แม้อยู่ในเสื้อผ้าธรรมดาเรียบง่ายแต่มิอาจบดบังความงามสง่าของบุรุษผู้นี้ได้เสิ่นฉางซีหลุบตาลงแสร้งจับสาบเสื้อที่ทบกันเรียบร้อยแล้วให้ดียิ่งขึ้นนางพาเขากลับมาที่พักของตนเองแล้วเดินไปเรือนของนายท่านรองเพื่อหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้สวินเย่ว์ผลัดเปลี่ยน
ระหว่างนางกับเกาเทียนฉีมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมากก็จริงเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของเกาเทียนฉีเป็นางที่ซักทำความสะอาด ดูแลทุกอย่างแต่นางก็รู้สึกแปลกพิกลที่หยิบเสื้อผ้าของเขามาให้ผู้อื่นสวมใส่ซ้ำกวาดตามองก็ไร้เงาของเ้าของเรือน เขาขึ้นเขาไปสิบห้าวันไม่นับว่านานนักหากเทียบกับเวลาปกติที่เขาขึ้นเขาเข้าป่า ด้วยความที่เกาเทียนฉีรักความสงบจึงให้สร้างเรือนอีกหลังอยู่ไม่ห่างจากเรือนหลักนักนั่นคือเรือนที่นางอยู่ เรือนที่นางเรียกว่า ‘บ้าน’
บ้านที่แท้จริงของนางกลายเป็เถ้าถ่านไปแล้ว
เด็กสาวถอนหายใจเบาๆในปีที่นางอายุสิบขวบ มารดาสิ้นใจด้วยอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่เป็มายาวนานทั้งท่านพ่อและท่านแม่ไม่มีญาติพี่น้องที่ใดอีกครั้นจะฝากฝังนางกับผู้อื่นให้เลี้ยงดูก็ไม่มีใครที่ท่านพ่อวางใจได้จะให้นางมาติดตามอยู่ข้างกายในเวลานั้นยิ่งไม่สะดวก แรกทีเดียวนางไม่เข้าใจนักแต่เมื่อวันเวลาผ่านมานางจึงตระหนักได้ว่า บิดามีภารกิจสำคัญยิ่งและ่นั้นอยู่คนเดียวในบ้านที่มีกลิ่นอายของมารดาโดยมีเพื่อนบ้านแวะเวียนมาคอยดูแลด้วยความสงสารเวทนาเด็กน้อยที่ไร้มารดาวันที่บิดามารับ นางเข้าใจว่าบิดาจะพานางไปอยู่ด้วยกันทว่าเสื้อคลุมงดงามหรูหรากลับถูกคลี่คลุมร่างของนางพร้อมกับคำว่า
‘พ่อขอโทษ’
“เ้าอยู่กับใคร”
น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยถามเรียกสติของเสิ่นฉางซีให้เงยหน้าสนใจเขายามนี้นางใช้ผ้าฝ้ายสะอาดปิดดวงตาทั้งสองข้างของเขา
“ข้าอยู่กับใคร?”นางทวนคำถามของเขาแล้วนึกขึ้นได้ว่าเขาคงสงสัยเสื้อผ้าบุรุษที่นางนำมาให้เขาสวม
“ข้าเป็กำพร้าเรือนหลังนี้เป็ของนายท่านรอง ข้ามาเฝ้าแปลงสมุนไพรให้นายท่านรอง”
เสิ่นฉางซีไม่กล้าเอ่ยชื่อเกาเทียนฉีนางเกรงว่าจะนำความเดือดร้อนมาสู่สกุลเกา หากจะมีเื่เลวร้ายใดเกิดขึ้นก็เกิดกับนางผู้เหลือเพียงคนเดียวเถิด
เพราะมองไม่เห็นแต่จับน้ำเสียงที่คล้ายไม่อยากเอ่ยอะไรมากนักสวินเย่ว์จึงไม่เอ่ยปากซักไซ้เพียงแค่ประหลาดใจที่นางสามารถหาเสื้อผ้าของบุรุษให้เขาผลัดเปลี่ยนได้แรกทีเดียวคิดว่านางมี ‘สามี’ แต่นึกอีกที ‘พรหมจรรย์’ของนางนั้น เขาได้พรากมันมาแล้ว ควรนับได้ว่านางเป็ผู้หญิงของเขา
“ร่างกายท่านยังไม่ฟื้นตัวดีนักกินข้าวต้มกับผัดกุยช่ายขาว
กุยช่ายขาวช่วยบำบัดอาการฟกช้ำและบำรุงสายตาเอ่อ...ท่านฝืนกินสัก
นิดเถิดนะ”
สวินเย่ว์นิ่งไปเล็กน้อยท่าทางนางไม่เหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไปถูกเขาย่ำยีแล้วยังมีเรี่ยวแรงดูแลปรนนิบัติช่วยเช็ดเนื้อตัวและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าสองมือของนางช่างคล่องแคล่วราวกับทำเื่เช่นนี้จนคุ้นชิน หรือนางเป็สาวใช้
ข้างห้องหรือเป็สตรีที่ถูกเลี้ยงดูไว้เผื่อ...
