อาคารสี่ชั้นฝังรากฐานท้าแดดลมเป็สง่าในย่านที่อยู่อาศัยของผู้คนที่ตั้งรกรากในถิ่นนี้สืบต่อกันมาหลายรุ่นตัวพื้นผิวสีขาวของอาคารตัดกับแถบกระเบื้องสีแดงเืหมูอันเป็สีสัญลักษณ์ขององค์กรผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในประเทศได้อย่างลงตัว
หน้าประตูทางเข้าปรากฎแท่นป้ายสีดำขนาดใหญ่ติดด้วยอักษรโลหะสีทอง
‘ศูนย์พิสูจน์หลักฐานPOLICE FORENSIC SCIENCE CENTER’
เมื่อลงจากรถและเดินตรงไปที่ตัวอาคารก็จะเจอกับป้ายพลาสติกสีขาวพาดด้วยอักษรสีดำด้วยชื่อเดียวกันแขวนอยู่เหนือหัว
ซันที่ไม่ได้รู้แต่แรกอยู่แล้วว่าผู้กองแบร์จะพาไปทำอะไร…ที่ไหนยิ่งต้องเพิ่มความงงเข้าไปอีกเมื่อยี่สิบนาทีต่อมาเขาได้มายืนอ่านป้ายชื่อสถานที่แห่งนี้
“เอ่อ…ผู้กองพาผมมาที่นี่ทำไมครับ”
แบร์ยิ้มแล้วดันหลังเด็กหนุ่มให้เดินผ่านเข้าประตูบานเลื่อนอัตโนมัติ
ด้านในอาคารเย็นสบายด้วยความเย็นจากเครื่องปรับอากาศแบบท่อฝั่งซ้ายของเขามีห้องอยู่ 3ห้องซันมองเข้าไปเห็นลังพลาสติกสีขาวขุ่นหลายใบที่บรรจุห่อกระดาษสีน้ำตาลวางซ้อนกันไว้ภายในบนห่อเ่าั้มีเอกสารระบุรายละเอียดคดีติดไว้อยู่ด้วย
หากใครได้มาเห็นก็คงรู้ทันทีว่าของพวกนี้คงเป็ของกลางที่นำมาตรวจสอบหาเบาะแสในคดีใดคดีหนึ่งเป็แน่
‘กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุCRIME SCENE INVESTIGATION SUB-DIVISION’
ตัวอักษรสีดำถูกแปะไว้ที่ผนังด้านขวาเพื่อบอกหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานนี้ผู้กองเดินนำหน้าไปที่บันไดด้านข้างซันจึงเดินตามขึ้นไป
ชั้น2 ของอาคารมีห้องทำงานสองฝั่งที่ถูกกั้นกลางด้วยทางเดินขนาด 2เมตรฝั่งซ้ายเป็เหมือนออฟฟิศธรรมดาที่มีโต๊ะทำงานแบ่งเป็สัดส่วนคอมพิวเตอร์ทั้งแบบตั้งโต๊ะและแบบพกพาสำหรับเ้าหน้าที่ตู้เก็บเอกสารเหล็กสีเทาวางชิดผนังไว้รอบห้อง
ส่วนฝั่งขวามีห้องสีขาวสว่างอยู่2ห้อง ขนาดใหญ่กว่าออฟฟิศของพี่ต้น 2ห้องรวมกันซะอีก แต่ละห้องน่าจะกว้างกว่า 10เมตรด้วยซ้ำภายในสว่างด้วยสีขาวของผนังและแสงจากหลอดไฟ้าซันรู้สึกตื่นเต้นกับห้องฝั่งนี้เป็พิเศษเพราะเมื่อมองผ่านผนังกระจกใสเข้าไปเขาเห็นเ้าหน้าที่ 2คนกำลังยืนปฏิบัติงานกันอยู่หากมองผ่านๆคงคิดไปได้ว่ามีนักบินอวกาศกำลังเดินหมุนไปหมุนมาอยู่ภายในห้องนี้
