
....สระน้ำกลางป่าแห่งนี้เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ผิวน้ำใสจนเห็นก้อนหินและพืชน้ำที่โผล่พ้นขึ้นมาเป็ระยะ ๆ ราวกับมีลวดลายเวทมนตร์สลักอยู่เบื้องล่าง
น้ำค่อย ๆ เคลื่อนตัวเป็ริ้วคลื่นเบา ๆ เมื่อสายลมผ่าน ใบไม้ที่ร่วงลงมากระทบผิวน้ำจะลอยขึ้นลงราวกับเต้นรำไปกับจังหวะลม
บางครั้งจะมีละอองน้ำสีเงินลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ เหมือนละอองปราณเซียนที่หลงเหลือจากผู้บำเพ็ญรุ่นก่อน
แสงแดดลอดผ่านยอดไม้ลงมา หลินเซียนก้าวเข้ามาอย่างสงบ แต่ทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยความหนักแน่นของผู้ที่บรรลุวิถีเซียนขั้นที่ 3 แกนปราณในร่างกายเขาเปล่งประกายเรืองรองเป็วงแสงสีเขียวอมฟ้า ล้อมรอบด้วยความบริสุทธิ์ของปราณขั้นสูง
เสี่ยวิ ลูกหมีแพนด้าผู้แฝงพลังิญญาธาตุไม้ มันะโขึ้นบนก้อนหินข้างสะน้ำแล้วส่งเสียงครางอย่างนุ่มนวล
“ท่านพญามัจฉาผู้ยิ่งใหญ่… ข้ามาขอบคุณท่านที่ส่งพลังิญญามาช่วยให้ข้าหลินเซียนบรรลุวิถีเซียน”
น้ำในสระกลางป่าเริ่มสั่นไหวอย่างช้า ๆ พลันปรากฏร่างอสูรปลาขนาดมหึมา ลำตัวส่องประกายสีครามอมเงิน เกล็ดสะท้อนแสงประดุจดวงดาวในยามค่ำคืน ดวงตาของมันเหมือนทะเลลึกที่บรรจุความรู้และความกรุณา
“เ้าผู้มีหยดน้ำแห่ง์… ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก” เสียงอสูรปลาก้องดังกังวานราวกับดังกึกก้องกลางป่า แต่แฝงความอ่อนโยน
“เคยมีนักบำเพ็ญเซียนคนหนึ่งฝึกบำเพ็ญอยู่ ณ ที่แห่งนี้เป็เวลายาวนาน จนเซียนผู้นั้นบรรลุเลื่อนขั้นได้"
"จิตของเขาจะคลี่คลายไปสู่ธรรมชาติ ความเมตตากรุณาของจิตนั้น จะช่วยให้ผู้อื่นคลี่คลายตาม… "
"เช่นเดียวกับโพธิสัตว์ที่ไม่จำกัดขอบเขตแห่งความกรุณา”
หลินเซียนยืนนิ่ง ดวงตาเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ราวกับคำพูดนั้นได้สั่นะเืแก่นจิตของเขา
“นี่คือเหตุผล… ที่ข้าจึงบรรลุเลื่อนขั้นได้สำเร็จ” เสียงเขาเบาแต่ชัดเจน ดวงแกนปราณเรืองแสงเป็ลำแสงเล็ก ๆ ลอยขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนจะแผ่ขยายเป็วงพลังอันยิ่งใหญ่ แผ่ซ่านไปทั่วป่า
เสี่ยวิมองนายของมันด้วยสายตาเอ่อล้นด้วยความประทับใจ
"ลำพังรากแค่รากิญญาเซียนของเ้าอาจต้องใช้เวลานานกว่านี้หลายเท่า หรือ...ไม่สำเร็จ"
“ผู้ที่บรรลุวิถีเซียน… ไม่ใช่เพียงผู้เก่งกาจ แต่เป็ผู้ที่ใจคลี่คลายเหมือนน้ำในสระที่ไม่มีขอบเขต” พญามัจฉาเอ่ยปรัชญาเบา ๆ ราวคำสอนจากผู้เฒ่า
น้ำในสระค่อย ๆ กลายเป็หมอกสีเงิน ละอองปราณลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า ราวกับกำลังผสานจิตของหลินเซียนเข้ากับพลังแห่งป่า พลังชีวิตอันบริสุทธิ์ของสรรพสิ่งไหลเวียนเป็หนึ่งเดียว
อสูรปลาโค้งตัวต่ำราวกับคารวะผู้บรรลุ
“จงจำไว้… การบรรลุขั้นเซียน ไม่ใช่เพียงเพื่อตนเอง แต่เพื่อทุกชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกใบนี้”
และในขณะนั้น แสงสว่างจากแกนปราณของหลินเซียนสาดส่องลงบนผิวน้ำ ทำให้เกิดสะท้อนเป็ภาพเงาอดีตของผู้ที่เคยฝึกบำเพ็ญในป่านี้
เขาก็เป็ชายหนุ่มงกๆเงิ่นๆ จิตใจอันแสนบริสุทธิ์ทำให้สัตว์ป่าต่างๆเข้ามาห้อมล้อมอยู่เป็เพื่อนเขา
หลินเซียนััได้ถึงความอบอุ่นราวกับิญญาเ่าั้กำลังรำลึกถึงความเมตตา และส่งต่อพลังแห่งการบรรลุขั้นเซียนให้กับเขา
หลังจากนั้นหลินเซียนก็เดินกลับมาที่ต้นไม้เซียนของพ่อ เขาปรับพลังปราณนิดหน่อยให้คุ้นชินกับระดับแกนปราณที่ได้รับ
พลางคิดว่า "ข้าควรมีสมบัติเซียนไว้ปกป้องและต่อสู้บ้าง แต่ข้าไปห่างไกลท่านแม่ไม่ได้ ข้าเป็ห่วงท่าน"
"นี่ถ้ามีค่ายกลดีๆสักอย่างสองอย่างรวมกับพลังปราณระดับ 3 แกนปราณของข้า ก็คงช่วยปกป้องท่านแม่ได้"
"และข้ากฌจะสามารถออกเดินทางไปตามหาสมบัติเซียนที่ข้า้าได้"
"เสียดายวิชาค่ายกล เพราะข้าไม่ชอบไอ้ลิงอัปลักษณ์จื่อหยงนั่น ทำให้ข้าไม่เก่งเื่ค่ายกลเลย"
"ข้าคงต้องหาคนช่วย และหาเวลาเรียนรู้เพิ่มเติม ข้าจะได้มีจุดอ่อนน้อยลง"
....ตลาดกลางเมืองวันนี้คึกคักเป็พิเศษ เสียงะโขายของดังระงม
เหนือหัวฝูงชน เสียง “ฟิ้ว” ของกระบี่เหินดังแหวกอากาศ หลินเซียนยืนประสานมือบนกระบี่ที่ลอยกลางอากาศ พริบตาเดียวเขาก็ลดระดับลงมาตรงหน้าร้านยาสมุนไพรเก่าแก่ที่ตั้งอยู่หัวมุมถนน เสี่ยวิลูกหมีแพนด้าเกาะอยู่บนไหล่ มันส่งเสียงร้องเบา ๆ เรียกร้องความสนใจของเด็ก ๆ แถวนั้นจนหัวเราะกันครืน
เถ้าแก่ร้านยา เงยหน้าขึ้นพลางหัวเราะเสียงทุ้ม
“อ้าว เ้าหนุ่ม วันนี้เ้าเอาผลอวิ๋นฮวามาขายข้าอีกแล้วใช่ไหม"”
หลินเซียนยิ้มบาง ๆ ผ่านผ้าดำที่ปกปิดบังใบหน้า แล้วหยิบถุงผ้าออกมา เปิดเผยให้เห็น ผลอวิ๋นฮวา ลูกโตสีม่วงอร่าม 3 ลูก กลิ่นหอมหวานลอยออกมาในทันที จนบรรดาผู้คนรอบร้านหันมามองด้วยความตะลึง
“ข้านำมาขาย” เขากล่าวเรียบ ๆ
เถ้าแก่เบิกตากว้าง
“ผลอวิ๋นฮวา 3 ลูกนี้ช่างสมบูรณ์ดีจริงๆ ข้าซื้อ! เอ้า 12 เหรียญทอง”
ไม่ทันที่เถ้าแก่จะละสายตา หลินเซียนก็หยิบผลอวิ๋นฮวาอีก 3 ลูกออกมา วางลงบนเคาน์เตอร์
“ส่วนนี้ ข้าขอมอบเป็น้ำใจต่อท่าน”
ใบหน้าเถ้าแก่สว่างไสวด้วยความดีใจ แต่แววตาลึกล้ำกลับยังระวังและคมกริบ เขาลูบหนวดแล้วหัวเราะแ่ ๆ
“หึ! ของมีค่าขนาดนี้ เ้าอยากได้สิ่งใดจากข้าล่ะ?”
หลินเซียนหัวเราะเก้อ ๆ พลางยกมือเกาศีรษะ เหมือนถูกจับไต๋ได้
“ท่านพอแนะนำผู้เชี่ยวชาญค่ายกลสักคนให้ข้าได้บ้างหรือไม่?”
เถ้าแก่จ้องเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะหรี่ลงราวกับนึกถึงความหลัง
“ผู้เชี่ยวชาญค่ายกลอย่างนั้นหรือ… ในเมืองนี้หายากนัก แต่ถ้าเ้ากล้าพอ ข้าอาจส่งเ้าไปพบคน ๆ หนึ่งได้ เพียงแต่..."
เสียงเขาหยุดชะงัก คล้ายกำลังชั่งใจ น้ำเสียงที่ตามมามีความลึกลับปะปนอยู่
“เพียงแต่คนๆนั้น…”
"คนๆนั้น....ทำไม?"
เถ่าแก่เขียนที่อยู่ใส่กระดาษเล็กๆแล้วรีบพับครึ่งยื่นให้หลินเซียน
"ไปแล้วเ้าก็จะรู้เอง"
