ติ้ดๆ...
ติ้ดๆ...
ติ้ด
“ฮัลโหลว่า…”
ทักทายปลายสายไปเมื่อรู้ว่าคือใคร…
“เสาร์หน้าไปกินข้าวกัน”
เพื่อนสาวที่เพิ่งสละโสดมาได้เดือนกว่าๆโทรมาชวนคนร่างบาง
“ที่ไหนอ่ะ”
“แล้วกินเนื่องในโอกาสอะไร”
ถามเพราะความสงสัย
“ร้านอร่อยเพลิน”
“แถวบ้านฉัน”
“โอกาสขอบคุณเพื่อนที่มาช่วยงาน”
คนโทรมาชวนอธิบาย
“After Party หรอ” ถามต่อ
“จะว่างั้นก็ได้”
“มานะ…”
“ถ้าไม่มาฉันจะไปบุกบ้านแก”
เพื่อนเกรี้ยวกราดแล้ว1
“55555”
“อืมๆ…”
“ไปก็ได้”
“เจอกัน”
“แต่งตัวสวยๆละ”
ปลายสายสั่งก่อนวาง
(ไม่ต้องสวยมากหรอกมั้ง)
(ไปกินข้าวกับเพื่อน)
(สวยเบาๆก็พอ)
คิดๆๆ
“เฮ้ยยย!!”
อุทานขึ้นเมื่อนึกได้ว่าเสาร์หน้าฉันมีนัดสอนเด็กเข้ามหาวิทยาลัยต่อนี่นา แถมตอนบ่ายก็มีนัดfollow up กับหมอ ตอนเย็น After Partyกับแพม คิวแน่นๆ จ้าเสาร์หน้า
เออ แต่ไม่เป็ไรหรอกยังเหลือวันอาทิตย์ให้หยุดอีก1 วัน ค่อยนอนทั้งวันละกัน คิดแบบนี้ได้ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย
.
.
เสาร์สุดสัปดาห์…
“โอ๊ะ! จ็อบหรอ”
“มาอยู่ที่นี่ั้แ่เมื่อไหร่”
สงสัยเมื่อออกไปหน้าบ้านแล้วเจอเด็กตัวสูงยืนพิงรถเก๋งสีเงินอยู่ท่าทางสบายๆ
“ไปกัน” ผู้ชายพูด
“ไปไหน” ผู้หญิงถาม
“เอ้า! ก็นัดติวนี่”
“ไปติวไง”
“อะไรของพี่เนี่ย”
“มาๆขึ้นรถ”
ทำท่ากวักมือเรียก
แล้วพี่สาวก็เดินขึ้นรถไปด้วยท่าทางงงๆ
เมื่อรถขับออกไป แต่เส้นทางไม่ใช่ทางที่คุ้นเคย
“ไปไหนๆ”
“ไม่ไปติวที่บ้านจ็อบหรอ”
พี่สาวถามเมื่อรถออกนอกเส้นทาง
“ลูกค้าเยอะวันนี้”
“ติวไม่รู้เื่หรอก”
เด็กหนุ่มตอบสบายๆ
“แล้วจะไปติวที่ไหน”
“วันนี้พี่มีนัดต่อนะ”
“ไปเที่ยวไม่ได้”
พี่สาวเริ่มกังวลเพราะวันนี้คิวเธอแน่นแน่น แน่น
“ผมรู้น่า…”
“ผมไม่โกงเวลาพี่หรอก”
เด็กหนุ่มตอบติดหงุดหงิดนิดหน่อยที่พี่สาวติวเตอร์มีเวลาให้เค้าจำกัดขับรถมาได้สักพักรถเก๋งสีเงินก็เลี้ยวเข้ามาสถานที่แห่งหนึ่ง
“ติวที่นี่เนี่ยนะ?”
