัดวัชพืชอย่างขะมักเขม้น
.
.
สายจนเกือบเย็นในที่สุดงานก็เสร็จ
งานกำจัดวัชพืชนั้นหนักกว่าที่เมฆคิดไว้เยอะที่จริงมันน่าจะเป็เื่ง่ายจากการที่เขามีรถตัดหญ้าช่วยแต่จากสภาพของลานหน้าคฤหาสน์ที่ถูกทิ้งไว้นาน จนมีวัชพืชน้อยใหญ่ขึ้นเต็มไปหมดพวกต้นใหญ่เขาจึงต้องลงมือถอนเองด้วยมือ ไอ้พวกนั้นล่ะที่ทำให้เสียเวลา
เมฆนอนแผ่หลาบนพื้นด้วยความเหนื่อยเนื้อตัวของเขาเปรอะเศษหญ้าและดินเต็มไปหมด คิดว่าน่าจะโดนพี่นกบ่นอีกแล้วต่อให้คราวนี้ไม่ได้ออกไปนอกเมืองก็ตามที
มือที่ยกขึ้นมาดูนั้นหยาบกร้านจากการถอนวัชพืชไปหมดแล้วเกิดความคิดว่าถ้าเขามีพลังเวท มันจะช่วยให้เขาทำงานเสร็จเร็วขึ้นบ้างไหมนะ
แต่คิดไปก็เท่านั้นเขาลองมาหลายอย่างแล้วจากคำแนะนำของไอซ์ ว่าการจะใช้เวทต้องทำยังไงแต่ผลก็เป็ไปตามคาด เขานั้นไม่สามารถใช้เวทได้เลย ก็มีแต่ต้องยอมรับไปก่อน
รถตัดหญ้าเองก็ไม่มีทีท่าจะดับไม่รู้ว่ามันใช้พลังงานจากไหนกันแน่
เมฆลุกขึ้นไปดับเครื่องและเอามันไปจอดไว้หน้าประตู
เปิดประตูเข้าไปเพื่อจะไปบอกกับท่านเอดก้าว่าภารกิจเสร็จแล้ว
เอดก้ายังคงนั่งเขียนเอกสารอยู่ที่โต๊ะตัวเดิมเขาเงยหน้าขึ้นมามองเมฆก่อนจะเอ่ยปาก
“เ้า...ใครน่ะ?”
ได้ยินคำถามซ้ำประโยคเดิมเป๊ะเมฆคิ้วกระตุก เริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าที่จริงชายแก่คนนี้ลืมจริงๆหรือแค่จะกวนประสาทกันเล่น แต่ก็ทำได้แค่ตามน้ำ
“เมฆไงครับ ที่มาจากกิลด์นักผจญภัยน่ะกำจัดวัชพืชที่หน้าบ้านเสร็จแล้ว ช่วยรบกวนเซ็นรับรองภารกิจให้ด้วยครับ”
“โอ้ งั้นรึในที่สุดหน้าบ้านข้าก็โล่งเสียทีนะ เอาล่ะ ตามข้ามาทางนี้สิมาเริ่มภารกิจของเ้ากัน”
เอดก้าลุกขึ้นก่อนทำท่าจะเดินไปห้องอื่นแต่เมฆต้องรีบส่งเสียงดังดักไว้ก่อน
“เดี๋ยวสิครับ! ภารกิจหรอ?ไม่ใช่ว่าการกำจัดวัชพืชนั่นเป็ภารกิจหรอกหรอครับ?”
