Age of war

    ตอนที่ 73 อาวุธของเผ่าภูติ

    หนึ่งชั่วโมงหลังจากที่กองกำลังนาโตถูกถล่มย่อยยับ

    ณ [ฐานทัพไกอา] และ [เมืองแห่งเทพ] เมืองกับฐานทัพที่มีแม่น้ำคั่นกลางซึ่งตั้งอยู่ช่วงใจกลางของทวีป



    เปลวไฟปะทุ [ดีลอนนิก] ชายผู้คลั่งไฟ บุรุษที่ไว้ผมสั้นสีทองหวีเข้าทรงเรียบร้อย มีดวงตาสีเขียว ปีกโปร่งแสง มีผิวขาว และชอบพูดว่า ดิก~ ลงท้าย

    ประกายสายฟ้า [โรส] สตรีภูติที่มีผมทองฟูฟ่อง ดวงตาสีทอง นิสัยขี้ระแวง และชอบพูดว่า ออง~ ลงท้าย

    วายุกระหน่ำ [ดิไลออน] สตรีผู้รักในอิสระ ใครสั่งไม่ค่อยได้ หัวดื้อ ไว้ผมทรงแอร์โฟร์สีขาว ดวงตาสีขาว ชอบพูดว่า กิว~ ลงท้าย

    สามหน่อติ๊งต๊องแห่งเผ่าภูติที่ว่ากำลังนำทัพภูติจำนวนหนึ่งแสนสองหมื่นนาย เข้ารุกรานเมืองของมนุษย์ในช่วงบ่ายของวันตามคำสั่งของเอสเทอ พร้อมกับอาวุธของภูติที่นำมาทำสงครามแบบเต็มอัตราศึก

    อาวุธของเผ่าภูตินั้น จะประกอบด้วยกันทั้งหมดสามอย่าง

    หนึ่งคือ [คริสตัลภูติ] ลูกแก้วทรงกลมใสที่ภูติทุกคนจะพกติดตัว มันจะช่วยในการเร่งพลังการแปรสสารของพวกเธอ

    สองคือ [สารต้นแบบ] หากจะจุดไฟ ก็ต้องหาเชื้อเพลิง ออกซิเจน ความร้อน แล้วทำให้ทั้งสามองค์ประกอบเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่จนเป็นเปลวไฟที่ลุกไหม้ขึ้นมา

    หากเข้าใจกฏเกณต์ของธรรมชาติ ภูติอย่างพวกเขาจะสามารถแปรธาตุสสาร รวมไปถึงปรับโครงสร้างอะตอมได้จากทุกสิ่งทุกอย่าง และจะยิ่งทำได้ดีมากขึ้นหากว่ามีสารต้นแบบที่ใช้ในการแปรธาตุเตรียมเอาไว้แล้ว

    หากเป็นหน่วยภูติอัคคีจะพกดินปืนเอาไว้เป็นสารตั้งต้นแรกเพื่อแปรธาตุสร้างระเบิดเพลิง

    หากเป็นหน่วยภูติอัศนีบาตจะพกก้อนประจุไฟฟ้าเอาไว้

    และอาวุธอย่างที่สามคือ [ชุดเกราะภูติ]

    ชุดเกราะภูตินั้นคือเทคโนโลยีระดับนาโน มันทำมาจากการทักทอเส้นใยอันเบาบางเข้าด้วยกัน แต่เป็นเส้นใยที่มีการเรียงตัวของโมเลกุลพิเศษ จนมีความยืดหยุ่น เหนี่ยว และแข็งแรงมาก

    ด้วยเทคโนโลยีนาโนที่เลียนข้อดีของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มารวมเข้าไว้ด้วยกัน จึงทำให้มันสามารถเปลี่ยนสีให้กลืนไปกับสภาพแวดล้อมได้ และสามารถสร้างบาเรียที่คอยปกป้องการโจมตีต่าง ๆ เอาไว้ด้วยการจัดเรียงตัวของโมเลกุลโดยรอบ

    และบาเรียนี้ยังมีความสามารถในการกันการสะท้อนกลับของคลื่นเรด้าได้อีกด้วย จึงทำให้เรด้าของเผ่ามนุษย์ไม่สามารถจับตำแหน่งได้

    หากพวกเขาอยากที่จะจับตำแหน่งให้ได้จริง ๆ คงต้องดักตรวจจากคลื่นแปลกปลอมที่พวกภูติส่งออกมาเวลาพวกเขาสื่อสารและแจ้งตำแหน่งตัวเองนั่นละ



    อนึ่ง ด้วยความที่บาเรียมันทำหน้าที่คล้ายกำแพงขวางกั้นเอาไว้ จึงทำให้ผู้ที่อยู่ด้านในบาเรียจะไม่สามารถโจมตีออกไป แต่นั่นมันไม่ใช่ปัญหาของเผ่าภูติ

    เพราะว่าพวกภูติสามารถสร้างการโจมตีนอกบาเรีย ด้วยการแปรธาตุจากการสร้างสนามแม่เหล็กพลังงานสูงได้นั่นเอง

    ดังนั้นชุดที่ขายให้กับเผ่ายักษา พวกภูติจึงเอาระบบสร้างบาเรียของชุดออก เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ปืนยิงออกไปได้ แล้วขายเป็นอุปกรณ์สร้างบาเรียหุ้มตัวเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่าแทน

    และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ชุดของเผ่ายักษามีความสามารถเพียงแค่ป้องกันแรงกระแทกและเจาะทะลวงจากลูกกระสุน กับใช้มันเพื่อพรางตัวเท่านั้น



    ส่วนของเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ขโมยเทคโนโลยีตัวนี้ไปใช้นั้น ราชินีฟรีด้าที่ไม่เข้าใจหลักการทำงานของบาเรียเผ่าภูติ จึงลองแก้ไขชำแหละไปเรื่อย จนค้นพบโดยบังเอิญว่าวัสดุที่ใช้สร้างชุดขึ้นมานี้ หากนำไปสร้างเป็นวงจรย้อนกลับ มันจะสามารถดึงพลังงานของมวลอะตอมโดยรอบที่มีอยู่มากมายในธรรมชาติ มาเป็นพลังงานของชุดเกราะได้

    และนั่นจึงเป็นที่มาของชุดเกราะที่เพิ่มพลังกายการเคลื่อนไหวของเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน

    พวกภูติเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีวิธีต่อวงจรย้อนกลับแบบที่ราชินีฟรีด้าค้นพบอย่างบังเอิญ



    กลับมาที่สถานการณ์ของสงครามต่อ

    “ดีลอนนิก ฝากเรื่องความร้อนด้วย ดิก~”

    “โรส ฝากเรื่องสายฟ้าด้วย ออง~”

    “ดิไลออน... ลม… ความชื้น… อากาศ… กิว~”

    “ลูกพี่จะพูดชื่อตัวเองกันทำไม บูว~! ”

    ลูกน้องคนหนึ่งของดีลอนนิกยิงคำถามกลับด้วยความสงสัย

    หัวหน้าหน่วยทั้งสามคนต่างไม่มีใครคิดที่จะตอบคำถามของเขา

    “เอาละ! หน่วยอัศนี… กรี๊ดดด!? ที่ฐานของศัตรูมีแสงสว่างส่องวาบขึ้นมาด้วยค่ะ! พวกศัตรูรู้ตัวแล้วแน่เลย! ทุกคนถอนทัพ ออง! ”

    “ใจเย็นก่อนดิก~ เวลาแบบนี้มันต้องลุย! หน่วยภูติอัคคีจงแปรรูปขบวนแล้วบุกได้! ”

    “โอ๊วววว! ”

    หน่วยที่สวมเสื้อสีแดงกับเสื้อสีเหลืองต่างบินแยกไปคนละทิศอย่างชัดเจน

    มีเพียงแค่หน่วยสีขาวของดิไลออนที่ยังคงบินเอื่อย ๆ มองดูทั้งสองกลุ่มบินแตกรังอย่างใจเย็น

    “นี่… นั่นแค่… แสงสะท้อนกำแพง… กิว~”

    “อ๊ะ? ”

    คำพูดเบา ๆ ของดิไลออนได้เรียกสติของทุกคนกลับมา

    “บาเรียภูติ… กัน… เรด้า… ได้… สร้าง… [สิ่งนั้น] ... ต่อ…”

    เธอพูดอย่างเย็นชา ก่อนที่จะเริ่มใช้ปีกของตนสร้างกระแสลม ดัดแปลงความชื้น แทรกแทรงและเริ่มดำเนินเปลี่ยนอุณหภูมิในอากาศไปพร้อมกับหน่วยรบของเธอที่มีจำนวนสี่หมื่นนาย

    ดีลอนนิกกับโรสที่ถูกดิไลออนเรียกสติกลับมา เริ่มบินวกกลับมารวมตัวกันเพื่อทำตามแผนการต่อ

    “ดิไลออน… เธอสร้างผิดทิศหรือเปล่า ดิก? ”

    ดีลอนิกทักสตรีสีขาวที่ใบหน้านิ่งเรียบเฉยดุจตุ๊กตาในตอนที่เขาเริ่มสร้างคลื่นความร้อนไปในอากาศ

    “...”

    ใบหน้าที่นิ่งเรียบเฉยดุจตุ๊กตานั้น ได้กลายเป็นสีแดงแจ๋ขึ้นมาเพราะอายในความผิดพลาด ก่อนจะหันไปทางฐานศัตรูอย่างเงียบ ๆ

    “นี่ ๆ เดียวพอพวกเราเริ่มสร้างสิ่งนี้ คงไม่เจอตัวใช่มั้ยออง? แสงจากปีกของพวกเรามันเด่นมากเลยนะออง”

    โรสพูดด้วยความหวั่นวิตก ในระหว่างที่เริ่มสร้างประจุไฟฟ้าใส่ลงไปในอากาศ

    “... แน่นอนกิว~”

    “? ”

    “สว่างเจิดจ้า… ไม่เห็น… ก็บ้าแล้ว… กิว~”

    ดิไลออนพูดด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉย

    ทันทีที่เธอพูดจบ ก็มีกระสุนปืนต่อต้านอากาศยานของฝั่งมนุษย์ถูกยิงเข้าใส่

    ถึงจะใช้เรด้าจับสัญญาณไม่เจอ แต่เล่นบินกันเต็มท้องฟ้าแบบนี้ ถ้าตาไม่บอด เป็นใครก็ต้องเห็นว่าพวกเขาอยู่ที่นี่

    “แว๊กกก! ทุกหน่วย รีบสร้าง [สิ่งนั้น] เร็ว! ดิก~”

    เกิดระเบิดและควันสีเทาลอยคลุ้งไปทั่วท้องฟ้า

    นอกจากปืนใหญ่ต่อต้านอากาศแล้ว ยังมีมิซซายอีกนับร้อยยิงต้อนรับพวกเขาอย่างใหญ่โตด้วย

    บาเรียของพวกเขาแทบจะไม่ช่วยอะไรเลยต่อหน้าปืนใหญ่และมิซซายเหล่านั้น

    ภูติตัวน้อยที่น่ารักต่างทยอยร่วงหล่นจากท้องฟ้าเป็นจำนวนมาก

    เพียงแค่ห้านาที พวกเขาก็เหลือเพียงแค่หนึ่งในสามที่มีแล้ว

    “เสร็จแล้วกิว~ ถอนทัพไปที่ฐานภูติกันกิว~”

    แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เตรียมการโจมตีเสร็จสิ้นแล้ว

    ดิไลออนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ก่อนจะพากันถอนทัพอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่คิดที่จะหันกลับไปดูอีกต่อไป

    ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในหลังจากนี้ ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของธรรมชาติจะนำพาไปเท่านั้น



    ในเวลานั้นทหารฝ่ายมนุษย์ต่างยิ้มอย่างมีชัย

    ในตอนที่พวกเขาได้ยินว่าฐานทัพทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกถล่มยับ พวกเขาก็คิดว่าจะต้องเจอศึกที่หนักหน่วงแน่นอน

    แต่กลายเป็นว่ามันเป็นศึกที่ง่ายดายนัก

    พวกเขาคิดว่าบางทีอาจเป็นเพราะฐานทัพของนาโตนั้น คงจะมีปืนใหญ่ไม่พอยิงมากกว่า เลยทำให้ถูกถล่มยับและพ่ายแพ้

    แต่แล้วหลังจากนั้นเพียงสามนาที พวกเขาก็ค้นพบว่าตัวเองกำลังคิดผิดอย่างไม่น่าให้อภัย

    ที่พวกภูติถอยทัพหนีออกไปนั้นไม่ใช่ว่าสู้ไม่ได้

    แต่เป็นเพราะว่ามันไม่จำเป็นต้องอยู่เพื่อต่อสู้อีกต่อไปแล้วต่างหาก

    “กระแสลมนี้มันคืออะไร? ”

    นายทหารผิวสีแทนคนหนึ่งที่ยืนประจำการบนกำแพงกล่าวออกมาด้วยความสงสัย

    “... เมฆฝน? ”

    ท้องฟ้าที่เคยโปรงใสได้ถูกเมฆสีดำบดบังจนมืดมิด

    หยาดน้ำจากฟากฟ้าเริ่มโปรยปราย

    พร้อมกับเกลียวกระแสลมที่ก่อตัวลงสู่ผืนแผ่นดิน

    “... ชักท่าจะไม่ดีแล้วสิ”

    เกลียวคลื่นสีเทานั้นได้เชื่อมผืนแผ่นดินกับท้องฟ้าเข้าด้วยกัน

    เจ้าสิ่งนั้นก่อตัวขยายใหญ่ขึ้น และเคลื่อนตัวมาสู่ฐานทัพของพวกเขาด้วยความเร็วที่บ้าคลั่ง

    มันคือผลงานของหน่วยภูติวายุของ [ดิไลออน] ที่แสนจะภาคภูมิใจ

    มันคือ [ทอร์นาโดภูติ] พลังแห่งธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าใครจะต้านทานได้

    [ทอร์นาโด] หรือ [ลมงวงช้าง] นั้น คือปรากฏการธรรมชาติที่เกิดจากการหมุนของอากาศ และมักพบในลักษณะรูปทรงกรวยมากที่สุด

    มันมีส่วนปลายทิ่มลงพื้นและแผ่ออกกว้างสู่ฟากฟ้า

    ด้วยความเร็วลมถึง 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงทำให้มันมีพลังทำลายล้างระดับที่อาคารและบ้านเรือนไม่อาจต่อกรได้

    แต่ [ทอร์นาโดภูติ] ที่พวกเขาสร้างขึ้นมามันไม่ใช่ของเด็กเล่นที่มนุษย์เคยพบเจอบนโลกเดิมที่พวกเขาจากมา

    เพราะว่ามันคือทอร์นาโดที่มีระดับความเร็วลมอยู่ที่ 2,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั่นเอง…

    และมันเป็นพายุที่บ้าคลั่งซึ่งแม้แต่พวกภูติเองก็ไม่อาจจะควบคุมมันได้



    ลมพายุที่บ้าคลั่ง ได้ดึงเอาทุกสิ่งบนผืนโลกขึ้นสู่ท้องฟ้า

    ต้นหญ้าที่ถูกถอนขึ้นมาตามแรงลม ได้กลายเป็นคมมีดสังหารที่เฉือนได้แม้แต่เนื้อเหล็ก

    สายฟ้านับแสนล้านโวล วิบัติฟาดฟัน โรมรันทุกสิ่ง กลืนกินซึ่งทุกอย่าง ราวกับเป็นความพิโรธของเทพเจ้าซุส

    แผ่นดินลุกไหม้ สายฟ้าคำรามก้อง ทุกคนต่างตกอยู่ในความหวาดหวั่นต่อหน้าพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นี้

    มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถรับมือได้

    ปืนใหญ่ที่หนักเป็นตันถูกยกตัวลอยขึ้นสูง

    กำแพงฐานทัพที่คิดว่าแข็งแกร่ง ถูกฉีกกระชากออกราวกับเศษกระดาษ

    ร่างของผู้คนนับหมื่นที่ประจำการ ถูกพัดปลิวไปกับสายลมอย่างไร้ซึ่งความเมตตา

    แม้แต่ตัวอาคารที่สร้างคำนวณมาเป็นอย่างดี ก็ยังถูกเฉือนออกไปครึ่งหนึ่งจนเหลือเพียงแค่เศษเสากับคาน

    ฐานทัพไกอาถูกภัยพิบัติธรรมชาติที่ถูกสร้างทำลายจนพินาศสิ้นในวินาทีที่ปีศาจลมอันบ้าคลั่งเดินผ่าน

    แต่มันไม่หยุดแค่นี้

    เจ้ามารร้ายแห่งเกลียวคลื่นยังมีพลังมากพอจะมุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไป

    มันเริ่มย่างกายข้ามแม่น้ำที่กว้างใหญ่ เพื่อเข้าโจมตีเมืองแห่งเทพซึ่งตั้งอยู่อีกฟากของแม่น้ำ

    เหล่าผู้ศรัทธาหลายหมื่นคนต่างร้อนรนวิ่งหนีเข้าบ้านเรือนและหอคอยบาเบลที่ตั้งสูงตระหง่าน

    หอคอยหินโบราณสูงเหยียดฟ้าราวกับะจะทะลุไปถึงสวรรค์ กำลังยืนท้าสู้กับอสูรยักษ์แห่งธรรมชาติ

