เข้าสู่โลกนิยายมาเป็นแม่เลี้ยงยืนหนึ่งของลูกวายร้าย

    ตอนที่ 46 มะเขือยาวตุ๋นซีอิ๊วและหมูตงพอ

            หลินซีพับแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง เดินตรงไปยังตู้เก็บวัตถุดิบ เลือกสรรของที่ต้องการครู่หนึ่ง แล้วจึงส่งเสียงเร่งเร้าโดยไม่หันไปมอง 

            นางกล่าวกับบุรุษมีอายุผู้เป็นเจ้าของสถานที่ที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางลังเล ไม่ยอมไปไหน  “เถ้าแก่จ้าว ตำรับอาหารสำคัญเพียงใด ข้าคงไม่จำเป็นต้องอธิบายกระมัง?”

            เถ้าแก่จ้าวกะพริบตาปริบ ๆ สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย แต่เพียงวูบเดียวก็ระบายยิ้มบางเบา “แน่นอนอยู่แล้ว”

            หลินซีหยิบมะเขือยาวสองสามลูก แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับเถ้าแก่จ้าวและพ่อครัวจ้าวที่ยังคล้ายมีท่าทีเฉื่อยชาอิดออด พลางเอ่ยขึ้น 

            “ก่อนที่เราจะตกลงร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ หากข้าปล่อยให้พวกท่านรู้เห็นตำรับอาหารสูตรลับของข้า แล้วจะยังเรียกว่าสูตรลับได้อย่างไร?” สายตาหญิงสาวตวัดมองพ่อครัวจ้าว “ท่านก็บอกเองมิใช่หรือว่า พ่อครัวใหญ่ของท่านผู้นี้ประสบการณ์โชกโชน เกรงว่าเพียงเห็นครั้งเดียวก็คงจดจำตำรับของข้าได้กว่าแปดเก้าส่วน ข้าไม่อาจประมาทได้ ตอนนี้จะลงมือแล้ว เชิญทั้งสองท่านออกไปรอข้างนอกสักครู่เถิดเจ้าค่ะ”

            เรื่องราวมากมายในวันนี้ ทำให้อารมณ์ของหลินซีขุ่นมัวยิ่งนัก แม้แต่รอยยิ้มเสแสร้งก็ยังไร้แก่ใจจะปั้นแต่ง ท่าทีจึงดูเคร่งเครียดและเคร่งขรึมกว่าปกติ

            เถ้าแก่จ้าวหาใช่คนเขลา เขาสัมผัสได้ว่าหญิงสาวเริ่มหมดอารมณ์จะเจรจา จึงเลิกดึงดันสรรหาคำมากล่าวอ้าง เพียงเรียกญาติผู้น้องให้ออกไปข้างนอกด้วยกันอย่างรู้ความ

            พ่อครัวจ้าวแทบไม่เชื่อหู เอ่ยท้วงเสียงเบา “พี่ใหญ่ ท่านยอมทำตามที่แม่นางผู้นั้นบอกง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือขอรับ?”

            โถงใหญ่ของภัตตาคารในยามนี้ค่อนข้างว่างเปล่า ลูกค้าส่วนใหญ่กลับออกไปเกือบหมดแล้ว เถ้าแก่จ้าวจึงหาโต๊ะว่างตัวหนึ่งทรุดกายนั่งลง แล้วเรียกเสี่ยวเอ้อร์ยกชาร้อนมาให้

            เขารินชาให้ตนเองถ้วยหนึ่ง รินให้น้องชายอีกหนึ่งพลางเอ่ยปาก “ไม่ฟังแล้วจะทำอย่างไรได้? หรือเจ้าอยากจะอยู่ในครัวเพื่อดูแม่นางหลินทำอาหารจริง ๆ?”

            “ก็… ไม่อยากขอรับ” พ่อครัวจ้าวตอบ มือรับถ้วยชามา ในฐานะพ่อครัว เขาย่อมเข้าใจดี หากมีตำรับอาหารสูตรลับ ตอนปรุงย่อมไม่ต้องการให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องล่วงรู้

            เถ้าแก่จ้าวจิบชาคำหนึ่ง ก่อนทอดสายตามองไปยังทิศทางของครัวด้านหลัง “เช่นนั้นก็คงทำได้เพียงรอต่อไปอย่างสงบ”

            คนก็มาถึงแล้ว ทั้งยังเริ่มลงมือแล้ว ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็มีแต่ต้องรอดูต่อไปเท่านั้น 

            หากหลินซีมีตำรับอาหารสูตรเด็ดที่ขายได้จริง แม้ภายภาคหน้านางไม่อาจทำตามสัญญาทั้งหมดได้ แต่ความพยายามของเขาในวันนี้ก็ยังไม่นับว่าสูญเปล่า อย่างน้อยก็คงพอมีกำไรจากการขายอาหารจานนั้นบ้าง

            ครั้นนึกถึงเรื่อง ‘การแบ่งปันผลกำไร’ ที่หลินซีเคยกล่าวไว้ ความคิดหนึ่งก็พลันวาบขึ้นในหัวเถ้าแก่จ้าว เขากวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งเข้ามา “เจ้าลองไปสืบข่าวตามหมู่บ้านและอำเภอใกล้เคียงดูทีว่า แม่นางหลินผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไรกันแน่”

            เขาไม่ใช่คนโง่ หลังจากกลับไปวันนั้น เขาลองขบคิดเรื่อง ‘การแบ่งปันผลกำไร’ อย่างละเอียด ก็พบว่ามันเป็นแนวคิดที่ลึกล้ำแยบยล หากเขานำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งกิจการและตัวเขาเองอย่างมหาศาลแน่นอน

            ดังนั้น ความร่วมมือกับหลินซีในครั้งนี้ เขาจึงตั้งใจจะถือว่าเป็นการทดลอง หากประสบความสำเร็จ เขาก็คิดจะนำวิธีการ ‘แบ่งปันผลกำไร’ นี้ไปใช้กับการทำการค้าครั้งอื่น ๆ หรือกิจการอื่นของเขาด้วย

            แต่ก่อนจะเริ่มทดลอง การทำความรู้จักพันธมิตรที่จะร่วมงานด้วยให้ถ่องแท้ย่อมดีกว่า

            เถ้าแก่จ้าวสงสัยยิ่งนัก เพียงแค่ได้ข้องเกี่ยวกันไม่กี่วัน เขาก็สัมผัสได้ว่า แม่นางหลินซีหาใช่สตรีธรรมดา คนมากความสามารถเช่นนางย่อมเป็นที่เล่าลือ แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เขาจึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนางในหมู่บ้านหรืออำเภอแถบนี้มาก่อนเลย?

    ++++++++++

            ภายในครัวด้านหลัง

            หลินซีใช้เวลาเลือกสรรวัตถุดิบเพียงครู่ ก็คัดแยกของที่ต้องการออกมาอย่างชำนาญ นางตั้งใจจะทำอาหารจานเด็ดจากยุคใหม่สองอย่าง อย่างแรกคือ ‘มะเขือยาวตุ๋นซีอิ๊ว’ และอีกอย่างคือ ‘หมูตงพอ’

            หลังจากใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยในนิยายนี้มาระยะหนึ่ง นางก็พบว่ายุคนี้แตกต่างจากยุคที่นางจากมาอย่างเห็นได้ชัด วิถีอาหารการกินของทั้งสองยุคสมัยเรียกได้ว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว อย่างตัวหลินซีเองโปรดปรานรสเผ็ด แต่ยุคนี้กลับไม่มีพริก ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่ามีวัตถุดิบใดที่ให้รสเผ็ดร้อนทัดเทียมกัน และพอจะใช้ทดแทนได้

            รวมถึงวิธีการปรุงแบบ ‘ตุ๋นซีอิ๊ว’ (红烧 - หงเซา) หลายคราที่นางมาเยือนภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลว และเป็นช่วงที่ลูกค้าเนืองแน่น นางพินิจพิเคราะห์อาหารจานเด็ดของที่นี่อย่างตั้งใจ ก็พบว่าไม่มีจานใดปรุงด้วยวิธีตุ๋นซีอิ๊วเลย ครั้งแรกที่นางทำ ‘หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว’ ให้เสิ่นเฉินกับเด็ก ๆ กินก็เช่นกัน พวกเขาทำท่าทางประหลาดใจราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งยังดูติดใจมากเป็นพิเศษด้วย

            ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการปรุงอาหารก็ยังไม่หลากหลายนัก เป็นที่ทราบกันดีว่า สารพัดวิธีปรุง ทั้งผัด (炒), ผัดไฟแรง (爆), ผัดแป้งเปียก (熘), ทอด (炸), เคี่ยว (烹), จี่/ทอดน้ำมันน้อย (煎), เคี่ยว (烧), นึ่ง (焖), เคี่ยวไฟอ่อน (煨), ตุ๋น (炖), นึ่ง (蒸), ดอง (醃), ยำ/คลุกเคล้า (拌), ต้มพะโล้/หมักเครื่องเทศ (卤) ฯลฯ ล้วนแต่เป็นกลวิธี (เทคนิค) การทำอาหารทั้งสิ้น  เพียงแค่หัวมันธรรมดา ๆ หากผ่านกรรมวิธีปรุงอันหลากหลาย ก็สามารถทำทั้งโต๊ะอาหารให้เต็มไปด้วยจานอาหารจากหัวมันหลากรูปแบบ แถมรสชาติและรสสัมผัสยังไม่ซ้ำกันด้วย …นับประสาอะไรกับวัตถุดิบอื่น ๆ?

            แต่ที่นี่ ในเวลานี้ ยุคสมัยนี้ วิธีการปรุงค่อนข้างจำกัด วัตถุดิบหนึ่ง ๆ ทำอาหารได้ไม่หลากหลายนัก อันที่จริงหลินซีเองก็พอจะเข้าใจเหตุผลอยู่

            ก่อนยุคจักรพรรดิฉินไท่จู่ ใต้หล้าระส่ำระสาย เพียงมีชีวิตรอดและมีอาหารประทังชีวิตก็นับว่าหรูหราแล้ว ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจมาใส่ใจเรื่องสุนทรียะในการชิมและลิ้มรส

            หลังยุคจักรพรรดิฉินไท่จง ใต้หล้าเพิ่งจะสงบสุขได้ไม่นาน ราษฎรต่างปากกัดตีนถีบเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น จึงไม่มีเวลามาคิดค้นวิธีปรุงอาหารให้เลิศรสนัก ด้วยเป็นการสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมากเกินไป เพียงแค่มีอาหารกินให้อิ่มท้องทุกวันก็ถือว่าน่าพึงพอใจอย่างยิ่งแล้ว

            ดังนั้น คำกล่าวโบราณที่ว่า ‘เมื่อยุ้งฉางเต็มเปี่ยม ผู้คนจึงรู้จักจารีตประเพณี เมื่อมีเสื้อผ้าอาหารเพียงพอ ผู้คนจึงรู้จักเกียรติยศและศักดิ์ศรี[1]’ จึงสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

            หลินซีถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะลงมือทำมะเขือยาวตุ๋นซีอิ๊ว นางเลือกทำจานนี้ก่อน เพราะเป็นอาหารดั้งเดิมที่รู้จักกันทั่วไป ในตำรา ‘ฉีหมินเย่าซู่[2]’ บทที่ว่าด้วยอาหารมังสวิรัติของ ‘เจี่ยซือเสีย’ สมัยเว่ยเหนือได้บันทึกวิธีการปรุงมะเขือยาวตุ๋นเอาไว้

            ในตำรากล่าวว่า : 

            วิธีการตุ๋นมะเขือยาว : ให้ใช้ผลที่เมล็ดอ่อน หากเมล็ดแก่แล้วจะไม่อร่อย ใช้มีดไม้ไผ่หรือมีดกระดูกผ่าสี่ส่วน หากใช้มีดเหล็กสีจะคล้ำ ลวกน้ำร้อนเพื่อล้างกลิ่น ซอยต้นหอมส่วนหัวให้ละเอียด เจียวน้ำมันให้หอม (ใช้น้ำมันซู[3]จะดี) เติมเต้าเจี้ยวหรือซีอิ๊ว และใส่ต้นหอมที่ซอยไว้ลงพร้อมมะเขือยาว เติมน้ำเล็กน้อย ตุ๋นจนสุกดีแล้วจึงใส่พริกไทยและขิงสับ 

            จากบันทึกจะเห็นได้ว่า วิธีการปรุงนั้นละเอียดประณีตเพียงใด

            แต่เห็นได้ชัดว่า ในสมัยนี้คงไม่อาจทำตามได้ละเอียดถึงเพียงนั้น หลินซีจึงเพียงเติมน้ำตาลทรายและซีอิ๊วในปริมาณที่เหมาะสม เสริมด้วยเกลือ หมูสับ และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ เพื่อปรับรสชาติให้อร่อยถูกปาก

            เมื่อกลิ่นหอมชวนลิ้มลองอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารจานหงเซา (ตุ๋นซีอิ๊ว) ลอยอบอวล ทั่วทั้งครัวใหญ่ด้านหลังก็ตลบไปด้วยไอหอมกรุ่น กระตุ้นต่อมรับรสของหลินซีจนท้องร้องประท้วง นางอดใจไม่ไหว ตักใส่ถ้วยเล็ก ๆ ชิมไปหลายคำ ต้องชมว่าเครื่องครัวและวัตถุดิบของภัตตาคารนั้นครบครันอย่างแท้จริง อยากใช้สิ่งใดทำวิธีการไหนก็ได้ดั่งใจ รสชาติย่อมดีกว่าทำกินเองที่บ้านเป็นธรรมดา

            กลิ่นหอมนั้นเล็ดลอดไปถึงโถงด้านหน้า แขกที่ยังอ้อยอิ่งอยู่รีบหันมาถามทันควัน แววตาสนใจระคนประหลาดใจ “เถ้าแก่ ด้านหลังนั่นกำลังทำอะไรอยู่หรือ? เหตุใดจึงหอมน่ากินเช่นนี้!”

            “ใช่ ๆ! อาหารอะไรรึ? เหตุใดจึงเหมือนไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน! แต่กลับชวนให้น้ำลายสอยิ่งนัก”

            เถ้าแก่จ้าวและพ่อครัวจ้าวต้องใช้เวลาครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตั้งสติได้ และรู้ว่าน่าจะเป็นกลิ่นหอมจากอาหารที่หลินซีกำลังปรุงอยู่ ทั้งคู่ต่างตะลึงงันจนเผลออุทานในใจ 

            แต่เถ้าแก่จ้าวเป็นมืออาชีพ รีบตอบแขกกลับไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เป็นอาหารจานใหม่ที่เพียงทดลองทำในวันนี้ขอรับ”

            “อาหารจานใหม่รึ? ขายอย่างไร? รีบยกมาให้พวกเราลองชิมเร็วเข้า!” แขกบางคนอดรนทนไม่ไหว เอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น

            ผู้ดูแลกิจการภัตตาคารพลันรู้สึกยินดี …ตำรับอาหารจะมีค่า ก็ต่อเมื่ออาหารที่ปรุงออกมาเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า 

            ทว่าอาหารของหลินซียังไม่อาจขายได้ในตอนนี้ เขาจึงกระแอมสองครั้ง กล่าวปฏิเสธอย่างนุ่มนวล โดยไม่ได้ชั่งใจว่านั่นกลับยิ่งกระตุ้นให้เหล่าลูกค้ารู้สึกรุ่มร้อน อยากลิ้มลองมากขึ้น 

            ยิ่งกลิ่นหอมยั่วยวนนั้นเข้มข้นขึ้นเท่าไหร่ น้ำลายในปากก็ยิ่งเพิ่มปริมาณ ท้องร้องครวญคราง ใกล้จะห้ามใจไม่ไหว

    ++++++++++

            ในครัวด้านหลัง หลินซีเริ่มลงมือทำหมูตงพอแล้ว หมูตงพอ (东坡肉) เป็นอาหารเลื่องชื่อที่สืบทอดกันมา โด่งดังเป็นที่รู้จักจากกวีเอกนักชิมซูตงพอ[4] (苏东坡) วิธีการทำนั้นเรียบง่ายกว่ามะเขือยาวตุ๋นซีอิ๊วมาก

            เริ่มจากนำหมูสามชั้นส่วนที่ดีที่สุดทั้งชิ้นมาล้างให้สะอาด ลวกน้ำร้อนให้พอคงรูป จากนั้นหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ก่อนนำลงหม้อ ต้องรองก้นหม้อดินด้วยต้นหอมและขิง แล้ววางชิ้นหมูโดยคว่ำส่วนหนังลง เติมน้ำตาล เหล้าเหลือง ซีอิ๊ว และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ ลงไป เริ่มจากใช้ไฟแรงต้มให้เดือด แล้วจึงเปลี่ยนเป็นไฟอ่อนเคี่ยวกึ่งตุ๋นต่ออีกเกือบหนึ่งชั่วยาม (ราว 2 ชั่วโมง)

            เมื่อเคี่ยวจนได้ที่แล้ว จึงตักเนื้อหมูออกมาใส่ในชามที่มีฝาปิด แต่นั่นยังไม่เสร็จสิ้น ต้องนำไปนึ่งต่อในลังถึงอีกราวสองเค่อ (ราว 30 นาที) จึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์

            กรรมวิธีแม้จะคล้ายไม่ซับซ้อน แต่หลากขั้นตอนและใช้เวลานานพอควร จึงต้องอาศัยความอดทนในการปรุงอยู่ไม่น้อย

            หลินซีรอไปพลางกินมะเขือยาวตุ๋นซีอิ๊วไปพลาง โดยเหลือไว้ครึ่งหนึ่งสำหรับให้เถ้าแก่จ้าวและพ่อครัวจ้าวลองชิม  ในระหว่างนั้นนางก็ครุ่นคิดถึงเรื่องราวในอนาคตไปด้วย จึงไม่นับว่าน่าเบื่อเท่าไหร่ ผิดกับสองบุรุษที่กำลังรอคอยอยู่ด้านนอกอย่างใจจดใจจ่อ …พร้อมเสียงท้องที่ร้องโครกคราก

            จากแรกเริ่มที่เต็มไปด้วยความกังขาและสงสัย บัดนี้กลับกลายเป็นความคาดหวังอย่างไม่ทันตั้งตัว และครั้นได้กลิ่นหอมของหมูตงพอยั่วน้ำลาย ก็แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นร้อนใจระคนหิวกระหาย ถึงกับนั่งไม่ติดที่ ชะเง้อมองไปยังครัวใหญ่ด้านหลังอยู่บ่อยครั้ง

            .

            .

            .

            เชิงอรรถ : 

            [1] 仓廪实才知礼节,衣食足才知荣辱 (ชางหลิ่นสือไฉจือหลี่เจี๋ย, อีสือจู๋ไฉจือหรงหรู่) หมายถึง เมื่อคลังข้าวเต็มสมบูรณ์ ผู้คนจึงจะเข้าใจมารยาท เมื่อมีเสื้อผ้าอาหารพอเพียงแล้ว ผู้คนจึงจะรู้จักเกียรติและความละอาย

            โดยสื่อความหมายว่า ศีลธรรมและจริยธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสังคมมั่นคงและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีแล้วเท่านั้น

            [2] ฉีหมินเย่าซู่ (齐民要术) คือ ตำราการเกษตรและวิถีชีวิตเล่มสำคัญที่เขียนโดย เจี่ยซือเสีย (贾思勰) สมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ (ค.ศ. 386–534) ถือเป็นหนึ่งในตำราทางการเกษตรที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดของจีน ครอบคลุมความรู้ด้านเกษตรกรรม การทำอาหาร การเก็บรักษาอาหาร และวิถีชีวิตชาวบ้านในยุคโบราณอย่างละเอียด

            [3] ซู (蘇) ในที่นี้น่าจะหมายถึง น้ำมันงาขี้ม่อน หรืออาจหมายถึง เนยใส ก็ได้ ขึ้นกับบริบททางประวัติศาสตร์และการตีความ

            [4] หมูตงพอ (东坡肉) เป็นอาหารจีนโบราณที่มีชื่อเสียงจากหมูสามชั้นตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม เคี่ยวกับซีอิ๊วและเหล้าจีนจนได้รสหวานเค็มกลมกล่อม ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ซูตงพอ (苏东坡 ค.ศ.1037–1101) กวีเอกสมัยราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักชิมและนักปรุงอาหารชั้นยอด แม้ไม่ได้เป็นผู้คิดค้นเมนูนี้ขึ้นมาเองก็ตาม