“หืม? ข้าเปล่าพูดนะว่าข้าให้เ้ากำจัดวัชพืชนั่นเป็ภารกิจข้าแค่อยากให้เ้าช่วยกำจัดมันให้หน่อยเท่านั้นเอง เ้าคงเข้าใจผิดไปเองแล้วล่ะ”
“ว่าไงนะ!?”เมฆส่งเสียงดังลั่น
งานที่เขาทำมาั้แ่สายจนเย็นนั่นกว่าจะเสร็จก็เล่นเอาเหนื่อย สุดท้ายมันเป็แค่งานที่ท่านเอดก้าขอให้แค่เขาทำเท่านั้นเองเขาก็แค่เข้าใจผิดไปเองว่านั่นคือภารกิจที่ต้องทำ
“เอาน่า เอาน่าอย่าเพิ่งทำหน้าขึงขังนักเลย ข้าจะให้ค่าตอบแทนเ้าเพิ่มอยู่แล้วล่ะทีนี้ก็ตามมาได้แล้ว ช่วยข้าทำวิจัยแค่ครู่เดียวเท่านั้นเอง ไม่เสียเวลามากหรอก”
เอดก้าเดินนำไปยังห้องหนึ่งที่อยู่ด้านใน
เมฆถอนหายใจก่อนเดินตามมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัวนิดหน่อยแต่ก็ยอมตามมาเพื่อจะได้เสร็จๆ ภารกิจสักที
ในห้องนั้นมีกองเอกสารกับหนังสือวางอยู่บนโต๊ะมากมายเหมือนที่โต๊ะข้างนอกแต่ก็มีอุปกรณ์แก้ว รวมไปถึงเครื่องมือทดลองหลายอย่างอยู่ด้วย
ชั้นวางรอบห้องมีโหลที่ดองตัวอะไรไม่รู้วางอยู่เต็มชั้นให้อารมณ์คล้ายกับห้องที่เหล่าพ่อมด แม่มด ใช้เพื่อทำการทดลองบางอย่าง
เอดก้าเดินไปที่โต๊ะแล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นให้กับเมฆ
“อะไรน่ะครับ?”เมฆรับกระดาษไปพร้อมกับเอ่ยถาม
บนกระดาษนั้นมีวงเวทบางอย่างเขียนไว้อยู่ด้วย
“กระดาษจากต้นพิคตัสน่ะมันบรรจุพลังเวทได้บ้างนิดหน่อย ลองปล่อยพลังเวทใส่กระดาษนั้นดูสิ”
“คือว่า...ผมไม่มีพลังเวทในตัวเลยนะครับ”
พอได้ยินเมฆพูดมาแบบนั้น เอดก้าเลยอึ้งไปนิดหน่อยก่อนจะเผยรอยยิ้มภายใต้เคราออกมา
“โฮ่ในสมัยนี้ยังมีผู้ไร้พลังเวทอยู่อีกงั้นรึ เ้านี่นับเป็คนที่วิเศษจริงๆ นะ”
“ผมไม่ดีใจหรอกนะ” เมฆทำหน้าหน่ายใจ
เอดก้ารับแผ่นกระดาษนั้นคืนมาถือไว้อยู่ดีๆ วงเวทในกระดาษนั้นก็ส่องแสงสว่างขึ้น แล้วจึงยื่นมันคืนให้กับเมฆ
“เอาล่ะ น่าจะใช้ได้แล้วทีนี้เตรียมตัวล่ะ”
เมฆไม่เข้าใจว่าท่านเอดก้า้าให้เขาทำอะไรกันแน่ได้แต่ทำหน้าสงสัย
“เคลื่อนย้าย” เอดก้าพูดออกมาสั้นๆ
ทันใดนั้นเองที่วงเวทในกระดาษบนมือเมฆส่องสว่างยิ่งขึ้นพร้อมกับการปรากฏของวงเวทขึ้นที่ใต้ของเขาสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาส่งเสียงออกมาด้วยความใ
“เอ๊ะ! เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
เอดก้ายิ้ม ก่อนจะพูด
“จำไว้นะ ถ้าเ้ารอด...ไม่สิ ขอให้โชคดีแล้วรีบกลับมาที่นี่ทันทีเลยนะ”
“เดี๋ยวสิครับ! หมายความว่ายั...”
