เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 รถไฟสีเขียว

            ภายในสถานีรถไฟเนืองแน่นไปด้วยผู้คน เสียงพูดคุยจอแจสะท้อนภาพการพบปะและร่ำลาที่คุ้นตา เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครไปในแต่ละวัน

            ไม่ใช่ทุกอำเภอที่จะโชคดีมีสถานีรถไฟเป็นของตัวเอง แต่เพราะมีเส้นทางรถไฟสายสำคัญตัดผ่าน อำเภออวิ๋นเหมิงจึงพลอยมีสถานีรถไฟไปด้วย ช่วยเปิดเส้นทางสู่ตัวเมืองให้สะดวกยิ่งขึ้น แม้จะวิ่งไม่เร็วนักเมื่อเทียบกับรถยนต์ แต่ราคาย่อมเยากว่าเป็นไหนๆ จึงเป็นตัวเลือกที่ดึงดูดใจชาวบ้านร้านตลาด     

            รถไฟขบวนเล็ก สีเขียวขี้ม้าจอดเทียบชานชาลา ตัวรถอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งยุคสมัยและเรื่องราวของผู้คนนับพัน

            หลินกั๋วผิงจูงมือลูกสาวแน่น เกรงว่าเธอจะพลัดหลงท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด ไม่นานเขาก็พาเธอฝ่าวงล้อมไปซื้อตั๋วรถไฟสู่ตัวเมืองได้สำเร็จ

            เขาตัดใจเลือกซื้อตั๋วที่นั่งแบบนุ่มเพื่อความสบายของลูกสาว เนื่องจากระยะทางไม่ไกลนัก รถไฟขบวนนี้จึงมีเพียงตู้โดยสารแบบนั่ง ไม่มีตู้นอนให้บริการ

            เสียงหวูดรถไฟดังกังวานเป็นสัญญาณเตือน สองพ่อลูกรีบตรวจตั๋วและก้าวขึ้นรถไฟ ก่อนจะเดินหาที่นั่งของตนเองจนเจอ

            นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตนี้ที่ทิงเสวี่ยได้นั่งรถไฟ... แต่ในความทรงจำของชาติก่อน เธอกลับคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดีจนแทบจะเรียกได้ว่าเอียน

            อันที่จริง... เธอออกจะเกลียดการนั่งรถไฟเสียด้วยซ้ำ เพราะมันผูกโยงกับอดีตอันขมขื่นที่ยากจะลืมเลือน

            ชาติก่อน ทิงเสวี่ยถูกเฉินเฉียงขายให้กับขบวนการค้ามนุษย์ พวกเดรัจฉานเหล่านั้นพาเธอนั่งรถโดยสารไปยังเมืองเอก แล้วต่อรถไฟสีเขียวแบบนี้มุ่งหน้าสู่ดินแดนห่างไกลนับพันลี้ที่เธอไม่รู้จัก

            สามปีต่อมา... หลังจากดิ้นรนหนีรอดจากขุมนรกของครอบครัวที่ซื้อเธอไปได้ เธอก็มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดทันที ใช้เงินก้อนน้อยนิดที่ขโมยมาซื้อตั๋วรถไฟไปยังจุดหมายปลายทางที่ไม่มีอยู่จริงในหัว

            ตอนนั้นเธอคิดเพียงอย่างเดียวคือ... ต้องหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้คนพวกนั้นตามหาเธอเจอ

            ในช่วงหลายปีที่เร่ร่อน เธอเคยนั่งรถไฟสีเขียวแบบนี้ไปยังสถานีแปลกหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งถึงกับต้องแอบเกาะรถไฟไปกับเด็กเร่ร่อนคนอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนเมือง     

            หากไม่ใช่เพราะโชคชะตานำพาให้เธอได้พบกับสองสามีภรรยาสูงวัยใจดีที่ขายซาลาเปา ป่านนี้วิญญาณของเธออาจจะยังคงเร่ร่อนอยู่ข้างทางรถไฟสายใดสายหนึ่ง

            นับตั้งแต่ได้เกิดใหม่ ทิงเสวี่ยแอบสาบานกับตัวเองเสมอว่า เมื่อไหร่ที่เธอมีความสามารถพอ เธอจะต้องตามหาสองสามีภรรยาคู่นั้นให้พบ เพื่อตอบแทนบุญคุณอันยิ่งใหญ่ในชาติก่อนให้ได้

            ......

            รถไฟเริ่มเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาอย่างช้าๆ ทิงเสวี่ยมองซ้ายทีขวาที พลางฟังเสียงพูดคุยจอแจในตู้โดยสาร

            ผู้คนที่เดินทางเข้าเมืองในช่วงเวลานี้ ส่วนใหญ่คงไปเพื่อจับจ่ายซื้อของเตรียมปีใหม่หรือไม่ก็ไปเยี่ยมญาติ มีทั้งชาวเมืองที่แต่งกายภูมิฐาน และชาวบ้านที่สวมเสื้อผ้าเรียบง่ายปะปนกันไป

            เมื่อเริ่มเบื่อวิวข้างทาง ทิงเสวี่ยจึงหยิบหนังสือนิทานแอนเดอร์เซนออกมาจากกระเป๋าเพื่ออ่านฆ่าเวลา

            ที่นั่งข้างๆ เธอคือหญิงวัยกลางคนแต่งกายดี ดูมีสง่าราศี แต่เธอกลับไอโขลกขลากไม่หยุดมาตั้งแต่ขึ้นรถไฟ แม้จะเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว เสียงไอก็ยังคงดังเป็นระยะจนน่าเป็นห่วง

            “คุณป้าคะ... คุณป้าเป็นหวัดหรือคะ ไอหนักจังเลย”

            ทิงเสวี่ยสังเกตเห็นว่าสีหน้าของหญิงคนนั้นดูปกติ ไม่เหมือนคนป่วยไข้ แต่เธอกลับไอหนัก ในมือถือถ้วยชา จิบน้ำชาอุ่นๆ เป็นระยะเพื่อบรรเทาอาการ

            หญิงคนนั้นได้ยินเสียงทักทายของเด็กหญิงข้างๆ ก็หันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยน “หนูน้อย ขอโทษด้วยนะจ๊ะ ป้าไอเสียงดังแบบนี้ รบกวนหนูอ่านหนังสือหรือเปล่า?”

            ทิงเสวี่ยส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า คุณป้าไอหนักมากนะคะ ลงรถแล้วรีบไปหาหมอดีกว่าค่ะ จะได้ขอยาดีๆ มาทาน”

            หญิงคนนั้นเห็นเด็กหญิงแสดงความห่วงใยจากใจจริง ทั้งยังเป็นเด็กที่รักการอ่าน ดูฉลาดเฉลียว เธอก็รู้สึกเอ็นดูขึ้นมาทันที

            “ขอบใจนะจ๊ะที่เป็นห่วง ไม่ต้องกังวลหรอก ป้าไม่ได้เป็นหวัด อาการไอนี่เป็นโรคเก่าของป้าน่ะ พอเข้าหน้าหนาวทีไรก็กำเริบทุกที กินยาก็ไม่ค่อยได้ผลหรอก เดี๋ยวพอถึงฤดูใบไม้ผลิ อากาศอุ่นขึ้น มันก็หายไปเอง”

            ที่เธออธิบายยืดยาวเช่นนี้ นอกจากจะประทับใจในตัวเด็กหญิงแล้ว ก็เพื่อให้เด็กหญิงและผู้ใหญ่ข้างๆ สบายใจว่าเธอไม่ได้เป็นโรคติดต่อและจะไม่แพร่เชื้อใส่ใคร

            เมื่อรู้ว่าอาการไอไม่ได้มาจากไข้หวัด แต่เป็นโรคเรื้อรัง ทิงเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะพิจารณาใบหน้าของหญิงคนนั้นอีกครั้ง

            “คุณป้าคะ หมายความว่าคุณป้าจะไอเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้นเหรอคะ?”

            หญิงคนนั้นไอออกมาอีกสองสามครั้ง ก่อนจะพยักหน้าตอบ “ใช่จ้ะ พอลมหนาวมาทีไรก็ไอทุกที”

            “หนูเคยได้ยินคุณย่าบอกว่า กินน้ำเชื่อมผีผา หรือไม่ก็เอาสมุนไพรชวนเป่ยมาต้มกับสาลี่หิมะ ก็ช่วยแก้ไอได้นะคะ ท่านบอกว่ามันช่วยบำรุงปอดค่ะ” ทิงเสวี่ยจ้องมองดวงตาของหญิงคนนั้นพลางแนะนำอย่างจริงจัง

            “ไม่นึกเลยว่าหนูจะรู้เรื่องยาเยอะขนาดนี้นะเนี่ย... วิธีที่หนูบอก ป้าลองมาหมดแล้วล่ะจ้ะ แต่มันไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่” หญิงคนนั้นมองเด็กหญิงด้วยสายตาชื่นชม ไม่ได้มองว่าเป็นเพียงเด็กน้อยที่ไม่รู้อะไรอีกต่อไป

            หลินกั๋วผิงได้ยินลูกสาวสนทนากับหญิงข้างๆ อย่างออกรส ก็อดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นบ้าง

            “ในเมื่อวิธีที่เสียวเสวี่ยพูดมา พี่ลองหมดแล้วไม่ได้ผล แล้วเคยไปตรวจละเอียดที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ บ้างไหมครับ?”

            หญิงคนนั้นถอนหายใจยาว “ไปมาหมดแล้วค่ะ เอกซเรย์ปอดก็แล้ว หมอบอกว่าปอดไม่มีปัญหาอะไร ปกติดีทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นโรคนี้มา หาหมอทั้งแผนจีนแผนปัจจุบันมานับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่มีใครรักษาให้หายขาดได้เลย... คุณคะ ลูกสาวคุณนี่น่ารักแถมยังฉลาดอีกต่างหาก สอนมาดีจริงๆ ค่ะ”

            หลินกั๋วผิงยิ้มรับอย่างถ่อมตน “พี่ชมเกินไปแล้วครับ”

            ทิงเสวี่ยพิจารณาสีหน้าของหญิงคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น

            “คุณป้าไอเฉพาะหน้าหนาว ปอดก็ไม่มีปัญหา... หนูเดาว่าปอดของคุณป้าคงเคยได้รับความเย็นจัดมาก่อน ทำให้พออากาศหนาวก็จะไวต่อความเย็นและเกิดอาการไอ ในหนังสือที่คุณย่าทิ้งไว้ มีบันทึกอาการแบบนี้อยู่ค่ะ มีตำรับยาโบราณด้วย ไม่รู้ว่าคุณป้าจะเชื่อคำพูดของเด็กอย่างหนูหรือเปล่า... ถ้าเชื่อหนูจะบอกให้ แต่ถ้าคิดว่าหนูพูดจาเหลวไหล ก็ไม่เป็นไรค่ะ”

            แววตาและท่าทีที่จริงจังเกินวัยของเด็กหญิงทำให้ยากที่จะไม่เชื่อ

            หญิงคนนั้นไออีกสองสามที จิบน้ำแล้วจึงตอบ “ในเมื่อเป็นสิ่งที่เขียนไว้ในตำรา ป้าเชื่อแน่นอน หนูรีบบอกป้ามาเถอะ ไม่ว่าได้ผลหรือไม่ ป้าก็จะกลับไปลองดู”

            เธอทนทุกข์ทรมานจากอาการไอนี้มาหลายปี หาหมอเท่าไหร่ก็ไม่หาย หากมีวิธีที่พอจะเป็นไปได้ เธอก็พร้อมที่จะลองเสี่ยงดู

            เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเปิดใจ ทิงเสวี่ยจึงบอกเคล็ดลับที่เธอรู้

            “จริงๆ แล้ววิธีง่ายมากค่ะ คุณป้ากลับไปแล้วก็ต้มน้ำขิงเข้มข้น จากนั้นก็เย็บเสื้อซับในขึ้นมาตัวหนึ่ง แล้วเอาไปซักแช่ด้วยน้ำขิง ซักเสร็จก็นำไปตากแดดให้แห้งสนิท แล้วก็นำมาใส่ติดตัวไว้ข้างใน สัปดาห์ละครั้ง ทำแบบนี้ติดต่อกันหนึ่งฤดูหนาวก็น่าจะดีขึ้นค่ะ เสื้อซับในต้องปกป้องช่วงอกและหลังเป็นหลักนะคะ เนื้อผ้าต้องซับน้ำได้ดี ขิงมีฤทธิ์ร้อนช่วยขับไล่ความเย็นค่ะ... แต่แน่นอนว่านี่เป็นแค่สิ่งที่หนูอ่านเจอในหนังสือ จะได้ผลจริงหรือไม่ หนูก็ไม่ทราบค่ะ”