“จะรู้เื่มั้ยเนี่ย”
พี่สาวถามออกมาเมื่อรู้ว่าสถานที่ที่เด็กตัวสูงจะใช้ติวหนังสือคือ ห้างสรรพสินค้า
“อืม…ที่นี่แหละ”
ตอบๆ ไปพร้อมหมุนพวงมาลัยเข้าซองอย่างชำนาญ
(เท่แฮ้ะ)
พี่สาวคิดเมื่อเห็นภาพเด็กตรงหน้า
“เท่อ่ะดิ”
“มองตาไม่กระพริบเลยนะ”
เด็กตัวสูงเอ่ยเมื่อเห็นคนข้างๆ จ้องมองอยู่สักพัก
“อะไรเล่า”
“ก็มองเฉยๆ”
“กำลังศึกษาอยู่…”
“ว่าเข้าซองยังไงให้ครั้งเดียวเข้าได้”
“ไม่ต้องโยกหลายรอบ”
คนตัวเล็กพูดๆ ไปสีข้างคงถลอกและ
“ให้ผมเป็ติวเตอร์ให้มั้ยครับน้องงง…;D”
พูดพลางยักคิ้วใส่พี่สาวฉันเลยเบะปากใส่เ้าเด็กขี้กวนไป 1 ที
.
.
ถึงสถานที่ติวจะดูเป็สถานที่ที่ทำให้โฟกัสหลุดได้ง่ายๆแต่เด็กตัวสูงกลับตั้งใจติวหนังสือจนเกือบจะครบทุกเื่ที่ต้องสอบแถมยังมีแววว่าจะเข้าใจอย่างดิบดีด้วยการทำตัวอย่างข้อสอบที่ได้คะแนนเกือบเต็ม
“เก่งนะเนี่ย”
พี่สาวติวเตอร์ให้คำชมหลังตรวจตัวอย่างข้อสอบเสร็จ
“แน่นอน!”
“ผมฉลาด”
พูดมาด้วยความมั่นหน้ามั่นโหนก
“เหลืออีก3 เื่”
“ไว้คราวหน้านะ”
“ยังมีเวลาอีก3 เดือนก่อนสอบ”
“เหลือเฟือ”
พี่สาวติวเตอร์พูดๆพลางเก็บของ
“ไปหาขนมกินกัน”
เด็กหนุ่มเอ่ยปากชวน
“แต่ว่า…”
“ผมเลี้ยงเอง”
“ไปกินแป๊บเดียว”
“สัญญาจะส่งพี่ถึงบ้านก่อน4 โมงเย็น”
คนตัวเล็กมองนาฬิกาข้อมือแล้วทำหน้าครุ่นคิดเพราะวันนี้มันผิดแผนั้แ่แรกที่เธอตั้งใจว่าจะไปติวหนังสือให้เด็กหนุ่มที่บ้านแล้วกลับมาเปลี่ยนชุดไปfollow up กับหมอแล้วไป After Party ของแพมต่อ
แต่ห้างที่เด็กหนุ่มใช้เป็สถานที่ติวเป็ห้างเดียวกันกับคลินิกที่ฉันจะมาfollow up นี่ซิ เอาไงดี คิดอยู่สักแป๊บจึงตอบกลับไปที่ทำให้เด็กหนุ่มมีรอยยิ้มบนหน้า
“ก็ได้”
“ไปกินขนมก่อน”
“แต่ไม่ต้องไปส่งพี่ที่บ้าน”
“พี่ทำธุระต่อแถวนี้”
“เอ้า!ดีเลย”
“เดี๋ยวผมรอรับพี่กลับบ้าน”
“ผมก็เดินเล่นอยู่แถวนี้แหละ”
เด็กหนุ่มเสนอตัวทันที
“ไม่ต้อง!”
สวนกลับทันทีเช่นกัน
“ธุระพี่นาน”
“รอทำไมเสียเวลา”
ร่างบางว่าต่อ
“พี่เป็เ้าของห้างหรอ”
“จะอยู่จนห้างปิดเลยรึไง”
“ไม่รู้แหละ…”
“พี่จะไปทำธุระอะไรของพี่ก็ไป”
“เลิกแล้วก็โทรหาผม”
“กลับบ้านด้วยกัน”
“เดี๋ยวไปส่ง!”
(โอ่ยย!!)
