หัวหน้าองครักษ์วังหลวงเดิมทีกำลังนั่งปรึกษาหารืออยู่กับอัครเสนาบดีหลีเมื่อได้ยินรายงานดังนั้น เขาพลันเหลือบตามองไปยังบุรุษเบื้องหน้าเล็กน้อย
"เ้าพานางไปรอที่ห้องรับรองชั้นนอกก่อน"
"ขอรับ"
หลังจากที่หัวหน้าทหารยามรับคำสั่งแล้วหมุนตัวออกไปหลีลู่เหอก็เป็ฝ่ายเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบนิ่ง"ท่านหัวหน้าองครักษ์คิดจะทำอย่างไรกับนางหรือ"
"เกรงว่าท่านอัครเสนาบดีคงจะมีคำแนะนำดีดีกระมัง"เขาตอบพลางยกน้ำชาขึ้นมาจิบพอจะคาดเดาได้ว่าอัครเสนาบดีหลีผู้นี้้าจัดการเื่นี้ด้วยตัวเองซึ่งเขาก็มิได้้าขัดขวางอันใด
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามเฟิงฮวาที่นั่งรออยู่ด้านนอกพระราชวังก็รู้สึกหงุดหงิดใจเป็อย่างมากนางรอมานานขนาดนี้แล้ว แต่กลับไม่มีวี่แววของทหารยามคนนั้นเลยสักนิด
'เฮ้อ เหตุใดถึงได้ยากเย็นเช่นนี้ไม่มีวิธีการติดต่อที่ง่ายกว่านี้แล้วหรืออย่างไรหากข้าได้เจอเ้าพวกนั้นเมื่อไหร่ละก็ จะต้องขอด่าเสียหน่อย'
แต่ความคิดนั้นยังมิทันจางหาย ทหารยามคนเดิมก็เดินกลับมาพอดี“แม่นางเชิญทางนี้”
เขาพานางไปยังห้องรับรองชั้นนอกตามที่ได้รับคำสั่ง
เฟิงฮวานั่งรออยู่ในห้องนั้นอีกสี่ชั่วยามโดยมิได้พบใครเลยขณะนี้นางทั้งเมื่อยทั้งหิวจะแย่อยู่แล้ว 'พระราชวังแห่งนี้ใหญ่โตก็จริงแต่ผู้คนกลับทำตัวแปลกประหลาดนัก ข้าว่าข้าจะไม่รอแล้ว'
ในจังหวะที่นางกำลังจะลุกขึ้นเสียงของนางกำนัลก็เอ่ยแจ้งที่ด้านนอกประตู
“แม่นาง…ข้าน้อยนำอาหารมาให้เ้าค่ะ”นางเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับจัดแจงยกข้าวต้มและเครื่องเคียงมาวางบนโต๊ะ
'อืม...กินรองท้องหน่อยก็แล้วกัน' เฟิงฮวาดีใจยิ่งนักมิทันหวาดระแวงอะไร รีบตักข้าวต้มเข้าปากทันทีชั่วขณะนั้นนางรู้สึกถึงกลิ่นแปลกๆในอาหารจึงหยุดชะงัก พอเหลือบตาเงยหน้าขึ้นนางกำนัลที่ยืนอยู่ก็สาดผงยาใส่ทันที
“จะ...เ้า…” พูดไม่ทันจบเฟิงฮวาก็หมดสติไป
............................................
‘เหตุใด...ข้า...ถึงขยับตัวไม่ได้เช่นนี้’
‘ที่นี่...คือที่ใดกัน...’
‘ช่างปวดหัวยิ่งนัก...’
เปลือกตาอันหนักอึ้งของเฟิงฮวาค่อยๆขยับขึ้น
นางพยายามตั้งสติเพื่อลืมตาเพ่งมองไปรอบๆตัว ที่ดูเหมือนว่าจะเป็ห้องลับสักแห่งหนึ่ง
นางถูกพันธนาการเอาไว้บนแท่นหินอย่างแ่ามิสามารถขยับเขยื้อนตัวได้
'แต่ยังดีที่ร่างกายมิได้รับาเ็...' นางคิดในใจพลางประเมินสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
จู่ ๆเสียงอ่อนหวานเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ตื่นแล้วหรือ”
เสียงนั้นมาจากสตรีนางหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ๆใกล้จนพอจะเห็นใบหน้าของกันและกันได้อย่างชัดเจน
นางเอ่ยกับเฟิงฮวาพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ"หน้าตาของเ้าช่างงดงามยิ่งนัก มิน่าเล่า..."ถึงสามารถใกล้ชิดฝ่าาและองครักษ์ได้
"เ้ามาที่พระราชวังนี้มีจุดประสงค์อันใดกัน" สตรีที่กำลังจ้องมองเฟิงฮวาผู้นี้นางก็คือหลีฮองเฮาผู้สูงศักดิ์
เดิมทีอัครเสนาบดีหลี้าจะสอบสวนเฟิงฮวาด้วยตัวเองอยู่แล้วเพราะเขามีสังหรณ์ในใจว่า นางจะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับฝ่าาจึงได้จับนางมาขังไว้ที่นี่
อีกทั้งทหารยามที่มารายงานยังได้แจ้งชื่อตามที่นางบอกทุกชื่อล้วนเป็องครักษ์คนสนิทของฝ่าาจริงๆ ยกเว้นเพียงชื่อเดียวที่พวกเขาทหารยามเองก็ไม่คุ้น
‘เฉิงอี้’
พระนามของฮ่องเต้
น้อยคนนักที่จะทราบและสามารถเอ่ยออกมาโดยตรงเช่นนั้นได้
หลังจากที่ทหารยามผู้นั้นพาเฟิงฮวาไปส่งที่ห้องรับรองแล้วเขาก็ถูกจับตัดลิ้นตัดมือส่งไปขังคุกมืด โทษฐานที่เอ่ยนามอันมิสมควร
ส่วนหลีฮองเฮาทราบเื่ได้อย่างไรน่ะหรือก็เป็เพราะว่านางกับอัครเสนาบดีหลีกำลังทำสิ่งเร่าร้อนอยู่ภายในตำหนักเช่นเคยปกติหลังจากเสร็จสมครั้งแรกแล้ว หลีฮองเฮามักจะใคร่้าซ้ำอีกแต่ครานี้หลีลู่เหอกลับปฏิเสธนางเพราะเขามีเื่สำคัญที่จะต้องไปทำต่อ นั่นก็คือการมาสอบสวนเฟิงฮวา
หลีฮองเฮาไม่พอใจเป็อย่างมากจนสุดท้ายเขาก็ต้องยอมบอกนางว่าเกิดอะไรขึ้น
จะมิยอมได้อย่างไร ในเมื่อหลีลู่เหอถูกหลีฮองเฮาทำโทษด้วยยาปลุกกำหนัดจากนั้นนางก็จับเขามัดไว้บนเตียงด้วยเชือกจนไม่สามารถขยับตัวตามใจได้ นางก้มลงมาหาแก่นกายจุดศูนย์กลางของเขาบีบบังคับให้ตื่นตัวขยายใหญ่ขึ้น
โดยเริ่มจากใช้ริมฝีปากครอบไว้ที่ส่วนหัว ดูดไล่ลงมาจนถึงส่วนต้นทำขึ้นลงซ้ำวนไปอย่างนี้...
‘อ้า ฟางเอ๋อร์’ นางทรมานเขาได้โหดร้ายยิ่งนักเขาจวนเจียนจะขาดใจอยู่แล้ว
“ฟางเอ๋อร์ ข้าขอโทษที่ปฏิเสธเ้า”เสียงแหบพร่าของเขาฝืนพูดออกมาอย่างสำนึกผิด
แต่นางยังมิยอมหยุดอยู่แค่นั้นเปลี่ยนมาใช้ร่องสวาทกดลงบนแท่งหยกของเขา พร้อมกับออกแรงขย่มขึ้นลงมิให้ขาด่ทรวงอกขาวกลมขยับรับกับจังหวะการกระแทก ก่อเกิดความเสียวซ่านอย่างที่สุด
‘ข้าจะมิไหวแล้ว ฟางเอ๋อร์’
เหมือนว่านางจะรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรจึงหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดทันที ปล่อยให้เขารู้สึกค้างคาอยู่เช่นนั้น 'เ้าจะมิได้สิ่งที่เ้า้าในเวลานี้ ลู่เหอ'
“อ๊ะ ฟางเอ๋อร์คนดีของพี่ พี่ผิดไปแล้วคราวหน้าจะมิให้ใครมาสำคัญไปกว่าเ้า ยกโทษให้ข้าเถิด” เสียงอ้อนวอนจากบุรุษเบื้องล่างทำให้นางเริ่มใจอ่อน
'หึ ก็ได้...'
นางขยับไปปลดเชือกให้เขา และทันทีที่เขาหลุดออกก็จับนางมาบดขยี้ริมฝีปากอย่างรุนแรง ดูดกลืนเสียจนนางแทบจะหมดลมหายใจมือหนาสองข้างบีบคลึงสองเต้าอย่างโหยหาส่วน่ล่างก็จับสอดประสานกันเคลื่อนเข้าออกมิหยุดพักเขากระแทกกระทั้นนางอย่างดุเดือด เป็ผลจากความอัดอั้นที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่และในที่สุดสายน้ำก็เอ่อท้นทะลักออกมาอีกคราทุกอย่างพลันกลับสู่ความสงบนิ่งดังเดิม
ในเวลาต่อมาหลีฮองเฮาก็มาหาเฟิงฮวาในห้องลับแห่งนี้…
เฟิงฮวายังคงไม่ได้ตอบคำถามของนางเมื่อสักครู่
‘เพี๊ยะ’ เสียงตบหน้าก็ดังขึ้นหนึ่งครั้งพลันปรากฏรอยแดงบนใบหน้าของเฟิงฮวาแทบจะทันที
“ใครส่งเ้ามายั่วยวนฝ่าาถึงในพระราชวังนี้”
เฟิงฮวาสีหน้านิ่งเฉยยังคงไม่พูดอะไร ในใจมีแต่ความคิดว่าสตรีใบหน้างดงามเช่นนี้แต่กลับมีจิตใจโเี้ ทำให้ความงดงามที่นางมีอยู่ 'ช่างไร้ค่าเสียจริง'
‘เพี๊ยะ’ เสียงตบหน้าดังขึ้นอีกหนึ่งครั้งกลิ่นคาวเืในปากเข้มข้นมากขึ้นแต่กลับไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัวหรือหยดน้ำตาบนใบหน้าของเฟิงฮวาเลยหลีฮองเฮาไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก หันไปสั่งซุนมามาให้นางเข้ามาจัดการกับเฟิงฮวาต่อแต่ถึงจะตีนางเท่าไหร่ก็มิได้ยินเสียงร้องหรือคำพูดอันใด
‘ทนไหวหรือ ลองดูซิว่าเ้าจะทนได้สักแค่ไหน’หลีฮองเฮาหันไปหยิบเหล็กร้อนจากเตาถ่านขึ้นมา
“บอกมาว่าใครสั่งให้เ้ามาที่นี่”
เฟิงฮวาขยับปากเปล่งเสียงอย่างแ่เบา“ข้า...แค่มาพบเฉิงอี้และคนอื่นๆเท่านั้น...มิได้มีใครสั่ง”
“หึ…เฉิงอี้หรือเ้ารู้หรือไม่ว่าปากของคนชั้นต่ำเยี่ยงเ้าไม่มีสิทธิ์เอ่ยชื่อนี้ออกมาด้วยซ้ำเพราะว่ามันเป็ชื่อของ...ฝ่าาผู้ยิ่งใหญ่แห่งซานตงนี้”
เฟิงฮวาได้ยินดังนั้นก็เหมือนใจลอยไปชั่วขณะ ‘อ้อ อย่างนั้นหรือ’
นางเข้าใจแล้วว่าบุคลิกท่าทางของเขา เหตุที่เ็าเช่นนั้นอีกทั้งการกระทำต่างๆราวกับว่าเขาเป็บุรุษที่ไม่ธรรมดาผู้หนึ่ง
แล้วอย่างไร...
สูงศักดิ์แค่ไหนก็มีแค่หนึ่งลมหายใจเท่ากัน สูงส่งแค่ไหนถูกพิษก็ยังมิอาจรักษาได้นางแสยะยิ้มเหยียดหยันขึ้นมา
หลีฮองเฮาเห็นแล้วก็ริษยายิ่งนักนางเชื่อว่าเฟิงฮวาต้องเคยพบฝ่าามาก่อนแน่นอนพระนามนั้นมิมีใครจะกล้าเอ่ยมาโดยตรงหากมิได้รับอนุญาตต้องเป็เขาเท่านั้นที่เป็คนบอกนางเอง ยิ่งเห็นใบหน้าของนางก็ยิ่งขุ่นเคือง‘งดงามมากนักหรือ...ถ้าเช่นนั้นข้าจะทำลายมันเอง’นางเอาเหล็กร้อนทาบลงไปที่ใบหน้าของเฟิงฮวา
แต่ก่อนที่จะถึงผิวหน้าเสียงของอัครเสนาบดีหลีก็ทำให้นางพลันหยุดชะงัก
“ท่านมิคิดว่าน่าเสียดายใบหน้านี้หรอกหรือ”นางเหล่สายตาไปมองเขาทันที ‘อย่าบอกว่าเ้าก็พึงใจใบหน้านี้เช่นกันนะลู่เหอ’