กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 3 บทที่ 68 กลุ่มมังกรเหล็ก

            บทที่ 68 กลุ่มมังกรเหล็ก

            หลังจากเดินไปหลายร้อยหมี่ฉู่อวิ๋นจึงปล่อยให้มู่หรงซินออกจากอ้อมกอด

            “เจ้าฉู่อวิ๋นคนลามก เอาเปรียบข้าอีกแล้ว!”ใบหน้างดงามของมู่หรงซินเปลี่ยนเป็นสีแดง หัวใจของนางเต้นระรัวเมื่อครู่นางถูกฉู่อวิ๋นกอดแน่นมาตลอดทาง จึงรู้สึกเขินอายอย่างยิ่ง

            “เปล่า...”ฉู่อวิ๋นส่ายหน้าและอธิบาย “นี่คือสถานที่ของคนแข็งแกร่งความแข็งแกร่งจะพิสูจน์ตัวเอง หากเมื่อครู่เราไม่ทำตัวแข็งแกร่งคงถูกรังแกไปตลอดทาง”

            “ส่วนที่ข้ากอด... อะแฮ่ม ที่ข้าโอบเจ้าไว้เพราะข้าอยากจะบอกพวกนักรบรับจ้างที่มองเจ้าอยู่ว่าเจ้ามู่หรงซินเป็นของข้าและพอพวกเขาเห็นความแข็งแกร่งของข้าก็จะไม่เข้ามายุ่งกับเจ้าอีก”

            เมื่อได้ยินคำอธิบายของฉู่อวิ๋นใบหน้าของมู่หรงซินก็แดงขึ้นกว่าเดิม นางแลบลิ้นออกมาและพูด“ข้าไม่ใช่ของเจ้าสักหน่อย! คนลามกก็คือคนลามก หยาบคายไร้มารยาทที่สุด ฮึ่ม~”

            พูดจบ มู่หรงซินก็หันกลับไปปล่อยให้ฉู่อวิ๋นยกยิ้มอย่างไม่ถือสา จากนั้นทั้งคู่ก็เดินไปข้างหน้าต่อ

            ไม่นานมู่หรงซินก็แสดงท่าทีเป็นกังวลอีกครั้ง พูดกับฉู่อวิ๋น "ตอนนี้มาคิดดูแล้วพวกอันธพาลที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มหมาป่าน่าจะมีภูมิหลังไม่ธรรมดา เมื่อครู่เจ้าลงมือหนักเสียขนาดนั้นพวกเขาจะมาแก้แค้นหรือไม่?”

            “วางใจเถอะต่อให้พวกเขาอยากจะแก้แค้นนักรบขั้นมหาสมุทรที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาคงไม่ทำเรื่องส่งเดชท้ายที่สุดแล้วที่มาของเราก็ไม่ชัดเจนรู้เพียงแค่พวกเรามีพลังมากตั้งแต่อายุยังน้อย”

            “ถ้าผู้นำของพวกเขาไม่โง่ เขาก็คงจะตรวจสอบเรื่องของเราก่อนลงมือแน่”

            ฉู่อวิ๋นอธิบายอย่างสงบและผ่อนคลายพลางเดินไปข้างหน้าโดยไม่คิดกลัวสิ่งใด

            ในขณะเดียวกันเขามองดูนักรบที่อยู่รอบตัวอย่างเฉยเมยเห็นได้ทันทีที่พวกเขาสบตาที่เย็นชาของฉู่อวิ๋น ต่างก็ก้มหน้าลงและจากไปด้วยสีหน้าตื่นตระหนกบางคนถึงกับตัวสั่นล้มลงกับพื้น

            “เห็นหรือยัง? คนพวกนี้เป็นสายลับของกลุ่มหมาป่าที่ตามพวกเรามา”ฉู่อวิ๋นจ้องมองไปยังคนที่ล้มลง ทำให้พวกเขาวิ่งหนีเอามือกุมหน้ากุมหัวไปพร้อมกับความหวาดกลัว

            “จริงด้วย! นี่ เจ้าก็เหมือนกับข้าอาศัยอยู่ในเมืองไป๋หยางมาตั้งแต่เด็กแล้วเจ้ารู้เรื่องอะไรมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?” มู่หรงซินมองฉู่อวิ๋นอย่างสงสัย

            “ท่านพ่อบอกข้าน่ะ ข้าได้ยินมาว่าเขาเคยเป็นนักรบรับจ้างที่เก่งมาก”ดวงตาของฉู่อวิ๋นหรี่ลง เขาพูดเสียงกระซิบ

