ปราบถูกนำตัวลงมายังชั้นใต้ดินของศูนย์วิจัยที่ลึกลงไปสามสิบเมตร ชายหนุ่มใจเต้นด้วยความระทึกเพราะว่าเขานั้นยังไม่เคยเห็นสัตว์อสูรระดับเจ็ดเลยสักครั้ง อย่าว่าระดับเจ็ดเลยระดับสี่เขาก็ยังไม่เคยเห็น
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกเมื่อลิฟท์หยุด “ ติ้ง “ เสียงสัญญาณลิฟท์ดังขั้น
“ วิ้ด “ ประตูลิฟท์เปิดออก
เขาเดินตามผอ.ศูนย์วิจัยเข้าไปในส่วนของร่างั์ ตลอดเส้นทางที่เป็วงกลมนั้นมีห้องวิจัยเกี่ยวกับร่างั์มากมายนับร้อย มีนักวิจัยทำงานอย่างขะมักเขม้นหลายร้อยคน
เขาเดินมาถึงยังห้องวิจัยเือสูร เพียงสูดดมกลิ่นที่โชยออกมาเืลมของเขาพลันเดือดพล่าน
“ อือ “ ชายหนุ่มสะท้านทั่วกายาเพราะมันเป็เืที่ยิ่งใหญ่แลทรงพลังเป็อย่างยิ่ง
“ วี้ด “ ประตูห้องเปิดออก
กลิ่นเืที่รุนแรงพลันโชยออกมาในทันใด เพียงััผิวกายร่างของเขาแทบะเิออก
ชายหนุ่มมองยังเหล่านักวิจัยที่ทำงานอย่างแข็งขัน พวกเขากำลังทดลองคัดแยกสารประกอบต่างๆในเืของอสูรร่างั์ พวกเขาต่างทำงานในสภาพที่กดดันเป็อย่างยิ่งเพราะพวกเขาต้องแบกรับแรงกดดันจากเือสูรระดับเจ็ดที่ยิ่งใหญ่
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกแลก้าวเข้าไปในห้องวิจัย
เขาเดินตรงไปยังหน้าต่างในทันที เขามองผ่านกระจกนิรภัยไปยังร่างั์ที่แน่นิ่ง เข่าของเขาแทบทรุดลงเพราะมันเป็สิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
เขามองยังอสูรห้าเขาที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ มันมีสองมือ สองขา เท้าเป็กรงเล็บ ลักษณะขาเป็เหมือนขาหลังของสัตว์ต่างๆ มีใบหน้าเหมือนมนุษย์ ดวงตาเป็สีชาด จมูกของมันโด่งแลงุ้มลง ฟันของมันแหลมคมแลเขี้ยวสี่เล่มข้างบนสองข้าล่างสองที่ยื่นยาวกว่าฟันซี่อื่น ที่หัวของมันมีเขาอยู่ห้าเขา เขาใหญ่คู่โค้งคล้ายเขาควายอยู่เหนือขมับทั้งสองข้าง สองเขาคู่อยู่เหนือหน้าผากเยื้องขมับ เขาใหญ่อยู่ตรงกลางหน้าผากเหนือคิ้วเล็กน้อย
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก “ มันสูงราวห้าสิบเมตร “ เขาพึมพำ
“ ตึกสิบห้าชั้นดีๆนี่เอง “ เขาพึมพำ
“ ฟู่ว “ ชายหนุ่มเป่าปากออกอย่างแรง
“ ปราบ เอ็งสนใจจะดูโครงสร้างของเืมันรึไม่ “ ผอ.ศูนย์วิจัยเอ่ย
“ ครับ “ ชายหนุ่มพยักหน้า
เขาเดินมายังจอภาพที่ฉายโครงสร้างรหัสพันธุกรรมของมันแล้วคิ้วขมวด ชายหนุ่มชี้นิ้วไปยังจุดสีดำที่วิ่งพล่านไปมา
“ นี่เป็พลังอสูรที่แทรกอยู่ในทุกส่วนของเืแลกายา หากกำจัดมันออกได้เืของอสูรห้าเขาตนนี้ก็จะเป็ประโยชน์กับมนุษย์เป็อย่างมาก “ เขาเอ่ย
เหล่านักวิจัยต่างมองหน้ากันเพราะพวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดทั้งที่วิจัยมานานหลายสิบปี แต่ชายหนุ่มผู้นี้มองปราดเดียวกลับรู้ได้
“ นี่คือพลังปราณที่ไหลเวียนไปทั่วร่างของมัน “ เขาชี้ไปยังจุดสีขาว
“ อืม “ ผอ.ศูนย์วิจัยพยักหน้าช้าๆ
ชายหนุ่มมองยังภาพน้ำเหลืองของมัน เขาพยักหน้าช้าๆ
“ ผมรู้แล้วว่าเหตุใดอสูรเหล่านี้จึงไม่ลดปริมาณลงเลยทั้งที่ถูกสังหารไปมากมาย “ ปราบเอ่ย
เหล่านักวิจัยต่างก็พยักหน้าช้าๆกับสิ่งที่ชายหนุ่มพูด
“ พวกมันถ่ายทอดพลังต้นกำเนิดผ่านน้ำเหลือง “ ปราบเอ่ย
“ พวกมันจึงเป็จอมยุทธั้แ่เกิด “ ปราบเอ่ย
“ เป็ไปไม่ได้ น้ำเหลืองของมันทำได้เพียงรักษาาแ “ นักวิจัยเอ่ย
เขาชี้นิ้วไปที่ภาพน้ำเหลือง “ นี่เป็เือสูร นี่เป็ปราณอสูร นี่เป็ปราณพลัง นี่เป็พลังต้นกำเนิด แลนี่เป็ . . . “ ปราบเอ่ย
“ ในเือสูรเราจะมองไม่เห็นพลังต้นกำเนิด แต่เราจะพบเห็นพลังต้นกำเนิดได้ที่น้ำเหลือง “ ปราบเอ่ย
“ พลังต้นกำเนิดคือสิ่งใด “ นักวิจัยสาวเอ่ยถาม
“ พลังต้นกำเนิดนั้นมีสามส่วนหลัก หนึ่งพลังปราณ สองพลังิญญา สามพลังชีวิต “ ปราบเอ่ย
“ พลังต้นกำเนิดนั้นหากเป็จอมยุทธจะมีกันทุกคน เพราะมันเป็รากฐานของการฝึกฝน ที่หลายคนสามารถฝึกฝนได้ก็เพราะมีพลังต้นกำเนิดอยู่แล้วในร่างกาย ผ่านรูปแบบต่างๆ “ ปราบเอ่ย
“ ครั้งที่พวกเราได้ทำการทดสอบที่ศิลายุทธ พวกเราจะมีพลังิญญาบ้าง พลังปราณบ้าง พลังชีวิตบ้าง ทั้งบางคนยังปรากฏแก่นธาตุต่างๆ “ ปราบเอ่ย
“ ใช่ ข้าไปทดสอบที่ศิลายุทธข้ามีพลังปราณอยู่ในระดับสอง ทำให้ข้าสามารถฝึกยุทธ “ ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ย
“ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับน้ำเหลือง “ ชายชราคนหนึ่งเอ่ยถาม
“ เพราะในน้ำเหลืองนั้นมีพลังต้นกำเนิดอยู่ จึงถ่ายทอดพลังต้นกำเนิดผ่านน้ำเหลืองก็เท่านั้น “ เขาเอ่ย
“ แล้วจะถ่ายทอดได้เช่นใด มิใช่เช่นที่เอ็งว่ามันเกิดมามันก็เป็จอมยุทธแล้วรึ “ ชายชราคนเดิมเอ่ย
ปราบพยักหน้า “ ทุกท่านลองคิดดูว่าการถ่ายทอดพลังต้นกำเนิดนี้มันเป็ยังไง แล้วถ่ายทอดในรูปแบบใด “ ปราบเอ่ย
เหล่านักวิจัยได้แต่งุนงงว่าชายหนุ่มกำลังพูดถึงสิ่งใด
“ รูปแบบของการถ่ายทอดก็คือเพศสัมพันธ์ “ ปราบเอ่ย
“ ผมจะยกตัวอย่าง ทำไมจอมยุทธแต่งงานกันแล้วบุตรของเขาทั้งสองถึงได้เป็จอมยุทธั้แ่เกิด อันนี้คิดเป็ร้อยเปอร์เซ็นต์ “ ปราบเอ่ย
“ หากฝ่ายใดฝายหนึ่งเป็จอมยุทธแล้วอีกฝ่ายเป็คนธรรมดาทำไมบุตรที่เกิดมาจึงต้องลุ้นว่าจะเป็จอมยุทธรึไม่ นี่ก็ราวห้าสิบเปอร์เซ็นต์ “ เขาเอ่ย
“ คนธรรมดากับคนธรรมดา แล้วแต่โชควาสนา “ ปราบเอ่ย
“ ที่พวกมันเป็จอมยุทธทั้งหมดก็เพราะพวกมันถือกำเนิดจากพ่อแลแม่ที่เป็จอมยุทธ ที่ได้ถ่ายทอดพลังต้นกำเนิดผ่านน้ำเหลืองของทั้งสองสายให้แก่พวกมัน “ ปราบเอ่ย
“ ทำให้ปริมาณของพวกมันมิได้ลดลงแม้นจะถูกสังหารไปมากมาย “ ปราบเอ่ย
“ ที่เอ็งพูดมาก็เข้าเค้า “ ผอ.ศูนย์วิจัยเอ่ย
“ เราจะสกัดปราณอสูรได้อย่างไร “ นักวิจัยสาวเอ่ย
“ ผมว่าก่อนอื่นเราควรศึกษาอสูร์ เพราะมันเป็อสูรเหมือนกันแต่มันสามารถต้านทานปราณอสูรได้ “ ปราบเอ่ย
“ ใช่ อสูร์ “ นักวิจัยสาวเอ่ย
“ หากเรารู้ว่าอสูร์มีสิ่งใดต้านทานปราณอสูรได้ เราก็จะค้นพบวัคซีนหรือยารักษาอสูรทั้งหลาย “ นางเอ่ยออกน้ำเสียงของนางนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ เื่นี้ถือว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก ท่านผอ.ขออนุมัติ “ นางเอ่ย
“ เริ่มได้เลย “ ผอ.ศูนย์วิจัยเอ่ย
เื่วิจัยอสูร์ถูกส่งออกไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาทั่วศูนย์ส่งเสียงพูดคุยดังลั่น
ปราบนำเืที่ผอ.ศูนย์วิจัยมอบให้แลไปยังพื้นที่โล่ง เขาทิ้งร่างลงนั่งแล้วเริ่มทำการขจัดปราณอสูรออก
เขาวางฝ่ามือหนึ่งหงายขึ้นแลวางเือสูรลงกลางฝ่ามือแล้วใช้อีกฝ่ามือหนึ่งคว่ำลง “ วู๊มม “ มวลอากาศรายรอบสองฝ่ามือพลันกระเพื่อมไหว
“ ฟู่ว “ มินานนักปราณอสูรสีดำล่องลอยออกจากหยดเื
“ วิ้ง “ เมื่อหมดสิ้นพลังอสูร เืหยดนั้นพลันเปล่งแสงสีชาดสว่างไสว
ชายหนุ่มยิ้มออกแลกลืนมันลงไปในทันใด
เมื่อพลังมากมายที่บ้าคลั่งแผ่ออกทั่วกายา ผิวกายของเขาพลันแดงก่ำด้วยความร้อนแรงของเือสูรห้าเขา
เสียงกร็อบแกร็บดังขึ้นทั่วกายา พร้อมกับของเหลวสีดำหลั่งไหลออกทั่วร่าง
“ อ่อค “ ชายหนุ่มกระอักโลหิตออกกองโต โลหิตดำเน่าเสียส่งกลิ่นชวนคลื่นเหียนทำเอาหลายคนเร่งใช้ผ้าปิดจมูกอย่างเร็วไว
“ วู๊มม “ อากาศรายรอบกายาของชายหนุ่มพลันไหวกระเพื่อมอีกครั้ง
ร่างของเขาพลันนิ่งสงบมิปรากฏสิ่งใดให้ตื่นเต้น ทำเอาผู้คนงุนงงสงสัย