หนึ่งชั่วโมงหลังจากที่กองกำลังนาโตถูกถล่มย่อยยับ
ณ [ฐานทัพไกอา] และ [เมืองแห่งเทพ] เมืองกับฐานทัพที่มีแม่น้ำคั่นกลางซึ่งตั้งอยู่ช่วงใจกลางของทวีป
เปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก] ชายผู้คลั่งไฟ บุรุษที่ไว้ผมสั้นสีทองหวีเข้าทรงเรียบร้อย มีดวงตาสีเขียว ปีกโปร่งแสง มีผิวขาว และชอบพูดว่า ดิก~ ลงท้าย
ประกายสายฟ้า [โรส] สตรีภูติที่มีผมทองฟูฟ่อง ดวงตาสีทอง นิสัยขี้ระแวง และชอบพูดว่า ออง~ ลงท้าย
วายุกระหน่ำ [ดิไลออน] สตรีผู้รักในอิสระ ใครสั่งไม่ค่อยได้ หัวดื้อ ไว้ผมทรงแอร์โฟร์สีขาว ดวงตาสีขาว ชอบพูดว่า กิว~ ลงท้าย
สามหน่อติ๊งต๊องแห่งเผ่าภูติที่ว่ากำลังนำทัพภูติจำนวนหนึ่งแสนสองหมื่นนาย เข้ารุกรานเมืองของมนุษย์ในช่วงบ่ายของวันตามคำสั่งของเอสเทอ พร้อมกับอาวุธของภูติที่นำมาทำสงครามแบบเต็มอัตราศึก
อาวุธของเผ่าภูตินั้น จะประกอบด้วยกันทั้งหมดสามอย่าง
หนึ่งคือ [คริสตัลภูติ] ลูกแก้วทรงกลมใสที่ภูติทุกคนจะพกติดตัว มันจะช่วยในการเร่งพลังการแปรสสารของพวกเธอ
สองคือ [สารต้นแบบ] หากจะจุดไฟ ก็ต้องหาเชื้อเพลิง ออกซิเจน ความร้อน แล้วทำให้ทั้งสามองค์ประกอบเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่จนเป็นเปลวไฟที่ลุกไหม้ขึ้นมา
หากเข้าใจกฏเกณต์ของธรรมชาติ ภูติอย่างพวกเขาจะสามารถแปรธาตุสสาร รวมไปถึงปรับโครงสร้างอะตอมได้จากทุกสิ่งทุกอย่าง และจะยิ่งทำได้ดีมากขึ้นหากว่ามีสารต้นแบบที่ใช้ในการแปรธาตุเตรียมเอาไว้แล้ว
หากเป็นหน่วยภูติอัคคีจะพกดินปืนเอาไว้เป็นสารตั้งต้นแรกเพื่อแปรธาตุสร้างระเบิดเพลิง
หากเป็นหน่วยภูติอัศนีบาตจะพกก้อนประจุไฟฟ้าเอาไว้
และอาวุธอย่างที่สามคือ [ชุดเกราะภูติ]
ชุดเกราะภูตินั้นคือเทคโนโลยีระดับนาโน มันทำมาจากการทักทอเส้นใยอันเบาบางเข้าด้วยกัน แต่เป็นเส้นใยที่มีการเรียงตัวของโมเลกุลพิเศษ จนมีความยืดหยุ่น เหนี่ยว และแข็งแรงมาก
ด้วยเทคโนโลยีนาโนที่เลียนข้อดีของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกัน จึงทำให้มันสามารถเปลี่ยนสีให้กลืนไปกับสภาพแวดล้อมได้ และสามารถสร้างบาเรียที่คอยปกป้องการโจมตีต่าง ๆ เอาไว้ด้วยการจัดเรียงตัวของโมเลกุลโดยรอบ
และบาเรียนี้ยังมีความสามารถในการกันการสะท้อนกลับของคลื่นเรด้าได้อีกด้วย จึงทำให้เรด้าของเผ่ามนุษย์ไม่สามารถจับตำแหน่งได้
หากพวกเขาอยากที่จะจับตำแหน่งให้ได้จริง ๆ คงต้องดักตรวจจากคลื่นแปลกปลอมที่พวกภูติส่งออกมาเวลาพวกเขาสื่อสารและแจ้งตำแหน่งตัวเองนั่นละ
อนึ่ง ด้วยความที่บาเรียมันทำหน้าที่คล้ายกำแพงขวางกั้นเอาไว้ จึงทำให้ผู้ที่อยู่ด้านในบาเรียจะไม่สามารถโจมตีออกไป แต่นั่นมันไม่ใช่ปัญหาของเผ่าภูติ
