ครั้งนี้พระมเหสีทรงรู้สึกสมพระทัยจนปรากฏรอยแย้มพระสรวลขึ้นบนพระพักตร์ขณะที่เซียงจือกงยังคงกราบทูลว่า
“ข้าพระองค์รักใคร่เอ็นดูในตัวเ้าทิพเมื่อกลับไปถึงกรุงจีนมีโอกาสได้เข้าเฝ้าองค์พระจักรพรรดิจึงกราบทูลขอแบ่งแพรพรรณดังกล่าวมาให้ พร้อมบอกถึงศักดิ์ฐานะของเ้าทิพและความผูกพันที่ข้าพระองค์มีต่อเขา...องค์พระจักรพรรดิทรงพระกรุณาพระราชทานแพรพรรณให้ข้าพระองค์ เพื่อมอบให้เ้าทิพตามที่กราบทูลขอเมื่อเ้าทิพขึ้นมาบนเรือพร้อมคณะของไต้ซีหงเมื่อวานข้าพระองค์จึงได้มอบให้และเ้าทิพได้นำลงจากเรือข้าพระองค์เมื่อเช้านี้พระเ้าค่ะ”กราบทูลแล้วเห็นสีพระพักตร์ของพระเ้าปตานีเคร่งเครียดด้วยทรงตรึกตรอง
“แต่การที่ท่านมอบสิ่งของสูงค่าให้คนไร้ศักดิ์ในเมืองปตานีย่อมกระทำไม่ได้”องค์ชายใหญ่ทรงค้านขึ้นทันที แล้วไล่เลียงต่อ“อย่างน้อยท่านต้องขอให้องค์พระเ้านครปตานีพระราชทานอนุญาตก่อนจะกระทำตามอำเภอใจไม่ได้ ไม่เช่นนั้นอาจเข้าตรา...” แล้วนิ่งไว้ ไม่ทรงเอ่ยต่อคำว่า“ฏ” ให้ครบคำ
ผู้แทนองค์พระจักรพรรดิยังคงประดับรอยยิ้มบนใบหน้าแม้รอยหยักขมวดหน้าผากก็มิเกิดขึ้น
“องค์ชายรับสั่งจริงแล้วสิ่งของนี้เป็ของสูงค่าเพราะกระหม่อมได้รับพระราชทานจากองค์พระจักรพรรดิแต่สิ่งของนี้ได้ชื่อว่าเป็สิ่งของที่ถูกต้องและมีการมอบให้อย่างถูกต้อง”แล้วพรรณาถึงเหตุผล “ที่เรียกว่าเป็สิ่งของที่ถูกต้องเพราะทั้งผู้ขอและผู้ให้ระหว่างเมืองมีความชัดเจน ผู้ให้รู้ว่าสิ่งของนี้จะถูกนำไปให้ใครและศักดิ์ฐานะเป็อย่างไรมิได้เป็การยักยอกโดยข้าพระองค์มาให้เ้าทิพแต่ประการใด”
แม้ทูลต่อองค์ชายแต่สังเกตเห็นพระพักตร์พระเ้าฤทธิเทวาทรงอ่อนโยนลง จึงทูลต่อถึงข้อสำคัญ
“ส่วนการมอบก็กระทำอย่างถูกต้อง เพราะพระจักรพรรดิพระราชทานให้ข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จักมอบให้เ้าทิพ มิได้เป็การพระราชทานขององค์พระจักรพรรดิต่อเ้าทิพโดยตรงดังนั้นข้าพระองค์จึงสมควรมอบให้เ้าทิพโดยตนเองหากข้าพระองค์นำแพรพรรณนี้ขึ้นทูลถวายพระเ้านครปตานีเพื่อให้พระราชทานแก่เ้าทิพเกรงว่ามิใคร่จะถูกธรรมเนียมและเป็การิ่พระเกียรติยศด้วยพระเ้าค่ะ... อีกทั้งข้าพระองค์ให้ไต้ซีหงแจ้งรวมอยู่ในทำเนียบสินค้าขึ้นเทียบท่าพร้อมเปรียบเทียบอากรที่ต้องชำระแล้วด้วยพระเ้าค่ะ”
พระเ้าฤทธิเทวาทรงรับฟังคำอธิบายของขุนทัพนายเรือจีนเห็นถูกต้องเหมาะสมทุกประการแม้จะทรงขัดเคืองด้วยเป็เื่ราวเกี่ยวพันกับเ้าทิพผู้มิโปรดก็จำต้องทรงระงับพระทัยทรงพระสรวลขึ้น ตรัสว่า
“สมแล้วที่เป็เซียงจือกงผู้ที่ได้ชื่อว่ารู้คน รู้ธรรมเนียม รู้ประเทศ... ในท้องน้ำนี้จะหาใครจัดการเื่ราวได้เหมาะสมถูกต้องดั่งตัวท่านคงไม่มีแล้ว”แล้วหันพระพักตร์ไปรับสั่งตำหนิองค์ชายอัศวเมฆ
“เ้าที่อ่อนทั้งเื่โลกเื่พิธีการควรจะหัดเรียนรู้จากท่านเซียงซือกงให้มาก พรุ่งนี้เ้าจงจัดขบวนพานพุ่มไปขออภัยโทษต่อท่านผู้บัญชากองเรือซะ”แล้วทรงหันไปรับสั่งขออภัยในความไม่ประสาให้กับองค์ชาย
พระผู้เป็ใหญ่ในผืนดินและอาคันตุกะจากท้องทะเลต่างมีพระปฏิสันถารและเจรจากันต่อคล้ายดั่งไม่มีเื่ขัดเคืองใดเกิดขึ้น ขณะที่องค์ชายอัศวเมฆทรงก้มพักตร์เผือดนิ่งอยู่ข้างพระมารดาเซียงจือกงได้กราบทูลเล่าเื่เมืองนานกิงเมืองหลวงใหม่ของราชวงศ์ิและกราบทูลถามถึงเื่ราวต่างๆ ของเมืองในคาบสมุทรสุวรรณภูมิและในสองเกาะใหญ่คือเกาะสุมาตราและเกาะชวา
พระเ้าแห่งเมืองท่าใหญ่ที่สุดบนคาบสมุทรรับสั่งเล่าด้วยพระทัยยินดี...หลังจากนั้นจึงตรัสถึงเื่สำคัญที่สุดของเมืองปตานีในขณะนี้..
“ท่านรู้หรือไม่ปีนี้เป็ปีฉลูนักษัตร มีความหมายสำคัญอย่างไรต่อเมืองเรา”
“ปีฉลูย่อมเป็ปีประจำนักษัตรของเมืองปตานี.. แต่ความสำคัญคงอยู่ที่เป็ปีครบรอบจัดประลองอาวุธเพื่อคัดเลือกาาสิบสองนักษัตรพระองค์ใหม่กระมังพระเ้าค่ะ”
พระเ้าฤทธิเทวาทรงพระสรวลด้วยสบพระทัย
“นับว่าท่านรอบรู้กิจการของทุกแคว้นทุกเมืองที่เดินเรือผ่านจริงๆ...ท่านคิดว่าเมืองใดจึงจะมีเปรียบกว่ากันในการประลองครั้งนี้”
“ข้าพระองค์เพิ่งเดินทางมาถึงคงไม่สามารถแจกแจงได้มากนักแต่พอจะทราบมาบ้างว่าการประลองคัดเลือกกระทำทุก ๑๓ ปีในการประลองครั้งก่อนเมื่อปีชวด พุทธศักราช ๑๙๐๓ ที่เมืองสายบุรีเมืองชวดนักษัตรขุนพลตัวแทนจากเมืองปตานีได้ต่อสู้ถึงรอบสองคนสุดท้ายกับขุนพลจากเมืองไทรบุรี การต่อสู้คู่คี่ก่ำกึ่งกันสุดท้ายเมืองปตานีเป็ฝ่ายชนะไป... ในครั้งนี้ข้าพระองค์เห็นว่าการประลองก็จัดขึ้นที่เมืองปตานีย่อมทำให้ขุนพลตัวแทนของเมืองมีขวัญกำลังใจและคุ้นเคยสภาพสนามประลองความได้เปรียบนี้น่าจะทำให้ตัวแทนของพระองค์เป็ผู้ชนะอีกครั้งได้ พระเ้าค่ะ”
แม้จะทรงพึงพระทัยในคำกราบทูลแต่พระพักตร์ยังแฝงไว้ด้วยพระอาการกังวล