แต่พอมองดูดีๆแล้วก็จะรู้ว่าเป็เพียงเ้าหน้าที่2คนที่สวมชุดปลอดเชื้อสีขาวที่คลุมมิดชิดั้แ่ศีรษะจนถึงข้อเท้ามีแว่นใสป้องกันดวงตาและหน้ากากอนามัยสวมอยู่ภายในถุงมือยางสีฟ้าสดใสโดดเด่นท่ามกลางสิ่งของที่มีแต่สีขาวเ่าั้
เ้าหน้าที่คนหนึ่งกำลังจับวัตถุบางอย่างให้อยู่นิ่งที่สุดบนโต๊ะเพื่อให้เ้าหน้าที่อีกคนที่ถือกล้องถ่ายรูปบันทึกภาพซันเห็นว่ามีการพลิกวัตถุนั้นขึ้นลงอย่างช้าๆเพื่อเก็บภาพโดยรอบไว้ด้วย
“ซัน!มานี่สิ” เสียงผู้กองเรียกเขาให้มาหาเมื่อเห็นว่าซันเอาแต่ยืนมองการทำงานของคนคู่นี้
แบร์พาซันเดินเข้าไปห้องข้างๆที่เป็ห้องสีขาวสว่างเหมือนกัน แต่ห้องนี้มีสิ่งของเยอะกว่ามีทั้งตู้ที่ใหญ่พอๆกับตู้เย็นแช่ของสดในร้านเฮียเมธ 2ตู้และมีตู้ขนาดเมตรยี่สิบที่เก็บกระเป๋าสีดำไว้ข้างในหลายใบยังไม่รวมกับตู้สีขาวติดกระจกขนาด 2เมตรที่มีอุปกรณ์เหมือนตอนที่เขาเคยเรียนวิทยาศาสตร์ตอนมัธยมวางเรียงอย่างเป็ระเบียบ
ดูเหมือนว่าเขากำลังอยู่ในห้องแล็บของหน่วยงานนี้แล้วล่ะ
ผู้กองหนุ่มเดินฉีกไปทางมุมซ้ายของห้องซึ่งถ้าไม่สังเกตุก็จะไม่เห็นเลยว่ามีประตูกระจกแบบผลักอยู่ด้วยซันเดินตามไปช้าๆ ประตูเหวี่ยงตัวปิดสนิทเมื่อผู้กองเข้าไปแล้วแต่ซันยังไม่กล้าเข้าตาม เขาเพียงแค่ชะเง้อหน้าผ่านกระจกใสของประตูเท่านั้น
ภายในห้องนั้นมืดมากจากจุดที่เขายืนอยู่เห็นเพียงแสงสีเขียวส่องเรื่อๆจากบนโต๊ะสว่างไล่ลามขึ้นไปตามผนังห้องฉากหน้าดูคุ้นตาเหมือนที่เขาเคยดูในซีรี่ย์สืบสวนของฝรั่งตอนเด็กๆ
ประตูเหวี่ยงตัวเปิดออกอีกครั้งตามมาด้วยเสียงของคนเปิด “เข้ามาดิ”
ซันค่อยๆย่างเท้าเข้าไปในห้องที่ดูแคบกว่าห้องแล็บเกินครึ่งน่าจะกว้างไม่ถึง 2เมตรเพราะนอกจากพื้นที่วางโต๊ะ เก้าอี้ประมาณเมตรนึงแล้วเขาและผู้กองที่เข้ามาใหม่ต้องยืนทำตัวลีบที่สุดแปะติดผนังอีกฝั่งไม่กล้าขยับไปไหนมาก
“ซัน..นี่พี่มนต์ชัยพันตำรวจตรี มนต์ชัย”
เด็กหนุ่มรีบยกมือไหว้ชายที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ข้างกันนั้นมีอุปกรณ์คล้ายกล้องส่องจุลทรรศน์วางอยู่และแสงสีเขียวที่เขาเห็นจากข้างนอกตอนนี้ได้เฉลยแล้วว่ามันมาจากไฟฉายที่วางบนแท่นส่องนั่นเอง
“โห…แนะนำซะเต็มยศเลยนะเอ็ง”มนต์ชัยหมุนเก้าอี้มาพูดคุย “เรียกพี่มนต์เฉยๆก็ได้เว้ย”
ซันพยักหน้ารับแต่ยังไม่คลายความสงสัยเขาหันมองหน้าผู้กองที่ตอนนี้ใบหน้ามีแสงสีเขียวส่องมาจากมุมล่างดูไม่ต่างจากใบหน้าบนโปสเตอร์หนังสยองขวัญ