เพราะว่าพวกภูติสามารถสร้างการโจมตีนอกบาเรีย ด้วยการแปรธาตุจากการสร้างสนามแม่เหล็กพลังงานสูงได้นั่นเอง
ดังนั้นชุดที่ขายให้กับเผ่ายักษา พวกภูติจึงเอาระบบสร้างบาเรียของชุดออก เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ปืนยิงออกไปได้ แล้วขายเป็นอุปกรณ์สร้างบาเรียหุ้มตัวเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่าแทน
และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ชุดของเผ่ายักษามีความสามารถเพียงแค่ป้องกันแรงกระแทกและเจาะทะลวงจากลูกกระสุน กับใช้มันเพื่อพรางตัวเท่านั้น
ส่วนของเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ขโมยเทคโนโลยีตัวนี้ไปใช้นั้น ราชินีฟรีด้าที่ไม่เข้าใจหลักการทำงานของบาเรียเผ่าภูติ จึงลองแก้ไขชำแหละไปเรื่อย จนค้นพบโดยบังเอิญว่าวัสดุที่ใช้สร้างชุดขึ้นมานี้ หากนำไปสร้างเป็นวงจรย้อนกลับ มันจะสามารถดึงพลังงานของมวลอะตอมโดยรอบที่มีอยู่มากมายในธรรมชาติ มาเป็นพลังงานของชุดเกราะได้
และนั่นจึงเป็นที่มาของชุดเกราะที่เพิ่มพลังกายการเคลื่อนไหวของเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน
พวกภูติเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีวิธีต่อวงจรย้อนกลับแบบที่ราชินีฟรีด้าค้นพบอย่างบังเอิญ
กลับมาที่สถานการณ์ของสงครามต่อ
“ดีลอนนิก ฝากเรื่องความร้อนด้วย ดิก~”
“โรส ฝากเรื่องสายฟ้าด้วย ออง~”
“ดิไลออน... ลม… ความชื้น… อากาศ… กิว~”
“ลูกพี่จะพูดชื่อตัวเองกันทำไม บูว~! ”
ลูกน้องคนหนึ่งของดีลอนนิกยิงคำถามกลับด้วยความสงสัย
หัวหน้าหน่วยทั้งสามคนต่างไม่มีใครคิดที่จะตอบคำถามของเขา
“เอาละ! หน่วยอัศนี… กรี๊ดดด!? ที่ฐานของศัตรูมีแสงสว่างส่องวาบขึ้นมาด้วยค่ะ! พวกศัตรูรู้ตัวแล้วแน่เลย! ทุกคนถอนทัพ ออง! ”
“ใจเย็นก่อนดิก~ เวลาแบบนี้มันต้องลุย! หน่วยภูติอัคคีจงแปรรูปขบวนแล้วบุกได้! ”
“โอ๊วววว! ”
หน่วยที่สวมเสื้อสีแดงกับเสื้อสีเหลืองต่างบินแยกไปคนละทิศอย่างชัดเจน
มีเพียงแค่หน่วยสีขาวของดิไลออนที่ยังคงบินเอื่อย ๆ มองดูทั้งสองกลุ่มบินแตกรังอย่างใจเย็น
“นี่… นั่นแค่… แสงสะท้อนกำแพง… กิว~”
“อ๊ะ? ”
คำพูดเบา ๆ ของดิไลออนได้เรียกสติของทุกคนกลับมา
“บาเรียภูติ… กัน… เรด้า… ได้… สร้าง… [สิ่งนั้น] ... ต่อ…”
เธอพูดอย่างเย็นชา ก่อนที่จะเริ่มใช้ปีกของตนสร้างกระแสลม ดัดแปลงความชื้น แทรกแทรงและเริ่มดำเนินเปลี่ยนอุณหภูมิในอากาศไปพร้อมกับหน่วยรบของเธอที่มีจำนวนสี่หมื่นนาย
ดีลอนนิกกับโรสที่ถูกดิไลออนเรียกสติกลับมา เริ่มบินวกกลับมารวมตัวกันเพื่อทำตามแผนการต่อ
“ดิไลออน… เธอสร้างผิดทิศหรือเปล่า ดิก? ”
ดีลอนิกทักสตรีสีขาวที่ใบหน้านิ่งเรียบเฉยดุจตุ๊กตาในตอนที่เขาเริ่มสร้างคลื่นความร้อนไปในอากาศ
“...”