“การประลองรอบนี้นับว่าสำคัญกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเมืองเราต้องชนะเท่านั้น...” คล้ายจะรับสั่งเล่าสิ่งใดเพิ่มเติมแต่ก็ทรงระงับไว้แล้วเปลี่ยนเื่เสีย
“ท่านล่องเรือเข้ามาในครั้งนี้อาจไม่สามารถอยู่จนถึงพิธีชุมนุม ๑๒ เมืองนักษัตรซึ่งจะจัดขึ้นในอีก ๓เดือนข้างหน้า...แต่อย่างน้อยก็ควรเข้าชมพิธีประลองคัดเลือกขุนพลตัวแทนของเมืองเรา”
“ข้าพระองค์รับฟังจากไต้ซีหงว่าอีก๕ วันจะมีการประลองอาวุธคัดเลือกขุนพลตัวแทนของเมืองปตานี ข้าพระองค์ย่อมยินดีจะเข้าร่วมชมการแสดงฝีมือของผู้กล้าชาวปตานีพระเ้าค่ะ”
“ดีมาก ที่ท่านมาร่วมชม”พระเ้าฤทธิเทวาทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย “ครั้งนี้พระเ้านครศรีธรรมราชก็จะเสด็จมาทอดพระเนตรด้วยท่านจะได้ถือโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์”
“พระเ้าศรีมหาราชพระเ้านครศรีธรรมราชจะเสด็จมาหรือพระเ้าค่ะ” เซียงจือกงทวนคำด้วยความประหลาดใจ
พระคลังนายท่าแห่งเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งเข้าเฝ้าอยู่จึงกล่าวรับคำว่า
“ถูกต้องแล้วท่านนายกองเรือ...องค์พระเ้านครศรีธรรมราชเสด็จมาตามคำกราบบังคมทูลเชิญของพระเ้าปตานีดังนั้นเครื่องสิ่งของกำนัลจากพระจักรพรรดิกรุงจีนซึ่งท่านเตรียมมาก็ควรนำขึ้นทูลเกล้าถวายแด่พระองค์ท่านโดยตรงไม่ต้องผ่านข้าพเ้าเหมือนทุกปี”
“พระองค์จะเสด็จเข้าเมืองมาเมื่อใดหรือท่านเ้ากรม”เซียงจือกงถามด้วยความสนใจยิ่ง
“จะเสด็จเข้ามาประทับในอีก ๓วันข้างหน้า แต่เ้ากรมวังเมืองนครฯและคณะจะเดินทางล่วงหน้ามาก่อนเพื่อตระเตรียมความพร้อมในการรับเสด็จ...จะมาถึงกันในวันพรุ่งนี้”
“ท่านเ้ากรมวังหรือ ดีเลย...เราไม่ได้พบท่านนานมากแล้ว”เซียงจือกงกล่าวพลางระลึกถึงขุนนางผู้ใหญ่แห่งเมืองนครฯ ซึ่งมีน้ำใจต่อกัน
“นอกจากนี้ท่านเ้ากรมวังจะเชิญเสด็จ “พระองค์หญิงวิสาณี” พระราชธิดาพระองค์เดียวในพระเ้าศรีมหาราชล่วงหน้ามาเพื่อทรงเยี่ยมชมเมืองปตานีด้วย”
นับเป็ข่าวที่นายใหญ่แห่งกองเรือพระจักรพรรดิต้องประหลาดใจการเสด็จของพระเ้านครศรีธรรมราชแม้จะพิเศษอยู่มาก แต่การเชิญเสด็จพระราชธิดาล่วงหน้าย่อมแฝงนัยอื่นใดอีกแน่...ประกายแห่งความคิดพลันสะดุดลงเมื่อได้ยินพระสุรเสียงของผู้ประทับเหนือบัลลังก์รับสั่งขึ้น
“ถ้าไม่ติดที่เ้าอัศวเมฆจะต้องเตรียมตัวเข้าร่วมประลองคัดเลือกขุนพลฉลูนักษัตรแล้วเราคงจะต้องให้องค์ชายเป็ผู้ดูแลพระธิดา ครั้งนี้คงต้องมอบให้บุตรีท่านขุนพลสิงหลรับหน้าที่แล้ว”พระเ้านครปตานีตรัสพร้อมเบือนพระพักตร์ไปยังขุนพลสิงหล
“ข้าพระองค์ได้กำชับบุตรีให้เตรียมพร้อมทุกประการไว้เรียบร้อยแล้วพระเ้าค่ะ”ผู้มีนามตามรับสั่งรีบกราบทูล
“ดีมากท่านขุนพล”
เมื่อได้ยินพระนามองค์หญิงวิสาณีทั้งพระมเหสี องค์ชายอัศวเมฆและเ้าทิพต่างอดมีรอยแย้มพระสรวลและรอยยิ้มมิได้ ระคนต่างคิดมุ่งหวังกันไปเซียงจือกงที่แอบเห็นเหล่าพระอาการและอาการเ่าั้พลันรับรู้ถึงลางสังหรณ์แห่งเภทภัยอันจะตกแก่เ้าทิพราชสกุลหนุ่มผู้ไร้ศักดิ์ฐานะ
--------------------------------------------------
น่ารู้ท้ายบท
เซียงจือกงได้กราบทูลเล่าเื่การเปลี่ยนราชวงศ์ของกรุงจีนถวายต่อพระเ้าปตานี...
หลังจากพระเ้าหงหวู่ทรงพิชิตราชวงศ์หยวนขับไล่ชาวมองโกลที่เข้ามาปกครองอาณาจักรจีนออกไปได้อย่างเด็ดขาดเมื่อ๕ ปีก่อน ทรงเร่งรัดจัดสรรที่ดินทำกินใหม่ทั่วอาณาจักรจากเดิมที่เคยถือครองโดยชาวมองโกลและขุนนางก็ริบคืนมาแจกจ่ายให้ชาวนาและชาวไร่ถือเป็งานใหญ่ที่เพิ่งสำเร็จลุล่วง ส่วนกิจการภายในประเทศอื่นๆซึ่งต้องปรับปรุงเนื่องจากถูกปกครองในระบบสี่ชนชั้นของราชวงศ์หยวนมาเป็เวลานานถึง๙๙ ปีก็สะสางจนสังคมกลับคืนสู่ระบบอันเหมาะสมเป็ธรรมระบบสี่ชนชั้นเดิมกำหนดตามเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์โดยให้ชาวมองโกลเป็ระดับที่หนึ่งอยู่บนสุดระดับสองคือชาวเซ่อมู่ที่อยู่ทางทิศตะวันตก ระดับสามคือชาวฮั่นทางตอนเหนือและระดับสี่ล่างสุดคือชาวฮั่นที่อยู่ใต้แม่น้ำแยงซีเกียงลงมา...
บัดนี้ทุกอย่างเริ่มกลับเป็ปกติสุของค์พระจักรพรรดิจึงทรงเริ่มสนพระทัยต่อกิจการภายนอกโดยเฉพาะการติดต่อค้าขายกับบ้านเมืองในดินแดนทะเลใต้
ทรงตระหนักว่าครั้งรัชสมัยของราชวงศ์หยวนกษัตริย์มองโกลทรงมีสัมพันธไมตรีลึกซึ้งกับกรุงสุโขทัยมิได้ให้ความสำคัญกับอาณาจักรตามพรลิงค์และเมืองปตานีมากนัก แต่พระเ้าหงหวู่ทรงระลึกถึงความสำคัญของดินแดนแถบนี้และทรงปรารถนาที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นรวมถึงประสานสัมพันธ์กับกรุงอโยธยาผู้กุมอำนาจเหนืออาณาจักรตามพรลิงค์
--------------------------------------------------