            “ถ้าอย่างนั้นเราควรทำอย่างไรดี? หากมีใครรู้ตัวตนของเรา บางทีข่าวอาจไปถึงท่านพ่อของข้าแล้วเขาอาจส่งคนมาจับเราที่นี่”มู่หรงซินรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาและกระทืบเท้าอย่างกังวลไม่คิดว่าความงามของนางจะเป็นบ่อเกิดปัญหาเช่นนี้

            “ดังนั้น เราจึงต้องไปที่ลานจัตุรัสให้เร็วที่สุดมองหากลุ่มนักรบรับจ้างที่แข็งแกร่งฝีมือดีแล้วเข้าร่วมเสีย” ฉู่อวิ๋นพูด

            เมื่อได้ยินดังนั้นมู่หรงซินก็พยักหน้าแล้วเดินตามฉู่อวิ๋นต่อ

            หลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงจัตุรัสที่ว่างเปล่าซึ่งเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านหงอู้ ถนนทุกสายเชื่อมต่อกันทุกทิศทางมองเห็นได้กว้างขวาง หากเปรียบเทียบกับถนนแคบๆ และทรุดโทรมเมื่อก่อนนี้ดูมีชีวิตชีวากว่ามาก

            ลานจัตุรัสนี้เป็นที่นิยมมากมีเหล่านักรบต่างตะโกนเสียงดัง ทั้งขายยาอายุวัฒนะ อาวุธ และวัตถุดิบยานอกจากนี้ยังมีผู้คนกำลังประลองฝีมือกันอยู่เสียงกวัดแกว่งกระบี่ส่งเสียงดังกึกก้อง

            แต่ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของลานกลับมีนักรบรับจ้างเพียงไม่กี่คนจากกลุ่มต่างๆ นั่งอยู่ที่นั่นอย่างสงบเงียบบ้างเหม่อลอยไร้สติ บ้างก็เข้าสู่นิทราไปแล้ว

            “ที่นี่ล่ะ” ฉู่อวิ๋นที่มองเห็นว่านักรบรับจ้างอยู่ที่ไหนจึงเดินไปพร้อมกับมู่หรงซิน

            ทันทีที่เขาเดินเข้าไปดวงตาที่เฉียบคมจำนวนนับไม่ถ้วนก็จ้องมองมาที่เขาแรงกดดันที่ส่งมาราวกับเสือที่ต้องการสังหารคน น่าสะพรึงกลัวมากฉู่อวิ๋นก้มหน้าลงเล็กน้อย

            แต่เขาคุ้นเคยกับบรรยากาศที่รุนแรงและเยียบเย็นนี้ดีจึงดึงมู่หรงซินเข้ามาใกล้อย่างเงียบๆ และเดินไปข้างหน้าต่อ

            “โอ้ ช่างเป็นหนุ่มน้อยที่ไม่แย่จริงๆ! คราวที่แล้ว มีคนโง่คนหนึ่งสบตาข้าแค่ครั้งเดียวก็กลัวจนแข้งขาอ่อนไม่กล้าเข้ามาแล้ว ฮ่าๆ”นักรบรับจ้างหนุ่มคนหนึ่งกัดผลผิงกั่ว[1]แล้วพูดติดตลกด้วยสายตาชื่นชม

            เมื่อได้ยิน นักรบรับจ้างคนอื่นๆก็หัวเราะเสียเต็มที่ เหลือบมองไปที่ฉู่อวิ๋นที่จู่ๆก็โผล่มาที่นี่ด้วยความสนใจใคร่รู้

            ในหมู่พวกเขามีหลายคนจ้องมองมู่หรงซินด้วยดวงตาลุกโชน

            “นี่ เจ้าหนู มาที่นี่มีกงการอันใด?” นักรบที่กำลังกัดผลผิงกั่วชื่อเฟิงเยี่ยน เขาลุกขึ้นยืนถามฉู่อวิ๋นด้วยรอยยิ้ม

            “ข้ากับเพื่อนต้องการเข้าร่วมกลุ่มนักรบรับจ้างชั่วคราวเพื่อพาตัวเองให้รอดจากป่าสีเลือด”ฉู่อวิ๋นตอบด้วยท่าทีที่ทั้งไม่ถ่อมตัวไม่หยิ่งผยองในขณะเดียวกันก็บังมู่หรงซินที่อยู่ข้างหลังไว้อย่างแนบเนียน

            ฉู่อวิ๋นไม่รู้นิสัยใจคอของนักรบรับจ้างกลุ่มนี้จึงต้องระวังตัวไว้ก่อนหากอีกฝ่ายคิดไม่ดีต่อมู่หรงซิน เขาก็สามารถหยุดพวกเขาได้ทันท่วงที

            เดินทางท่องใต้หล้า พึงระวังยุทธภพ

            “หืม? ถ้าเช่นนั้นเจ้ากับน้องสาวคนงามคนนี้อยากเข้าร่วมกลุ่มนักรบรับจ้างกลุ่มไหนเล่า? ที่นี่มีนักรบรับจ้างหลายกลุ่ม แม้ว่าพวกเขาจะยอมรับนักรบเพิ่มแต่ย่อมไม่ยอมรับนักรบที่อ่อนแอแน่นอน” เฟิงเยี่ยนหัวเราะเบาๆและพูดอย่างไม่แยแสนัก

            “เข้าร่วมกลุ่มไหน?” ฉู่อวิ๋นนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นมองไปรอบๆ สังเกตนักรบรับจ้างกลุ่มต่างๆก่อนจะเห็นว่าลวดลายบนเสื้อผ้าของพวกเขาแตกต่างกันไปเห็นได้ชัดว่าเป็นสัญลักษณ์กลุ่มของพวกเขา

            จากนั้นฉู่อวิ๋นก็เบนสายตากลับมามองที่ลวดลายบนแขนเสื้อของเฟิงเยี่ยนนั่นคือมังกรดำที่ยืนอยู่บนพื้น ร่างกายห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็ก ดูสง่างามและทรงพลัง

            “ข้าเลือกกลุ่มของเจ้า” ฉู่อวิ๋นชี้ไปที่เฟิงเยี่ยนเขารู้สึกว่าแม้ชายคนนี้จะมีท่าทางเหลาะแหละแต่สายตาที่มองไปที่มู่หรงซินไร้ซึ่งเจตนาชั่วร้าย คงจะเป็นคนที่เชื่อถือได้

            ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของฉู่อวิ๋นนักรบคนอื่นๆ ก็หัวเราะออกมา เสียงหัวร่อดังสนั่นลั่นลานจัตุรัส

            “เจ้าโง่คนนี้เลือกกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ประมาณตนจริงๆ!”

            “กลุ่มมังกรเหล็กมีชื่อเสียงด้านการสนับสนุนผู้แข็งแกร่งถ้าเจ้าเด็กนี่อยากเข้าร่วม เกรงว่าต้องเสียสละคนงามที่อยู่ข้างๆเพื่อความหวังอันน้อยนิดนั่นแล้ว ฮ่าๆ!”

            นักรบรับจ้างหัวเราะเยาะเขาไม่หยุดพวกเขารู้สึกว่าฉู่อวิ๋นอ่อนแอเกินไปไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องมาขอความคุ้มครองจากกลุ่มนักรบรับจ้างคงเพราะทำเรื่องผิดมาแล้วต้องการหลบหนีกระมัง

            เฟิงเยี่ยนมองดูฉู่อวิ๋นเลิกคิ้วดูเงียบๆ จากนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนริมฝีปากของเขา พูดว่า"กลุ่มมังกรเหล็กของเราข้ามผ่านป่าสีเลือดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนมีเจ้าเพิ่มก็ไม่มาก ขาดเจ้าไปก็ไม่น้อย พวกเจ้าทั้งสองจะเข้าร่วม ก็ได้อยู่...”

            “แต่ว่านะเจ้าหนู อยากเข้าร่วมก็ต้องมีเงื่อนไขหน่อยนะ”

            “เงื่อนไขอะไร?” ฉู่อวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อยและขยับมาปกป้องมู่หรงซินโดยไม่รู้ตัวทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้น

            “วางใจเถอะกลุ่มมังกรเหล็กของเราสูงส่ง ไม่คิดใช้ประโยชน์จากคนงามหรอก”เฟิงเยี่ยนเห็นท่าทางที่ตื่นตัวของฉู่อวิ๋นก็ยิ้มพลางส่ายหัวแล้วพูดว่า“ความแข็งแกร่งคือสิ่งที่เราไล่ตาม ขอแค่เจ้าเอาชนะสมาชิกในกลุ่มของเราได้เจ้าก็สามารถเข้าร่วมกับเราโดยไม่มีข้อแม้ใดเพิ่มอีก!”

            เมื่อได้ยินฉู่อวิ๋นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ดวงตาของเขาจ้องเขม็งแล้วพูดว่า “ได้ เป็นอันตกลง!”

            “นี่นี่นี่!อย่าไปตกลงสุ่มสี่สุ่มห้าสิ ถ้าพวกเขาส่งนักรบขั้นมหาสมุทรมาสู้กับเจ้าเจ้าได้ตายแน่ๆ เชียว!”มู่หรงซินเลิกตาจ้องมองเฟิงเยี่ยนและดึงแขนของฉู่อวิ๋นลงมากระซิบ

            “น้องสาวกลุ่มมังกรเหล็กของเราจะไร้ยางอายขนาดนั้นได้อย่างไร? คู่ต่อสู้ของเขาคือผู้นี้!” เฟิงเยี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้มจากนั้นก็ปรบมือเป็นสัญญาณให้ชายผู้แข็งแกร่งที่สูงราวสองหมี่ห้าเดินออกมา

            “ว้าว! เสี่ยวเฟิงเจ้าถึงกับให้เจ้ายักษ์สู้กับเจ้าเด็กอ่อนนี่เลยหรือ?”

            “สือเหล่ยคนนี้เคยฉีกทึ้งสัตว์ปีศาจระดับแปดทั้งเป็นด้วยมือเปล่ามาแล้วเจ้าไร้มนุษยธรรมเกินไปกระมัง!”

            เมื่อเห็นดังนั้นนักรบรับจ้างบางคนที่อยู่ข้างๆ พวกเขาก็ตกตะลึงนัยน์ตาปรากฏร่องรอยของความหวาดกลัว

            ทว่าเฟิงเยี่ยนก็ยังคงมีสีหน้าไม่แยแสและพูดกับฉู่อวิ๋นว่า"เจ้าหนู เจ้ายักษ์นี่ชื่อสือเหล่ยเป็นคนที่ดุร้ายที่สุดในบรรดานักรบขอบเขตควบแน่นพลังปราณในกลุ่มนักรบรับจ้างของเราขอแค่เจ้าชนะเขาได้ ก็จะได้เข้าร่วมกลุ่มของเราทันที”

            ทันทีที่เขาพูดจบเฟิงเยี่ยนก็หัวเราะเบาๆ หมุนตัวไปรอบๆ และกระโดดกลับไปที่นั่งมอบสนามต่อสู้ให้สือเหล่ย

            ฉู่อวิ๋นก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวพบว่าแขนข้างหนึ่งของสือเหล่ยใหญ่กว่าเขาทั้งตัว แค่มองดูก็รู้ว่าน่ากลัวมาก

            “เจ้าเด็กยังไม่หย่านมเอ๋ยแขนของเจ้าใหญ่พอเทียบกับข้าได้หรือไม่?” สือเหล่ยพูดพร้อมยกแขนขึ้น กล้ามเนื้อของเขาเต่งตึงเส้นเลือดปูดปูนนูนเด่น เบ่งอยู่ตรงหน้าฉู่อวิ๋น มองดูน่ากลัว

            “หืม? ดูเหมือนเขาจะแข็งแกร่งมาก” ดวงตาของฉู่อวิ๋นจริงจัง ไม่กล้าประมาท

            ถัดจากเขามู่หรงซินก็ปิดปากด้วยความกลัวเล็กน้อยแม้ว่าชายร่างใหญ่คนนี้จะเป็นเพียงนักรบขอบเขตควบแน่นพลังปราณแต่เมื่อดูขนาดกล้ามเนื้อของเขา เห็นได้ชัดว่าพละกำลังไม่น้อยเลย

            “หืม? ด้านนั้นมีการแสดงดีๆ ให้ดูหรือ?”

            “พวกเจ้ารีบไปดูเร็วสือเหล่ยจากกลุ่มมังกรเหล็กกำลังจะสั่งสอนบทเรียนให้คนดูอีกแล้วดูเหมือนว่าเด็กคนนั้นคงจะไม่รอดแน่!”

            ทุกคนในลานจัตุรัสถูกดึงดูดความสนใจพวกเขาต่างรีบมาที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้และเริ่มพูดคุยกัน

            ในหมู่บ้านหงอู้มีนักรบมากมายนับไม่ถ้วนทุกคนคุ้นเคยกับการประลองยุทธ์แต่ทว่าคราวนี้กลับกลายเป็นการต่อสู้กันระหว่างหนุ่มน้อยกับชายร่างใหญ่ทำให้ทุกคนรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา

            “เด็กน้อย ถูกข้าตีเข้าก็อย่าร้องไห้เสียเล่า!เสียกระดูกไปไม่กี่ชิ้นหรอก! ดูกระบวนท่า!”

            ทันใดนั้นสือเหล่ยก็เริ่มนำการต่อสู้ ทุกย่างก้าวทำลายพื้นดินราวกับวัวกระทิงที่พุ่งขึ้นไปบนภูเขาด้วยแรงกดดันอันไม่มีที่สิ้นสุด

            “ตึง!”

            สือเหล่ยเหวี่ยงหมัดอย่างแรงใส่ฉู่อวิ๋นในทันทีทั้งทรงพลังและรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อว่าชายร่างใหญ่ที่แข็งแกร่งพอๆ กับวัวคนนี้จะคล่องแคล่วได้ขนาดนี้

            ชั่วครู่ต่อมา ทันทีที่ออกหมัดฝุ่นควันก็ลอยฟุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้ทุกคนต้องปิดจมูกและอุทานด้วยความประหลาดใจ

            “แค่ก ให้ตายเถอะ! เจ้าเด็กนั่นแพ้แล้วหรือ?”

            “ดูท่าแล้วคงจะเพิ่งออกมาเจอโลกภายนอกช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ”

            “หืม? แค่นี้ก็จบแล้วเหรอ?” เฟิงเยี่ยนยืนพิงกำแพงเหลือบมองลานต่อสู้อย่างสบายๆ และกัดผิงกั่วอีกหนึ่งคำ “ดูเหมือนข้าจะมองผิดไปที่แท้ก็แค่เด็กอ่อนปวกเปียกคนหนึ่ง”

            แต่สื่อเหล่ยแตกต่างจากคนอื่นๆสีหน้าในตอนนี้เปลี่ยนไป เขาตะโกน “ให้ตายเถอะ! ตีไม่โดนเลย!เจ้าลิงนั่นหายไปไหนแล้ว?”

            ยามนี้ เมื่อฝุ่นควันกระจายหายไปทุกคนก็เห็นร่างเพรียวเล็กกระโดดขึ้นไปในอากาศ ท่าทางของเขาแผ่วเบาและสง่างามนั่นก็คือฉู่อวิ๋น

            “ที่แท้ก็แค่ภาพลวงตาพลังนี้เทียบกับข้าแล้วยังห่างไกลนัก!” ฉู่อวิ๋นดูผ่อนคลายจากนั้นเขาก็ร่อนตัวลงมาจากท้องฟ้า กระโดดขึ้นไปบนหัวของสือเหล่ย ทำให้เขาตะโกนว่า“น่าตายนัก! ออกไปนะ เจ้าลิงจ๋อ!"

            “จบกันแค่นี้เถอะ”

            ฉู่อวิ๋นปรับลมหายใจด้วยพลังปราณและปล่อยหมัดตรงไปที่คอของสือเหล่ยโดยตรง จนเกิดเสียงดังน่ากลัว

            “เอื๊อก!”สือเหล่ยรับรู้ได้ว่าดวงตาของเขามืดมนลง ฝีเท้าแผ่วเบาคล้ายล่องลอยจากนั้นก็ล้มลงกับพื้นด้วยเสียงดังตึง

            “สู้มาตั้งนานที่แท้ก็แค่ระดับแปดของขอบเขตควบแน่นพลังปราณ ทำข้าตกใจไม่น้อยเลย”ฉู่อวิ๋นร่อนลงพื้นเบาๆ เหยียดมือออกมาเช็ดเหงื่อและพึมพำ

            ในขณะเดียวกัน เขามองไปรอบๆและเห็นว่าทุกคนต่างกำลังตกตะลึง บางคนอ้าปากจนกรามค้างลานจัตุรัสในยามนี้เงียบสงบ

            “ทำไมคนพวกนี้ดูโง่จัง? มีปัญหาแล้วจริงๆ ซินเอ๋อร์ มากับข้า เราไปหานักรบผิงกั่วคนนั้นกัน”ฉู่อวิ๋นดึงมู่หรงซินซึ่งมีสีหน้าตกใจเช่นกันมาข้างตัว และเดินจากไปอย่างสง่างาม

            ----------

            [1] แอปเปิ้ล

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน