ชอบนะครับ 'ผมจะเอา'
-Saturday-
“โห สภาพคือตื่นแล้วเหรอ? หิวมั้ย” จิรากรเอ่ยถามแฝดพี่ วันนี้เป็วันพักผ่อนของเจษลินทร์ในรอบเดือนกว่า เขาเลยตื่นซะเกือบเที่ยง
“หิว มีไรกินอ่า” เจษลินทร์ทั้งตอบทั้งถาม
“มีโจ๊ก ฝีมือจันทร์เองกินป่าว”
“ว้าว ฝีมือคุณจิรากรทั้งที ไม่กินได้ไง” เจษลินทร์ว่าพร้อมทำท่าทางตื่นเต้น เพราะนานๆจิรากรถึงจะเข้าครัว
แฝดน้องได้แต่ส่ายหัวกับอาการเว่อร์วังของคนที่ขึ้นชื่อว่าพี่
เขาไม่ติดสักนิดที่อีกฝ่ายมีเืความเป็พี่เสียเต็มประดา เพราะเจษลินทร์สูงกว่าเขาตั้งห้าเซนฯ แค่ทางกายภาพก็แพ้แล้วปะ ส่วนทางพฤติกรรมไม่ต้องพูดถึง เจษลินทร์มีความเป็ผู้ใหญ่และผู้นำกว่าเขามาก
“วันนี้ไปไหนมั้ย” จิรากรถามหลังจากอีกฝ่ายจัดการมื้อเช้าเสร็จแล้ว
“ว่าจะไม่ไปอ่ะ อยากนั่งๆนอนๆ ให้สะใจซักหน่อย จันทร์อ่ะไปไหน”
“ไปดูหนัง เดินเล่น หาไรกินแหละ”
“ไปกับแฟน?”
“แหงล่ะ ก็คนมีแฟนนี่” จิรากรตอบ พร้อมทำท่าเอาผมทิพย์ทัดหู
เจษลินทร์ส่ายหัวด้วยความเอ็นดูปนหมั่นไส้
“เอ้อจันทร์ รู้เื่เจษกับพี่ซันบ้างมั้ย ั้แ่เจษโผล่มานี่ ไม่เคยเห็นเขาติดต่อมาเลย”
“เจษเลิกคุยกับพี่เขานานแล้วนะ อืม น่าจะั้แ่ครึ่งปีที่แล้วมั้ง”
“่ที่เจษโดนจับ?”
“อ่า น่าจะก่อนหน้านั้นซักเดือนนะ ถ้าจันทร์จำไม่ผิด”
“แล้วรู้มั้ยว่าทำไมถึงเลิกคุยกัน”
จิรากรส่ายศีรษะ เพราะจำได้ว่า่นั้นตัวเขาเองก็งานยุ่งมาก ไม่ค่อยได้คุยกับเจษลินทร์เท่าไหร่นัก
ยังไม่ทันได้คุยอะไรต่อลภัสวัฒน์แฟนของจิรากรก็มาถึง เ้าตัวจึงบอกลาแฝดก่อนจะเดินออกบ้านไป และไม่วายโดนเจษลินทร์แซวตามหลังอย่างเช่นทุกที
พอน้องไปแล้วเจษลินทร์ก็นอนไถโทรศัพท์เช็กข่าวสารบ้านเมืองอยู่พักใหญ่ รู้สึกเบื่อๆ จึงลุกเดินไปห้องทำงานของผู้เป็พ่อ
ทันทีที่เปิดประตูห้อง กลิ่นเอกสาร กลิ่นเฟอร์นิเจอร์และกลิ่นอายของพ่อที่แสนคุ้นเคยแวะมาทักทาย ทำให้มีหลายๆความทรงจำผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
ร่างสูงโปร่งทอดกายนั่งพิงเก้าอี้ที่คนเป็พ่อชอบนั่งประจำพร้อมปิดเปลือกตาลง
ภาพของชายวัยห้าสิบที่ใจดีปรากฏชัดในความทรงจำ ทำให้เจษลินทร์ระบายยิ้มอ่อนๆออกมา
'พ่ออยู่ข้างบนสบายดีใช่มั้ยครับ'
ผ่านไปหลายนาที เขาเปลี่ยนมาเป็นั่งหลังตรง มองกระดาษแผ่นเดิมที่อยู่ตรงหน้า
ชื่อของ 'ชวินทร์ กรณ์กัณณ์' ทำให้คิ้วเรียวสวยผูกเป็ปม
นั่นสิ เขายังไม่รู้เลยว่าอะไรกันแน่ที่พิสูจน์ว่าชวินทร์ไม่ผิด
คิดได้ดังนั้นจึงกดโทรศัพท์โทรหาขุนพลและยลภัทร เพื่อนัดเจอในวันพรุ่งนี้
หลังวางสายจากเพื่อนสนิทได้ไม่นาน โทรศัพท์ในมือเรียวก็ดังขึ้น
“ว่าไงคุณ”
[ทำไรอยู่]
“นั่งๆ นอนๆแหละ”
[อยากออกข้างนอกมั้ย กินข้าวกินขนมงี้] เจษลินทร์หลุดขำน้อยๆที่ปลายสายเอาของกินมาล่อเขา
“ก็ได้นะ”
[โอเค ผมอยู่หน้าบ้านแล้ว]
“ห้ะ อะไรนะ?” เขาอุทานพลางสาวเท้าลงมาดูหน้าบ้าน
“มาได้ไงเนี่ย?” เ้าของบ้านเอ่ยถาม พร้อมทำท่าแปลกอกแปลกใจ
“ขับรถมานี่ไง” ปัณณวิชญ์ตอบหน้าตาเฉยบู้ยปากไปทางรถของเขา
เจษลินทร์เลยฟาดที่ต้นแขนเ้าตัวเบาๆ
“รู้แล้วว่าขับรถมา อย่ากวนตีนดิ้”
พอโดนคนโตกว่าเปิดก่อน เขาก็ทำท่าหลบหลีกและตีหยอกกลับไป ไม่รู้ว่าเริ่มั้แ่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็มักจะเล่นกันแบบนี้ประจำ
“ร้อนนะเนี่ย ไม่ชวนเข้าบ้านจริงดิ” ปัณณวิชญ์เอ่ยพลางเอี้ยวตัวหลบฝ่ามืออรหันต์ของคนโตกว่า
เจษลินทร์เบ้ปากใส่เพราะเขาฟาดอีกฝ่ายไม่โดนสักที สะบัดหน้าหนีแล้วเดินนำเข้าบ้านไป
“คุณแพลนไว้ว่าอยากไปไหนอ่ะ” เ้าบ้านถาม หลังจากหาน้ำหาท่าให้แขกแล้ว
“ไม่มี”
“ห้ะ? อะไรของคุณเนี่ย มาก็มาแบบไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ถ้าผมไม่อยู่บ้านคุณจะทำยังไง”
“อยู่ไหนผมก็จะไปหา” ปัณณวิชญ์ยังคงตอบหน้านิ่ง
เจษลินทร์ทำหน้าไม่เข้าใจ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าการทำตาแป๋วๆแบบนั้นมันน่ามันเขี้ยวเพียงใด จนโดนคนเด็กกว่าบีบจมูกไปหนึ่งที และพวกเขาก็เริ่มหยอกและตีกันอีกครั้ง
ไปๆมาๆ กลายเป็ว่าคนตัวบางกว่าโดนปัณณวิชญ์รวบข้อมือตรึงไขว้ไว้ด้านหน้าจนกระดุกกระดิกไม่ได้
“ย๊า ไอ้เ้าหมา ขี้โกง” เจษลินทร์โวยวาย
อีกฝ่ายไม่ได้สนใจคำพูดของเขาสักนิด แถมยังดันจนเจษลินทร์หลังแนบติดพนักพิงโซฟา
“ปล่อยก่อนๆ อ่ะ ยอมแพ้แล้วเ้าเด็ก” คนที่หมดทางสู้กล่าวยอมแพ้
“บอกว่าอย่าเรียกเด็ก”
“ไม่เรียกได้ไง ก็เด็กกว่าตั้งสามปี ปล่อยนะ เ้าเด็ก เ้าเด็ก เ้าเด็-” ประโยคสุดท้ายเจษลินทร์พูดยังไม่ทันจบ หัวใจของเขาก็เกิดวูบไหวฉับพลัน เมื่อใบหน้าหล่อเหลาของคนตรงหน้าโน้มเข้ามาใกล้ ใกล้มากๆแบบ Full HD+++ และกะทันหันจนเจษลินทร์ต้องหลับตาอัตโนมัติ
ทว่าไม่นานก็ต้องเบิกตาโพลง เพราะริมฝีปากของเขารู้สึกเหมือนโดนอะไรงับแรงๆทีนึง
เป็ฟันคมๆของคนเด็กกว่า
ปัณณวิชญ์งับปากเขา!
ตอนนี้หน้าของพวกเขาอยู่ใกล้กันไม่ถึงคืบ ทั้งปัณณวิชญ์และเจษลินทร์ต่างอยู่ในอาการอึ้งงัน
เ้าของบ้านตั้งสติได้ไวกว่า รีบผละออกอย่างเงอะงะ และเอ่ยติดๆขัดๆ
“ท ทำอะไรเนี่ย”
“ก็ลงโทษไง”
พลันเื่เมื่อสองวันก่อนที่ปัณณวิชญ์เคยคาดโทษเขาไว้ก็แล่นเข้ามาในหัว
นั่นทำให้เจษลินทร์ทำตัวไม่ถูก เลยบอกอย่างงุ่มง่ามว่าขอตัวไปอาบน้ำก่อน พร้อมลุกสับขาเร็วๆขึ้นชั้นบนไป
“นี่มันอะไรเนี่ย” เจษลินทร์ว่าพร้อมลูบอกซ้ายตัวเองป้อยๆ สิ่งที่อยู่ข้างในนั้นมันเต้นรัวเกินไปแล้ว
พอส่องกระจกก็พบว่าหน้าตัวเองเห่อแดงลามไปถึงใบหู
ร่วมเดือนมานี้ที่ปัณณวิชญ์คอยดูแลวนเวียนอยู่ใกล้เขา เจษลินทร์ก็พอจะรู้บ้างว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกดีๆให้กัน แค่ฝ่ายนั้นไม่เคยออกตัวทำอะไรให้เขาอึดอัด
แต่ใครจะรู้ว่าวันนี้จะเล่นมางับปากเขาแบบนี้
‘เขินเฉยโว้ย’ เขาสบถกับตัวเองก่อนจะรีบไปอาบน้ำแต่งตัว
[ Pannawit's Part ]
พอร่างเพรียววิ่งดุ๊กๆขึ้นบ้านไป ผมได้แต่นั่งลูบไหล่ตัวเอง
‘เย็นไว้ๆ’ ผมย้ำกับตัวเอง เพราะไอ้ก้อนเนื้อข้างในอกข้างซ้ายมันเต้นแรงคล้ายว่าจะกระเด้งออกมาข้างนอกอย่างไรอย่างงั้น
สาบานเลยว่าเมื่อครู่ผมไม่ได้ตั้งใจ แม้หลายๆครั้งในใจผมอยากจะััเจษลินทร์มากกว่านั้นก็เถอะ ครั้นพอถึงเวลาเข้าจริงๆ ก็เป็ผมเองนี่แหละที่แทบเข่าอ่อน
น่ารักไม่ไหว ไม่รู้ว่าที่บ้านเลี้ยงมายังไง ถึงได้น่ารักขนาดนี้โว้ย!
ไม่นานนักเจษลินทร์ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ทั้งสองจึงได้ออกไปข้างนอกกัน โดยปัณณวิชญ์ทำหน้าที่เป็สารถีขับรถ
จากที่ตอนแรกแค่ตั้งใจว่าจะไปหาอะไรกินเฉยๆ กลายเป็ว่าทั้งคู่เลือกไปดูหนังก่อน
ในโรงหนังเจษลินทร์รู้สึกเย็นขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ได้คิดไว้ว่าจะมาดูหนัง จึงไม่ได้เตรียมเสื้อแขนยาวมาด้วย
แต่คิดยังไม่ทันไรหัวใจเขาก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา เมื่อเสื้อแจ็คเก็ตของคนข้างๆมาคลุมอยู่ที่ตัวเขา ทั้งๆที่ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ปัณณวิชญ์เป็คนที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากจริงๆ หลายๆครั้งที่เจษลินทร์มักจะทำอะไรไม่ค่อยระมัดระวัง เช่นคุยโทรศัพท์ในระหว่างกำลังจะก้าวขึ้น-ลงรถ ทุกครั้งเป็ปัณณวิชญ์ที่คอยเอามือบังหัวเขาไว้ไม่ให้ชนกับขอบประตูรถ
แต่ที่ทำให้หัวใจเต้นแรงสุด เห็นจะเป็ตอนที่คนเด็กก้มไปผูกเชือกรองเท้าให้เขาแบบไม่สนสายตาคนรอบข้างเลย และไม่ใช่ครั้งเดียวด้วย จนหลังๆเขาต้องผูกมันให้แ่า ไม่ให้อีกฝ่ายเป็ห่วงอีก
คิดมาถึงตรงนี้เจษลินทร์ก็ยิ้มกว้างออกมา หันไปมองคนข้างๆที่สนใจดูหนังอยู่ เขาได้แต่เอ่ยขอบคุณปัณณวิชญ์ในใจ
หลังจากดูหนังจบพวกเขาจึงได้ไปหาอะไรเติมกระเพาะ แน่นอนปัณณวิชญ์ตามใจคนข้างๆทุกอย่าง จะกินอะไร ไปไหน ทำอะไรเขาก็เออออทั้งนั้น
เจษลินทร์อ่ะนะเวลากินอะไรก็น่าอร่อยไปเสียหมด ทำให้คนที่นั่งมองอยู่เจริญอาหารไปด้วย
"จ้องเกินไปแล้ว ไม่กินหรือไง หรืออาหารไม่อร่อย?" คนโตเอ่ยปรามสายตาของปัณณวิชญ์ เพราะเขาเริ่มรู้สึกทำตัวไม่ค่อยถูกแล้ว
"คุณน่าอร่อยกว่าอาหารอีก" ปัณณวิชญ์พูดหน้าตาเฉย ทว่าคนฟังนั้นแทบสำลักอาหารกันเลยทีเดียว
กำลังจะอ้าปากต่อว่าต่อขาน ข้อความโทรศัพท์ของเจษลินทร์ก็ดังขึ้นเสียก่อน แต่ตอนนี้มือเขาเปื้อนอยู่เลยขอให้อีกคนตอบกลับข้อความให้หน่อย
ปัณณวิชญ์รู้รหัสปลดล็อกโทรศัพท์ของเขามาพักใหญ่แล้ว เพราะหลายครั้งที่ยุ่งงานอยู่ ก็ให้ปัณณวิชญ์ตอบข้อความให้ อย่าว่าแต่รหัสปลดล็อกเลย เ้าตัวสแกนนิ้วมือในโทรศัพท์เขาแล้วเรียบร้อย แล้วยังเอานิ้วของเจษลินทร์ไปสแกนปลดล็อกโทรศัพท์ของเ้าตัวอีกด้วย
บึ๋ย คนสนิทชุบแป้งทอดแหละ!
ปัณณวิชญ์อมยิ้มแล้วอ่านข้อความของจิรากรให้เ้าของโทรศัพท์ฟัง เขาจะอารมณ์ดีเป็พิเศษทุกครั้งที่เจษลินทร์ให้เขาตอบข้อความให้
"คุณจิรากรบอกว่าเดี๋ยวจะกลับแล้ว จะแวะไปรับคุณเจนเลย"
"งั้นบอกว่าโอเค แล้วก็บอกด้วยว่าผมอยู่ข้างนอก จะไปซื้อหนังสือแล้วค่อยกลับ"
ปัณณวิชญ์พยักหน้า กดพิมพ์ตอบข้อความตามที่เ้าของเครื่องว่า แล้วกดล็อกโทรศัพท์วางไว้ที่เดิม
จากนั้นทั้งคู่พากันไปที่ร้านหนังสือ เจษลินทร์เดินเลือกและเปิดอ่านหนังสือที่สนใจ ส่วนปัณณวิชญ์เดินไปหยิบพวกปากกาและโพสต์อิท เพราะเขาจำได้ว่าที่เจษลินทร์ใช้อยู่มันใกล้จะหมดแล้ว ถึงจะรู้ว่าเดี๋ยวผู้ช่วยของเ้าตัวต้องเอามาเติมให้ แต่เขาก็อยากเป็คนซื้อให้เองมากกว่า
เผื่อเวลาหยิบมาใช้เ้าตัวจะนึกถึงเขาบ้าง
คิดได้ดังนั้นเขาก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเอง หยิบทุกอย่างที่้าแล้วเดินมาหาเจษลินทร์ แต่ก็ต้องหยุดยิ้มกะทันหัน เมื่อเห็นผู้ชายคนหนึ่งด้อมๆมองๆเจษลินทร์แล้วเดินเข้าไปหา หมายจะทักทาย
หมอนั่นพยายามเรียกคนที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออยู่ ดีที่เจษลินทร์เป็ประเภทที่ถ้าได้จดจ่อกับอะไรมากๆ เขาจะตัดสิ่งรอบข้างออกไป คนเรียกแทบจะไม่ได้ยิน ซึ่งปัณณวิชญ์เห็นอาการนั้นจนชินแล้ว
เขาจึงเดินไปยืนติดกับเจษลินทร์แล้วส่งสายตาเขม่นไปให้หมอนั่น คนแปลกหน้าถึงได้ยอมถอยออกไป
