ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 158 แลกเปลี่ยนกับการส่งตัว

            โหยวเสี่ยวโม่เหลียวกลับมาดูทังฝานกับลั่วเฉิงหยวนเดินกลับมาพร้อมกัน

            พอพวกเขาออกมา คนที่รอดูก็ออกันเข้าไปทันทีมีบ้างที่ยืนกอดอกดูนิ่งๆ อยากรู้ว่าเขตอาคมนั้นถูกสะกดเรียบร้อยหรือยังเพราะมันเกี่ยวเนื่องถึงแดนสวรรค์วิมาน ทุกคนจึงใส่ใจเรื่องนี้มากกว่า

            คนที่พูดขึ้นคือทังฝาน เขาทำท่าให้ทุกคนสงบลง

            ส่วนลั่วเฉิงหยวน สีหน้าออกไปทางซีดขาวไม่รู้เพราะเจออะไรข้างในมา หรือว่ามีอาการบาดเจ็บอยู่แล้วลั่วซูเหอที่อยู่ด้านข้างรีบออกไปพยุงเขา เพราะทุกคนต่างจดจ่ออยู่ที่ทังฝานดังนั้นจึงมีคนส่วนน้อยที่สังเกตเห็นอาการบาดเจ็บของเขา

            ทังฝานมองเงาของลั่วเฉิงหยวนแวบหนึ่ง แววตานิ่งขรึมคนอื่นอาจไม่รู้ แต่เขานั้นรู้ชัดแจ้ง แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่จังหวะดีในการหงายไพ่

            “ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบ เขตอาคมถูกสะกดเรียบร้อยแต่ทุกครั้งนั้นส่งเข้าได้ทีละแค่สิบคน ต่อไปพวกเจ้าจงเอาหินคุ้มกันออกมาแล้วเข้าไปดงงูหลามปีศาจ พร้อมกับข้าและเจ้าสำนักลั่ว จำไว้ว่าอย่าเดินไปเรื่อยไม่งั้นเกิดเรื่องก็ต้องรับผิดชอบเอง”

            เมื่อสิ้นเสียง ก็เริ่มจับกลุ่มกันแบ่งเป็นสิบคนต่อหินคุ้มกันหนึ่งก้อน

            หินคุ้มกันที่พูดถึง เป็นหินขาวชนิดหนึ่งสามารถแผ่วงป้องกันที่อิงตามขนาดเล็กใหญ่ของมัน และช่วยต้านอากาศพิษได้ไม่ใช่ของวิเศษล้ำค่าอะไร แต่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว ขนาดประมาณกำปั้นเล็กใหญ่พลังของมันสามารถอยู่ได้ราวครึ่งชั่วยาม ดังนั้นราคาก็ไม่ได้ถูกมาก

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่มีหินคุ้มกัน แต่หลิงเซียวมี

            หลิงเซียวได้สืบมาก่อนหน้านี้ แต่หินคุ้มกันที่เขามีอยู่คือหินที่ทังฝานให้มานานแล้ว

            คนของทัพพิภพรวมแล้วมีแปดคนบวกกับหลิงเซียวและโหยวเสี่ยวโม่ก็ครบพอดี แต่ขงเหวินไม่ได้เรียกโหยวเสี่ยวโม่ไปเรียกเพียงกลุ่มฟางเฉินเล่อ ถือหินคุ้มกันแล้วเดินตามทังฝานเข้าไป

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้คาดหวังว่าขงเหวินจะเรียกเขาไปด้วย

            ขณะที่พวกเขาเดินไป หลิงเซียวก็โอบไหล่เขา ยิ้มแล้วเอ่ย “ศิษย์น้องเล็ก พวกเราก็ไปกันเถอะ” อีกมือหนึ่งถือหินคุ้มกันไว้

            หินคุ้มกันในมือเขาก้อนนี้ขนาดไม่เล็ก สามารถอยู่ได้ราวหนึ่งชั่วยามตอนนั้นทังฝานเป็นคนให้เขา หากทังฝานรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้เดาว่าคงไม่มอบหินคุ้มกันก้อนนี้ให้กับหลิงเซียว

            นี่สินะ ที่เรียกว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน

            สองคนใช้หินคุ้มกันอันใหญ่ขนาดนี้ เห็นแล้วรู้สึกว่าสิ้นเปลืองดังนั้นจึงดึงดูดความสนใจคนไม่น้อย

            นักฝึกตนสันโดษพวกนั้นมีสิบคนแต่หินที่พวกเขาใช้เล็กกว่าของหลิงเซียวกว่าเท่าตัวพลังข้างในคงอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามอีกทั้งเนื่องจากพวกเขาไม่ได้ลงแรงอะไรตั้งแต่แรกจึงน่าจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เข้าไป

            พวกเขาเดินอยู่ถัดจากหลิงเซียวและโหยวเสี่ยวโม่ เมื่อเห็นทั้งสองก็รู้สึกอิจฉาตาร้อน

            โหยวเสี่ยวโม่กวาดตาดู เห็นพวกเขาพอดีเห็นชายร่างใหญ่สิบคนเบียดกันใช้หินก้อนเดียว มีหลายคนที่จ้องพวกเขาอย่างไม่พอใจจนเขารู้สึกเกร็ง

            เมื่อหลิงเซียวเห็นภาพนี้ ยกมุมปากยิ้มแล้วพูดกับจอมยุทธ์ที่ถือหินคุ้มกันไว้ “ข้าจะแลกหินคุ้มกันกับท่านแล้วท่านลองเล่าสถานการณ์ของแดนสวรรค์วิมานให้พวกข้าฟัง ท่านเห็นเช่นไร?”

            พูดจบ เขารีบหันไปมองหน้าปรึกษาคนที่เหลือราวกับว่าแปลกใจกับคำพูดที่เขาพูดออกมา

            โหยวเสี่ยวโม่ก็แปลกใจ เงยหน้ามองหลิงเซียวอย่างประหลาดใจอีกฝ่ายหันมากะพริบตาใส่เขา

            แม้การทำดีกับผู้อื่นโดยไม่มีสาเหตุล้วนมีความนัยแอบแฝงแต่หลิงเซียวก็พูดออกมาอย่างชัดเจน คิดกลับกันก็คือเอาข้อมูลมาแลกเปลี่ยนซึ่งนี่ทำลายกำแพงป้องกันของพวกเขาลง อีกทั้งหลิงเซียวคือคนของสำนักเทียนซินคงไม่น่าเล่นแง่กับพวกเขาต่อหน้าผู้คนมากมาย

            คิดเช่นนี้แล้ว เขาก็หันไปตกลงกับคนอื่นๆแล้วแลกหินคุ้มกันกับหลิงเซียว เมื่อถือหินคุ้มกันก้อนใหญ่จอมยุทธ์คนนั้นก็รับรู้ได้ถึงพลังมากมายในนั้น คราวนี้ก็ไม่ต้องห่วงว่าพลังจะไม่พอใช้แล้ว

            แม้จะมีนักฝึกตนพลังชั้นวิญญาณในกลุ่มหลายคนไม่ต้องกังวลเรื่องพลังคุ้มกันที่ไม่เพียงพอแล้วจะโดนพิษแต่ถึงยังไงมันก็ส่งผลต่อพลังต่อสู้ของพวกเขาครั้นเมื่อเข้าสู่แดนสวรรค์วิมานจะทำให้พวกเขาเสี่ยงอันตรายมากขึ้น ดังนั้นการใช้ข้อมูลแลกกับหินคุ้มกันพวกเขาก็ยินยอมแต่โดยดี

            จากนั้น นักฝึกตนสันโดษผู้นั้นก็บอกข้อมูลที่เขารู้ออกมาข้อมูลบางอย่างคือสิ่งที่เขาเจอมากับตัว บางอย่างก็สืบรู้มา รวมกันแล้วหลิงเซียวก็ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มาไม่น้อย

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่คิดว่าจะทำเช่นนี้ได้ด้วยรู้สึกนับถือหลิงเซียวมาก ดวงตาคู่โตเลื่อมเป็นประกาย ใบหน้าจ้องมองหลิงเซียวด้วยความชื่นชม