“ท่านแม่ทัพ?” หญิงสาวเรียกเขาเบาๆเข้าใจไปว่าคนผู้นี้คงกินดีอยู่ดี ไม่ชินกับอาหารการกินเรียบง่ายนางเม้มริมฝีปากครุ่นคิด นางเกรงเขาจะหิวมากจึงไม่ได้ทำสิ่งอื่นเพิ่มเติมคิดจะให้เขากินข้าวต้มกับผัดผักรองท้องไปก่อน
ใบหน้าที่มีผ้าสีขาวปิดดวงตาทั้งสองข้างอยู่เอียงคอเล็กน้อย
“เมื่อครู่เ้าพูดว่าอะไรนะ”
“ข้าวต้มกับผัดกุยช่ายขาว”
นางทวนคำพูดของตนเองหรือมันน้อยไป นางควรทำอะไรเพิ่มอีกสักอย่างดีไหม นางเองก็อยากทำอาหารเลิศรสกว่านี้แต่...แค่ประคองตัวเองลงจากเขาตลอดจนต้องดูแลเขาจนถึงขั้นตอนนี้นางแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว เดิมทีขาขวาของนางก็เดินเหินไม่ได้มากอยู่แล้วซ้ำผ่านเหตุการณ์นั้น นางอยากขดตัวนอนหลับใหลเสียเหลือเกิน
“เ้าเรียกข้าว่าอะไร”
“ท่านแม่ทัพ” นางตอบไปอย่างไม่คิดมาก
“เ้ารู้จักข้า”
แม้ร่างกายของเขายังไม่ฟื้นฟูกำลังแต่กลับสามารถแผ่ไอสังหารให้คนอยู่ใกล้รู้สึกหนาวเย็นได้และทำให้เสิ่นฉางซีผงะไปเล็กน้อย
“ย่อมรู้จัก” นางเอ่ยออกไปแสร้งทำเป็ไม่รับรู้ถึงไอสังหารที่แผ่
ออกมา พลันนึกดีใจที่ตนเองไม่ได้เอ่ยชื่อนายท่านรองออกมา“เดือนที่แล้วข้าเข้าเมือง นำสมุนไพรไปขายที่โรงหมอท่านกลับมาพอดีจึงได้เห็นท่านแม่ทัพบนหลังอาชาและขบวนทหารที่ติดตามท่านกลับมาด้วย”
“อย่างนั้นรึเห็นเพียงครั้งเดียวก็จำได้”
หญิงสาวลอบถอนหายใจเบาๆ“จากที่นี่กลับเข้าเมืองหลวงใช้เวลาเดิน
ทางครึ่งวันหากท่าน้ากลับไปหรือท่าน้าส่งข่าวให้ใครข้าสามารถไหว้วานคนในหมู่บ้านเป็ธุระจัดการได้”
“เ้าไม่คิดจะติดตามข้ากลับไปอย่างนั้นรึ”
คราวนี้เป็นางที่คิดไม่ถึงว่าเขาจะเอ่ยปากออกมาเช่นนี้นางได้แต่ส่ายหน้าไปมา แต่เมื่อคิดว่าเขามองไม่เห็นควรจะพูดอะไรออกไปแต่นางกลับอับจนถ้อยคำ
“ท่านกินอะไรเสียหน่อยเถิด”นางเปลี่ยนเื่แล้วยกถาดอาหารมาใกล้ “หรือท่านคิดว่าอาหารเหล่านี้มีพิษข้าจะกินก่อนก็ได้”
“ช่างเถอะ” เขายืดแผ่นหลังตั้งตรง ดวงตาถูกผ้าปิดไว้ เขาจึงได้แต่ยื่นมือไปหมายจะจับตะเกียบคีบอาหารเอง
“ท่านนั่งนิ่งๆ ข้าป้อนให้เอง”นางขยับเข้าไปใกล้ ตักข้าวต้มเป่าไล่ไอร้อนแล้วจ่อที่ริมฝีปากของเขา“่นี้ท่านอดทนหน่อย ควรปิดดวงตาไว้ให้ดวงตาได้พักฟื้น”
“เ้าเป็หมอหรือไร” คล้ายว่าเขาเคยเอ่ยประโยคนี้มาแล้วแต่ครั้งนี้น้ำเสียงเบาลงมิใช่ตวาดใส่
“ข้าไม่มีความรู้มากเช่นนั้น”นางกลั้นหัวเราะ เมื่อเห็นอีกฝ่ายมี
ท่าทีเหมือนเด็กถูกขัดใจแน่ละ! เขาเป็แม่ทัพที่งามสง่า แต่ต้องมาให้
หญิงสาวผู้หนึ่งป้อนอาหารให้คงดูไม่ดีนัก “ข้าแค่ทำงานในแปลงสมุนไพรเลยพอรู้อะไรบ้าง”
ไม่รู้ว่าเพราะความหิวหรืออย่างไรแม้จะเป็เพียงข้าวต้มกับผัดผักเขากลับกินได้มาก
นางดูแลเขาอย่างดียิ่งทำให้เขายิ่งสงสัยในฐานะของนาง
“ท่านพักผ่อนก่อนประเดี๋ยวข้าเก็บครัวเสร็จแล้วจะกลับเข้ามา” นางยิ้มปลื้มที่เห็นเขากินอาหารที่นางทำได้ค่อนข้างมากดูแลเขาบ้วนปากแล้วประคองให้เขาลงนอนบนเตียงนางยกจานชามอันว่างเปล่ากลับไปที่ครัวเล็กๆ แล้วลงมือกินอาหารในส่วนของตัวเองการที่เขาไม่ซักถามอะไรนางมาก ทำให้นางผ่อนคลายความกังวลลงไปได้บ้างหากดวงตาของสามารถมองเห็นได้ปกติ บางที...เขาคงลืมคำพูดที่เคยถามนางไปแล้ว
‘เ้าไม่คิดจะติดตามข้ากลับไปอย่างนั้นรึ’
ติดตามเขากลับไปเพื่ออยู่ในฐานะใดเล่า?คนอย่างแม่ทัพสวินเย่ว์คงไม่ขาดแคลนสาวใช้หรือแม่ครัว ผ่านวันคืนเหล่านี้ไปแล้วเขาคงหลงลืมนางไปเช่นที่เคยผ่านมา
ผ่านมาห้าปีเขา...จำนางไม่ได้เลย ไม่มีเศษเสี้ยวใดที่ทำให้เขารู้สึกคุ้นตาบ้างเลยสักนิด ยามนี้เขาเพียงมองไม่เห็นและต้องพิษหาไม่แล้ว แม่ทัพสวินเย่ว์จะแตะต้องกายนางหรือ?ถึงอย่างไรนางไม่คิดเื่แต่งงานอยู่แล้ว และนาง...ไม่อาจจะให้กำเนิดเด็กได้ความจริงมันเ็ปแต่นางย่อมต้องยอมรับ ให้นางอยู่เช่นที่เคยเป็มาเถิดเฝ้ามองและติดตามข่าวคราวของเขาเช่นที่เคยเป็มา
ช่างเถิด ช่างเถิดแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกลย่อมต้องมีฮูหยินที่งด
งามเป็ที่เชิดหน้าชูตาตระกูลของเขาเป็ตระกูลเก่าแก่ บิดาของสวินเย่ว์ก็เป็แม่ทัพใหญ่มาก่อนแล้วนางเล่า นางเป็ใครกัน แค่บังเอิญผ่านมาพบเขา ในยามที่เขา้าสตรีปลดเปลื้องกำหนัดเท่านั้นเอง
“อ๊ะ!”
เขาถูกพิษปลุกกำหนัด...
เสิ่นฉางซีเช็ดมือจนแห้งแล้วรีบหมุนตัวเดินไปที่เรือนของนายท่านรองจำได้ว่ามีตำรายาอยู่หลายเล่ม เกาเทียนฉีใช้เรือนหลังนี้ปรุงยาหลายขนานบางครั้งท่านหมอหวังข่ายมาร่วมด้วย นายท่านรองชอบการปรุงยามากกว่า
ตรวจรักษาผู้คนดังนั้นจึงจัดยาตามอาการที่หมอหวังข่ายวินิจฉัย
สมุนไพรในเรือนของเกาเทียนฉีมีมากเขามีตู้เก็บขวดยาหลายชนิด นางเป็คนช่วยจัดเก็บและเขียนป้ายติดที่ขวดยาแต่ละชนิดแต่นางไม่รู้ว่า...จะเอายาตัวใดให้เขากินเด็กสาวยกปลายนิ้วเคาะริมฝีปากอย่างครุ่นคิด นางควรกลับไปถามอาการของเขาเพิ่มเติมก่อนจะดีกว่าสมุนไพรมีฤทธิ์เป็คุณและมีพิษในตัวมันเองหากใช้อย่างไม่ถูกต้องย่อมส่งผลต่อร่างกาย
พอคิดได้ว่าต้องกลับไปนางนึกขึ้นได้ว่าเรือนของนางนั้นเล็กนักมีเพียงเตียงเดียวซึ่งยามนี้บุรุษผู้นั้นนอนพักผ่อนอยู่หากนางจะนอนที่เรือนของนายท่านรองก็เกรงว่าเขาตื่นมาหรือ้าสิ่งใดแล้วไม่มีใครดูแลจะยิ่งลำบากนางรื้อค้นได้ผ้าห่มสำรองผืนหนาหอบกลับมาด้วย
ร่างเล็กเดินลากขาข้างที่เจ็บกลับมาอีกครั้งเรือนของนางมีเพียงห้องเดียว แค่เตียงนอนกับโต๊ะหนึ่งชุดก็แทบจะไม่มีที่เดินแล้วยามนี้บน
เตียงของนางมีร่างสูงใหญ่เอนกายพิงหัวเตียงอยู่
“เหตุใดท่านไม่นอนพักผ่อน”
นางวางผ้าห่มที่หอบมาไว้บนโต๊ะแล้วรีบเดินเข้าไปใกล้ร่างของชายหนุ่ม ก่อนออกไปนางประคองเขาลงนอนแล้วนี่ เหตุใดลุกขึ้นมานั่งเช่นนี้นะ
ใบหน้าที่มีผ้าปิดตาอยู่เอียงคอเล็กน้อยฟังเสียงที่เข้ามาใกล้หัวคิ้วกดลงเล็กน้อยคล้ายครุ่นคิดแล้วเอ่ยปากถาม
“เท้าของเ้า?”
“เท้า?”
เสิ่นฉางซีก้มมองตัวเองไม่รู้สึกผิดปกติอันใดจึงเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง
“จังหวะการเดินของเ้าลงน้ำหนักเท้าไม่เท่ากันเท้าเ้าเจ็บหรือ?”
เด็กสาวกะพริบตาปริบๆนางเดินเสียงดังจนเขาจับพิรุธได้ หรือเขาว่า
รังเกียจนางที่เดินผิดปกติ
“ไม่...ไม่ได้เป็อะไร”นางตอบตะกุกตะกัก “ท่าน...ท่าน้าอะไรหรือไม่”
“นอนไม่หลับ”
“อ่อ...” นางร้องเบาๆ ในลำคอปรายตามองรอบห้องของตนเอง “เตียงแข็งเกินไปหรือ?”
ฟังนางตอบไปเื่อื่นทำให้ชายหนุ่มพลันหงุดหงิดขึ้นมาปกติเขาไม่ใคร่สนใจผู้อื่น แต่นาง...นับเป็คนของเขาแล้ว เขาเป็คนฝึกยุทธ์เพียงจังหวะการเดินที่ผิดปกติย่อมรับรู้ได้จะพลาดก็เพียงแค่ถูกผงยาปลุกกำหนัดเข้านี่แหละ แรกทีเดียวที่ประคองนางลงมาจากเขาเขาคิดว่านางเจ็บท่อนล่างของร่างกายจึงเดินแปลกๆ ซึ่งเขาก็เข้าใจได้อยู่เพราะเขาเองก็มิได้นุ่มนวลกับนางนักแต่เมื่อครู่ที่นางผลักบานประตูเข้ามา นางยังเดินจังหวะเดิม
“ข้านอนได้”
เขาตอบเพราะคิดว่าหากไม่พูดอะไรเลยนางก็คง...ไม่พูดอะไรกับเขาเหมือนกัน แล้วปกติเขาก็ไม่ค่อยคุยกับสตรีด้วย
“ท่าน้าอะไรหรือไม่หากหิวน้ำหรือ้าสิ่งใดเรียกข้าได้”
สวินเย่ว์ได้ยินคำพูดและการเคลื่อนไหวของนางนางพูดน้อย ซ้ำยังชอบเลี่ยงคำถามเขาผู้ถูกผ้าปิดตาเช่นนี้จึงไม่รู้ว่านางคิดหรือทำอะไรอยู่กันแน่
“เ้าทำอะไร” เขาถามเพราะทนอึดอัดไม่ได้
“ปูที่นอน” นางเอ่ยตอบแล้วเดินไปหยิบหมอนจากตู้ด้านข้างออกมาวางนางมักคิดเสมอว่าอยากให้ที่นี่เป็ ‘บ้าน’ของนาง แต่ไม่มีที่ใดในใต้หล้าที่เป็ ‘บ้าน’ ของนางอีกแล้ว
“เ้านอนที่ใด” ก่อนถูกปิดดวงตา แม้มองสิ่งรอบข้างไม่ชัดเจนแต่ก็พอ
มองเห็นว่าเรือนหลังนี้เล็กนัก และมีเตียงเดียว
“หน้าเตียงของท่าน”นางตอบแล้วมองใบหน้าของเขา “ข้าไม่รู้เื่การรักษาส่วนสมุนไพรนั้นรู้เพียงเล็กน้อย อาการของท่านนั้นข้าไม่รู้ว่าต้องให้ท่านกินสมุนไพรตัวใด ยาทุกชนิดล้วนมีคุณและโทษ หากได้รับอย่างไม่เหมาะสมย่อมส่งผลต่อร่างกายไม่ทราบว่าเวลานี้ท่านแม่
ทัพรู้สึกอย่างไรบ้าง”
นางพูดออกมาเสียยืดยาว แต่ประโยคเดียวที่ทำให้เขาหงุดหงิดคือนางนอนหน้าเตียงเขา! เขาเป็บุรุษจะให้สตรีบอบบางนอนพื้นได้อย่างไร
“เ้า! เ้าขึ้นมานอนบนเตียงข้าจะลงไปนอนข้างล่างเอง”
“ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ พื้นเย็นมากร่างกายท่านยังไม่ฟื้นฟูดีจะไม่สบายเอา” เห็นเขาวาดเท้าลงมาจากเตียงนางก็รีบลุกขึ้นเพื่อผลักให้เขากลับขึ้นไปนอนตามเดิม“ข้าเป็เพียงหญิงชาวบ้านขายแรงงาน นอนพื้นแค่นี้ไม่ลำบากอะไรหรอกเ้าค่ะ”
‘ร่างกายของท่านแม่ทัพมีค่ามากกว่าหญิงอัปลักษณ์ซ้ำยังเดินลากขาเช่นนี้... ข้าได้ดูแลท่านแค่นี้ก็พอใจแล้ว’
เขารำคาญสตรีที่พูดไม่รู้เื่เช่นนี้จึงรวบร่างบอบบางเหวี่ยงขึ้นบนเตียงนอนผลักให้นางนอนด้านในแล้วใช้ท่อนขากดทับร่างน้อยไม่ให้ดิ้นหลุดหนีลงไปนอนบนพื้นอีก
