“โอ๊ย เซ็นครบสักที”
“จะไปไหน”
แหมไวเชียวนะ
ฉันหันไปยิ้มสุภาพจนตาปิด แล้วอ้าปากตอบคำถามมันเป็คำๆ หลังจากลุกขึ้นยืนปั้บมันก็ถามปุ้บ นึกว่าแม่
“จะ ไป เข้า ห้อง น้ำ ค่ะ เพื่อน ไม่สิ คุณ เลขา”
ตอบเสร็จก็เดินเลี่ยงจุดที่นางยืนอยู่ไปที่ประตู แต่นางเอาตัวมาบัง ยิ่งหลบยิ่งขวาง
“ไม่ได้ค่ะ คนที่นัดไว้จะมาแล้ว เอาตัวกลับไปที่เดิมแล้วนั่งเฉยๆดีกว่า”
ฉันทำเป็ย่อตัวลงทำท่าฉี่จะราด เอามือสองข้างปิดเป้า บิดตัวไปมา คนหน้าหยีเลยได้แต่ถอนหายใจ เห็นแบบนั้นฉันก็เลิกบิดกลับมายืนดีๆ
“ลำบากหน่อยนะคะ คุณเลขา”
“อย่านานนะ ได้ข่าวว่าแขกคนนี้ดุจนหาเมียไม่ได้เลย”
“ไม่หรอก เขาอาจจะอยากโสดเองเหมือนฉันก็ได้”
ระหว่างที่กำลังเดินไปอ่านนิยายไปตามทางอยู่นั้น จู่ๆก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักของคนหลายคน เงยหน้าขึ้นก็เห็นไหล่ใครไม่รู้ใส่สูทดำอยู่ตรงหน้า
ไม่ทันหันไปดูก็ถูกชนอย่างแรง แถม…
ไอ้คนชนมันไม่หยุดขอโทษหรือรับคำขอโทษสักนิด
“นี่นาย ชนแล้วหนีหรือ นาย!”
เ้าของเสื้อสูทดำนั่นยังคงเดินต่อไปไม่สนใจแม้จะหันมาสักนิด ฉันกำหมัดแน่น เดินฉับๆเข้าไปหมายกระชากมาดูหน้าสักที
“ไม่ได้ครับ”
“โอ๊ย พวกนายเป็ใคร ปล่อยฉันนะ”
พวกการ์ดตัวใหญ่หน้าขรึมสามคนเข้ามากันตัวฉันไว้
นี่ฉันเป็เ้าของที่นี่นะ แล้วไอพวกการ์ดที่เห็นล้อมหน้าล้อมหลังไอ้บ้านั่นมาจนถึงเมื่อกี้ มีสิทธิ์อะไรมาจับฉัน!
ฉันเป็คุณหนูผู้เพียบพร้อม ทั้งสวยทั้งใจดี หมอนั่นจะมาเมินกันแบบนี้ไม่ได้
“ขอร้องนะครับ อย่าไปยุ่งกับคุณเฉินเลย ถ้าผมปล่อยคุณไป พวกผมโดนไล่ออกแน่”
“นี่จะทำอะไร ปล่อยฉันนะ”
ผู้ชายคนหนึ่งแบกฉันขึ้นไหล่พาเดินออกมาหน้าบริษัท ทั้งที่ฉันทั้งทุบทั้งดิ้น ร้องโวยวาย
ไม่ใช่ไม่มีใครเห็นนะ พนักงานคนอื่นในบริษัทเห็นกันหมดถึงขนาดลุกมายืนมอง
แต่ก็…พอเข้าใจได้ ผู้ชายบึกบึนทรงโจรหน้าดุแบบนี้ ใครจะกล้าเข้ามายุ่ง
สุดท้ายก็โดนแบกมาทิ้งหน้าบริษัท
พอเขาวางฉันลงก็เดินกลับเข้าไปในตึกเลย ปล่อยฉันยืนตั้งหลักสักพัก เมื่อกี้กลัวจนขาสั่นไปหมด นึกว่าจะโดนอุ้มฆ่า
น้องแผนกต้อนรับสุดสวยของบริษัทฉันวิ่งเข้ามาพร้อมน้ำดื่มแก้วหนึ่งที่ใส่หลอดขาวพร้อมสรรพ ฉันรับมาอย่างเสียไม่ได้
“น้ำค่ะคุณเหมยลี่ คุณเหมยลี่อย่าหงุดหงิดไปเลยค่ะ นั่นน่ะคนของท่านเฉินนะคะ”
“เฉินไหนแล้วอย่างไร”
“นี่คุณเหมยลี่ไม่ทราบหรือคะ ท่านเฉิน…”
เฉินคนนั้น เป็นายพลสูงสุดของกองทัพอากาศ ที่ขึ้นมาปฏิวัติระบอบเก่าและจัดการวางระบบใหม่ทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว บรรดาคนที่ด่าเขามีเป็ร้อย แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยต่อหน้า ว่ากันว่าถ้าใครกล้าหือ เขาคนนั้นจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
นายพลเฉินผู้เป็จุดสูงสุดของกองทัพอากาศคนนั้นตามที่อันอันบอก
“งั้นเขามาทำอะไรที่นี่”
ฉันยกโทรศัพท์ขึ้นมากดหาข้อมูลของคนคนนั้น หากจะเผชิญหน้ากัน รู้เขารู้เรารบร้อยชนะร้อย ทว่าสงสัยจะรีบไปหน่อยเลยลืมไปว่ามือที่จับแก้วน้ำก่อนจะคืนให้อันอันนั้นลื่นแค่ไหน
โทรศัพท์สีดำเรือนแพง ที่หน้าจอยังค้างผลการค้นหาของคนคนนั้นหลุดมือ
ฉันรีบคว้ามัน ก่อนที่ใครจะหยิบมันก่อน แต่ยิ่งเอื้อมตัวพุ่งไปหา มันเหมือนจะถึงแต่ก็ไม่ถึง
รู้ตัวอีกทีมันก็ไถไปกับพื้นจนอยู่กลางถนน
ฉันที่รีบวิ่งตามมาตั้งใจจะหยิบมันกลับขึ้นมาปิดหน้าจอ แต่แล้วก็…
หนวกหูจริง
“เสี่ยวเยี่ย!!!”
ปี๊น!!
ฉันมองเหม่อไปที่รถคันหนึ่งที่กำลังบีบแตรลั่นและวิ่งมาด้วยความเร็ว ขาที่ก้าวถอยหลังสั่นกลัวจนล้มไปกับพื้น
“เสียวเยี่ย”
เสียงใครบางคนยังดังเข้าหูฉันอยู่ได้ เวลาแบบนี้ถ้าจะได้ยินชื่อใครสักคนมันก็ควรเป็ชื่อฉันไม่ใช่หรือ
แล้วเสี่ยวเยี่ยนั่นเป็ใคร กล้าดีอย่างไรมาแย่งเสียงสุดท้ายในชีวิตฉัน
ร่างกายถูกชนลากไปกับล้อรถ ฉันมองเห็นแค่พื้นกับข้างใต้เครื่องยนต์ที่มีน้ำมันหยดเล็กน้อย
เหม็นจัง กลิ่นน้ำมัน มันคาวขนาดนี้เลยหรือ
“โอ๊ย ผู้หญิงบ้าที่ไหนมันมาตัดหน้ารถวะ ซวยจริงๆ” คนขับเปิดประตูลงมา เอ่ยโวย
ขอโทษนะคะที่ทำให้เดือดร้อน ไม่ได้ตั้งใจ เดี๋ยวจะเอาเงินให้
เสียงรอบข้างหายไปแล้ว ภาพตรงหน้าก็เริ่มเลือนลางใกล้มืดสนิท ฉันที่ได้รู้สึกถึงความสิ้นหวังเป็ครั้งแรก
นี่ฉันกำลังจะตายสินะ