ไม่ทันที่เมฆจะพูดจบวงเวทที่ปรากฏขึ้นก็ส่องแสงสว่างวาบพร้อมกับเมฆที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ต้องทำแบบนี้สินะเนี่ยเ้าพวกนี้ถึงจะไม่หนีไปเสียก่อน ต่อให้แร้งค์สูงกว่านี้ก็ใช่ว่าจะเป็คนกล้านี่นะ...แต่ทำแบบนี้ ก็เหมือนข้าทำเื่ผิดอยู่เลยสินะเนี่ย”เอดก้าพูดกับตัวเอง
เมื่อก่อนเอดก้าเคยไปส่งคำร้องเพื่อหาคนมาเป็ผู้ช่วยวิจัยแต่หากพูดให้ถูก คงบอกได้ว่าให้มาเป็หนูทดลองเสียมากกว่าคนที่มาทำภารกิจก็เลยมักจะหนีหายไปก่อนจะเริ่มทดลองทุกที
คราวนี้เขาลองทำวิธีแบบนี้ดูเพื่อจะได้รู้ผลการทดลองสักทีว่าหากเป็คนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเขาเอง มันจะส่งผลอย่างไรบ้างไหมกับการเคลื่อนย้าย
“การสั่งการด้วยคนอื่นที่ไม่ได้ถือกระดาษเวทก็ทำให้เกิดการทำงานได้ อืม...ดูแล้วก็คงจะสำเร็จสินะ”
เอดก้าพบว่าการที่คนอื่นซึ่งไม่ได้ถือกระดาษเวทอยู่หากพูดคำสั่งก็จะทำให้เกิดการทำงานของเวทได้ แต่แม้จะทดลองมาแล้วหลายครั้งก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นใจเล็กน้อย
“...ใช่ ต้องสำเร็จสิ ข้ามั่นใจเลยล่ะ”
สุดท้ายเอดก้าก็เลือกจะเชื่อมั่นในการทดลองครั้งนี้
เขาเดินออกมานั่งโต๊ะที่กลางโถงคฤหาสน์ดังเดิมเพื่อรอจนกว่าผู้ทดลองคนนั้นจะกลับมา
ว่าแต่ชายคนนั้นชื่ออะไรนะ รู้สึกว่าจะชื่อแมงสินะ
เขาพยายามนึกชื่อของผู้ทดลองคนนั้นให้ออกแต่สุดท้ายก็ได้ชื่อผิดไป
.
.
ที่หน้าเมืองมีวงเวทถูกเขียนไว้อยู่
ปกติจะเป็แค่หมึกสีฟ้าที่ถูกวาดไว้เปล่าๆแต่ตอนนี้มันกลับส่องแสงขึ้นพร้อมกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นตรงกลางของวงเวทนั้น
เด็กหนุ่มคนนั้นก็คือเมฆ
“ที่ไหนเนี่ย?อุ๊บ...เวียนหัวชะมัด” เมฆเริ่มโซซัดโซเซกระดาษในมือหายไปไหนแล้วไม่รู้
ตอนแรกเมฆอยู่ในห้องของท่านเอดก้าแต่หลังจากเกิดวงเวทนั้นขึ้น ทำให้ตอนนี้เขาก็มาอยู่ตรงนี้ซะแล้ว
สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้เขาต้องหันไปมองรอบๆ เพื่อดูว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันแน่
“นี่มันหน้าเมืองนี่นาฉันมาอยู่ที่นี่ได้ไง? นี่มันเวทเคลื่อนย้ายหรอเนี่ยบ้าจริง! ตาแก่นั่น ทำอะไรไม่เห็นบอกกันเลยนะ”
เมฆพบว่าตอนนี้เขามาอยู่หน้าเมืองได้อย่างไรก็ไม่ทราบได้แต่ก็คงเป็เพราะเวทที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ทำให้เขาถูกเคลื่อนย้ายมายังหน้าเมืองเป็ที่เรียบร้อย
เมฆเริ่มรู้สึกเคืองและตัดสินใจวิ่งกลับไปหาท่านเอดก้าในทันทีไม่ใช่เพราะว่าท่านเอดก้าสั่งให้เขากลับไป แต่จะกลับไปโวยวายต่างหากล่ะเหมือนจะพูดไว้ด้วยนะ ว่าถ้ารอดน่ะ นี่คือเขามีสิทธิ์ตายเลยใช่ไหมเนี่ย?