(เด็กดื้อเอ้ย!!!)
(นี่ฉันจะไปทางไหนต่อดี)
ไม่พูดอะไรต่อเดี๋ยวค่อยไปหาวิธีโฉบตอนกินขนมแล้วกันพร้อมถอนหายใจใส่เด็กไป 1 ที
ระหว่างที่กินขนมในคาเฟ่อยู่นั้นฉันก็คิดว่าหลังจากกินขนมกับเด็กดื้อเสร็จจะไปหาซื้อชุดมาเปลี่ยนไว้ใส่ไป After Party แพม สักตัวละกันไปแบบนี้มันก็จะดูชิลไปหน่อยกับชุดเสื้อยืดoversize กับกางเกงขาสั้นและคิดต่อว่าจะกล่อมเ้าเด็กดื้อให้กลับบ้านไปก่อนไม่ต้องรอฉันด้วยวิธีไหนดี
.
.
(เอ๊ะ!! นั่น…)
(คนไข้นี่นา)
(มานั่งกินขนมก่อนหรอเนี่ย)
(ดูซิ…เอาขนมเข้าปากอยู่นั่นแหละ)
(แก้มตุ่ยหมดแล้วรู้ตัวมั้ย อิอิ) ^^
มีชายร่างสูงผิวขาวตากลมจมูกโด่งที่บังเอิญนั่งจิบกาแฟก่อนเข้างานมองคนตัวเล็กอยู่ที่อีกมุมหนึ่งของร้านฝั่งตรงข้ามแต่ก็ต้องเบิกตาโพลงทันทีที่เห็นชายร่างสูงอีกคนหนึ่งเดินถือถาดบิงซูมานั่งตรงข้ามกับคนตัวเล็ก
(ใครน่ะ?!!!)
คิดในใจสายตาไม่ละไปจากคนทั้ง 2
(แฟนหรอ?)
(ไม่ใช่หรอกเพื่อนแน่ๆ ไม่ก็พี่น้องแน่ๆ)
หมอร่างสูงเริ่มคิดเป็ตุเป็ตะ
(ยิ้มทำไม!!)
(ห้ามยิ้มนะ!!)
หมอพลางคิดเมื่อเห็นคนตัวเล็กยิ้มให้กับชายตรงหน้า
(แล้วคุยอะไรกัน?)
(ทำไมต้องหัวเราะ??)
(เกรงใจโต๊ะอื่นบ้างซิ=*=)
(เข้าร้านขนมก็กินขนมไปอย่างเดียวก็พอ)
คุณหมอจับสังเกตคู่ชายหญิงร้านฝั่งตรงข้ามไม่วางตา
ติ้ดๆ…
ติ้ดๆ…
ติ้ดๆ…
เสียงนาฬิกาข้อมือของหมอร่างสูงดังดึงสติให้หมอกลับออกมาจากโลกในความคิดของตัวเองถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดที่หมดเวลาส่องคนอื่น แล้วตัวเองต้องไปทำงาน
.
.
ตือดือดือ ดือ วู้ววู ตือดือดือ ดือ วู้ว วู ตือดือดือ ดือ วู้ว วู…….~
ติ้ด…
“ว่าไงพ่อ”
เด็กหนุ่มเอ่ยทักคนปลายสาย
“อยู่ไหนแล้ว”
“กลับมาเฝ้าร้านหน่อย”
“ฉันโดนหมาลูกค้ากัด”
ปลายสายพูดสิ่งที่ทำให้ต้องโทรมาหาลูกชายตอนนี้
“เอ้า!!! เป็อะไรเปล่า”
“เดี๋ยวผมรีบไป”
น้ำเสียงกับท่าทางของเด็กหนุ่มดูเป็กังวลขึ้นมาทันทีจนคนตัวเล็กตรงข้ามเงยหน้ามอง
“โอเคพ่อ”
“เดี๋ยวผมรีบไป”
บอกปลายสายไปแบบนั้นก่อนจะมองหน้าพี่สาวตรงข้าม
“พี่…”
“พ่อโดนหมาลูกค้ากัด”
“ขอโทษนะที่อยู่รอไม่ได้แล้ว”
เด็กหนุ่มพูด
“เอ้าหรอ!”
“งั้นไม่เป็ไร”
“ไปดูคุณลุงเถอะ”
“แล้วเป็อะไรมากเปล่า”
คนตัวเล็กถามด้วยความเป็ห่วง
“พ่อบอกว่าแผลไม่ลึก”
“เพราะพ่อหลบทัน”
“แต่ก็ต้องไปโรงพยาบาลก่อนแหละ”
“ไปให้หมอดู”
เด็กตัวสูงเล่าให้คนตัวเล็กฟังในสิ่งที่ผู้เป็พ่อได้สื่อสารกับตนเมื่อกี้
“อืม… ไม่เป็ไรๆ”
“ไม่ต้องห่วงพี่”
“ไปดูพ่อก่อน”
พูดบอกเด็กหนุ่มให้คลายกังวลถึงแม้ว่าตอนนี้หน้าตาเ้าตัวจะดูใๆ อยู่
หลังจากที่จ็อบกลับไปแล้วฉันก็เลยไปหาซื้อชุดตามที่วางแผนไว้แต่แรกเดินเพลินจนเกือบดูเวลาว่านี่มันใกล้ถึงเวลานัดของคิวที่ 2 follow up กับหมอแล้ว รีบเดินซิคะ รออะไร
ปั้กกก!!
รีบเดินเลี้ยวไปที่มุมตึกล็อคที่คลินิกตั้งอยู่จนไปชนกับผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งเข้า
“ขอโทษค่ะ”
“ขอโทษครับ”
ชายหญิงพูดพร้อมกันแต่ก็ต้องชะงักไป เมื่อคนที่ชน คือ คนที่รู้จัก
“หมอ!!ป่ะคะ”
ถามออกไป คิดว่าใช่เพราะดูจากทรงและการแต่งตัว
“เออะคนไข้นี่!!!”
“ขอโทษค่ะเจ็บมั้ย”
คนตัวเล็กถามซ้ำไปอีกที
“ไม่เจ็บครับ”
“ขอโทษเหมือนกัน”
“เจ็บหรือเปล่า”
มองคนตัวเล็กที่กำลังเกี่ยวสายกระเป๋าขึ้นมาที่ไหล่แบบลวกๆ
“ไม่ค่ะ” ตอบไป
แล้วหลังจากนั้นก็เกิดอาการเดดแอร์ระหว่างหมอหนุ่มกับคนไข้สาว
“เดี๋ยวไปนั่งรอที่คลินิกสักครู่นะครับ”
“หมอขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียวครับ”
หมอหนุ่มเปิดบทสนทนาหลังจากที่ทั้ง 2 ยืนจ้องหน้ากันมาสักพักร่างบาง
พยักหน้าเบาๆ ก่อนเดินเข้าไปรอที่คลินิก
.
.
หลังจากที่หมอกลับเข้ามาที่คลินิกแล้ว
ในห้องตรวจ…
“ไหน...”
“ขอหมอดูนิดนึงครับ”
หมอเอ่ยขออนุญาตแบบสุภาพ
คนตัวเล็กก็ขยับหน้าขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นนิดหน่อยจากเดิมที่นั่งหลังชิดพนักพิงเก้าอี้ แต่คิดในใจ
(ครั้งที่3 แล้ว)
(ก็ยังไม่เห็นหน้าเต็มของหมอซะที)
เพราะหมอก็ยังคงใส่แมสอยู่ตลอดเวลา
หมอใช้สายตาพิจารณาใบหน้าของฉันช้าๆ
“ฟิลเลอร์ที่ฉีดไปเป็ยังไงบ้างครับ” รับบทผู้ถาม
“ดีค่ะ…”
แล้วว่าต่อเมื่อเห็นปฏิกิริยาของหมอกำลังจะเอ่ยถาม
“ฉีดแล้วหน้าดูมีน้ำมีนวลไม่โทรม”
“แต่กินข้าวคำใหญ่ๆไม่ได้”
“เจ็บ”
เล่าไปตามความจริงที่พบมา
“อึหึ”
หมอหัวเราะขึ้นในลำคอ
(กินข้าวคำใหญ่ไม่ได้จริงดิ)
(เมื่อไม่กี่ชั่วโมง…ยังเห็นนั่งกินขนมจนแก้มตุ่ยอยู่เลยนะ)
คนตัวเล็กทำหน้างงใส่เมื่อได้ยินเสียงหมอหัวเราะเมื่อกี้
(ฉันพูดอะไรน่าขำหรอ) คิดๆ
“เห็นมั้ยครับ”
“ที่ฉีดบริเวณหน้าไปทำให้รับกับปากที่คนไข้ฉีดมา”
“มันดูเป็ธรรมชาติแบบที่หมอเคยบอก”
หมอว่าต่อ
ใช่ค่ะ ฉันไปฉีดปากมาแล้ว1 cc ที่เหลือจากการฉีดหน้าของหมอนั่นแหละแต่ไปฉีดมากับหมออีกคนหนึ่งนะ
(หมอนี่ตาดีแฮะ)
(มองแล้วรู้เลยหรอว่าฉันไปฉีดอะไรตรงไหนเพิ่ม)
คนตัวเล็กหรี่ตาครุ่นคิด
“ฉีดแล้วชอบมั้ยครับ”
หมอมีท่าทีอยากรู้กับความรู้สึกถึงผลลัพธ์ของคนไข้ตัวเล็กว่าเ้าตัวจะชอบในผลงานของตัวเองหรือเปล่า
“ชอบค่ะ…”
“นี่ขนาดไม่ได้ฉีดครบจำนวนที่หมอบอกั้แ่แรก”
“ยังโอเคขนาดนี้”
“ถ้าฉีดครบคงจะ…ว้าวววว”
เน้นคำว่า ว้าวแล้วหัวเราะกลบเกลื่อน
“55555”
“อึหึ”
หมอยกยิ้ม
“จริงๆยังสามารถเติมได้นิดหน่อยครับ”
“แต่แบบนี้ก็กำลังดี…”
“…”
“น่ารักดีครับ…”
หมอหนุ่มพูดออกมาและสบตาฉัน
“ห้ะ!!”
“ 0///0 ”
ใในสิ่งที่ได้ยินแล้วสตั้นไป
“…”
“คนไข้…”
“คนไข้ครับ…”
หมอเรียกให้ฉันกลับมาตั้งตัวอีกครั้ง
“สามารถฉีดเพิ่มได้อีกนิดหน่อย”
“ถ้าอยากฉีดเพิ่มก็ได้นะครับ”
“อ่ะ.. อ่อค่ะ…”
“ยังไม่ฉีดดีกว่าค่ะ”
“ยังโอเคกับตอนนี้อยู่”
ตอบกลับไปตามความรู้สึกจริงๆ
“ครับผม”
“แล้วมีปัญหาตรงจุดไหน”
“ที่ยังกังวลอีกมั้ยครับ”
คุณหมอยังไม่ให้ออกจากห้องพบแพทย์ง่ายๆ
“ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ”
ถึงมี… หมอจะช่วยได้หรอเพราะมันไม่ใช่เื่ฟิลเลอร์โบท็อกซ์แต่เป็เื่ที่หมอชอบทำให้หัวใจของฉันเต้นไม่เป็จังหวะอ่ะซิ
“โอเคครับ”
“งั้นวันนี้เรียบร้อยนะครับ”
คุณหมอจบบทสนทนา แต่สายตายังคงมองที่คนไข้ตัวเล็กอยู่
“ค่า…ขอบคุณค่า…”
“สวัสดีค่ะ…”
“ ^/\^ ”
“ :) ”
ยกมือไหว้และส่งยิ้มลาพูดสดใสถึงแม้ข้างในก็เสียดายนิดหน่อยที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเจอหมออีกเมื่อไหร่ แต่คนตัวเล็กจะรู้มั้ยว่าจริงๆแล้ว โชคชะตากำลังเล่นตลกกับเธออยู่