เสิ่นฉางซีเบิกตากว้างแทบกลั้นหายใจด้วยไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรเขาสวมกอดนางจากด้านหลัง ลมหายใจของเขาคลอเคลียใบหู ร่างกายของนางคล้ายเป็ก้อนหินเขาไม่พูด นางไม่พูด ในความเงียบงันมีเสียงหัวใจของนางที่เต้นรัว
“ท่าน...ท่าน้าอีกหรือ?” นางถามกลั้นความเขินอายไว้ในอก หรือเพราะฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดทำให้เขาลากนางขึ้นเตียงเช่นนี้
คำถามของนางทำให้เขานิ่งอึ้งไปเดิมทีคิดเพียงจะกดร่างนางไว้ไม่ให้ขยับหนีแต่กลายเป็ว่าเรือนกายที่อ่อนนุ่มและเส้นผมที่หอมละมุนทำให้เขาเคลิบเคลิ้มวงแขนนั้นรั้งนางมาชิดแผ่นอก สิ่งที่เคยสงบไปแล้ว
กลับตื่นฟื้นแข็งขืนอย่างรวดเร็ว
หรือจะเพราะฤทธิ์ยาบ้าๆ นั้นจริงๆ
ปลายจมูกสูดดมกลิ่นอายหอมละมุนราวดอกไม้ป่าแม้มีผ้าปิดดวงตาแต่มือไม้กลับเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วแหวกสาบเสื้อไปัับัวตูมคู่งาม
ช่างเถอะนางเป็ผู้หญิงของเขาแล้วนี่ ทำอีกสักครั้งจะเป็ไร
“อื้อ”
เสิ่นฉางซีหลุดเสียงร้องออกมาเบาๆหากเขา้า นางยินดีพร้อมมอบให้ แต่จะให้ทำตัวแข็งทื่อนั้นก็มิอาจทำได้เพราะฝ่ามือร้อนเคล้นคลึงทรวงอกของนางอยู่ ครั้งนี้เขาเคลื่อนไหวอย่างเบามือไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก นางขดกายอย่างไม่รู้ว่า ทำเช่นนี้แล้วสะโพกของนางบดเบียดกับแก่นกายร้อนระอุที่แข็งขันขึ้นมาอีกระลอกไม่นานไหล่เสื้อก็เลื่อนลงด้วยริมฝีปากของชายหนุ่ม เขาขบเม้มติ่งหูเล็กๆ ของนางทำให้เสียงครวญหวานดังแ่ขึ้นมาอีกคราว เพียงฟังเสียงแว่วหวานหัวใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ มือข้างหนึ่งเลื่อนไปตลบกระโปรงของนางแล้วจัดการกางเกงตัวน้อยที่ปกปิดแหล่งกำเนิดน้ำหวานอันแสนเย้ายวนเขาคาดเดาว่านางเจ็บขาข้างขวาจึงไม่ขยับเปลี่ยนท่าเพียงแต่ยกขาข้างนั้นงอเพียงเล็กน้อย พื้นที่ลี้ลับก็ถูกเปิดออก เสิ่นฉางซีขบริมฝีปากกลั้นเสียงร้องอันน่าอับอายใบหน้าแดงก่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบตามองอีกฝ่ายยิ่งนางขดตัวหนีฝ่ามือร้อนรุ่มนั้น กลายเป็แท่งหยกแข็งแกร่งบดเบียดร่องก้นของนาง
ไฉนเขาปลดเปลื้องเสื้อผ้าตนเองได้เร็วเช่นนี้
สวินเย่ว์รับรู้ถึงร่างกายที่เกร็งขึ้นมาอย่างกะทันหันเขายื่นหน้าไปกระซิบริมหูและเส้นผมที่ชื้นเหงื่อของหญิงสาว
“ครั้งนี้...ไม่เจ็บแล้ว”
