บทที่ 24: แปลงผักยกแคร่
แสงแดดอ่อนๆยามเช้าสาดส่องลงมาอาบไล้ ‘โซนเกษตรกรรม’ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเนินดินพื้นที่แห่งนี้เปิดรับแสงอาทิตย์ได้อย่างเต็มที่และยาวนานที่สุดตลอดทั้งวัน ทว่า ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของอีไลอัสในเช้าวันนี้กลับไม่ได้สวยงามเหมือนพิมพ์เขียวที่เขาวาดฝันไว้บนโต๊ะเขียนแบบเลยแม้แต่น้อย
อดีตสถาปนิกวัยสามสิบห้าปีในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนเท้าสะเอว มองดูสภาพพื้นที่เกษตรกรรมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแม้ว่าเมื่อวานนี้ ‘กองทัพก้อนขน’หรือฝูงกระต่ายป่าธรรมดานับสี่สิบชีวิต ภายใต้การนำของเดซี่กระต่ายอสูรสายพฤกษา จะช่วยกันกัดแทะและถอนวัชพืชไปได้บ้างแล้วแต่ผืนดินที่แท้จริงกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคทางธรรมชาติที่ยากจะรับมือ
"รากหญ้าคาลึกเป็เมตรดินเหนียวปนหินที่แข็งเป๊ก และที่สำคัญที่สุด..."อีไลอัสใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นดินที่ลาดเอียงลงไปทางลำธารเล็กน้อย"ความลาดชันของพื้นที่ "
เด็กชายถอนหายใจยาวเขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ลองใช้เสียมไม้ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองขุดลงไปในดินเพียงแค่ออกแรงขุดและถอนรากวัชพืชที่ฝังแน่นอยู่ใต้ผิวดินติดต่อกันไม่ถึงสิบห้านาทีอาการปวดร้าวก็แล่นปราดจากกระดูกสันหลังส่วนเอว ขึ้นมาถึงหลังคอ
"โอ๊ย...ให้ตายเถอะ" อีไลอัสทิ้งเสียมไม้ลงพื้น เอามือกุมหลังตัวเองแล้วค่อยๆยืดตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ "สรีระเด็กสิบสองขวบนี่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ก้มๆเงยๆ ทำงานแบกหามติดต่อกันนานๆ เลยสินะ ถ้ายืนขุดดินแบบหลังค่อม ต่อไปแบบนี้กระดูกสันหลังของฉันต้องเคลื่อนก่อนจะได้กินผักแน่ๆ"
“เ้านายปวดหลังเหรอ?ให้ฉันช่วยเหยียบหลังนวดให้ไหม!” เดซี่ที่ะโดึ๋งๆตรวจงานอยู่ใกล้ๆ หูตั้งขึ้นพร้อมเสนอตัว
"ขอบใจนะเดซี่แต่น้ำหนักตัวก้อนโมจิอย่างแกคงนวดไม่ะเืกล้ามเนื้อฉันหรอก"อีไลอัสหัวเราะฝืดๆ
เขาหันไปมองสภาพแปลงดินที่ถูกขุดถากไปแล้วบางส่วนปัญหาไม่ได้มีแค่เื่ความปวดหลังเท่านั้นิญญาสถาปนิกของเขาเริ่มวิเคราะห์ถึงภัยพิบัติทางนิเวศวิทยาที่กำลังจะตามมา
"ลองจินตนาการดูนะทีมงาน..."อีไลอัสเรียกให้เดซี่ ฟินน์ และบาร์นีย์ที่กำลังนั่งหาวอยู่ใกล้ๆ มารวมตัวกัน"พื้นที่ของเรามีความลาดชัน ถ้าเราปลูกผักลงไปบนพื้นดินตรงๆ แบบดั้งเดิม พอถึง่พายุฝนฤดูร้อน หรือฝนตกหนักๆมวลน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากเนินเขา จะพัดเอา ‘หน้าดิน ’ ซึ่งเป็ส่วนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดและเต็มไปด้วยสารอาหารและปุ๋ยเย็นของพวกกระต่ายไหลทิ้งลงลำธารไปจนหมดเกลี้ยง "
อีไลอัสชี้ไปที่รอยตีนของบาร์นีย์ที่ประทับลึกเป็หลุมอยู่บนแปลงดิน"และดูนั่น... ปัญหาข้อที่สอง เมื่อเราต้องเดินเข้าไปรดน้ำหรือถอนหญ้า น้ำหนักตัวของเรา(โดยเฉพาะน้ำหนักตัวของรถเครนประจำไซต์งานของเรา) จะเหยียบย่ำดินจนเกิดการ ‘อัดแน่น ’ เมื่อดินแน่นจนไร้ช่องว่างรากของพืชก็จะไม่สามารถชอนไชหาอาหารได้ อากาศและน้ำก็ไม่สามารถซึมผ่านลงไปได้สุดท้ายพืชก็จะแคระแกร็นและตายในที่สุด"
“โฮก...บาร์นีย์... ผิดเหรอ...? บาร์นีย์... แค่เดิน... เฉยๆ...” หมีั์ทำคอตกหูปรกลงอย่างรู้สึกผิด
"แกไม่ได้ผิดหรอกบาร์นีย์ธรรมชาติของแกมันตัวใหญ่และหนักอยู่แล้ว " อีไลอัสรีบเดินไปลูบแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของหมีั์เพื่อปลอบใจ"แต่ในฐานะสถาปนิกและผู้ใหญ่บ้าน ฉันคือคนที่มีหน้าที่ต้อง ‘ออกแบบ’ พื้นที่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ไม่ใช่บังคับให้ผู้ใช้งานต้องมาทรมานกับพื้นที่ที่ไม่ได้มาตรฐาน"
เด็กชายหันกลับมามองลานดินโล่งๆรอยยิ้มแห่งความมั่นใจและประกายตาแห่งการสร้างสรรค์กลับมาลุกโชนอีกครั้ง
"การทำเกษตรแบบสโลว์ไลฟ์ไม่ได้แปลว่าต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหนักจนตัวตายแต่หมายถึงการใช้นวัตกรรมเพื่อลดภาระทางร่างกายและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดต่างหาก!" อีไลอัสประกาศก้อง "วันนี้เราจะพลิกโฉมวงการเกษตรกรรมของเฮเซลบรุค เราจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า ‘แปลงผักยกแคร่ ’!"
“แปลงผักยกแคร่?มันคืออะไรอะเ้านาย เอาผักไปวางบนเตียงนอนเหรอ?” ฟินน์เอียงคอถามด้วยความงุนงง
"ใกล้เคียงเลยไอ้หนู"อีไลอัสหยิบกิ่งไม้มาขีดเขียนวาดแปลนโครงสร้างสามมิติลงบนพื้นดินร่วน"แทนที่เราจะขุดดินลงไปข้างล่าง เราจะสร้าง ‘กรอบสี่เหลี่ยม’จากท่อนไม้ วางตั้งไว้บนผิวดิน แล้วเราก็จะโกย ‘ดินที่ร่วนซุยและผสมปุ๋ยแล้ว’ ใส่เติมลงไปในกรอบไม้นั้นให้มันนูนสูงขึ้นมาจากระดับพื้นดินปกติประมาณห้าสิบถึงหกสิบเิเ"
อีไลอัสเริ่มแจกจ่ายงานทันที"บาร์นีย์! หน้าที่ของแกคือเดินเข้าไปในป่าชั้นนอกหาต้นไม้ที่ตายซากหรือกิ่งไม้เนื้อแข็งที่มีความตรงและมีเส้นผ่านศูนย์กลางสักยี่สิบเิเแบกมันกลับมาที่นี่เยอะๆ เลยนะ!"
บาร์นีย์รับคำสั่งมันลุกขึ้นยืนด้วยสองขาหลัง ส่งเสียงคำรามรับทราบอย่างแข็งขัน ก่อนจะเดินอาดๆตรงเข้าป่าไปทำหน้าที่เครื่องจักรกลหนักประจำไซต์งาน
"เดซี่!หน้าที่ของแกและกองทัพกระต่าย คือการขุดพรวนดินในบริเวณรอบๆ ให้ร่วนซุยที่สุดคลุกเคล้ากับปุ๋ยมูลกระต่ายให้เป็เนื้อเดียวกันเตรียมรอไว้สำหรับตักใส่กรอบไม้!"
“รับทราบเ้านาย!กองกำลังก้อนขน ลุยเลย!” เดซี่ส่งสัญญาณโทรจิตฝูงกระต่ายป่ากว่าสี่สิบตัวก็พุ่งกระโจนเข้าใส่พื้นดินใช้กรงเล็บหน้าตะกุยขุดดินอย่างบ้าคลั่งและพร้อมเพรียงกันราวกับเครื่องพรวนดินอัตโนมัติ
ส่วนอีไลอัสเขาเตรียมพร้อมสำหรับการใช้มานาและทักษะช่างไม้เมื่อบาร์นีย์เริ่มทยอยแบกท่อนซุงขนาดกลางกลับมากองไว้สถาปนิกน้อยก็เรียกใช้งานสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] ทันที
"ขนาดของแปลงผักยกแคร่ที่สมบูรณ์แบบตามหลักการยศาสตร์ คือ กว้างไม่เกินหนึ่งเมตรครึ่งเพื่อให้มือของฉันสามารถเอื้อมเข้าไปถึงกึ่งกลางแปลงได้จากทั้งสองฝั่งโดยไม่ต้องเหยียบเข้าไปในแปลงและความยาวประมาณสามเมตร เพื่อความเป็ระเบียบและไม่กีดขวางทางเดิน"
แสงสีทองที่ปลายนิ้วของอีไลอัสตวัดลากผ่านท่อนไม้สกิลเวทมนตร์ทำการเฉือนเนื้อไม้ออกอย่างแม่นยำไร้รอยเสี้ยนจากนั้นเขาก็นำท่อนไม้มาวางเรียงต่อกันเป็รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าใช้สกิลผสานรอยต่อบริเวณมุม ให้สบเข้าหากันอย่างแ่าประดุจงานเข้าลิ้นไม้ชั้นครูโดยไม่ต้องใช้ตะปูหรือเชือกมัดแม้แต่เส้นเดียว
ท่อนไม้ถูกวางซ้อนทับกันขึ้นไปสามชั้นจนได้ความสูงระดับเอวของเด็กชายวัยสิบสองปีกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่แข็งแกร่งและดูสวยงามเป็ระเบียบเรียบร้อยปรากฏขึ้นกลางโซนเกษตรกรรม
"กรอบแปลงที่หนึ่งเสร็จสมบูรณ์!ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เรียงให้ขนานกัน และเว้นช่องทางเดิน ให้กว้างพอที่บาร์นีย์จะเดินผ่านได้โดยไม่เบียด...ลุยเลย!"
การทำงานประสานกันอย่างลงตัวระหว่างสถาปนิกผู้กุมพิมพ์เขียวรถเครนหมีผู้ทรงพลัง และกองทัพกระต่ายผู้เชี่ยวชาญหน้าดินดำเนินไปอย่างบ้าคลั่งและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทว่า...เมื่อเวลาผ่านไปจนถึง่เที่ยงวันภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำเอาอีไลอัสถึงกับต้องขยี้ตาตัวเองแรงๆ
"แปลง...เสร็จภายในครึ่งวันเนี่ยนะ!?"
อดีตสถาปนิกซีเนียร์อ้าปากค้างมองดูกรอบไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวนมาก ที่ตั้งตระหง่านเรียงรายอย่างเป็ระเบียบเป๊ะทุกตารางนิ้วราวกับก๊อปปี้วางมันถูกแบ่งเป็บล็อก มีทางเดินตัดสลับกันอย่างสมมาตร มองดูเผินๆเหมือนผังเมืองย่อส่วนหรือค่ายทหารโรมันมากกว่าจะเป็แค่สวนผักหน้าบ้าน!
สเกลของมันใหญ่โตมโหฬารจนกินพื้นที่ลาดชันของเนินดินส่วนหน้าน้ำตกไปเกือบหมด
"แฮ่ก... แฮ่ก...เ้านาย... ต้นไม้... หมดป่า... แล้วมั้ง..." บาร์นีย์ทิ้งตัวนั่งแหมะลงกับพื้นลิ้นสีชมพูห้อยต่องแต่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วงหลังจากต้องทำหน้าที่รถเครนแบกท่อนซุงขนาดกลางมาเป็ร้อยๆท่อนติดต่อกันแบบไม่ได้พัก
"โฮ่ง!นี่มันเขาวงกตชัดๆ! เ้านายสร้างเมืองหลวงให้ผักอยู่เหรอเนี่ย!"ฟินน์วิ่งตะบึงไปตามช่องทางเดินระหว่างแปลงไม้ที่สลับซับซ้อนอย่างตื่นตาตื่นใจเสียงสะท้อนของมันดังมาจากสุดปลายอีกฝั่งของโซนเกษตร
ทางด้านเดซี่และกองทัพกระต่ายสี่สิบชีวิต...สภาพของพวกมันตอนนี้คือนอนแผ่หราพุงป่องเต็มพื้นดิน ขาชี้ฟ้าบ้าง นอนตะแคงบ้างเพราะต้องขุดพรวนหน้าดินมาผสมปุ๋ยในปริมาณที่มหาศาลเพื่อรองรับโปรเจกต์ไซส์ั์นี้จนแทบสิ้นสติ
"ในโลกเดิม...โปรเจกต์สเกลระดับทำกระบะไม้ยกแคร่เกือบเก้าสิบอันบนพื้นที่ลาดชันแบบนี้ถ้าจ้างช่างไม้และผู้รับเหมามาทำคงต้องใช้เวลาเป็อาทิตย์แถมเบิกงบกระจาย..." อีไลอัสกลืนน้ำลายเอื๊อกััได้ถึงความโกงของสเตตัสลูกบ้านต่างโลกและการผสานเวทมนตร์สถาปนิก"แต่ทีมงานเราใช้เวลาแค่สี่ชั่วโมง...พลังงานชีวภาพผสมเวทมนตร์นี่มันขับเคลื่อนสปีดการก่อสร้าง ระดับสิบเท่าชัดๆ!"
แม้จะใกับสเกลที่บานปลายกว่าที่คิดไว้ตอนแรกแต่เมื่อมองดูโครงสร้างที่แข็งแรงและผังการจัดวางที่ไร้ที่ติความเหนื่อยล้าก็มลายหายไป
อีไลอัสตั้งสติ สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วปรบมือเรียกกำลังใจลูกทีมที่กำลังนอนหมดสภาพ
"เอาล่ะทีมงาน!กัดฟันฮึดสู้กันอีกนิด! ขั้นตอนสุดท้าย... การเติมดิน !"
อีไลอัสสั่งให้ทีมงานช่วยกันโกยดินที่ร่วนซุยจากการขุดของฝูงกระต่ายซึ่งผสมคลุกเคล้ากับใบไม้แห้ง มอสส์ และปุ๋ยเย็น (มูลกระต่าย) อย่างสมส่วนตักใส่ลงไปในกรอบไม้แต่ละแปลงจนเต็มพูน
เมื่อดินถูกตักใส่จนเต็มอีไลอัสก็ยืนมองผลงานด้วยความภาคภูมิใจเขาทดลองเอื้อมมือข้ามขอบไม้เพื่อัักับผิวดิน
"เพอร์เฟกต์!นี่แหละคือชัยชนะเหนือความปวดหลัง!"
เด็กชายยิ้มกว้างหันไปอธิบายข้อดีของสถาปัตยกรรมเกษตรกรรมชิ้นนี้ให้เหล่าลูกบ้านฟัง"พวกแกดูสิ!ตอนนี้ความสูงของแปลงผักมันยกตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่พอดีกับ่แขนของฉัน ฉันสามารถยืนหลังตรง หรือแค่นั่งยองๆ สบายๆเพื่อพรวนดิน ถอนหญ้า หรือรดน้ำได้ โดยที่กระดูกสันหลังของฉันไม่ต้องโค้งงอรับภาระหนักอีกต่อไป!"
เขาชี้มือไปที่ขอบไม้"ข้อดีที่สอง... การป้องกันการชะล้าง กรอบท่อนไม้เหล่านี้จะทำหน้าที่เป็ ‘กำแพงกันดิน ’ ขนาดย่อม ต่อให้ฝนจะตกหนักบ้าคลั่งแค่ไหน น้ำฝนก็ไม่สามารถพัดพาหน้าดินและสารอาหารให้ไหลทะลักลงลำธารได้อีกแล้วทุกอย่างจะถูกล็อกไว้ภายในกรอบสี่เหลี่ยมนี้"
ฟินน์ะโขึ้นไปยืนสองขาเกาะขอบไม้ชะโงกหน้าดูดินร่วนๆ ข้างใน “แล้วน้ำมันจะไม่ขังจนผักจมน้ำตายเหรอเ้านาย?”
"เป็คำถามที่วิศวกรมากไอ้หนู"อีไลอัสหัวเราะร่วน "และนั่นคือข้อดีข้อที่สาม! การระบายน้ำ ระดับเทพ!การที่เรายกผิวดินให้สูงขึ้นจากพื้นปกติ และไม่ลงไปเหยียบย่ำให้มันอัดแน่น แรงโน้มถ่วงจะช่วยดึงน้ำส่วนเกินให้ซึมผ่านชั้นดินร่วนๆนี้ลงสู่พื้นดินด้านล่างได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รากพืชของเราจะมีช่องอากาศให้หายใจโตไว และไม่มีทางเน่าตายเพราะน้ำขังแน่นอน!"
“โอ้โห...อัจฉริยะ! เ้านายของท่านฟินน์นี่มันฉลาดเป็บ้าเลย!” ลูกจิ้งจอกอสูรเห่าด้วยความชื่นชม
เดซี่ะโขึ้นไปบนขอบแปลงผักหูที่มีใบไม้ของมันสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น “ดินร่วนซุยสุดๆ สารอาหารก็เพียบ!สภาพแวดล้อมสมบูรณ์แบบขนาดนี้ ถ้าฉันใช้เวทมนตร์พฤกษาช่วยล่ะก็...เราจะได้กินมันเทศคำโตๆ ภายในเวลาไม่กี่วันแน่ๆ! ลงมือปลูกกันเถอะเ้านาย!”
"จัดไปหัวหน้าแผนกเกษตรกรรม!"
อีไลอัสนำ ‘หัวมันเทศป่า ’ ที่คัดไว้เป็หัวพันธุ์ มาตัดแบ่งเป็ชิ้นเล็กๆ โดยให้แต่ละชิ้นมี ‘ตา ’ หรือยอดอ่อนติดอยู่เขากดชิ้นมันเทศเ่าั้ลงไปในดินร่วนซุยภายในแปลงผักยกแคร่ จัดระยะห่าง อย่างเป็ระเบียบเพื่อให้เถาของมันมีพื้นที่เลื้อยขยายและหัวมันมีพื้นที่ในการแทงราก
เมื่อลงพันธุ์มันเทศป่าจนครบทุกแปลงอีไลอัสก็ถอยออกมายืนกอดอก พยักหน้าให้สัญญาณกับเดซี่
กระต่ายอสูรสายพฤกษาตัวอ้วนกลมไม่รอช้า มันะโตุ้บๆ ไปตามขอบแปลงไม้อุ้งเท้าหลังที่ทรงพลังกระทืบลงบนกรอบไม้อย่างเป็จังหวะ ทันใดนั้นเอง คลื่นมานาสีเขียวมรกต ก็แผ่กระจายออกจากร่างของเดซี่ ไหลเวียนเข้าปกคลุมผืนดินภายในแปลงยกแคร่ทั้งหมด!
ปาฏิหาริย์แห่งเวทมนตร์และวิทยาศาสตร์การเกษตรผสมผสานกันอย่างลงตัวดินที่ร่วนซุยและอุดมไปด้วยออกซิเจนจากการทำแปลงยกแคร่ช่วยให้รากของมันเทศสามารถตอบสนองต่อมานาของเดซี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุดยอดอ่อนสีเขียวพุ่งทะลุผิวดินขึ้นมาอย่างรวดเร็วเถาเลื้อยขยายตัวทอดยาวปกคลุมพื้นผิวดินจนเขียวชอุ่มไปทั่วทั้งแปลงภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที!ใบมันเทศรูปหัวใจเบ่งบานรับแสงอาทิตย์ยามบ่ายอย่างเริงร่า
การเจริญเติบโตที่ถูกเร่งขึ้นสามเท่า(3x Growth Rate) ทำงานประสานกับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยลดอุปสรรคทางธรรมชาติทำให้สภาพแวดล้อมในแปลงผักยกแคร่นี้ กลายเป็ ‘ตู้เพาะชำระดับซูเปอร์พรีเมียม’ที่ไม่มีที่ใดในทวีปโซลาริสเทียบเคียงได้
"ยอดเยี่ยม...ยอดเยี่ยมที่สุด..." อีไลอัสมองดูผลงานชิ้นเอกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจความปวดหลังที่เคยรบกวนเขาเมื่อ่เช้า มลายหายไปจนสิ้นเหลือเพียงความภาคภูมิใจที่ได้เห็นระบบนิเวศน์ที่เขาออกแบบเองกับมือทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
พื้นที่ทิศใต้ของบ้านหินบัดนี้ไม่ได้เป็เพียงลานหญ้ารกร้างอีกต่อไป แต่มันถูกจัดระเบียบด้วยแปลงผักยกแคร่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียงรายอย่างสวยงามมีช่องทางเดินที่สะอาดสะอ้าน และเต็มไปด้วยพืชผลที่กำลังเจริญงอกงามอย่างบ้าคลั่งป้ายไม้เล็กๆ ถูกปักไว้บริเวณทางเข้า เขียนด้วยลายมือเรียบร้อยว่า “Daisy’s Garden” กลายเป็สัญลักษณ์ของพื้นที่แห่งนี้อย่างเรียบง่ายแต่ชัดเจน
วิกฤตความมั่นคงทางอาหารไม่เพียงแต่ถูกแก้ไขแต่มันยังถูกยกระดับให้กลายเป็ ‘ความมั่งคั่งทางอาหาร ’ อย่างยั่งยืน
"ในโลกเดิมสถาปนิกมีหน้าที่ออกแบบตึกระฟ้าเพื่อตอบสนองทุนนิยม..."อีไลอัสลูบใบมันเทศที่เขียวชอุ่มด้วยรอยยิ้มบางๆ "แต่ในโลกนี้ สถาปนิกมีหน้าที่ออกแบบความสุขและสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้กับชีวิต..."
สายลมยามบ่ายพัดโชยมาพัดพาความสดชื่นของกลิ่นใบไม้และดินร่วนลอยไปทั่วบริเวณ รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคก้าวผ่านพ้นยุคของการเอาชีวิตรอด และกำลังเบ่งบานเข้าสู่ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์ อย่างแท้จริง!