            “งั้นป้าจะกลับไปลองดู ไม่ว่าได้ผลหรือไม่ ป้าก็ต้องขอบใจหนูนะ... หนูชื่อเสียวเสวี่ยใช่ไหม?” หญิงคนนั้นรู้สึกขอบคุณเด็กหญิงจากใจจริง พวกเธอเพิ่งพบกันบนรถไฟแท้ๆ แต่กลับได้รับความห่วงใยเช่นนี้

            ทิงเสวี่ยยิ้มหวาน “ใช่ค่ะคุณป้า หนูชื่อเล่นว่าเสียวเสวี่ย ชื่อจริงคือ หลินทิงเสวี่ย ค่ะ... หลินที่มีตัวไม้สองตัว ทิงที่แปลว่าฟัง และเสวี่ยที่แปลว่าหิมะค่ะ”

            “หลินทิงเสวี่ย... 'ฟังเสียงหิมะ' ชื่อเพราะจังเลย ไพเราะราวกับบทกวี เหมาะกับหนูมาก” หญิงคนนั้นมองใบหน้าน่ารักของเด็กหญิง พลางเอ่ยชมจากใจจริง

            จากนั้นเธอก็หันไปยิ้มให้หลินกั๋วผิง “น้องชายโชคดีจริงๆ ที่มีลูกสาวที่ทั้งสวยทั้งฉลาดแบบนี้ ว่าแต่น้องชาย     ทำงานอะไรเหรอคะ?”

            เมื่อได้ยินหลินกั๋วผิงตอบว่า “ผมก็แค่ชาวนาธรรมดา แล้วก็ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ครับ” เธอก็อดประหลาดใจไม่ได้ “ดูจากท่าทางแล้ว นึกว่าเป็นข้าราชการเสียอีก ส่วนเด็กคนนี้ก็ดูฉลาดเฉลียว ไม่เหมือนเด็กบ้านนอกเลยค่ะ”

            “พี่ชมเกินไปแล้วครับ ผมก็แค่ชาวนา ลูกสาวผมก็เป็นเด็กบ้านนอกธรรมดาๆ นี่แหละครับ”

            หญิงคนนั้นเห็นท่าทางซื่อๆ จริงใจของหลินกั๋วผิงแล้วก็เชื่อ “ทุกอาชีพก็มีคนเก่งได้ทั้งนั้น ทำนาก็ดีค่ะ ว่าแต่สองพ่อลูกนี่จะไปเยี่ยมญาติที่ตัวเมืองหรือคะ?”

            ทิงเสวี่ยรีบตอบ “หนูกับพ่อจะไปเที่ยวค่ะ หนูไม่เคยนั่งรถไฟ ไม่เคยไปตัวเมือง พ่อก็เลยพาออกมาเปิดหูเปิดตาค่ะ”

            หญิงคนนั้นยิ้ม “โตขนาดนี้แล้วก็ควรออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง ว่าแต่เสียวเสวี่ย ปีนี้หนูอายุเท่าไหร่แล้ว เรียนชั้นไหน? แล้วทำไมแม่ไม่มาด้วยกันล่ะ?”

            “ปีนี้หนูเก้าขวบ อีกไม่นานก็จะสิบขวบแล้วค่ะ เรียนอยู่ ป.2... พ่อกับแม่หนูหย่ากันนานแล้ว หนูอยู่กับพ่อค่ะ”

            เมื่อรู้ว่าทิงเสวี่ยมาจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หญิงคนนั้นก็ยิ่งรู้สึกสงสารและเอ็นดู “มิน่าล่ะ เสียวเสวี่ยถึงได้ดูรู้ความตั้งแต่เล็ก เด็กจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมักจะโตเร็วกว่าเด็กทั่วไป...”

            เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว” แววตาของเธอก็ฉายแววเศร้าหมองขึ้นมาวูบหนึ่ง

            ทันใดนั้นเธอก็หยิบกระดาษปากกาออกมา เขียนอะไรบางอย่างแล้วยื่นให้ทิงเสวี่ย “เสียวเสวี่ย นี่คือที่อยู่บ้านป้า ถึงเราจะเพิ่งเจอกัน แต่ป้ารู้สึกถูกชะตากับหนูมาก ต่อไปหนูเขียนจดหมายมาหาป้าได้นะ”

            “หนูก็รู้สึกถูกชะตากับคุณป้าเหมือนกันค่ะ ต่อไปหนูจะเขียนจดหมายไปหานะคะ” ทิงเสวี่ยยิ้มรับกระดาษแผ่นนั้น

            บนกระดาษเขียนที่อยู่และชื่อของเธอไว้... ลู่ตันชิง

            แค่ฟังชื่อก็พอจะเดาได้ว่าเธอต้องมาจากครอบครัวที่มีพื้นฐานการศึกษาดีแน่นอน และที่อยู่ที่เป็น “บ้านพักข้าราชการ” ก็บ่งบอกสถานะทางสังคมได้เป็นอย่างดี

            เมื่อถึงเวลาลงจากรถ ทิงเสวี่ยกับลู่ตันชิงก็ดูสนิทสนมกัน ราวกับเป็นเพื่อนต่างวัยที่รู้จักกันมานาน

            ......

            เมื่อออกจากสถานีรถไฟ หลินกั๋วผิงก็ถามลูกสาว “เราจะไปห้างกันเลย หรือจะหาอะไรกินกันก่อนดี?”

            ทิงเสวี่ยตอบอย่างมีแผนการ “หนูอยากไปร้านหนังสือซินหัวก่อนค่ะ แล้วค่อยไปหาอะไรกิน จากนั้นค่อยไปห้างค่ะ”

            เมื่อลูกสาววางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว หลินกั๋วผิงก็ไม่มีอะไรจะคัดค้าน ทั้งคู่นั่งรถโดยสารประจำทางมุ่งหน้าไปยังร้านหนังสือซินหัวประจำเมือง

            ร้านหนังสือที่นี่ใหญ่โตกว่าที่อำเภอมาก มีหนังสือหลากหลายประเภทวางเรียงรายจนละลานตา ทิงเสวี่ยตรงเข้าไปยังแผนกที่เธอต้องการทันที นอกจากจะหาหนังสือให้ตัวเองแล้ว เธอยังเลือกซื้อหนังสือนอกเวลาเรียนให้ฉินหยวนเฟิง หลินฉางจื้อ และหวังหย่าจิ้งคนละเล่มเป็นของฝากด้วย

            หลังจากซื้อหนังสือเสร็จ สองพ่อลูกก็ไปเดินหาร้านอาหารกลางวัน เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร้าน 'หม้อไฟ' ร้านหนึ่ง ทิงเสวี่ยก็รีบดึงแขนพ่อเดินเข้าไปทันที

            เวลานี้ที่อำเภอยังไม่มีร้านหม้อไฟเลย แม้แต่ในตัวเมืองเองก็ยังมีไม่มากนัก หลินกั๋วผิงรู้ว่าลูกสาวกินเก่ง แต่ไม่นึกว่าจะอยากลองของแปลกขนาดนี้ เขาเคยเห็นหม้อไฟแต่ในทีวี นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ลองชิมของจริง

            ในฤดูหนาวเช่นนี้ การได้คีบเนื้อสัตว์จุ่มลงในน้ำซุปเดือดปุดๆ แล้วซดน้ำซุปร้อนๆ มันช่างเป็นความสุขที่หาใดเปรียบ!

            “พ่อคะ หม้อไฟอร่อยไหมคะ?” ทิงเสวี่ยจ้องหน้าพ่อพลางถามอย่างตื่นเต้น

            หลินกั๋วผิงเรอออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว “อร่อยมาก... เสียดายที่อำเภอเราไม่มีขาย”

            ทิงเสวี่ยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เราซื้อเครื่องปรุงกลับไปทำเองที่บ้านก็ได้นี่คะ”

            “จะทำได้เหรอ?” หลินกั๋วผิงแสดงความสงสัย

            “จะได้หรือไม่ได้ ลองซื้อกลับไปทำดูก็รู้แล้วนี่คะ”

            หลินกั๋วผิงเห็นว่าลูกสาวพูดมีเหตุผล จึงตัดสินใจซื้อเครื่องปรุงหม้อไฟสำเร็จรูปจากร้านกลับบ้านไปด้วย

            ......

            เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว สองพ่อลูกก็มุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้า

            ห้างในตัวเมืองนั้นใหญ่โต โอ่อ่า และสินค้าละลานตากว่าที่อำเภอหลายเท่านัก

            ว่ากันว่าผู้หญิงกับเรื่องช้อปปิ้งเป็นของคู่กัน... เวลาเรียนพละ แค่วิ่งแปดร้อยเมตรก็บ่นว่าเหนื่อยแทบขาดใจ แต่พอมาเดินห้าง แต่ละคนกลับกลายเป็นหญิงเหล็กขึ้นมาทันที หลายครั้งที่ผู้ชายเดินตามจนขาลากแล้ว แต่พวกเธอกลับยังคงมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ

            หากไม่ใช่เพราะต้องรีบกลับไปขึ้นรถไฟเที่ยวกลับ ทิงเสวี่ยคงอยากจะเดินสำรวจห้างทุกซอกทุกมุมให้หนำใจ

            การมาตัวเมืองครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก พวกเขาได้ของกลับไปเต็มไม้เต็มมือ ทั้งเสื้อผ้าชุดใหม่ต้อนรับปีใหม่ของทิงเสวี่ย ส่วนหลินกั๋วผิงซื้อให้ตัวเองหนึ่งชุด และไม่ลืมซื้อฝากหลินกั๋วอันน้องชายอีกหนึ่งชุด เนื่องจากทั้งคู่มีรูปร่างใกล้เคียงกัน จึงสามารถเทียบขนาดได้ง่าย

            นอกจากนี้ เขายังซื้อเสื้อผ้าให้ลูกสาวทั้งสองของหลินชุ่ยหงด้วย ปีนี้บ้านพี่ใหญ่คงลำบาก ไม่มีเงินเจียดมาซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกๆ แน่

            ทิงเสวี่ยตั้งใจเลือกชุดที่ราคาแพงกว่าและเนื้อผ้าดีกว่าให้หวังอวิ๋น ส่วนชุดของหวังฮุ่ยนั้น... เธอเลือกแบบที่คุณภาพด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

            ตอนนี้ แม้แต่หลินกั๋วผิงเองก็เริ่มรู้สึกสงสารและเห็นใจหลานสาวอย่างหวังอวิ๋นมากขึ้น เพราะได้รับอิทธิพลความคิดมาจากลูกสาวนั่นเอง

            ......

            สองพ่อลูกกลับถึงบ้านตอนที่ฟ้าเริ่มมืดแล้ว หลินกั๋วอันจุดเตาผิงในห้องโถงจนอุ่นสบาย และเตรียมอาหารเย็นไว้รอเรียบร้อย

            “อาสามคะ! หนูกับพ่อซื้อชุดปีใหม่มาให้อาสามด้วยนะคะ ปีใหม่ต้องใส่ชุดนี้นะคะ รับรองหล่อระเบิด!” ทิงเสวี่ยรีบหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาอวดอย่างภูมิใจ

            แม้จะไม่ใช่แบรนด์หรูราคาแพง แต่ก็เป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ดูทันสมัย และคัตติ้งดีกว่าเสื้อผ้าตัดตามร้านในชนบทมาก ที่สำคัญคือใส่แล้วดูดีมีสไตล์

            แต่หลินกั๋วอันกลับไม่ได้แสดงท่าทีดีใจนัก “พี่ครับ... ผมก็มีเสื้อผ้าใส่อยู่แล้ว ซื้อมาทำไม เปลืองเงินเปล่าๆ สู้เก็บเงินไว้ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้เสียวเสวี่ยดีกว่า เด็กผู้หญิงต้องแต่งตัวสวยๆ สิครับ ถึงจะถูก”

            หลินกั๋วผิงส่ายหน้ายิ้มๆ “ตอนนี้บ้านเราฐานะดีขึ้นแล้ว จะประหยัดไปทำไม เสื้อผ้าธรรมดาใส่เก่าๆ หน่อยไม่เป็นไร แต่นี่มันปีใหม่นะ ต้องมีอะไรใหม่ๆ บ้าง”

            “ใช่ค่ะอาสาม... ปีใหม่ก็ต้องหล่อๆ หน่อยสิคะ อาสามหล่อขนาดนี้ ถ้าแต่งตัวดีๆ รับรองว่าต้องมีสาวๆ ทั้งอำเภอมาเข้าคิวสมัครเป็นอาสะใภ้ให้หนูแน่ๆ ค่ะ!”

            ทิงเสวี่ยพูดแซวติดตลก เรียกเสียงหัวเราะร่าเริงให้ดังไปทั่วบ้านที่แสนอบอุ่น

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592