[ Pannawit's Part ]
“เผลอแป๊บเดียวสามทุ่มแล้ว” ร่างบางเอ่ยขึ้นตอนที่ผมขับรถมาส่งเ้าตัว
“แป๊บเดียวอะไร คุณอยู่ร้านหนังสือเป็ชั่วโมงเลยนะ” ผมตอบ
“พอเข้าไปแล้วเหมือนมีมนต์สะกดอ่ะคุณ มันหยุดไม่ได้”
ผมอดส่ายหัวไม่ได้ มันก็จริงอย่างเ้าตัวว่านั่นแหละ ก็เล่นอ่านหนังสือใจจดใจจ่อซะขนาดนั้น แถมขนหนังสือมาอีกถุงเบ้อเร่อ
พอนึกถึงเื่ในร้านหนังสือแล้วก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา ผมถอนหายใจเพราะไม่รู้จะทำยังไง ก็เจษลินทร์เล่นแบกความน่ารักไปด้วยทุกที่ แล้วมันก็มีแต่คนมองคนสนใจไง ผมอยากจะหวงออกหน้าออกตาก็ทำไม่ได้ เพราะ'ไม่ได้เป็อะไรกัน' กลัวว่าจะเผลอทำให้เ้าตัวอึดอัดแล้วตีตัวออกห่างผม
“เป็อะไร อยู่ดีๆก็ถอนหายใจ แถมทำหน้าแบบนั้นอีก”
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองทำหน้าแบบไหน คนตัวบางถึงได้ถามผมแบบนั้น
อ้อ อย่าแปลกใจเลยที่ผมเรียกเขาว่าคนตัวบาง ก็เจษน่ะดูผอมกว่าผม เอวนี่เล็กนิดเดียวเอง แต่ตัวเขาไม่เล็กนะส่วนสูงเท่าๆผมนี่แหละ งงมั้ย? เอองั้นช่างเื่นั้นเถอะ
“มีเื่ให้เครียดนิดหน่อย” ผมตอบ
“เื่งานเหรอ?”
ผมส่ายหัว ถ้าเป็เื่งานยังจะดีกว่าซะอีก
“คุณ”
อยู่ๆเจษลินทร์ก็เรียกผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนผมต้องหันไปมองครู่หนึ่ง แล้วกลับมาโฟกัสถนนตรงหน้าต่อ
"ครับ" ผมตอบรับพลางเลิกคิ้วรอฟัง
“คุณเคยบอกผมว่ามีอะไรก็สามารถบอกคุณได้ทุกเื่ใช่มั้ย”
ผมพยักหน้ารับ
“ผมก็อยากจะบอกคุณว่า ถ้าคุณมีอะไรคุณก็สามารถบอกผมได้ทุกเื่เหมือนกันนะ ถ้าผมช่วยได้ผมก็จะช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ผมก็จะเป็ผู้ฟังที่ดี”
ผมอึ้งงัน พลันความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆอีกฝ่ายถึงได้พูดแบบนั้น แต่ตอนนี้ความรู้สึกดีใจมันผลักความสงสัยของผมทิ้งไปจนหมด
“แก้มแตกแล้วมั้ง”
ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองยิ้มจนแก้มแทบแตกก็ตอนที่มือขาวๆของเจษลินทร์มาััที่แก้มของผม เขาหยุมแก้มผมด้วยท่าทางมันเขี้ยวเสียเต็มประดา
“ในฐานะอะไร”
“หา?” คิ้วสวยของอีกฝ่ายขมวดมุ่นพร้อมปากเรียวเผยอขึ้นเล็กน้อย
คนบ้าอะไร ทำหน้าแบบไหนก็น่ารักไปหมด ใจพ้มน่ะเหลวไม่ไหว!
“ก็ที่คุณบอกจะคอยรับฟังและอยู่ข้างๆผมน่ะ ในฐานะอะไร?” ผมเอ่ยทวน
“ก็เราซี้กันแล้วไม่ใช่เหรอ คุณเองก็เคยพูดแบบนั้นกับผมนี่” เขาว่าพร้อมทำหน้าไม่เข้าใจ
ผมหยุดรถเพราะมาถึงจุดหมายพอดี
“เพื่อนสนิทงี้เหรอ?”
“ถูกต้อง” ปากเรียวสวยขยับตอบชัดถ้อยชัดคำ
“ไม่เอา ไม่อยากเป็” ผมตอบแทบจะทันที ใครอยากเป็เพื่อนสนิทกับคนตรงหน้ากัน
“เอ้า เอาใจยากเฉย สรุปเราจะสนิทกันหรือไม่สนิทกัน?”
“สนิทกัน แต่ไม่เป็เพื่อนสนิท”
“แล้วจะเป็อะไรเล่า”
“จะเป็แฟน”
หัวใจผมเต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับอาการมือเย็นหน่อยๆ เมื่ออีกคนหน้าเหวอไป
“รู้ใช่มั้ย ว่าผมชอบคุณ” ในที่สุดผมก็เอ่ยออกไป พยายามใช้น้ำเสียงและใบหน้าที่จริงจังที่สุดเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าผมล้อเล่น
“เบาหน่อยคุณ หัวใจผมมันจะหลุดออกมาแล้ว” เขาตอบพร้อมเอามือลูบอกตัวเอง
ผมถึงกับหลุดขำกับท่าทางนั้นไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาแบบนี้
น่ารักจังโว้ย
“ผมจริงจังนะคุณ”
“อื้อ รู้แล้ว” เ้าตัวตอบผมด้วยท่าทีกึ่งเขินกึ่งอมยิ้มใบหูขาวๆของเขาแดงไปหมด
น่ะ ก็ดูความน่ารักของเขาดิ นี่ผมกำลังอดทนไม่กลืนเขาลงท้องอยู่นะ
“งั้น…เป็แฟนกันมั้ย” ไอ้หัวใจนี่มันเต้นถี่กว่านี้ได้อีกมั้ยนะ? ผมถามตัวเอง
แต่ไหนๆก็พูดออกไปแล้วก็เอาให้มันสุดไปเลย ถ้าเขาปฏิเสธ ผมก็จะไปรักษาแผลใจแล้วค่อยกลับมาอยู่ข้างๆเขาใหม่ ในฐานะอะไรก็ได้ที่เขาจะสบายใจ
“เบาก่อนคุณ คือไม่ใช่ผมจะปฏิเสธคุณนะ แต่คือแบบผมยังปรับไม่ทัน มันกะทันหันเกินไป คือ คือ...”
“โอเค ผมไม่ได้เร่งรัด ผมจะจีบคุณจนกว่าคุณจะอยากเป็แฟนผม ขออย่างเดียว ห้ามให้คนอื่นจีบด้วย”
ผมรีบเอ่ยเพราะไม่อยากให้เขาอึดอัด ผมเข้าใจ ผมเองมัวแต่คิดว่าจะต้องบอกความรู้สึกออกไป จนลืมคิดถึงอีกฝ่ายว่านี่มันคงกะทันหันไปสำหรับเขา
ยังไงผมก็รอได้อยู่แล้ว ผมไม่ปล่อยคนนี้หลุดมือไปแน่ๆ
ผมจะเอา
เจษลินทร์ที่มัวแต่เขินก็ทำได้แค่พยักหน้ารับ เขาทำตัวไม่ถูกเลยตัดบทกลับเข้าบ้านเสีย
“งั้นคุณกลับบ้านดีๆนะ อย่าขับรถเร็วล่ะ ถึงแล้วบอกด้วย”
“พรุ่งนี้คุณไปไหนรึเปล่า”
“อื้อ มีนัดกับยูและขุนอ่ะ”
“โอเค เดี๋ยวถึงแล้วผมโทรหานะ”
“ครับ”
พอถึงบ้าน ทำธุระเสร็จแล้วปัณณวิชญ์ก็โทรหาเจษลินทร์ ทั้งๆที่วันนี้ก็อยู่ด้วยกันทั้งวัน น่าแปลกที่ยังมีเื่คุยกันมากมาย กว่าจะวางสายได้ก็ปาไปตีสองกว่า
และวันนี้ใครบางคนก็คงหลับฝันดีกว่าทุกวันเพราะอย่างน้อยเขาก็ได้เอ่ยความในใจให้ใครคนนั้นได้รู้แล้ว…….
T B C
กรี้ดดด เขาบอกชอบกันแล้วค่ะทุกค้นนนน งู้ยย
ว่าแต่น้อนปืนคะ หนูจะเอา นี่คือจะเอาอะไรคะ?
-่นี้ให้เขาหน่อยนะ เด็กมันรอมานานอ่ะเนอะ
พบคนคลั่งรักแล้วหนึ่งค่าาาา
ติชมกันเข้ามาได้นะคะ
-LOVE-