ใบหน้าที่นิ่งเรียบเฉยดุจตุ๊กตานั้น ได้กลายเป็นสีแดงแจ๋ขึ้นมาเพราะอายในความผิดพลาด ก่อนจะหันไปทางฐานศัตรูอย่างเงียบ ๆ
“นี่ ๆ เดียวพอพวกเราเริ่มสร้างสิ่งนี้ คงไม่เจอตัวใช่มั้ยออง? แสงจากปีกของพวกเรามันเด่นมากเลยนะออง”
โรสพูดด้วยความหวั่นวิตก ในระหว่างที่เริ่มสร้างประจุไฟฟ้าใส่ลงไปในอากาศ
“... แน่นอนกิว~”
“? ”
“สว่างเจิดจ้า… ไม่เห็น… ก็บ้าแล้ว… กิว~”
ดิไลออนพูดด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉย
ทันทีที่เธอพูดจบ ก็มีกระสุนปืนต่อต้านอากาศยานของฝั่งมนุษย์ถูกยิงเข้าใส่
ถึงจะใช้เรด้าจับสัญญาณไม่เจอ แต่เล่นบินกันเต็มท้องฟ้าแบบนี้ ถ้าตาไม่บอด เป็นใครก็ต้องเห็นว่าพวกเขาอยู่ที่นี่
“แว๊กกก! ทุกหน่วย รีบสร้าง [สิ่งนั้น] เร็ว! ดิก~”
เกิดระเบิดและควันสีเทาลอยคลุ้งไปทั่วท้องฟ้า
นอกจากปืนใหญ่ต่อต้านอากาศแล้ว ยังมีมิซซายอีกนับร้อยยิงต้อนรับพวกเขาอย่างใหญ่โตด้วย
บาเรียของพวกเขาแทบจะไม่ช่วยอะไรเลยต่อหน้าปืนใหญ่และมิซซายเหล่านั้น
ภูติตัวน้อยที่น่ารักต่างทยอยร่วงหล่นจากท้องฟ้าเป็นจำนวนมาก
เพียงแค่ห้านาที พวกเขาก็เหลือเพียงแค่หนึ่งในสามที่มีแล้ว
“เสร็จแล้วกิว~ ถอนทัพไปที่ฐานภูติกันกิว~”
แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เตรียมการโจมตีเสร็จสิ้นแล้ว
ดิไลออนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ก่อนจะพากันถอนทัพอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่คิดที่จะหันกลับไปดูอีกต่อไป
ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในหลังจากนี้ ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของธรรมชาติจะนำพาไปเท่านั้น
ในเวลานั้นทหารฝ่ายมนุษย์ต่างยิ้มอย่างมีชัย
ในตอนที่พวกเขาได้ยินว่าฐานทัพทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกถล่มยับ พวกเขาก็คิดว่าจะต้องเจอศึกที่หนักหน่วงแน่นอน
แต่กลายเป็นว่ามันเป็นศึกที่ง่ายดายนัก
พวกเขาคิดว่าบางทีอาจเป็นเพราะฐานทัพของนาโตนั้น คงจะมีปืนใหญ่ไม่พอยิงมากกว่า เลยทำให้ถูกถล่มยับและพ่ายแพ้
แต่แล้วหลังจากนั้นเพียงสามนาที พวกเขาก็ค้นพบว่าตัวเองกำลังคิดผิดอย่างไม่น่าให้อภัย
ที่พวกภูติถอยทัพหนีออกไปนั้นไม่ใช่ว่าสู้ไม่ได้
แต่เป็นเพราะว่ามันไม่จำเป็นต้องอยู่เพื่อต่อสู้อีกต่อไปแล้วต่างหาก
“กระแสลมนี้มันคืออะไร? ”
นายทหารผิวสีแทนคนหนึ่งที่ยืนประจำการบนกำแพงกล่าวออกมาด้วยความสงสัย
“... เมฆฝน? ”
ท้องฟ้าที่เคยโปรงใสได้ถูกเมฆสีดำบดบังจนมืดมิด
หยาดน้ำจากฟากฟ้าเริ่มโปรยปราย
พร้อมกับเกลียวกระแสลมที่ก่อตัวลงสู่ผืนแผ่นดิน
“... ชักท่าจะไม่ดีแล้วสิ”
เกลียวคลื่นสีเทานั้นได้เชื่อมผืนแผ่นดินกับท้องฟ้าเข้าด้วยกัน
เจ้าสิ่งนั้นก่อตัวขยายใหญ่ขึ้น และเคลื่อนตัวมาสู่ฐานทัพของพวกเขาด้วยความเร็วที่บ้าคลั่ง
มันคือผลงานของหน่วยภูติวายุของ [ดิไลออน] ที่แสนจะภาคภูมิใจ
มันคือ [ทอร์นาโดภูติ] พลังแห่งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าใครจะต้านทานได้
[ทอร์นาโด] หรือ [ลมงวงช้าง] นั้น คือปรากฏการธรรมชาติที่เกิดจากการหมุนของอากาศ และมักพบในลักษณะรูปทรงกรวยมากที่สุด
มันมีส่วนปลายทิ่มลงพื้นและแผ่ออกกว้างสู่ฟากฟ้า
ด้วยความเร็วลมถึง 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงทำให้มันมีพลังทำลายล้างระดับที่อาคารและบ้านเรือนไม่อาจต่อกรได้
แต่ [ทอร์นาโดภูติ] ที่พวกเขาสร้างขึ้นมามันไม่ใช่ของเด็กเล่นที่มนุษย์เคยพบเจอบนโลกเดิมที่พวกเขาจากมา
เพราะว่ามันคือทอร์นาโดที่มีระดับความเร็วลมอยู่ที่ 2,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั่นเอง…
และมันเป็นพายุที่บ้าคลั่งซึ่งแม้แต่พวกภูติเองก็ไม่อาจจะควบคุมมันได้
ลมพายุที่บ้าคลั่ง ได้ดึงเอาทุกสิ่งบนผืนโลกขึ้นสู่ท้องฟ้า
ต้นหญ้าที่ถูกถอนขึ้นมาตามแรงลม ได้กลายเป็นคมมีดสังหารที่เฉือนได้แม้แต่เนื้อเหล็ก
สายฟ้านับแสนล้านโวล วิบัติฟาดฟัน โรมรันทุกสิ่ง กลืนกินซึ่งทุกอย่าง ราวกับเป็นความพิโรธของเทพเจ้าซุส
แผ่นดินลุกไหม้ สายฟ้าคำรามก้อง ทุกคนต่างตกอยู่ในความหวาดหวั่นต่อหน้าพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นี้
มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถรับมือได้
ปืนใหญ่ที่หนักเป็นตันถูกยกตัวลอยขึ้นสูง
กำแพงฐานทัพที่คิดว่าแข็งแกร่ง ถูกฉีกกระชากออกราวกับเศษกระดาษ
ร่างของผู้คนนับหมื่นที่ประจำการ ถูกพัดปลิวไปกับสายลมอย่างไร้ซึ่งความเมตตา
แม้แต่ตัวอาคารที่สร้างคำนวณมาเป็นอย่างดี ก็ยังถูกเฉือนออกไปครึ่งหนึ่งจนเหลือเพียงแค่เศษเสากับคาน
ฐานทัพไกอาถูกภัยพิบัติธรรมชาติที่ถูกสร้างทำลายจนพินาศสิ้นในวินาทีที่ปีศาจลมอันบ้าคลั่งเดินผ่าน
แต่มันไม่หยุดแค่นี้
เจ้ามารร้ายแห่งเกลียวคลื่นยังมีพลังมากพอจะมุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไป
มันเริ่มย่างกายข้ามแม่น้ำที่กว้างใหญ่ เพื่อเข้าโจมตีเมืองแห่งเทพซึ่งตั้งอยู่อีกฟากของแม่น้ำ
เหล่าผู้ศรัทธาหลายหมื่นคนต่างร้อนรนวิ่งหนีเข้าบ้านเรือนและหอคอยบาเบลที่ตั้งสูงตระหง่าน