            ไม่นานนักพวกเขาก็ไปถึงจุดที่ตั้งที่เปิดม่านมิติ

            หุบเขาเล็กๆ อันมืดมิด ในนั้นหนาวเย็นสะท้านลมเย็นโชยมากระทบผิวเป็นระลอก คนที่พลังต่ำถึงกับทนไม่ไหวจามออกมาในป่ามีเงางูหลามปีศาจที่ยังไม่เปิดปราณปัญญาหลายตัวนอนขดตัวอยู่

            เมื่อเห็นพวกเขา มีบางคนใจสั่นไหวนี่มันว่าที่งูหลามปีศาจขั้นเก้าเชียวนา แต่ใจเต้นก็ส่วนใจเต้นแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปจับพวกมัน

            เขตอาคมอยู่เหนือทางเข้าหุบเขา ด้านบนมีค่ายกลส่งตัวที่ทำจากหินขาวลอยตั้งอยู่ค่ายกลส่งตัวนี้ทังฝานกับลั่วเฉิงหยวนเป็นคนร่ายขึ้นมาเพราะเวลาไม่เอื้ออำนวยให้พวกเขาตั้งค่ายกลส่งตัวขนาดใหญ่ที่ขนส่งคนได้จำนวนห้าสิบคนดังนั้นจึงตั้งค่ายกลขนาดเล็กอย่างง่ายไว้

            บนค่ายกลส่งตัวนั้นมีลวดลายไม่เป็นระเบียบขนาดประมาณสิบคนยืนได้ รอบทิศนั้นมีหินปราณวางล้อมเป็นวงอยู่ห้าก้อน

            ทังฝานยืนอยู่หน้าค่ายกลส่งตัวหันกลับมาพูดต่อหน้าผู้คนอย่างขึงขัง “ก่อนที่จะเริ่มส่งตัว มีจุดนึงที่ข้าขอพูดให้กระจ่างเขตอาคมแดนสวรรค์วิมานเปิดนานสุดได้เพียงหนึ่งเดือน หลังจากนั้นมันจะปิดตัวลงเองหากไม่อยากถูกขังอยู่ในนั้นไปตลอด จำเป็นต้องออกมายังจุดส่งตัวตอนนี้เริ่มการส่งตัวได้”

            ทังฝานเงียบ ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจ แต่เขาแค่ทำตามกระบวนการ

            เนื่องจากคนที่ออกแรงคือทังฝานและลั่วเฉิงหยวน ดังนั้นจึงลงมือส่งคนของทั้งสองสำนักก่อนรอบแรกนั้นมีคนและม้าอย่างละครึ่ง ระหว่างสำนักเทียนซินและสำนักชิงเฉิง

            คนส่วนมากคิดว่าทังฝานคงส่งหลิงเซียวไปก่อน แต่ไม่คาดคิดว่าเขากลับเรียกตัวศิษย์ของเซียวหลงซึ่งมีพวกเหลยจวี้สามคนกับนักหลอมยาคือพวกทังอวิ๋นฉีอีกสองคนเนื่องจากนักหลอมยานั้นไม่มีพลังต่อสู้ ดังนั้นต้องมีนักฝึกตนไปด้วย

            พวกหลักแหลมบางคนเห็นภาพนี้สายตาฉายแววประหลาดใจราวกับเห็นความผิดปกติบางอย่าง

            ส่วนสำนักชิงเฉิงนั้นตามที่คาดคือให้ลั่วซูเหอไปเปิดทางก่อนเขาเองก็พานักหลอมยาไปด้วยสองคน คนที่เขาพาไปด้วยทั้งที เห็นทีคงเป็นนักหลอมยาที่มีความสามารถทีเดียว

            คนที่ถูกส่งตัวเข้าไปก่อนสามารถเลือกที่จะอยู่รอหรืออาจพาคนไปค้นหาของล้ำค่าก่อน แต่คนจากสำนักเดียวกันส่วนมากเลือกที่จะไปก่อนเพราะการเข้าไปก่อนก็สามารถค้นหาของล้ำค่าได้ก่อน เป็นโอกาสที่พลาดไม่ได้ดังนั้นคนที่ถูกส่งเข้าไปชุดแรกมักเป็นพวกที่มีความสามารถสูง

            ฝีมือของเหลยจวี้นั้นไม่เลวแต่เทียบกับหลิงเซียวแล้วยังห่างชั้นเยอะ คนส่วนใหญ่จึงคิดว่าเป็นหลิงเซียว

            ทังอวิ๋นฉีเองก็คิดเช่นนี้เมื่อไม่ได้ยินพ่อตัวเองขานชื่อเซียวเกอ ดวงตาก็เบิกกว้าง กัดฟันกรอดแต่ท้ายสุดก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ว่าพ่อคงไม่ยอมแน่

            เหลยจวี้ยืนอยู่ตรงค่ายกลส่งตัวท่าทางโอ้อวดจ้องมายังหลิงเซียว สายตาเต็มไปด้วยความท้าทาย

            ถึงกระนั้นหลิงเซียวก็ไม่ได้สนใจมองพวกเขาแต่อย่างใดท่าทางคุยกับกลุ่มนักฝึกตนสันโดษอย่างออกรส และไม่มีท่าทีไม่พอใจเพราะไม่ได้ไปเป็นกลุ่มแรกแม้แต่น้อยราวกับจะส่งตัวเข้าไปตอนไหนก็ไม่เป็นปัญหา

            เหลยจวี้หรี่ตามองอย่างเคืองโกรธพร้อมกับกำหมัดแน่น สาบานในใจว่าต้องมีสักวันที่เขาจะทำให้ ‘หลินเซียว’ เห็นดีให้เขารู้ว่า เขาต่างหากที่เป็นศิษย์ที่มีความสามารถที่สุดในสำนักเทียนซิน

            ทังฝานกับลั่วเฉิงหยวนเปิดการทำงานของค่ายกลส่งตัวในเวลาอันรวดเร็วพวกเหลยจวี้และลั่วซูเหอก็ถูกส่งตัวเข้าไป

            คนกลุ่มที่สองในที่สุดก็มีหลิงเซียวคงเพราะไม่อยากทำให้ชัดเจนเกินไป ทังฝานจึงขานชื่อหลิงเซียวแต่ไม่ได้ขานชื่อโหยวเสี่ยวโม่

            หลิงเซียวก็ไม่ได้เอะใจ พร้อมลากโหยวเสี่ยวโม่ไปด้วยกัน

            “อาจารย์ ให้ข้าไปพร้อมกับศิษย์น้องเล็กเถอะยังไงข้าก็เป็นคนพาเขามา อาจารย์อาขงก็บอกแล้วว่าให้ข้าดูแลความปลอดภัยของเขา” หลิงเซียวยืนหน้าทังฝาน เอ่ยยิ้มกริ่มราวกับไม่ได้สนใจแม้แต่นิดว่าทังฝานจะปฏิเสธหรือไม่

            ทังฝานปรายหางตามองสายตาคาดเดาไม่ถูกมองไปที่โหยวเสี่ยวโม่กับหลิงเซียว เอ่ยน้ำเสียงเรียบ “หากเป็นคำพูดของอาจารย์อาขง ก็เข้าไปเถอะ”

            “ขอบพระคุณอาจารย์!” หลิงเซียวราวกับไม่เห็นท่าทีไม่พอใจของเขาพยักหน้าแล้วพาโหยวเสี่ยวโม่ไปยืนบนค่ายกลส่งตัว

            ขณะที่ส่งตัว โหยวเสี่ยวโม่เห็นขงเหวินใบหน้ามืดมน

            ถูกหลิงเซียวมาใช้เป็นข้ออ้างอาจารย์ของเขาท่านนี้คงไม่พอใจแน่

            แต่หากไม่พูดเช่นนี้ ทังฝานก็คงไม่ยินยอมง่ายดายเช่นนี้ไม่แน่ด้วยความโมโห อาจจะไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปด้วยซ้ำเหตุการณ์เช่นนี้ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาได้ยินมาจากหยางอีว่าเคยเกิดเรื่องราวแบบนี้มาครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว

            แสงสีขาวส่องประกายวาบ คนที่ยืนอยู่บนค่ายกลส่งตัวก็หายวับไปม่านมิติเหนือหัวก็สั่นคลอน

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน