ด้านล่างของบ่อน้ำนั้นมืดสลัว จางเอ่อร์อาศัยแสงจันทร์เพียงเล็กน้อยจากด้านนอกตามหาเสวี่ยสวิน เห็นนางกำลังทุ่มแรงตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำเพียงลำพัง
จางเอ่อร์คว้าเสวี่ยสวินเข้ามากอด ริมฝีปากบางได้รูปแนบประกบ เขาตั้งใจจะส่งผ่านอากาศให้นาง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับผลักตนออกอย่างตื่นตระหนก และยังพยายามดิ้นรนคลำหาในน้ำด้วยตัวเองต่อไป
จางเอ่อร์ลอบถอนหายใจอยู่ภายใน ทำได้เพียงตามติดอยู่ข้างกายนางไม่ห่าง ป้องกันเผื่อจะเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นกับเจ้าตัว
สองคนพยายามดิ้นรนอยู่ในน้ำนานครึ่งค่อนวัน หลังผ่านเวลาไปช้าๆ เสวี่ยสวินก็พาเขาคลำมาเจอทางขึ้นฝั่งหนึ่ง
จางเอ่อร์ค้นพบสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ บนผนังหินภายในบ่อน้ำแห่งนี้แท้จริงแล้วยังมีเส้นทางลับอยู่ด้วย เขาตามเสวี่ยสวินขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนเอ่ยถาม “สวินเอ๋อร์ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีเส้นทางลับอยู่ที่นี่”
“ที่นี่คือตำหนักที่เสด็จแม่ข้าเคยอาศัยเมื่อตอนยังมีชีวิต เสด็จแม่เคยบอกว่าในบ่อน้ำแห่งนี้มีทางลับซ่อนอยู่แห่งหนึ่ง นางบอกว่ายามใดข้าตกอยู่ในช่วงเวลาคับขันอันตรายให้อาศัยทางลับนี้หลบหนี คิดไม่ถึงว่าที่เสด็จแม่พูดจะถูกต้องจริงๆ บ่อน้ำแห่งนี้นำพาโชคชะตาช่วยชีวิตข้าไว้...”
จางเอ่อร์พยักหน้า จิตใจคนในวังยากแท้หยั่งถึง ต่างฝ่ายต่างวางกลอุบายหลอกลวง แม้แต่จยาฮูหยินที่ไม่คิดแก่งแย่งชิงดีกับโลกก็ยังจำเป็นต้องหลงเหลือทางหนีทีไล่ไว้!
เสวี่ยสวินเห็นเนื้อตัวจางเอ่อร์เต็มไปด้วยคราบเลือด แยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเพราะมือสังหารหรือเป็นบาดแผลของตัวเขาเอง รีบดึงชายกระโปรงฉีกออกมาพันแผลให้เขาอย่างระมัดระวัง
ระหว่างพันแผลย่อมยากจะเลี่ยงโดนแผลถลอกฉีกขาด ทว่าจางเอ่อร์มองดูท่าทางตั้งอกตั้งใจของนาง กลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแม้แต่นิด ตรงกันข้ามรอยยิ้มหล่อเหลาไร้เทียบเทียมพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ในเส้นทางลับแห่งนี้มีกลไกมากมาย มีบางอย่างที่กระทั่งข้าเองยังไม่รู้ ฉะนั้นทางที่ดีเราอย่าเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าจะดีกว่า...”
เสวี่ยสวินพูดแล้วเงยหน้าขึ้นมองปากบ่อน้ำด้านบน “ตอนนี้ข้าไม่รู้สถานการณ์ข้างนอกแน่ชัด พี่ชาย อาการบาดเจ็บของท่านคงไม่เหมาะจะออกไปตอนนี้ เราอยู่ที่นี่กันสักพักเถอะ!”
จางเอ่อร์ไหนเลยจะพูดว่าไม่ดี พยักหน้าข่มกลั้นความเจ็บ สายตาที่มองเสวี่ยสวินเต็มไปด้วยความเอ็นดู ซึ่งตัวเขาเองไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน!
ทั้งที่เป็นหญิงสาวอ่อนแอบอบบางเช่นนั้น ทั้งที่ยังจำเป็นต้องให้ผู้อื่นปกป้อง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา เสวี่ยสวินกลับแสดงด้านเฉลียวฉลาดและสงบเยือกเย็นออกมาได้ถึงเพียงนี้ เมื่อเผชิญอันตรายอยู่เบื้องหน้าก็ไร้ความตระหนกลนลาน อาศัยการวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ตัดสินใจทำสิ่งถูกต้องที่สุด!
หญิงสาวเช่นนี้ไม่ว่าเดินไปที่ใดก็เปล่งประกายเจิดจ้าเสมอ!
แม้เป็นทางลับ ด้านในก็มีของเตรียมไว้จำนวนหนึ่ง เผื่อจำเป็นต้องใช้ยามฉุกเฉิน
จางเอ่อร์เจอกิ่งไม้แห้งจำนวนหนึ่ง เสวี่ยสวินหาหินเหล็กไฟมาได้ สองคนช่วยกันจุดไฟ อังเสื้อคลุมชั้นนอกของตัวเองจนค่อยๆ แห้ง
ถึงที่สุดแล้วเสวี่ยสวินก็เป็นองค์หญิงสูงศักดิ์บอบบางคนหนึ่ง ทั้งยังแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน แม้ได้ผิงไฟก็ยังหนาวเย็นจนตัวสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“สวินเอ๋อร์ เข้ามานั่งสิ” จางเอ่อร์ตบที่นั่งข้างกาย เอ่ยเสียงอ่อนโยน “สองคนพิงกันไว้จะช่วยให้อุ่นขึ้นหน่อย”
จู่ๆ เสวี่ยสวินกลับขยับร่างออกห่าง แววตาดูลนลานเล็กน้อย กล่าวคำพร้อมพยายามยิ้มฝืนๆ “ไม่ต้องหรอกพี่ชาย ข้าไม่เป็นไร...”
พูดจบนางก็เดินไปอยู่ตรงมุม กอดแขนตัวเองพลางนั่งขดตัว ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นว่ายิ่งห่างจากจางเอ่อร์ไกลกว่าเดิม
จางเอ่อร์แอบหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย หนาวจนตัวแข็งเช่นนี้แล้วนางยังจะทำอวดเก่งอีก! ถ้าเปลี่ยนเป็นเซี่ยงอวี่ละก็ นางจะยังห่างเหินเช่นนี้หรือไม่
คิดแล้วจางเอ่อร์ก็ไม่ถามความสมัครใจของเสวี่ยสวิน ดึงนางเข้ามาในอ้อมแขนทันที กระชับร่างกอดไว้แน่น ปล่อยให้ในดวงตาของนางเผยความประหลาดใจออกมา
เสวี่ยสวินตกตะลึง เริ่มแรกยังพยายามจะดิ้นหนี ทว่าทุกครั้งที่ขยับตัว จางเอ่อร์กลับยิ่งกอดนางแน่นขึ้นกว่าเก่า ราวกับต้องการถ่ายเทอุณหภูมิอุ่นบนร่างกายทั้งหมดมาให้นาง!
“ถ้ายังอยู่ไม่นิ่งอีก แผลบนร่างกายข้าจะฉีกขาดเอาแล้วนะ” จางเอ่อร์มองอีกฝ่ายที่กำลังตระหนกลนลานอยู่ในอ้อมแขนอย่างนึกขบขัน เขาใช่บุรุษธรรมดาเสียที่ไหน ขอแค่ออกแรงเพียงนิดนางก็ดิ้นไม่หลุดแล้ว!
เสวี่ยสวินจนปัญญา ได้แต่ยอมหยุดดิ้นขัดขืน พวงแก้มขาวกระจ่างดุจหิมะพลันแดงเรื่อ หัวใจเต้นรัวดังตึกตักประหนึ่งลูกกวางน้อยกระโดดวิ่งวุ่น
เขาเคยพูดเองว่าชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้องไม่เหมาะสม ทว่าบัดนี้ในที่แห่งนี้มีเพียงพวกตนอยู่ด้วยกันสองคน หรือว่ากฎระเบียบเหล่านี้ไม่นับรวมตัวเขาเองด้วย
รอจนทั้งสองสงบลงแล้ว เสวี่ยสวินค่อยค้นพบว่าอ้อมกอดของจางเอ่อร์อบอุ่นยิ่งนัก ชวนให้รู้สึกสบายเป็นอย่างยิ่ง ราวกับหลับใหลในห้วงฝันแสนหวาน และไม่รู้ด้วยเหตุใด คล้ายว่าเมื่อเขากอดตนไว้ ทุกอย่างล้วนดูทะนุถนอมและอ่อนโยนเป็นพิเศษ
นางพลันช้อนตาขึ้นมองจางเอ่อร์เงียบๆ ไม่รู้ว่าเขาหลับตาลงตั้งแต่เมื่อใด ดูเหมือนเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาเผยร่องรอยความสงบออกมา
เสวี่ยสวินที่วุ่นวายมาทั้งวันกลับไม่รู้สึกง่วงแม้แต่น้อย นางนึกถึงตอนที่ได้รู้จักกับญาติผู้พี่ ค่อยๆ สนิทรู้ใจกันทีละนิด รวมถึงเหตุการณ์หลายๆ ครั้งที่เขาช่วยชีวิตตนไว้โดยไม่ห่วงร่างกายตัวเอง ทุกอย่างทำให้นางยากจะหลับตานอนได้...