.
.
ปัง! เสียงประตูคฤหาสน์ถูกเปิดดังสนั่น
เมฆอยู่ที่ประตูนั้นด้วยสภาพเหนื่อยหอบเพราะเขาวิ่งมาค่อนข้างไกลทีเดียว
เอดก้ายังคงนั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวเดิมไม่ได้ไปไหนเสียงที่ดังขึ้นนั้นทำให้เขาหันไปมองผู้ที่เปิดประตูอย่างกะทันหันนั้นทันที
“โอ้...เ้าใครน่ะ?”
เจอหน้ากันก็ทักแบบเดิม
“เลิกพูดเหมือนเดิมได้แล้วตาแก่!นี่ท่านคิดจะลืมคนที่ท่านเพิ่งจะส่งเขาเคลื่อนย้ายไปที่อื่นได้หน้าตาเฉยเลยรึไง?”
“โอ้ แมง เ้านี่เองประสบผลสำเร็จดีสินะ”
“เมฆ! ผมชื่อเมฆ นี่ท่านขี้ลืมจริงๆหรือแค่จะกวนประสาทกันแน่เนี่ย? แล้วไอ้ประสบผลสำเร็จคืออะไรอย่าบอกนะว่าผมจะตายถ้ามันไม่สำเร็จน่ะ”
“ข้าก็แค่พูดเล่นถ้ามันไม่สำเร็จเ้าก็จะไม่ถูกเคลื่อนย้ายและการเคลื่อนย้ายไปแล้วไม่สำเร็จก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเสียด้วยสิแต่ข้ามั่นใจมากเลยล่ะว่ามันจะสำเร็จก็ข้าทดลองกับท่อนไม้ขนาดเท่าคนหลายรอบแล้วนะ”
ที่จริงเอดก้าก็ทดลองกับตนเองไปแล้วด้วยแต่ไม่ได้พูดออกมา
ไม่ว่าจะยังไงคำอ้างนั่นไม่ทำให้เมฆเลิกโวยวายได้เลย
“แต่ไอ้นั่นมันไม่ใช่คนนะ!สิ่งมีชีวิตยังไม่ใช่เลยด้วยซ้ำ!”
“ใจเย็นก่อนเถอะเ้าหนู เอ้า!รับนี่ไปสิ” เอดก้าพูดแล้วโยนถุงผ้าเล็กๆ ใบหนึ่งให้เมฆ
เมฆรับไว้แล้วเปิดดู พบว่าในถุงมีเงินอยู่มากมายนอกจากนั้นแล้วยังมีใบภารกิจที่ผ่านการเซ็นรับรองแล้วใส่มาด้วย
“นี่คิดจะใช้เงินปิดปากผมเหรอไง?”
“โอ้ ข้าลืมไป นี่อีกอย่าง”เอดก้าโยนแผ่นกระดาษพับอันหนึ่งให้กับเมฆ
เมฆกางกระดาษออกมาดู
“ไอ้นี่มัน...”
มันคือกระดาษเวทที่เขียนวงเวทเคลื่อนย้ายไว้มีแสงสว่างส่องออกมา บ่งบอกว่ามันอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน
“ของทั้งหมดนั่นถือว่าข้าทดแทนให้เ้าเป็ค่าจ้างเพิ่มเติมและแทนคำขอโทษที่ข้าไม่บอกเ้าเื่การทดลองแล้วกันนะข้ากลัวว่างานทดลองนี้มันจะไม่คืบหน้าเสียทีน่ะแต่ก็ต้องขอบใจเ้าที่ตอนนี้ข้าได้ผลการทดลองแล้ว”
ที่จริงการทดลองสมควรจะทำซ้ำมากกว่านี้แต่คงทำไม่ได้แล้ว เพราะเขาไม่มีวัตถุดิบในการทดลองเหลืออยู่เลย
“แล้วก็กระดาษเวทนั่นถือเป็อาร์ติแฟกจากเวิลด์เชียวนะ เพราะโลกนี้น่ะไม่มีต้นพิคตัสนั่นเป็กระดาษเวทสุดท้ายของข้าแล้ว ถ้าเอาไปขายก็คงได้ราคาสูงมากเลยล่ะตรงมุมล่างนั่นข้าเขียนรับรองด้วยลายมือของข้าไว้แล้วด้วยนะแต่ถ้าเ้าคิดจะใช้เองก็คิดให้ดีล่ะ มันใช้ได้แค่ครั้งเดียวพอใช้แล้วกระดาษนั่นจะสลายไป”
มีชื่อโลกเก่าของผู้คนจากต่างโลกโผล่มาด้วย
ในตอนที่พวกเขาย้ายถิ่นที่อยู่มายังอีกโลกหนึ่งพวกเขาพยายามเอาของมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเอามาได้ทั้งหมด
ของบางสิ่งบางอย่างก็เอามาไม่ได้วัตถุดิบบางอย่างเองก็กลายเป็ของล้ำค่าเมื่อมาอยู่ในโลกใหม่ยกตัวอย่างเช่นกระดาษจากต้นพิคตัสนี้ เพราะต้นพิคตัสนั้นมีอยู่แค่ในเวิลด์เท่านั้น
เมฆไม่ได้รู้สึกชอบใจนักต่อให้ของที่เขาได้มานั้นจะมีมูลค่ามากก็ตามที แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
“ผมไม่ได้ยกโทษให้หรอกนะครับ แต่เอาเถอะต่อให้ผมบ่นไปมากกว่านี้ก็ไม่ได้อะไรอยู่ดีนั่นล่ะผมยังต้องรีบไปรายงานภารกิจก่อนกิลด์จะปิดอีก งั้นผมไปล่ะ”
เมฆจากไปโดยไม่ทิ้งคำขอบคุณใดๆ ไว้
เอดก้าที่มองเมฆเดินออกไปจนลับสายตาเริ่มยิ้มและหัวเราะ
“เด็กสมัยนี้นี่ใจร้อนเสียจริงเลยตัวข้าในสมัยก่อนก็คงไม่ต่างจากนี้เลยสินะ”
เอดก้านึกย้อนกลับไปในสมัยตอนที่เขายังหนุ่มในตอนนั้นเขาเป็นักเวทที่เก่งกาจ และคิดว่าคงอารมณ์ร้อนกว่านี้ด้วยซ้ำล่ะมั้ง
แต่เด็กหนุ่มคนนี้ดูท่าจะใจเย็นกว่าเขาเยอะเห็นได้จากการที่เขาก็ยอมรับของตอบแทนเ่าั้และยอมจากไปต่อให้ไม่ทิ้งคำขอบคุณไว้ก็ตามทีเพราะจะว่าไปแล้วการให้เด็กหนุ่มคนนั้นเป็ตัวทดลองโดยไม่บอกกล่าวก็ผิดจริงๆ
“ผู้ไร้เวทงั้นรึทำให้ข้าคิดถึงเ้าเลยนะถ้าไม่เกิดเื่แบบนั้นพวกเราคงไม่ต้องย้ายถิ่นฐานมายังโลกใบใหม่หรอก”
เอดก้ายังจำได้สนิทใจว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็ผู้ไร้เวทการได้พบกับคนที่ไม่มีพลังเวทอีกครั้งทำให้เขานึกถึงศิษย์เก่าในอดีตขึ้นมาศิษย์ของเขาคนนั้นก็เป็ผู้ไร้เวทเช่นเดียวกันกับเด็กที่ชื่อเมมคนนั้น
เขายิ้มอย่างปลงใจกับเื่ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตก่อนจะลงมือเขียนเอกสารการทดลองต่อไป
แต่ที่สำคัญคือเอดก้ายังคงจำชื่อของเมฆผิดอยู่เหมือนเดิม