    ประดุจหนึ่งไททันแห่งดินและวายุจะเข้าโรมรันกัน

    หอคอยบาเบลที่สร้างจากพลังศรัทธาของมนุษย์ กำลังต่อต้านพลังธรรมชาติที่คิดจะเชือดเฉือนมัน

    มันยืนตระหง่าท้าสู้อสูรร้ายแห่งลมที่วิ่งเข้ามากอดรัด

    ผิวนอกของหอคอยได้ถูกลมเฉือนออกไปจนมีแผลไปทั่วร่าง

    แต่หอคอยหินที่สูงใหญ่ก็หาได้กรีดเสียร้องออกมาไม่

    มันยืนเด่นท้าสู้อย่างห้าวหาญดุจผู้กล้าที่อาจหาญท้าสู้จอมมาร

    เหล่าผู้ศรัทธาต่างนั่งคุกเข่าลง พร้อมกับกุมมือสวดภาวนาต่อเทพเจ้าทั้งสามผู้สร้างโลก

    “ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย”

    นั่นคือสิ่งที่พวกเขาสวดภาวนาออกไป

    แต่ไม่มีปฏิหาริย์ใดส่งกลับมาจากเทพเจ้าทั้งสามที่ชื่นชอบสงครามเหล่านั้น

    หอคอยบาเบลสั่นไหวอย่างรุนแรง กระแสลมพัดผ่านเข้ามาตามช่องหน้าต่าง และพัดเอาสิ่งของทุกสิ่งออกไปจากอาคาร

    ทั้งร่างของเหล่าผู้ศรัทธา พรมสีแดงที่งดงาม เชิงเทียงทองคำที่วิจิตรตระการตา รูปปั้นอันเป็นตัวแทนของเทพเจ้าทั้งสามที่สร้างโลกใบนี้

    ความงดงามและหรูหราซึ่งสร้างมาเพื่อบูชาเทพเจ้าได้ถูกทำลายทิ้งไปจนสิ้น

    การปะทะที่รุนแรงได้จบสิ้นลงภายในเวลาเพียงแค่สิบวินาที

    ผู้ที่พ่ายแพ้คือหอคอยบาเบลที่สูงเสียฟ้า

    หอคอยขนาดยักษ์ได้ถูกโอบอุ้มสูงขึ้นจากผืนแผ่นดิน

    มันถูกเหวี่ยงไปตามแรงลม และถูกกระชากออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างโหดร้าย

    เจ้าอสูรทอร์นาโดตัวนั้นได้โยนเศษซากแห่งความศรัทธาของมนุษย์สู่ฟากฟ้า ก่อนจะวิ่งปัดย้อนกลับไปทางทะเลป่าในทิศตะวันออก

    เศษหินที่ถูกโปรยปรายขึ้นฟ้า ได้ร่วงหล่นลงมาประดุจดวงดาราที่ร่วงโรย

    เหล่าผู้ศรัทธาที่รอดชีวิตอยู่ในเมืองต่างวิ่งหนีออกจากเขตตัวเมืองกันจ้าละหวั่น

    “เหวอ!? ”

    เหล่าผู้ศรัทธาต่างวิ่งหนีออกมาอย่างไม่คิดชีวิต

    หอคอยบาเบลถูกทำลาย เมืองถูกทำลาย สิ่งบูชาถูกทำให้หายไปจนสิ้น

    ตัวแทนแห่งความศรัทธาที่พวกเขาทุ่มพลังสร้างขึ้นเพื่อการบูชาได้ถูกทำลายลงไปจนสิ้นไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว

    เมืองแห่งเทพได้ถูกทำลายไปแล้ว

    “เมือง… ท่านเทพ… ของพวกเรา…”

    “บังอาจ… พวกต่างเผ่า… พวกมันต้องชดใช้กับความหยาบคายนี้! ”

    และแน่นอนว่านั่นทำให้เกิดเป็นไฟแค้นอันลุกโชนก่อตัวขึ้นมาภายในจิตใจของพวกเหล่าผู้ศรัทธากลุ่มนี้



    เอสเทอรู้ถึงสถานการณ์ ณ ปัจจุบันของเผ่ามนุษย์เป็นอย่างดี เพราะเธอได้ส่งหน่วยข่าวกรองพิเศษเข้าไปสืบตามเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่เริ่มสงครามจนกระทั้งถึงวันนี้

    ดังนั้นเธอจึงรู้ว่าเผ่ามนุษย์กำลังรับศึกโจมตีของเผ่าอาร์โธร์โพดาจากทางทิศใต้ของทวีปอยู่

    ถ้าหากว่าเธอโจมตีเผ่ามนุษย์ในตอนนี้ พวกเขาก็ต้องแบ่งกำลังแยกออกเป็นสองส่วนเพ่อรับมือการโจมตีจากทั้งสองทิศทาง

    เอสเทอไม่อยากอยู่นิ่งเฉยรอให้เผ่าอาร์โธร์โพดาตบกับมนุษย์เหมือนสมัยที่คิดหลอกใช้เผ่ายักษาตบกับมนุษย์อีกแล้ว

    การที่ได้เห็นระเบิดปรมาณูลูกนั้น ทำให้เธอคิดว่าเผ่าอาร์โธร์โพดาคงไม่อาจรับมือไหว

    ดังนั้นเธอจึงเลื่อนแผนการโจมตีเผ่ามนุษย์ให้เร็วขึ้น

    แต่ถ้าหากกดดันมากจนเกินไป ฝ่ายภูติก็อาจจะได้กินปรมาณูเป็นของขวัญตอบแทนได้ ดังนั้นเอสเทอจึงสั่งให้บุกแค่พอดี เอาให้อยู่ในระดับที่ว่า [เป็นภัยคุกคาม แต่ยังไม่มากเท่าพวกอาร์โธร์โพดา]

    แต่ดูเหมือนว่าเธอจะลืมไปอย่างว่าเผ่าภูติเป็นพวกที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง

    [ดีลอนนิก] , [โรส] , [ดิไลออน] สามคนนี้ไม่มีใครสักคนที่ทำตามอย่างที่เอสเทอต้องการเลย

    เพราะบ้าพลังมากเกินไป ดีลอนนิกจึงปรับแต่งอุณภูติให้ต่างกันมาจนเกิดเป็นพายุที่บ้าคลั่งกว่าที่ควรเป็น

    โรส ด้วยความกลัวหวั่นวิตกว่าจะมีฝูงบินมาไล่เชือดพวกตนทีหลัง เลยใส่พลังสายฟ้าไปเต็มเหนี่ยว จนก่อเป็นกระแสสายฟ้าที่แปรปรวนไปทั่วน่านฟ้า

    ดิไลออน ด้วยนิสัยแต่เดิมที่ไม่ค่อยฟังใครอยู่แล้ว จึงตอบรับความรู้สึกของทั้งสองคน ด้วยการสร้างพายุทอร์นาโดที่รุนแรงระดับวันโลกาวินาศออกมา

    ด้วยเหตุนี้ เมืองแห่งเทพกับป้อมปราการไกอาของมนุษย์จึงย่อยยับไม่เหลือซาก

    แถมยังเหลือสภาพท้องฟ้าที่แปรปรวนทิ้งเอาไว้เป็นของฝากก่อนบินจากไปอีก

    จากไปสู่ทิศทางตะวันออกที่เป็นที่ตั้งเมืองของพวกเขาอะนะ...

    “ดิก~!? ”

    “กิว~!? ”

    “ออง~!? ”

    เจ้าสามหน่อผู้นำหน่วยที่ทำเกินกว่าเหตุต่างตาโตด้วยความตกใจ

    ผลงานอันแสนภาคภูมิใจนี้ ไม่มีใครสามารถหยุดมันได้

    แน่นอนว่ารวมไปถึงตัวภูติเองด้วย

    “ทิศทางนั้น… ถ้าไม่เปลี่ยนทิศทีหลัง คงไปถึงฐานทัพที่เจ้าเอสเทออยู่แน่เลยดิก~”

    “รายงานดีมั้ยกิว~? ”

    “...อย่าเลย ออง~”

    “ใช่ ๆ อย่าเลยดิก~ ไม่งั้นได้โดนเอสเทอด่าหูชาทีหลังแน่ดิก~”

    “ปรากฏการธรรมชาติ...”

    “ใช่ ๆ เป็นปรากฏการธรรมชาตินะทุกคน ตกลงตามนี้นะกิว! ”

    “รับทราบครับ/ค่ะท่านหัวหน้าหน่วย! ”

    “งั้นวันนี้พอแค่นี้ ทุกคนแยกย้ายไปเล่นกันเถอะ กิว~! ”

    ในวันนั้น นอกจากเมืองแห่งเทพกับกองฐานทัพไกอาของมนุษย์แล้ว พื้นที่ป่าของเผ่าภูติกว่าหนึ่งในสามเองก็ได้ถูกภัยธรรมชาติอันบ้าคลั่งทำลายทิ้งไปด้วยเช่นกัน...

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน