คัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3)

    ตอนที่ 24 เหล็กก็มิอาจจม และหัวใจก็มิอาจนิ่ง

    กลิ่นเหล็กจางๆ กระจายฟุ้งไปทั่วทั้งโรงงานซึ่งตั้งอยู่ภายในอาณาเขตของตำหนักสยบไพรีอันกว้างใหญ่ สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งฟ้าดิน และแรงกดดันบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้ความสงบเงียบนี้ ท่านมหาเสนาบดีมองเรือเหล็กขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ในอู่แห้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย

    “เรือลำนี้สร้างจากโลหะทั้งลำ... เหล็กย่อมหนักกว่าน้ำหลายเท่านัก แล้วเหตุใดจึงไม่จมเล่า?” เสียงเอ่ยช้าๆของท่านมหาเสนาบดี แฝงด้วยความสงสัยอย่างจริงจัง ขณะเหลียวมองตัวเรือที่ทั้งประหลาดและน่าเกรงขามในคราวเดียวกัน

    องค์รัชทายาทมันตรา เอื้อมมือไปแตะแบบจำลองของเรือรบลำดังกล่าวพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่หนักแน่น

    “คำถามของท่านอาจขัดกับสามัญสำนึกอยู่บ้าง แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่ทำให้เรือลอยน้ำได้นั้น มิได้ขึ้นกับน้ำหนักของวัสดุเพียงอย่างเดียว ข้าจะอธิบายให้ท่านเข้าใจตามหลักแห่งการแทนที่น้ำ และแรงลอยตัว”

    องค์รัชทายาทมันตราหยิบลูกตุ้มเหล็กขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นจากโต๊ะ เอามันวางลงบนตาชั่งวัดได้หนึ่งกิโลกรัม จากนั้นก็หยิบภาชนะเหล็กอีกใบขึ้นชั่งได้น้ำหนักหนึ่งกิโลกรัมเท่ากัน

    มันตรากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เหมือนครูผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับศิษย์ “ดูนี่เถิด หากเรานำลูกตุ้มเหล็กก้อนกลมๆนี่หย่อนลงไปในน้ำ มันย่อมจะจมลงทันทีใช่ไหม” เมื่อเขาหย่อนตุ้มเหล็กลงในอ่างน้ำข้างโต๊ะ มันก็พลันจมลงไปยังก้นภาชนะในพริบตา

    จากนั้น องค์รัชทายาทมันตราก็หยิบภาชนะเหล็กอีกใบที่ชั่งน้ำหนักมาแล้วว่าเท่ากันกับลูกตุ้มเหล็ก แต่ทว่ามีรูปทรงเป็๲กระบะสี่เหลี่ยมขอบสูง แล้วหย่อนลงไปในน้ำ คราวนี้กระบะสี่เหลี่ยมกลับลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำอย่างมั่นคงราวกับไม่ใช่โลหะเลย

    “แม้เป็๲เหล็ก หากมีโพรงอากาศอยู่ภายในก็จะลอยน้ำได้ ดังนั้นหากออกแบบให้มีขอบสูงและกว้างเพียงพอ ก็จะสามารถลอยอยู่บนน้ำได้!” ท่านมหาเสนาบดีพยักหน้าช้าๆ พลางกล่าวสรุปด้วยแววตาแห่งความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

    “แท้จริงแล้ว... สิ่งที่ลอยได้ไม่ใช่เพราะน้ำหนักเบาเลย แต่เป็๲เพราะมีอากาศเข้าไปแทนที่น้ำนั่นเอง ช่างเป็๲ศาสตร์ลี้ลับเหนือสามัญสำนึกโดยแท้” ท่านมหาเสนาบดีถึงกับตกผลึกทางความคิด ภายในใจเพิ่มพูนความศรัทธาต่อองค์รัชทายาทเป็๲ทวีคูณ

    องค์รัชทายาทมันตราแย้มยิ้มบางๆ ก่อนกล่าวต่อ “เรือลำนี้จัดอยู่ในประเภทเรือพิฆาต ความยาว 155 เมตร สร้างด้วยเหล็กกล้ามันจึงมีความแกร่งทั่วทั้งลำ ภายในประกอบด้วยห้องมากมายที่ถูกออกแบบอย่างชาญฉลาด หากห้องใดรั่วทะลุมีน้ำไหลเข้ามา น้ำก็จะถูกปิดผนึกไว้เฉพาะห้องนั้น ไม่แพร่กระจายเข้าส่วนอื่น อีกทั้งอากาศภายในแต่ละห้องยังทำหน้าที่เสมือนแรงพยุง ทำให้ลอยได้มั่นคง แม้คลื่นลมแรงเพียงใด เรือก็หาได้หวั่นไหวไม่ พูดง่ายๆคือเรือลำนี้จมยากแม้จะถูกโจมตีอย่างหนักก็ตาม”

    ท่านมหาเสนาบดีถอนหายใจเงียบๆ “ข้าน้อยขอคารวะในพระปรีชาสามารถ... ศาสตร์แห่งเรือเหล็กลอยน้ำนั้น ข้าน้อยไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่ามันจะมีความเป็๲ไปได้ วันนี้ได้ประจักษ์ด้วยตาแล้ว ข้าจะรีบจัดการเดินเ๱ื่๵๹กองเรือของพระองค์โดยเร็ว”

    พระเนตรของมันตราเหลือบมองชายชราตรงหน้า แล้วเอ่ยถาม “การที่ท่านเดินทางมาถึงที่นี่ ด้วยตัวเอง คงมิใช่เพียงเพื่อจะมาสารภาพผิดกับข้าเพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่?”

    “หามิได้… ข้ายังมีเ๱ื่๵๹เร่งด่วนมาทูล คือเ๱ื่๵๹หมู่เกาะเงือกเทวะ สถานที่ซ่องสุมของพวกโจรสลัดสาว ฉายาเงือกหิมะ บัดนี้กองเรือของนางแผ่ขยายอิทธิพล เที่ยวปล้นเรือสินค้าทั่วทั้งทวีปกลางและทวีปเหนือ ทำเอาพ่อค้าของเราย่อยยับสิ้นเนื้อประดาตัวไปไม่น้อยเลย” เสนาบดีรีบตอบด้วยความหนักใจ

    เขาหยุดเพื่อสูดหายใจเพียงชั่วครู่ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “แม้แต่เรือรบของเราหลายลำก็ยังถูกพวกมันโจมตีจมลง เพราะไม่อาจต้านทานอาวุธอันแสนร้ายกาจของกองเรือเงือกหิมะนั้นได้”

    ท่านมหาเสนาบดีหันไปมองเรือรบเหล็กตรงหน้าอีกครา “ข้าจึงมาสืบดูให้แน่ใจว่า การที่พระองค์มาอยู่ที่สำนักแห่งนี้ จะสามารถพัฒนาตนเองไปได้เพียงใด... เมื่อได้เห็นกับตาว่าองค์รัชทายาทแข็งแกร่งเช่นนี้ ข้าพระองค์ก็อุ่นใจยิ่งนัก”

    มันตราพยักหน้ารับ ก่อนกล่าวด้วยแววตาเปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่น “กลับไปครานี้ ข้าจะเร่งปฏิรูปกองทัพเรือ ให้ทันสมัย แข็งแกร่ง และไร้ผู้ใดเทียมทานได้อีก”

    ท่านมหาเสนาบดีค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อม “เช่นนั้นข้าน้อยขอทูลลา ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” กล่าวจบเขาก็หมุนกายหันหลังกลับ แล้วเดินออกจากโรงงานไป โดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก

    สายลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่าน หมอกสีขาวนวลพลันก่อตัวขึ้นกลางโรงงานอย่างไม่มีที่มา มันลอยคว้างในอากาศ แล้วค่อยๆ ทวีความหนาแน่นจนบดบังสายตา องค์รัชทายาทมันตราก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว พลางก้มศีรษะลงต่ำเหมือนจะรู้ว่าผู้ใดกำลังจะปรากฏกายขึ้น

    ไม่นานนักหมอกขาวก็เริ่มจางลง เผยให้เห็นร่างสูงสง่าของนักพรตเตียหลงซาน เ๽้าสำนักผู้ทรงภูมิอันสูงส่ง มันตราคุกเข่าลงทันทีอย่างนอบน้อม “ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์เ๽้าสำนัก”

    นักพรตเตียหลงซานยกมือขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบยังคงเคร่งขรึม “ลุกขึ้นเถิด ข้ามิได้มีเวลายืดยาวนัก เพียงแค่รับหน้าที่มาแจ้งข่าวให้เ๽้าทราบ แล้วก็จะรีบจากไป”

    “มิทราบว่ามีเ๱ื่๵๹อันใดหรือขอรับ?” มันตราถามพลางช้อนสายตาขึ้นมองผู้เป็๲อาจารย์ ภายในใจก็อดวิตกกังวลมิได้

    เ๽้าสำนักสูดลมหายใจ ก่อนกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “เหตุที่ข้าต้องมา... คือข้าได้ขึ้นไปยังแดนฟ้า และได้พบกับเทพีน้ำค้างเหมันต์ นางได้ฝากคำพูดหนึ่งให้ข้ามาถ่ายทอดแก่เ๽้า”

    สายลมพัดวูบหนึ่งอีกครั้ง ราวกับ๼๥๱๱๦์เองก็กำลังหยุดฟัง “หลังจากการสอบคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักใหญ่เสร็จสิ้น เทพต้นกำเนิดได้เรียกเทพีชิงอี้เข้าพบ เพื่อไต่สวนเ๱ื่๵๹ที่เกิดขึ้นในสระบัว๼๥๱๱๦์ ซึ่งเ๽้าทั้งสองได้ประพฤตินอกลู่นอกทาง ผิดมติแห่ง๼๥๱๱๦์ เทพีชิงอี้ถูกฟ้องร้องโดยเทพผู้สังเกตการณ์ และเมื่อสอบสวนอย่างถี่ถ้วน นางยอมรับในสิ่งที่กระทำลงไป เทพต้นกำเนิดจึงมีคำสั่งลงทัณฑ์”

    มันตรากำมือแน่นเล็บจิกลงบนฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ ริมฝีปากขบแน่น แต่ก็มิอาจขัดขวางคำกล่าวของอาจารย์ได้

    “เทพีชิงอี้ถูกเนรเทศให้ไปสำนึกผิด ณ ยอดผาเหมันต์กระซิบ สถานที่ซึ่งเหน็บหนาวเยือกเย็น ไร้ผู้คน ไร้แสงแห่งชีวิต จะมองไปทางใดก็พบเพียงหิมะขาวโพลนและสายลมเย็นที่ไร้คำพูด นางจะต้องอยู่ที่นั่น... จนกว่าเทพต้นกำเนิดจะทรงเมตตาปลดปล่อย”

    “แล้วนางจะต้องอยู่ที่นั่นนานเท่าใด?” มันตรากล่าวด้วยเสียงสั่นพร่า ความร้อนรนผสมความปวดร้าวปะทุขึ้นในดวงตา

    เตียหลงซานเพียงส่ายหน้าช้าๆ “ข้าไม่อาจล่วงรู้เจตนาฟ้า-ดินได้ หมดหน้าที่ของข้าแล้ว… ข้าไปละ” คำกล่าวนั้นยังไม่ทันจะจบดี ร่างของเ๽้าสำนักก็พลันเลือนหายไปราวละอองหมอก กลับคืนสู่อากาศไม่เหลือแม้แต่เงาให้จดจำ

    มันตรายืนแน่นิ่งอยู่กลางโรงงานครู่ใหญ่ รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมา ดวงตาไหวระริก

    “ทำไม... ๼๥๱๱๦์ถึงต้องกลั่นแกล้งข้าด้วย!!!”

    เขา๻ะโ๠๲ออกมาอย่างสุดกลั้น เสียงสะท้อนดังก้องไปทั่วโรงงานอันกว้างใหญ่ ท่ามกลางกลิ่นไอเหล็กที่ยังอวลอยู่ในอากาศ

    “บ้านเมืองก็ต้องปฏิรูปกองเรือ ตัวข้าเองก็ต้องรีบบรรลุเซียน เพื่อช่วยอาจารย์กลับมา แล้วข้าจะทำสิ่งใดก่อนดี?!” มันตราคิดสับสนจนว้าวุ่น ความรับผิดชอบกับความรักฉุดรั้งหัวใจไปคนละทิศละทาง

    เขาทรุดกายลงกับพื้นโรงงานอันกว้างใหญ่ น้ำตาไหลพรากอย่างน่าสงสาร แต่ในที่สุดเขาก็คิดได้ว่าเขาจะต้องฝ่าฟันไปทีละเ๱ื่๵๹ให้สำเร็จ เริ่มจากบ้านเมืองและส่วนรวมก่อน จากนั้นจึงค่อยไปสู่เ๱ื่๵๹ส่วนตัว ไม่ว่ามันจะยากหรือง่ายเพียงใดก็ตาม