น้ำเสียงแหบพร่าเปี่ยมด้วยความปรารถนาเอ่ยปลอบค่อยๆ กดแก่นกายเข้าไปในโพรงที่คับแคบและอุ่นร้อนความปรารถนาที่กลายเป็เปลวเพลิงผลักดันให้เขาขยับกายดุนดันเข้าไปจนสุดทางกดแช่ไว้เพื่อให้ร่างกายของนางปรับตัวรับกับแท่งหยกร้อนของเขาร่างบางสั่นระริกพร้อมกับเสียงครางออกมาอย่างห้ามไม่ได้เขาถอนกายออกมาอย่างเชื่องช้าแล้วผลักดันกลับเข้าไปใหม่ ให้กลีบดอกไม้ค่อยๆเบ่งบานรับความรัญจวนที่เกิดขึ้น
ช่องท้องของนางอุ่นร้อนและเสียวซ่านเหงื่อหลั่งออกมาจนเสื้อผ้าของนางเปียกชุ่มการเคลื่อนไหวที่แรกเริ่มเชื่องช้าค่อยๆ เร็วขึ้น รุนแรงขึ้นและลึกล้ำจนร่างกายของนางแทบกระเด็นกระดอนเพราะแรงกระแทกกระทั้นลมหายใจร้อนระอุรินรดอยู่บนไหล่ของนาง และเสียงหอบครางหนักหน่วงของเขานำพาให้นางมึนเมากับรสััร้อนแรงและหวามไหว ครั้งนี้นางััได้ถึงความซ่านเสียวที่ทำให้ร่างกายอ่อนระทวยแทบไร้เรี่ยวแรงปล่อยให้ร่างแกร่งจ้วงลึกดุดันจนกระทั่งร่างกายของนางััความสุขสมที่ไม่คุ้นเคยนางหลุดปากหวีดร้องเป็จังหวะเดียวกับที่กระแสธารชีวิตอันอุ่นร้อนหลั่งรินในกายของนางพร้อมเสียงคำรามของชายหนุ่มที่ซ้อนกายอยู่ด้านหลัง
เสิ่นฉางซีหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะขยับตัวปล่อยให้เขาค่อยๆถอนแก่นกายออกแล้วหยิบผ้าห่มขึ้นคลุมร่างที่ยังสะท้อนหอบหายใจอยู่เขาไม่ปล่อยนางให้หลุดไปจากวงแขนทว่าหญิงสาวก็อ่อนเพลียเกินกว่าจะพลิกตัวลงจากเตียงได้ลมหายใจของนางสงบลงและเข้าสู่นิทรา สวินเย่ว์เลื่อนมือไปจัดเสื้อผ้าให้นางแล้วควานหาผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายเขาและนาง
เขาไม่คุ้นเคยกับการมีผู้อื่นมานอนเคียงข้างทว่ากลิ่นกายหอมละมุนและร่างเนียนนุ่มทำให้เขาไม่อาจผลักไสนางไปได้แม้จะปิดดวงตาอยู่ แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าเชิงเทียนตั้งอยู่ตรงไหน เขายกมือขึ้นตวัดครั้งเดียวในห้องพลันเข้าสู่ความมืดเขาขยับตัวเล็กน้อย วาดแขนไปโอบรั้งร่างที่หลับใหลมาแนบอก
ในปีนี้เขาอายุสิบเก้าไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นยามนี้เรียกว่าอะไร คุ้นเคยกับสนามรบและเหล่าทหารถูกฝึกฝนอย่างหนักหน่วง สตรีสำหรับเขาคือสิ่งที่ต้องระวังมิให้เผลอไผลไปกับความยั่วยวน
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางนั้น....
ครั้งแรกนั้นคือความ้าปลดปล่อยความปรารถนาที่แสนทรมานครั้งที่สองคือความหอมหวานอย่างไม่อาจต้านทานได้
หรือนี่เพราะฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดนั้น
สวินเย่ว์ครุ่นคิดอย่างจนใจ .