“อย่าเข้ามา…หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ”ชายหนุ่มร่างบอบบางยกมือขึ้นแบบปางห้ามญาติทั้งยังหลับตาปี๋ด้วยความตกใจถึงแม้ว่าเขาจะเจอวิญญาณมาแล้วหลายต่อหลายครั้งแต่การเผชิญหน้าโดยไม่ทันตั้งตัวก็สามารถทำให้เขาสติกระเจิงได้เช่นกันวิญญาณสาวหยุดแต่โดยดีตามคำสั่ง เพียงหวังให้คนตรงหน้าช่วยเหลือตน
“พี่ช่วยหนูด้วยหนูอยากออกไปจากที่นี่…” น้ำเสียงสั่นเครือของวิญญาณสาวทำให้ทีปกรรับรู้ได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นมีความทุกข์มากเพียงใดเจ้าตัวพยายามสูดลมหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ เพื่อเรียกสติให้กลับคืนมาและลืมตาขึ้น
“…พี่ช่วยหนูที หนูถูกขังอยู่ในนี้”ใบหน้าของวิญญาณสาวที่อยู่เบื้องหน้านั้นบ่งบอกได้ถึงความสิ้นหวังทำให้ความตกใจเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไป
“ขังอยู่ในนี้?”ทีปกรทวนคำของวิญญาณสาว พร้อมกับมองไปรอบห้อง ๆ
“หนูไม่รู้ว่าทำไมถึงออกไปจากห้องนี้ไม่ได้แต่ก่อนที่หนูจะตาย…”
วันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 06.00 น.
‘ก๊อกๆ ๆ’ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นพร้อมกับการสะดุ้งตื่นของคนในห้อง
“ฝันเหรอวะเนี่ยเหมือนจริงมาก”ทีปกรมองดูเวลาบนข้อมือก่อนจะเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดที่ตนเพิ่งฝันเมื่อครู่ซึ่งดูเหมือนว่าภารกิจช่วยเหลือวิญญาณกำลังจะกลับมาอีกครั้งในระหว่างที่เจ้าตัวรู้สึกลังเลว่าจะช่วยดีหรือไม่ช่วยดีก็ได้กลิ่นเหม็นสาบลอยมาเตะจมูกเข้าอย่างจัง “กลิ่นมาขนาดนี้คงต้องช่วยสินะ”
“คุณลูกค้าครับตื่นรึยังครับ” พนักงานหนุ่มเรียกแขกที่อยู่ด้านในไปพร้อมกับการเคาะประตูรัว ๆราวกับว่าเป็นเจ้าหนี้มาทวงเงินลูกหนี้และถ้าไม่เปิดเสียตอนนี้ก็พร้อมจะพังประตูเข้าไปจึงทำให้ทีปกรต้องรีบลุกจากที่นอนไปเปิดประตู
“หมดเวลาพักแล้วครับ”
“ผมจะพักที่นี่ต่ออีกหนึ่งคืนนี่ค่าห้องคืนนี้ห้าร้อยและนี่อีกหนึ่งร้อยเป็นทิปของคุณแล้วก็ห้ามมารบกวนผมอีกจนกว่าจะหมดเวลานะครับ” ทีปกรพูดพลางยื่นเงินให้และปิดประตูใส่หน้าพนักงานหนุ่มที่กำลังยืนเหลอหลาไปต่อไม่เป็น
“เอาล่ะฉันจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะหาเธอเจอ ฉันสัญญา”ทีปกรบ่นพึมพำกับตัวเองพร้อมกับใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะออกไปตุนเสบียงเพื่อภารกิจในวันนี้ โดยไม่รู้เลยว่ามีวิญญาณสาวยืนมองอยู่มุมห้องด้วยแววตาแห่งความหวัง
พนักงานหนุ่มรุ่นน้องเดินดุ่มๆ กลับมายังห้องพักพนักงานด้วยความรู้สึกร้อนใจเหมือนไฟสุมอก เมื่อแขกที่พักห้อง018ไม่ยอมออกจากห้องไปอย่างที่ตนหวังเอาไว้จึงรีบโทรแจ้งรุ่นพี่เพื่อหวังให้ช่วย เพราะถ้าความแตกมีหวังต้องระเห็จออกจากงานแน่ๆ
“โอ๊ยหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้รับสักทีสิวะ”
“ว่าไงไอ้น้อง”เสียงปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่น
"แย่แล้วพี่ แขกจะพักต่ออีกคืนหนึ่ง”น้ำเสียงกระต่ายตื่นตูมของพนักงานหนุ่มรุ่นน้องทำให้ปลายสายต้องกระเด้งลุกจากที่นอนทันควัน
“อ้าวเฮ้ยไหงเป็นงี้ไปได้วะ”
“ไม่รู้เหมือนกันพี่ดูท่าคงจะติดใจสาวสวยที่มาด้วยกัน แล้วอีกอย่างผมก็ไม่กล้าไล่แขกด้วย ทำไงดี”
“เออๆ เดี๋ยวฉันเข้าไปจัดการเอง เอ็งกลับบ้านไปนอนเหอะบ่าย ๆ ค่อยเข้ามา”เสียงจากปลายสายตอบกลับด้วยความหงุดหงิดก่อนจะวางสายไป
วันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 08.49 น.
“หาจากตรงไหนก่อนดีวะ”ทีปกรมองไปรอบห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ซึ่งดูไร้วี่แววแหล่งซ่อนของโดยสิ้นเชิงได้แต่คิดว่าขนาดของชิ้นเล็กยังไม่รู้จะซ่อนตรงไหนและนี่ร่างคนทั้งคนมันจะมีที่ซ่อนเหรอ
‘ก๊อกๆ ๆ’ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นขัดจังหวะการสำรวจห้อง
“อะไรวะเนี่ยทิปก็ให้ไปแล้วยังจะมาเคาะประตูอะไรอีก”ชายหนุ่มร่างบอบบางบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะเปิดประตูห้องและพร้อมจะต่อว่าพนักงานทันที
“นี่คุณ…อ้าว” ทีปกรหยุดชะงักเมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่พนักงานหนุ่มคนเดิม
“ขอโทษคุณลูกค้าที่มารบกวนการพักผ่อนครับถ้าคุณลูกค้าต้องการจะพักต่อรบกวนขอให้ย้ายห้องได้ไหมครับ”พนักงานหนุ่มรุ่นพี่พูดด้วยวาจาสุภาพ
“ห้องนี้มีปัญหาอะไรเหรอครับทำไมผมต้องย้าย”
“เอ่อ…”พนักงานหนุ่มยังไม่ทันตอบ ทีปกรก็สวนคำพูดกลับทันที โดยไม่รอฟังคำตอบ
“ผมจ่ายเงินไปแล้วล่วงหน้าและให้ทิปไปแล้วด้วยผมไม่ย้ายครับ ผมจะนอนห้องนี้” เมื่อทีปกรพูดจบก็ปิดประตูใส่พนักงานทันทีและเปิดออกมาอีกครั้งชะโงกเพียงแค่ส่วนหัว “หวังว่าจะไม่มารบกวนอีกนะครับ”
‘ปึ้ง’เสียงปิดประตูกระแทกใส่หน้าพนักงานซ้ำครั้งที่สองทำให้ความหงุดหงิดที่อดกลั้นเอาไว้ทวีคูณมากขึ้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้