อาณาจักรเรนเดลล์ มหาวิหารคาเรน
ยามบ่าย ณ วิหารลอยฟ้าอันยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปเรเมีย
มหาวิหารคาเรน เป็ศาสนสถานที่สร้างขึ้นจากมรกตและทองคำ รอบวิหารประกอบด้วยอาคารที่พักและตึกทรงยุโรบมากมายที่ประดับประดาด้วยเงินและกระจกหลากสี มีลานกว้างและสวนไกลสุดลูกตา ตั้งอยู่บนเกาะนาคาล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็ที่ตั้งของหมู่บ้านนาคาลในอาณาจักรเรนเดลล์ ก่อนหน้านี้เกาะนาคาลนั้นไม่ได้เป็เกาะลอยฟ้า หากแต่เมื่อาของเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่าพันธุ์มาเน็คเกิดขึ้น หมู่บ้านนาคาลที่ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อของดินแดนจึงได้รับผลกระทบจากมหาเวทย์ระดับภัยพิบัติของชาวมาเน็คที่ปะทะเข้ากับกำแพงป้องกันของอาณาจักร จากการปะทะในครั้งนั้นความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นมีผลให้พลังงานใต้พิภพเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ชาวบ้านในหมู่บ้านนาคาลได้สูญหายจากภัยพิบัติในครั้งนี้ แผ่นดินกว่า 100 ตารางกิโลเมตร ลอยขึ้นสู่ผืนฟ้า
หลังจากการทำาอย่างหนักหน่วง ระหว่างเผ่าพันธุ์อาณาจักรเรนเดลล์ได้สร้างสุสานบนแผ่นเกาะนาคาลเพื่อไว้ปลอบประโลมิญญาผู้เสียชีวิตและเป็อนุสรณ์รำลึกถึงสงรามในครั้งนั้น ต่อมาจอมปราชญ์ ชาลล์ มากัส 1 ใน 4 มหาจอมเวทย์แห่งดวงดาวได้ก่อตั้งวิหารคาเรนขึ้นเพื่อเป็สถาบันฝึกฝนเหล่าจอมเวทย์รุ่นเยาว์และยังเป็สถานที่ซึ่งคอยรักษาความสงบสุขภายในทวีปแห่งนี้
ชั้นบนสุดของวิหารในตอนนี้คลาคร่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาแต่งชุดหลายแบบ ทั้งชุดคลุมนักบวช ชุดเกราะ หรือเสื้อผ้าธรรมดาไปจนถึงชุดหรูหรา คนเหล่านี้คือบุคคลสำคัญภายในอาณาจักรเรนเดลล์ ทุกคนมาในวันนี้เพื่อมาร่ำลาและส่งเพื่อนคนสำคัญกลับสู่มาตุภูมิที่เขาจากมา
"เฮ้ออออ….. ในที่สุดเวลาอันแสนยาวนานก็จบลงซักทีนะ" ไรเซลพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยทั้งที่ภายในใจยิ้มแย้มจนแก้มปริ "ฮี่ฮี่ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง 5 ปีที่ตกระกำลำบากบุกฝ่าทั่วสารทิศใช้แรงงานเยี่ยงทาส ในที่สุดท่านไรเซลคนนี้ก็จะได้เก็บเกี่ยวแล้ว หวังว่าทุกอย่างจะเป็ไปได้ด้วยดีนะ" ความในใจอันชั่วร้ายถูกปิดบังไว้อย่างมิดชิดด้วยท่าทางการแสดงที่สมจริงจนเกินกว่าที่ใครจะทำได้อีกแล้ว
"ท่านต้องกลับไปให้ได้จริงๆ เหรอ" าาเอเรเคีย กล่าวด้วยความจนใจ
"ฝ่าา ตามกฏแล้วผู้ที่ถูกเรียกมานั้นไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดไปพะยะค่ะ" นักบวชหนุ่มร่างกายกำยำจนไม่มีใครคาดถึงว่าจะเป็พระผู้นึงพูดขึ้น คน ๆ นี้ก็คือคนที่ร่วมฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกับไรเซล อาร์คบิชอป มาเจนต้า ราเวน
"พระปลอมพูดถูกแล้วล่ะเอเรเคีย ยังไงวันหนึ่งก็ย่อมมีการลาจาก อย่าได้คิดถึงมันมากเกินไปเลย" ไรเซลพูดขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือไปแตะไหล่เพื่อปลอบาาเอเรเคีย
"เรารู้น่า แต่เราเพียงแค่อยากตอบแทนในสิ่งที่เ้าได้ทำให้กับอาณาจักรนี้ เ้ายังไม่ได้ใช้ชีวิตอันสงบสุขภายในที่แห่งนี้เลย ทุกวันั้แ่ที่มาถึงจนเื่เลวร้ายทั้งหมดจบลง เ้ายังไม่เคยได้พักผ่อนเลยซักครั้ง" าาเอเรเคียแสดงสีหน้าที่ไม่ยินยอม
เื่นี้กล่าวไปอาจดูเหมือนาาเอเรเคียนั้นยึดติดกับไรเซลมาก แต่ทั้งหมดที่เป็แบบนี้เพราะไรเซลนั้นถือเป็เพื่อนคนสำคัญที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้สำหรับาาเอเรเคียจริงๆ
"ไม่เป็ไรหรอกน่า… ั้แ่ที่ชั้นมาอยู่กับพวกนาย ตัวชั้นก็เหมือนกับได้พบเจอสิ่งสำคัญหลายๆ อย่างแล้ว พวกนายสอนสิ่งสำคัญสำหรับชั้น สิ่งที่เรียกว่าความหมายของการมีชีวิต แค่นี้ชั้นก็ถือว่าเป็สิ่งตอบแทนที่ล้ำค่าที่สุดแล้ว" วาจาและท่าทีช่างดูพระเอกซะเหลือเกิน หากใครไม่รู้จักผ่านมาคงคิดว่าไรเซลนั้นเป็ยอดวีรบุรุษเป็แน่แท้ แต่อนิจจาสิ่งที่สั่งสมมาตลอดห้าปีนั้นแท้จริงแล้วคือที่สุดแห่งความบิดเบี้ยว เื่ราวที่ผ่านมาได้หล่อหลอมผู้ชายตายด้านผู้หนึ่งให้กลายเป็สุดในด้านความชั่วร้ายซะแล้ว ดั่งสุภาษิตว่า คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล ตั้งวันแรกที่เหยียบย่างสู่ดินแดนแห่งนี้ เคราะห์กรรมต่างๆ ก็เคี่ยวกรำไรเซลจนในที่สุดความตายด้านที่อยู่ร่วมกันมานานก็สลายไปดังฝุ่นควัน ไรเซลที่ใช้ชีวิตในมุมมืดของอาณาจักรได้เปลี่ยนแปลงไปจนกู่ไม่กลับ ถ้าหากไม่ได้พบเจอกับาาเอเรเคียและพักพวกเมื่อ 3 ปีก่อน ป่านนี้คงไม่รู้ว่าไรเซลเองจะกลายเป็สุดยอดวายร้ายไปรึเปล่า
"ท่านพี่ฟังตามที่ไรเซลพูดเถอะ การที่เ้านี่ทำแบบนี้ต้องมีเหตุผลอยู่แล้ว ท่านพี่น่าจะเป็คนที่เข้าใจมากที่สุด" เสียงหวานๆ ดังขึ้นข้างาาเอเรเคีย นี่ก็คือสาวน้อยตัวเล็กหน้าตาน่ารักพร้อมกับผมสีแดงยาวเป็ลอน น้องสาวของาาเอเรเคีย เ้าหญิงรีน่า แห่งราชวงศ์พาลูช
"ฟังนะเพื่อนยาก งานเลี้ยงนั้นสำคัญ ยิ่งหลังจากที่เื่ร้ายจบลงที่จริงเราควรเลี้ยงฉลอง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเหล่าคนที่สูญเสียจากาล้างคำสาปมาดุกซ์ ชั้นอยากจะไว้อาลัยให้พวกเค้า… นายในฐานะที่พึ่งขึ้นเป็าาควรใช้เวลาเพื่อบำรุงสุขให้กับประชาชน ส่วนชั้นเมื่อหมดหน้าที่แล้วก็ควรกลับไปตามทางที่ควรจะเป็ นี่คือสิ่งที่ชั้นเลือกแล้วอย่าคิดมากเลย" ไรเซลพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่เคร่งขรึมผิดจากปกติที่แสดงออกมา "เห้ย…… นี่เอ็งเป็อีแอบรึไงวะ เอ็งจะมาห่วงไรตรูนักหนาเนี่ย พี่ชายเอ็งคนนี้อยากไปรับรางวัลแล้วโว้ย" นี่คือเสียงในใจที่แท้จริง ช่วยไม่ได้สำหรับไรเซลที่จะคิดแบบนี้ เพราะในหัวตอนนี้ไรเซลคิดวิธีการใช้พลังอันเหนือจินตนาการเมื่อกลับไปโลกไว้ไกลแล้ว
"ก็ได้… ในเมื่อท่านคิดเช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดให้เราห่วงแล้ว" ในที่สุดาาเอเรเคียก็เข้าใจ
"ดีแล้วล่ะ" ไรเซลกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ว่าแต่… เ้าบ้ากล้ามนั่นตอนนี้หายไปไหนแล้ว อุส่าเป็วันสุดท้ายแต่ดันไม่มาส่งซะได้" ไรเซลหันไปถามรีน่าด้วยความสงสัย
"ถ้าเป็ท่านฮานละก็ เห็นบอกว่าเื่ร่ำรามันน่ารำคาญก็เลยออกเดินทางฝึกฝนตัวเองต่อแล้วล่ะ" รีน่าเองก็พูดด้วยท่าทางที่เหนื่อยล้า ฮานคนนี้ก็คืุ์หมาป่าผู้ได้รับฉายาจอมดาบจ้าวอสูร ฮาน เฮลล์ มือขวาของไรเซลผู้สุดโต่งในความขยัน ฮานคลั่งไคล้ในวิชาดาบหลังจากที่โดนไรเซลเล่าเื่มือกระบี่เดียวดายกรอกหูทุกวัน ทั้งชื่อ ฮาน เฮลล์ นี่ก็ไม่ใช่ชื่อจริงแต่อย่างใด เป็ไรเซลที่บังคับตั้งให้เพราะชื่อจริงๆ มันเรียกยาก
( "ข้าจะไม่มีทางเปลี่ยนชื่อที่พ่อแม่ข้าตั้งให้เป็อันขาด" ฮานกล่าวด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว
"ฟังนะ เวลิซีอ้อน คามีรี่ ไม่มีมือกระบี่ที่ไหนใช้ชื่อแบบนี้กันหรอก มือกระบี่ที่แท้จริงน่ะต้องมีชื่อที่เข้มแข็งและเป็ที่จดจำ ต่อจากนี้นายต้องชื่อฮาน ฮาน เฮลล์" ความจริงจังนี้ของไรเซลดั่งสายฟ้าที่ฟาดผ่านกลางใจ หลังจากที่ฮานไตร่ตรองดูแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งหาเหตุผลมาลบล้างไม่ได้ ชื่อของตัวฟังดูแล้วไม่มีพลัง มันเทียบไม่ได้เลยกับ ฮุนป่วยเอี๋ยน เล้งฮู้ชง หรือไซมึ้งชวยเสาะ มันดูไม่มีพลังเหลือเกิน
"ก็ได้… ในเมื่อท่านตั้งใจแบบนั้นข้าจะยอมทำตามซักครั้ง" และแล้วฮานก็ยอมรับแต่โดยดี
"โอเค… งั้นจากนี้ชื่อนายคือ จอมดาบจ้าวอสูร ฮาน เฮลล์"
หลังจากรึลึกความหลังเมื่อครั้งอดีตเรียบร้อย ไรเซลก็คิดขึ้นในใจ "ไม่น่าไปแกล้งมันเลย… ขอโทษนะฮานเอ๋ย…" ยิ่งคิดถึงวีรกรรมในอดีตไรเซลก็รู้สึกปวดหัวตุบๆ เรานี่ช่างกลั่นแกล้งผู้อื่นไว้เยอะเหลือเกิน
คิดได้ดังนี้ไรเซลยิ่งจดจ่อกับการออกจากที่นี่ให้ไวขึ้นมากกว่าเดิม " ช่างเถอะรีน่า เ้าฮานมันก็เป็คนแบบนี้อยู่แล้ว บางทีถ้ายังอยู่ที่นี่มันอาจจะร้องไห้ก็ได้" ไรเซลตีสีหน้ากล่าวรีน่าด้วยท่าทางจนใจ
"นี่เ้าว่าใครจะร้องไห้กัน.. " เสียงทุ้มต่ำดังลอดมาจากด้านหลังไรเซล ไม่ต้องบอกก็รู้ได้เลยว่าคนที่โดนนินทาตอนนี้มาถึงแล้ว
"โอ้เพื่อนยาก….. นี่มันจอมดาบจ้าวอสูรไม่ใช่เหรอ ในที่สุดก็มาจนได้สินะ" ไรเซลพูดด้วยท่าทางที่มีความสุขออกนอกหน้า แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ดูแล้วมันกวนโอ้ยชะมัด
"เรานึกว่าท่านจะไม่มาซะแล้วฮาน" าาเอเรเคียกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"เฮอะ.. เดิมทีข้าไม่สนใจการร่ำราไร้สาระแบบนี้หรอก แต่ระหว่างทางข้าบังเอิญพบเ้าสิ่งนี้ เลยคิดจะมอบให้มันเป็ของขวัญจากลา" ฮานพูดด้วยท่าทางเรียบเฉยพร้อมกับชูหินสีฟ้าที่ส่องสว่างเรืองรอง ภายในอัดแน่นไปด้วยพลังงานเวทย์มนตร์
"โอ้………!!! ของรักของข้าาาา!!! " ไรเซลตาลุกวาว ตอนนี้มาดชายหนุ่มวีรบุรุษที่สร้างไว้หายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว ความเป็ผู้ดีที่พยายามแสดงมาตลอด ตอนนี้หายไปหมดไม่เหลือหลอ สิ่งของตรงหน้านี้มันช่างเกอนความคาดหมายของไรเซลเหลือเกิน ไรเซลนั้นได้เฝ้าตามหามันตลอด 3 ปีแต่ก็ไม่เคยพบ
"อ้า.. นั่นมันหินแสงจันทร์ในตำนาน" เสียงเจื้อยแจ้วของเ้าหญิงรีน่าดังออกมาแทบจะพร้อมกันกับไรเซลเลยทีเดียว
"นี่ท่านไปเจอมันมาจากที่ใดกันท่านฮาน" าาเอเรเคียเองก็ร่วมวงตื่นเต้นไปกับเขาด้วย
"เ้านี่น่ะ ข้าผู้นี้พบด้วยโชคชะตาของข้าเลยทีเดียว ข้าน่ะนะ……………………. " ฮานยิ้มแก้มปริพร้อมทั้งเริ่มโม้เหม็นสาธยายวีรกรรมของตัวเองเหมือนไฟลามทุ่ง ยิ่งพูดไปยิ่งดูน่าหมั่นไส้ แต่ในตอนนี้ก็ไม่มีใครขัดจังหวะเลยซักนิด เพราะหินแสงจันทร์นี้เป็วัตถุแสนวิเศษควรค่าแก่การฟังคำโม้ซะเหลือเกิน
[ในโลกแห่งเวทย์มนตร์นั้นผู้คนล้วนถูกกำหนดระดับพลังเวทย์มาโดยกำเนิด ต่อให้มีพร์สูงส่งเช่นไร หาก้ายกระดับพลังเวทย์ให้แข็งแกร่งขึ้นแล้ว เส้นทางช่างยากลำบากเหลือคณานับ ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีจอมเวทย์ผู้ใดผ่านกำแพงนี้ไปได้ซักครั้ง หากแต่ว่าใดๆ ในโลกล้วนมีสูตรโกงเสมอ วัตถุต้นกำเนิดเองก็ได้ปรากฏขึ้นมา วัตถุต้นกำเนิดเหล่านี้คือแก่นสารของสิ่งต่างๆ ในโลก ที่สามารถรับประจุเวทย์มนตร์และกักเก็บมันไว้ภายในได้ รวมถึงการที่มีอนุภาคทางกายภาพที่ใกล้เคียงกับประจุเวทย์มนตร์ จึงสามารถหลอมผสานเข้ากับสิ่งต่างๆ เพื่อเป็แกนกลางและทดแทนแหล่งกักเก็บพลังเวทย์เดิมได้ มันจึงเป็สิ่งที่จอมเวทย์ทั้งมวลเฝ้าแสวงหา หาก้าเป็ผู้ยิ่งใหญ่ ในบรรดาแก่นสารมากมายนั้น ได้มีการแบ่งประเภทและระดับของแก่นสารไว้ 4 ระดับด้วยกัน ซึ่งั้แ่ระดับ 1 ถึง 4 นั้น ทุกระดับมีความแตกต่างของความจุในการรับประจุพลังงานมากกว่ากันถึง 10 เท่ากล่าวคือ แก่นสารระดับ 2 นั้นกักเก็บพลังได้มากกว่าระดับ 1 10 เท่า และระดับ 3 เองก็เก็บพลังได้มากกว่าระดับ 2 10 เท่า หรือมากกว่าระดับ 1 ถึง 100 เท่า แก่นสารเหล่านี้ไม่ได้หายากและไม่ถือว่าหายง่าย พวกมันคือวัตถุที่อาบไล้ประจุเวทย์มาอย่างยาวนานเป็แรมปีจนกลายเป็แก่นสารประจุพลัง
ในปัจจุบันแม้จะเป็แก่นสารระดับ 1 ก็มีพลังเวทย์มากกว่าจอมเวทย์ระดับสูงสุดที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์อันแข็งแกร่งมาโดยกำเนิด นั่นก็เพราะว่า ไม่ว่ากระแสพลังจะไหลผ่านตัวคุณได้ดีแค่ไหน มันก็ไม่มีทางไหลผ่านได้ดีกว่ากระแสพลังแบบเดียวกันเอง แก่นสารประจุพลังจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มันอาศัยอยู่ให้ใกล้เคียงกับประจุพลังเวทย์ เมื่อเป็สิ่งที่คล้ายกันมันจึงหลอมรวมกันได้ดีที่สุด เหตุนี้ผู้ที่หลอมรวมกับแก่นสารถึงมีพลังความสามารถมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รวมโดยไม่มีข้อแม้
เพียงแต่การที่คุณเสาะหาแก่นสารพบไม่ได้แปลว่าคุณจะเป็เ้าของมันเสมอไป แก่นสารและจอมเวทย์นั้นต้องมีความเข้ากันถึงจะสามารถประสานกันได้ นี่จึงทำให้ในปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าจะค้นพบแก่นสารมากมาย แต่กลับมีผู้ที่หลอมรวมได้เพียงน้อยนิดในทวีปเรเมีย
ถ้าให้กล่าวเป็ตัวเลขที่เข้าใจง่าย เวทย์พื้นฐานอย่างไฟบอลต่อให้มีอานุภาพรุนแรงที่สุดอันเกิดจากตัวแปรด้านความรู้อันลึกซึ้งและความหนาแน่นของพลังเวทย์แล้ว ยังเสียพลังเวทย์เพียงแค่ 10 หน่วยเท่านั้น ในขณะที่มหาเวทย์ยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจทำลายล้างกว้างไกลหลายกิโลเมตรกินพลังเวทย์ไปประมาณ 7000 - 10000 หน่วย จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่เองขีดสุดของประจุพลังเวทย์ที่กักเก็บได้มากที่สุดที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็อยู่เพียงแค่ 24500 เท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามหากคุณหลอมรวมเข้ากับแก่นสารประจุพลังได้แล้วละก็ เพียงแก่นสารระดับ 1 คุณก็จะมีพลังถึง 40000 หน่วยเป็อย่างต่ำ นั่นเท่ากับจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่รวมกันสองคนเลยทีเดียว]
"บ้าน่าาา… แก่นสารในตำนานที่เหนือกว่าระดับ 4 แก่นสารหินแสงจันทร์ที่สามารถหลอมรวมกับผู้ใดก็ได้ นี่ท่านฮานสามารถรับมันมาได้ยังไง"
"นี่ถ้าข้ามีโอกาสได้ละก็… ข้าจะกลายเป็จอมเวทย์เหนือผู้ใด"
"ฝันหวานไปเถอะน่า นี่น่ะมันไม่คู่ควรกับเ้า"
"ข้าอยากมีวาสนาแบบนี้บ้างเหลือเกิน"
บรรดาผู้ที่อยู่โดยรอบอุทานออกมาอย่างเซ็งแซ่ หินแสงจันทร์นั้นกล่าวกันว่าเดิมทีเป็หินธรรมดาที่อาบไล้แสงจันทร์ในแดนใต้ที่มีเพียงยามราตรีมาั้แ่ยุคแรกเริ่ม ผ่านวันเดือนปีจนมาวันหนึ่งก็ได้หลอมรวมกับแก่นสารระดับ 4 ดาบแห่งแสงแม็กซิมีเลี่ยน ครั้นเมื่อหลอมรวมกัน หินแสงจันทร์ที่กลายเป็ร่างต้นนั้นก็ได้แปรเปลี่ยนตัวเองอีกครั้งจนกลายเป็แก่นสาร ด้วยความที่อาบแสงจันทร์ในแดนใต้มาตลอดนั่นจึงทำให้การเลืองกสรรของมันนั้นไม่ยากเลย ขอเพียงแค่เป็ผู้ที่เคยได้ััแสงจันทร์ก็เพียงพอ
"ฮานนน… ท่านจอมดาบฮาน ได้โปรดเถอะ ให้กระผมเถอะขอรับ" ไรเซลในตอนนี้นั้นปล่อยวางซึ่งความเสแสร้งทั้งมวลแล้ว ในใจตอนนี้เพียงหวังในหินแสงจันทร์อย่างเดียวเท่านั้น
นั่นก็เพราะว่าั้แ่อดีตจนปัจจุบัน กระทั่งมายังทวีปเรเมีย ไรเซลนั้นก็ไม่ได้ัักับสิ่งที่เรียกว่าเวทย์มนตร์เลย ไรเซลนั้นไม่สามารถใช้เวทย์มนตร์ได้ แก่นสารใดๆ ที่พบพานก็ไม่สามารถหลอมรวมกันได้ ความหวังเดียวที่จะได้มีประสบการณ์ในการใช้เวทมนตร์กับเขาบ้างจึงอยู่ที่หินแสงจันทร์เบื้องหน้า
"โยม….. โยมมมมมมมมม!! ได้โปรดสำรวม โยมคือผู้กล้าที่ต่อสู้เพื่อโลกแห่งนี้ ได้โปรดเหลือท่าทีทะนงองอาจไว้บ้าง" ราเวนเอ่ยเตือนไรเซลด้วยความแตกตื่น ซึ่งปกติแล้วราเวนเกลียดการพูดศัพท์พระที่สุด แต่ ณ ตอนนี้สติไม่อยู่กับตัวจนพูดศัพท์ของพระออกไปอย่างลืมตัว
"เงียบไปเลยเ้าพระปลอม ในเวลาแบบนี้ไม่มีใครสนฐานะอะไรกันแล้วโว้ยยย" ไรเซลขึ้นเสียงอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเปลี่ยนเป็สีหน้าอ่อนน้อมและประจบสอพลอ "ท่านฮานผู้แข็งแกร่ง ท่านจอมดาบผู้เป็หนึ่งในใต้หล้า ได้โปรดเถิดขอรับ ขอกระผมได้ลองััสิ่งนี้ดูซักครั้ง"
"เ้าจะตื่นเต้นให้เสียกิริยาทำไมเล่า เ้าลืมแล้วรึไงว่าเ้านำสิ่งใดก็ตามออกจากที่นี่ไม่ได้" ฮานกล่าวอย่างเรียบเฉยเพื่อปลุกไรเซลจากความฝัน
"เอื้อกกก… " ดั่งอัสนีบาตฟาดลงกลางใจ ไรเซลกลับมาไต่ตรองอย่างมีสติ แท้จริงแล้วไอ้นักดาบเก๊นี่แค่จะเอาสิ่งนี้มาอวดตัวเองเท่านั้น "เ้าคนเลววววววว!!! "
"ฮ่าๆๆๆๆๆๆ…..!!! " ฮานหัวเราะชอบใจอย่างหนักหน่วง ประหนึ่งว่าความรู้สึกที่เคยโดนกลั่นแกล้งมาสารพัดในอดีตได้มลายหายไป
ไรเซลขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หลังจากฮานหัวเราะจนหนำใจแล้วก็ยื่นมือที่มีหินแสงจันทร์มาให้ไรเซล "เอาไปสิ สิ่งนี้ให้เ้า"
ทันใดนั้นด้วยความไวยิ่งกว่าสายฟ้าแล่บ ไรเซลคว้าหินแสงจันทร์มากอดไว้ในอ้อมอกอย่างแแ่คล้ายกับกลัวว่าถ้าปล่อยมือแล้วจะโดนใตรแย่งไป แต่ไรเซลคงลืมไปแล้วว่าภายในโลกที่ตนเองยืนอยู่นี้ไม่มีผู้ใดจะหาญกล้ามาแย่งของจากมือตนเป็แน่
ผ่านไปซักพัก ไรเซลก็ได้ลุกขึ้นและยื่นหินแสงจันทร์กลับไปให้กับฮาน "รีบเอาไปผสานซะสิ ชั้นไม่เอามันกลับไปด้วยหรอก"
"ไม่จำเป็… เ้าจงนำสิ่งนี้ไปด้วยเถอะ ถ้าผสานเข้ากับตัวแล้ว มันย่อมติดตามเ้าไปได้แน่นอน" ฮานกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"จะเอาไปทำหอกอะไรเล่า ออกจากที่แห่งนี้ไปมันก็ใช้การอะไรไม่ได้อยู่แล้ว" ไรเซลพูดตัดบทอย่างไม่เหลือเยื่อไย
ตามพันธะแล้วลระหว่างโลกกับดินแดนแห่งนี้นั้นมีกฎเกณฑ์แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็ชีวิต ิญญา หรือเวทย์มนต์ ดังนั้นสิ่งต่างๆ จากดินแดนนี้ เมื่อออกไปพ้นจากขอบเขตดวงดาวมันก็ไม่มีพลังอะไรเลย
"ข้าไม่จำเป็ต้องรับมันหรอก ข้าแข็งแกร่งมากพออยู่แล้ว" ฮานบอกกับไรเซลด้วยท่าทางไม่ยี่หระ
"ข้าน่ะแข็งแกร่งมากพออยู่แล้ว" ไรเซลพูดล้อเลียนด้วยท่าทางกวนส้นเท้า
ปึดด.. ปึดดดด. เส้นเืที่ขมับฮานตอนนี้เริ่มขดเป็ม้วนแล้ว คนที่ตั้งใจมากกวน…. คนอื่นกลับโดนกวน…กลับซะเอง นี่มันน่าแค้นใจนัก
"ข้าไม่้าให้มีวัตถุที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในโลกแห่งนี้…. แม้ว่าข้าจะหลอมรวมและมันอยู่กับข้า หากเมื่อใดข้าตายไป มันก็จะกลับมาปรากฏบนโลกอีกครั้ง วัตถุที่สร้างความริษยาแก่ผู้อื่น เมื่อมันอุบัติขึ้นมามันก็มากพอแล้วที่จะมีคนก่อาเพื่อแย่งชิง ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามันสอนเราได้เป็อย่างดี……….. ในที่สุดเราก็นำพาความสงบกลับมาได้ ตอนนี้ไม่มีเหตุผลใดแล้วที่ต้องลังเลอีก" ฮานสงบอารมณ์โมโหและกล่าวอย่างใจเย็น
"ข้าไม่้าลังเลอีก" ไรเซลดัดเสียงและล้อเลียนอีกครั้ง
"แก……….. " ฮานคำรามเสียงต่ำ ตอนนี้ความยับยั้งใจขาดหายไปหมดแล้ว
ทว่าตอนนั้นเองไรเซลก็ปั้นหน้าจริงจังและพูดกับฮาน "นายก็ยังคิดง่ายเหมือนเดิมนะ"
"หืออ.. " ฮานงงกับความเปลี่ยนแปลงพร้อมด้วยท่าทางสงสัย
"ในโลกนี้ไม่มีความสงบที่ยั่งยืนหรอก ตราบใดที่ยังมีสิ่งมีชีวิต ความเกลียดชัง ริษยา ความวุ่นวาย มันไม่มีทางตัดขาดจากกันได้ ตอนนี้ทีนี่อาจจะมีความสงบสุข แต่ภายภาคหน้าแม้จะไม่มีสิ่งนี้(หินแสงจันทร์) แต่มันก็จะมีสิ่งอื่นที่ทำลายความสงบสุขนี้ไปอยู๋ดี ไม่คิดงั้นเหรอ" หายากที่ชายผู้เหลวไหลจะกล่าวอย่างจริงจัง หากเป็ไรเซลเมื่อแรกเริ่ม หรือตอนก่อนจะได้พบเอเรเคีย ป่านนี้คงหอบหินแสงจันทร์ หนีเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนแล้ว แต่ว่า… ไรเซลในตอนนี้นั้นคำนึงถึงและให้ความสำคัญกับคนอื่นมากขึ้นกว่าแต่ก่อน นั่นจึงเป็เหตุผลว่าทำไมไรเซลถึงลังเลที่จะรับแก่นสารหินแสงจันทร์นี้
"ข้าเลือกแล้วไรเซล… ข้าอยากลองเดิมพันกับผู้คนในดินแดนนี้….. แม้ว่าข้าจะไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ข้าเชื่อว่ายุคแห่งสันติ จะดำเนินต่อไป" ฮานกล่าวด้วยรอยยิ้มในใบหน้า หายากนักที่จะได้เห็นเขาในมุมนี้ "เ้านำมันไปด้วยเถอะ เมื่อมันอยู่กับเ้ามันจะไม่หายไปไหน แม้ว่ามันจะไม่มีอำนาจใดก็ตามเมื่ออยู่ที่อื่นและจางหายไปพร้อมกับตัวเ้า…. แต่ว่าเมื่อใดก็ตามที่เ้ามีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ข้าหวังว่าเ้าจะได้ใช้เวทย์มนต์ที่เ้าชื่นชอบตามใจปรารถนา"
"เฮ้อออ…. นี่มาเพื่อทำซึ้งสินะ งั้นจะรับไง้ตามที่้าละกัน" ไรเซลพูดพร้อมกับผลักมือส่งหินแสงจันทร์เข้าสู่หัวใจ ทันใดนั้นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นฉับพลัน ประจุเวทย์มนต์ทั้งดวงดาวตอบรับต่อหินแสงจันทร์ พวกมันเคลื่อนไหวและถูกดึงดูดมารวมกันที่หัวใจของไรเซลก่อนจะถูกส่งไปตามเส้นเืเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย ภายในร่างตอนนี้เปรียบกับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ประจุเวทมนตร์ที่ถูกดูดเข้ามานั้นควบรวมกันและะเิอย่างต่อเนื่อง ความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย พลังเวทย์ที่แผ่ออกมานี้กดดันจนอากาศรอบตัวเกิดรอยแยก แต่เพียงชั่วครู่ไรเซลก็ควบคุมมันได้ทันที ถ้าเป็คนอื่นเกรงว่าคงเกิดโศกนาฏกรรมไปแล้ว
พลังเวทย์อันล้นเหลือนี้ทำให้ไรเซลมึนงงไปพักหนึ่ง ชายที่โดนอัดด้วยเวทย์ระดับมหาเวทย์ยิ่งใหญ่แล้วยังเฉย กลับโดนประจุเวทย์อัดทะลวงจนมึนงง นี่มันความเข้มข้นระดับไหนกัน ต้องรู้ไว้ก่อนว่าเวทย์ที่ควบรวมแล้วมีความหนาแน่นและรุนแรงกว่าประจุเวทย์ตามธรรมชาติถึง 50 เท่า นั่นแปลว่าพลังทำลายของมหาเวทย์ยิ่งใหญ่นั้นเท่ากับการรับประจุเวทย์เพื่อกักเก็บ 500000 หน่วย ฟังอาจจะดูน้อยแต่ในทางปฏิบัตินั้นเรารับประจุเวทย์มนตร์เข้าทีละน้อยเพื่อสะสมเท่านั้น แม้ความจุของแก่นสารระดับ 4 จะอยู่ที่ 4000000 ขึ้นไป แต่กระนั้นประจุเวทย์อย่างสูงสุดก็ซึมซับเข้าเพียงไม่เกิน 50000 หน่วยแน่นอน แต่นี่กลับมากกว่าระดับ 4 ทั่วไปถึง 10 เท่า หินในตำนานนี่มันระดับตำนานจริงๆ
"เป็ยังไงบ้างไรเซล" เ้าหญิงรีน่ารีบเข้ามาถามด้วยความร้อนรน
"จะเป็ยังไงเล่า ก็มึนไปเลยน่ะสิ ไอ้เ้านี่.. ไม่เสียทีที่เป็ตำนานจริงๆ" ไรเซลเอ่ยด้วยใบหน้าทะเล้น
ตอนนี้น้ำวนประจุพลังงานรอบตัวไรเซลเริ่มเบาบางลงแล้ว ไรเซลเองก็เริ่มลาทุกคนอย่างจริงจัง
"เอเรเคีย รีน่า ราเวน ฮาน นี่ก็ถึงเวลาแล้วล่ะ ขอบใจนะสำหรับที่ผ่านมา"
"เราเต็มใจ ไม่เป็ไรหรอก" าาเอเรเคียจับไหล่ไรเซลพร้อมกล่าวอย่างจริงใจ
("บรึ๋ยยยย.. เ้านี่มันถึงตัวทุกการกระทำเลยวุ้ย อันตรายจริงๆ") ไรเซลคิดในใจ
"ดูแลตัวเองนะ เ้าบ้า" แม้จะพูดแบบนี้แต่แววตารีน่าก็เริ่มปริ่มน้ำน้อยๆ แล้ว
"ขอให้ท่านเป็คนดีให้มากกว่านี้นะ" ราเวนกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง เนื่องจากในบรรดาคนรู้จักทั้งหมดทั้งมวลนั้นราเวนนั้นรู้จักตัวตนไรเซลดีที่สุด
"เงียบไปเลยเ้าพระปลอม ท่านไรเซลผู้นี้ดีเลิศที่สุดในจักรวาลแล้วโว้ย" ไรเซลถลึงตาใส่อย่างดุดัน
"..............." ฮานเงียบเฉย
" ท่านไรเซล เวทย์ส่งตัวเริ่มการทำงานแล้วครับ" ผู้เฝ้าประตูเชื่อมต่อจักรวาลเอ่ยกับไรเซล
"โอเค" ไรเซลตอบพร้อมหันมามองเพื่อนพ้องที่เคยอยู่ร่วมกัน และผู้คนที่เคยต่อสู้เคียงข้าง "ทุกคน…. ลาก่อนนนนนนน"
"ลาก่อนขอรับท่านไรเซลลลล" ทุกคนขานรับเป็ครั้งสุดท้าย ไรเซลชูมือขึ้นบนฟ้า ก่อนลำแสงนำส่งจะพาตัวเขาหายลับจากดินแดนแห่งทวีปเรเมีย
……….
………
ทุกคนสงบนิ่ง ให้กับการจากลาและหวนรำรึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
บรึ้มมมมมมมมม………..
ทันใดนั้นดอกกุหลาบสีน้ำเงินบานสะพรั่งท่ามกลางท้องฟ้าครึ้มในยามบ่าย สีสันอันงดงามฝังลึกลงในใจผู้คน เวทย์มนตร์เพียงหนึ่งเดียว เวทย์แรกและเวทย์สุดท้ายบนอาณาจักรเรนเดลล์ที่ไรเซลได้ใช้ออกนี้ คือดอกไม้ไฟแห่งคำขอบคุณที่ส่งถึงหัวใจของเหล่าผู้คนทั้งโลกใบนี้และอวยพรให้ทุกคนพบแต่ความสุข…