“เมื่อกี๊เราถามพี่ใช่มะว่ามาที่นี่ทำไมคืองี้…” แบร์กระเถิบตัวเข้าด้านในเพื่อให้ซันขยับเข้าใกล้โต๊ะได้มากขึ้น
“พี่เอาสมุดที่เจอมาขอให้พี่มนต์ชัยเค้าช่วยตรวจหารอยนิ้วมือพี่มั่นใจเื่ลายมือนะ แต่จะให้ดีก็เอามาตรวจดีกว่า ว่ามีใครจับสมุดเล่มนี้บ้าง”
และแล้วความสงสัยของซันก็ถูกคลี่คลายผู้กองแบร์ที่พอจะมีคนรู้จักสนิทสนมในหน่วยงานนี้อยู่บ้างเลยต้องยอมรับว่าเขาใช้เส้นสายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวถึงผลประโยชน์นี้อาจไม่ได้ทำให้ใครเสียหายแต่ถ้าผู้ใหญ่ทราบเื่เข้าอาจเป็เขาเองที่เดือดร้อน
“อ๋อ…ผมเคยเห็นในหนังฝรั่งครับที่ตำรวจใช้สเปรย์พ่นน้ำยาลงไป รอให้แห้งแล้วก็ใช้แปรงปัดๆแป๊บเดียวรอยนิ้วมือก็ขึ้นมาเลย”
พี่มนต์ชัยหันมาสบตาผู้กองแบร์แล้วหัวเราะเสียงดัง
“พี่ไม่ได้ใช้แบบนั้นหรอกนู่น…พี่ใช้ตู้ข้างนอกนู่น”ว่าแล้วพี่มนต์ชัยก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปที่ตู้ขนาดใหญ่ด้านนอก
ทั้ง2ตู้มีขนาดใกล้เคียงกันบานเปิดกินพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของตู้ มีกระจกใสให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในส่วนพื้นที่ที่เหลือเป็แผงควบคุมคำสั่งซันเห็นว่าตู้ฝั่งซ้ายยังมีขวดน้ำและมีดคัตเตอร์วางอยู่ข้างใน
“พี่ใช้อันนี้เค้าเรียกว่าตู้อบซุปเปอร์กลู (Super glue)” ตำรวจคนเก่งแนะนำเครื่องมือด้วยสีหน้าภูมิใจ
“ซุปเปอร์กลูก็คือใช้กาวหรอครับ” ซันถามด้วยความกระตือรือร้น แววตาฉายความอยากรู้อยากเห็นดูเหมือนสถานที่แห่งนี้ได้ไปกระตุ้นสารอะดรินาลีนในร่างกายเขาให้พุ่งพล่านซะแล้ว
พี่มนต์ยิ้มพอใจที่คนนอกสายอาชีพอย่างซันเข้าใจอะไรได้เร็ว“ใช่ๆ เป็ตู้อบไอกาว เครื่องจะพ่นไอกาวออกมาไปจับบนตัววัตถุแล้วเราก็รอให้แห้งเสร็จแล้วก็เอาไปส่องหาลายนิ้วมือแฝงที่ห้องเมื่อกี๊ไงล่ะ”
“พอแค่นี้ก่อนดีกว่าซันถ้าเรายังถามอีก พี่มนต์แกได้เล่าไปถึงมาตรฐาน ‘ISO’ ‘XYZ’ อะไรไม่รู้ไปยาวเลยนะ”ผู้กองแบร์รีบตัดบทสนทนาที่ดูท่าว่าทั้งสองคงคุยกันต่อได้อีกเป็ชั่วโมง
แต่พี่มนต์ก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ“เอ็งก็พูดไปไอ้แบร์ทีมพี่ได้มาตรฐานเดียวกับทีมของอเมริกากับออสเตรเลียเลยนะเว้ย”
ดวงตาของซันเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิมความตื่นเต้นของเขาซ่อนได้ไม่มิดเอาซะเลยผู้กองแบร์รู้ว่าถ้าปล่อยจังหวะให้เขาได้พูดอะไรอีกเื่ที่มาวันนี้คงไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับไป
“กลับไปห้องถ่ายรูปกันดีกว่าพี่ผมอยากรู้แล้วว่าพี่เจออะไรบ้าง”
บานประตูถูกดึงให้เปิดออกซันเพิ่งเห็นว่าบนประตูกระจกเหนือระดับสายตาเขาขึ้นไปมีป้ายติดไว้ว่า‘ห้องถ่ายภาพวัตถุพยาน’ พี่มนต์เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ขยับเสื้อกั๊กเครื่องแบบที่ข้างหลังปักด้วยด้ายสีเหลือง ‘พิสูจน์หลักฐานตำรวจ’ให้เข้าที่ แล้วเลื่อนเก้าอี้ไปที่กล้องจุลทรรศน์บนแท่นวางมีสมุดเล่มนั้นนอนนิ่งอยู่
“พี่ย้อมสารแล้วถ่ายบางส่วนไว้แล้วยากเหมือนกันนะ”
อุปกรณ์ที่ซันคิดว่ามันคือกล้องจุลทรรศน์ที่เขาเคยใช้ตอนเรียนมัธยมนั้นแท้จริงแล้วมันคือกล้องถ่ายรูปแบบเปลี่ยนเลนส์ได้ติดตั้งไว้ต่างหาก
“น้องมานี่ดิ” พี่มนต์เรียกซันให้เข้าไปใกล้เขาชี้นิ้วไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็สัญญาณให้คอยดูภาพในนั้นไฟฉายอินฟาเรดถูกจัดวางให้ได้องศาแสงสีเขียวของมันช่วยเผยริ้วลายเล็กๆของบางสิ่งให้เรืองแสงขึ้นแล้วลุกจากเก้าอี้เพื่อขยับเลนส์กล้องให้ซูมเข้าซูมออก ภาพบนหน้าจอจากเลือนลางค่อยดูชัดเจนขึ้นตามระยะหมุนของเลนส์
“กล้องDSLRธรรมดาๆยังได้ชัดขนาดนี้เลยนะ” พูดจบเขาก็กดปุ่มชัตเตอร์เก็บภาพ
ซันเพ่งมองบนหน้าจอที่แม้จะขยายภาพแล้วก็ยังยากต่อการดู “มองไม่ค่อยเห็นเลยนะครับ”
“ของจริงมันไม่เหมือนในหนังหรอกน้องมันไม่ได้ขึ้นมาเต็มๆนิ้วขนาดนั้น” พี่มนต์พลิกสมุดกลับด้าน“แต่รู้มั้ย…ว่าแค่เสี้ยวของนิ้วแค่เนี้ยะ เราก็รู้ได้ว่าเป็ลายนิ้วมือของใคร”
เ้าหน้าที่คนเก่งเปิดอัลบั้มภาพในคอมฯให้ทั้งสองคนดูว่ามีภาพของลายนิ้วมือบนสมุดเล่มนี้ที่เขาเก็บไว้แล้วจำนวนหนึ่งส่วนที่ถ่ายใหม่ก็จะนำเข้าไปรวมไว้ด้วยกัน
“ปกติแล้วพี่จะเริ่มจากคนใกล้ตัวเหยื่อก่อนแต่นี่แบร์ให้รายชื่อมา พี่เลยลองเทียบดูเท่าที่จับคู่ได้ก็มีลายนิ้วมือของแบร์กับเ้าของวัตถุนะที่เห็นชัดๆ”พี่มนต์เปิดภาพขึ้นมา มันเป็ภาพลายนิ้วมือที่ถูกเก็บโดยทะเบียนราษฎร์ที่เราต้องปั๊มนิ้วเวลาไปทำบัตรประจำตัวประชาชนและภาพลายนิ้วมือของผู้กองแบร์ที่ปั๊มแยกใหม่อีกชุด
“แต่พี่ถือวิสาสะเอาไปตรวจDNAให้ด้วยว่ะ เลยได้ข้อมูลเพิ่มมาหน่อย…ข้อมูลเฉพาะด้วยนะ”
“ยังไงอ่ะพี่”แบร์คลายมือที่กอดอกย้ายไปจับขอบโต๊ะไว้แน่น
พี่มนต์ตอบคำถามด้วยสีหน้าที่ดูหนักใจไม่น้อย“พี่เจอยีนตัวนึงที่…..ไม่ค่อยเจอในคนไทยว่ะ”