หอคอยหินโบราณสูงเหยียดฟ้าราวกับะจะทะลุไปถึงสวรรค์ กำลังยืนท้าสู้กับอสูรยักษ์แห่งธรรมชาติ
ประดุจหนึ่งไททันแห่งดินและวายุจะเข้าโรมรันกัน
หอคอยบาเบลที่สร้างจากพลังศรัทธาของมนุษย์ กำลังต่อต้านพลังธรรมชาติที่คิดจะเชือดเฉือนมัน
มันยืนตระหง่าท้าสู้อสูรร้ายแห่งลมที่วิ่งเข้ามากอดรัด
ผิวนอกของหอคอยได้ถูกลมเฉือนออกไปจนมีแผลไปทั่วร่าง
แต่หอคอยหินที่สูงใหญ่ก็หาได้กรีดเสียร้องออกมาไม่
มันยืนเด่นท้าสู้อย่างห้าวหาญดุจผู้กล้าที่อาจหาญท้าสู้จอมมาร
เหล่าผู้ศรัทธาต่างนั่งคุกเข่าลง พร้อมกับกุมมือสวดภาวนาต่อเทพเจ้าทั้งสามผู้สร้างโลก
“ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย”
นั่นคือสิ่งที่พวกเขาสวดภาวนาออกไป
แต่ไม่มีปฏิหาริย์ใดส่งกลับมาจากเทพเจ้าทั้งสามที่ชื่นชอบสงครามเหล่านั้น
หอคอยบาเบลสั่นไหวอย่างรุนแรง กระแสลมพัดผ่านเข้ามาตามช่องหน้าต่าง และพัดเอาสิ่งของทุกสิ่งออกไปจากอาคาร
ทั้งร่างของเหล่าผู้ศรัทธา พรมสีแดงที่งดงาม เชิงเทียงทองคำที่วิจิตรตระการตา รูปปั้นอันเป็นตัวแทนของเทพเจ้าทั้งสามที่สร้างโลกใบนี้
ความงดงามและหรูหราซึ่งสร้างมาเพื่อบูชาเทพเจ้าได้ถูกทำลายทิ้งไปจนสิ้น
การปะทะที่รุนแรงได้จบสิ้นลงภายในเวลาเพียงแค่สิบวินาที
ผู้ที่พ่ายแพ้คือหอคอยบาเบลที่สูงเสียฟ้า
หอคอยขนาดยักษ์ได้ถูกโอบอุ้มสูงขึ้นจากผืนแผ่นดิน
มันถูกเหวี่ยงไปตามแรงลม และถูกกระชากออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างโหดร้าย
เจ้าอสูรทอร์นาโดตัวนั้นได้โยนเศษซากแห่งความศรัทธาของมนุษย์สู่ฟากฟ้า ก่อนจะวิ่งปัดย้อนกลับไปทางทะเลป่าในทิศตะวันออก
เศษหินที่ถูกโปรยปรายขึ้นฟ้า ได้ร่วงหล่นลงมาประดุจดวงดาราที่ร่วงโรย
เหล่าผู้ศรัทธาที่รอดชีวิตอยู่ในเมืองต่างวิ่งหนีออกจากเขตตัวเมืองกันจ้าละหวั่น
“เหวอ!? ”
เหล่าผู้ศรัทธาต่างวิ่งหนีออกมาอย่างไม่คิดชีวิต
หอคอยบาเบลถูกทำลาย เมืองถูกทำลาย สิ่งบูชาถูกทำให้หายไปจนสิ้น
ตัวแทนแห่งความศรัทธาที่พวกเขาทุ่มพลังสร้างขึ้นเพื่อการบูชาได้ถูกทำลายลงไปจนสิ้นไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว
เมืองแห่งเทพได้ถูกทำลายไปแล้ว
“เมือง… ท่านเทพ… ของพวกเรา…”
“บังอาจ… พวกต่างเผ่า… พวกมันต้องชดใช้กับความหยาบคายนี้! ”
และแน่นอนว่านั่นทำให้เกิดเป็นไฟแค้นอันลุกโชนก่อตัวขึ้นมาภายในจิตใจของพวกเหล่าผู้ศรัทธากลุ่มนี้
เอสเทอรู้ถึงสถานการณ์ ณ ปัจจุบันของเผ่ามนุษย์เป็นอย่างดี เพราะเธอได้ส่งหน่วยข่าวกรองพิเศษเข้าไปสืบตามเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่เริ่มสงครามจนกระทั้งถึงวันนี้
ดังนั้นเธอจึงรู้ว่าเผ่ามนุษย์กำลังรับศึกโจมตีของเผ่าอาร์โธร์โพดาจากทางทิศใต้ของทวีปอยู่
ถ้าหากว่าเธอโจมตีเผ่ามนุษย์ในตอนนี้ พวกเขาก็ต้องแบ่งกำลังแยกออกเป็นสองส่วนเพ่อรับมือการโจมตีจากทั้งสองทิศทาง
เอสเทอไม่อยากอยู่นิ่งเฉยรอให้เผ่าอาร์โธร์โพดาตบกับมนุษย์เหมือนสมัยที่คิดหลอกใช้เผ่ายักษาตบกับมนุษย์อีกแล้ว
การที่ได้เห็นระเบิดปรมาณูลูกนั้น ทำให้เธอคิดว่าเผ่าอาร์โธร์โพดาคงไม่อาจรับมือไหว
ดังนั้นเธอจึงเลื่อนแผนการโจมตีเผ่ามนุษย์ให้เร็วขึ้น
แต่ถ้าหากกดดันมากจนเกินไป ฝ่ายภูติก็อาจจะได้กินปรมาณูเป็นของขวัญตอบแทนได้ ดังนั้นเอสเทอจึงสั่งให้บุกแค่พอดี เอาให้อยู่ในระดับที่ว่า [เป็นภัยคุกคาม แต่ยังไม่มากเท่าพวกอาร์โธร์โพดา]
แต่ดูเหมือนว่าเธอจะลืมไปอย่างว่าเผ่าภูติเป็นพวกที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง
[ดีลอนนิก] , [โรส] , [ดิไลออน] สามคนนี้ไม่มีใครสักคนที่ทำตามอย่างที่เอสเทอต้องการเลย
เพราะบ้าพลังมากเกินไป ดีลอนนิกจึงปรับแต่งอุณภูติให้ต่างกันมาจนเกิดเป็นพายุที่บ้าคลั่งกว่าที่ควรเป็น
โรส ด้วยความกลัวหวั่นวิตกว่าจะมีฝูงบินมาไล่เชือดพวกตนทีหลัง เลยใส่พลังสายฟ้าไปเต็มเหนี่ยว จนก่อเป็นกระแสสายฟ้าที่แปรปรวนไปทั่วน่านฟ้า
ดิไลออน ด้วยนิสัยแต่เดิมที่ไม่ค่อยฟังใครอยู่แล้ว จึงตอบรับความรู้สึกของทั้งสองคน ด้วยการสร้างพายุทอร์นาโดที่รุนแรงระดับวันโลกาวินาศออกมา
ด้วยเหตุนี้ เมืองแห่งเทพกับป้อมปราการไกอาของมนุษย์จึงย่อยยับไม่เหลือซาก
แถมยังเหลือสภาพท้องฟ้าที่แปรปรวนทิ้งเอาไว้เป็นของฝากก่อนบินจากไปอีก
จากไปสู่ทิศทางตะวันออกที่เป็นที่ตั้งเมืองของพวกเขาอะนะ...
“ดิก~!? ”
“กิว~!? ”
“ออง~!? ”
เจ้าสามหน่อผู้นำหน่วยที่ทำเกินกว่าเหตุต่างตาโตด้วยความตกใจ
ผลงานอันแสนภาคภูมิใจนี้ ไม่มีใครสามารถหยุดมันได้
แน่นอนว่ารวมไปถึงตัวภูติเองด้วย
“ทิศทางนั้น… ถ้าไม่เปลี่ยนทิศทีหลัง คงไปถึงฐานทัพที่เจ้าเอสเทออยู่แน่เลยดิก~”
“รายงานดีมั้ยกิว~? ”
“...อย่าเลย ออง~”
“ใช่ ๆ อย่าเลยดิก~ ไม่งั้นได้โดนเอสเทอด่าหูชาทีหลังแน่ดิก~”
“ปรากฏการธรรมชาติ...”
“ใช่ ๆ เป็นปรากฏการธรรมชาตินะทุกคน ตกลงตามนี้นะกิว! ”
“รับทราบครับ/ค่ะท่านหัวหน้าหน่วย! ”
“งั้นวันนี้พอแค่นี้ ทุกคนแยกย้ายไปเล่นกันเถอะ กิว~! ”
ในวันนั้น นอกจากเมืองแห่งเทพกับกองฐานทัพไกอาของมนุษย์แล้ว พื้นที่ป่าของเผ่าภูติกว่าหนึ่งในสามเองก็ได้ถูกภัยธรรมชาติอันบ้าคลั่งทำลายทิ้งไปด้วยเช่นกัน...