8........
“เอ้อ..ไปด้วยจริง ๆเหรอคะ..”
เปมิกา มีสีหน้าใ ความจริงหล่อนรู้สึกใั้แ่ที่เขาสั่งให้หล่อนขึ้นรถด้วยแล้วเมื่อเขายืนยันว่าจะไปด้วย หล่อนก็เลยบอกสถานที่นัดหมายกับสิตาไว้
“คุณป่านสมัครงานไว้ที่ไหนบ้างหรือยังครับ…”
ธีรยุทธชวนคุยต่อ
“สมัครเกือบทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลแล้วล่ะค่ะ..แต่ไม่เห็นมีที่ไหนเรียกไปสัมภาษณ์สักที่ป่านชักจะเริ่มท้อกับเื่งานแล้วค่ะ เงินค่าชดเชยที่ได้ก็นำออกมาใช้จ่ายทุกวันมีแต่รายจ่ายไม่มีรายได้เลย”
“ก็อย่างว่าแหละครับ…บริษัทต่าง ๆก็มีแต่จะลดพนักงาน บางแห่งก็ต้องปิดกิจการเหมือนกับบริษัทของผมไงครับ..ที่ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้เลย..จำต้องปลดพนักงานออกผมก็วิ่งเต้นหาเงินมาจ่ายค่าชดเชยให้เขาเหมือนกัน บางที…ผมอาจจะต้องขายรถคันนี้.”
ธีรยุทธบอกด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นเปมิกามองสีหน้าคนพูดด้วยความเห็นใจ
“คุณป่านเห็นไหมครับว่ายังมีคนที่มีปัญหามากกว่าคุณป่านอยู่ ..ถ้าเราท้อต้องมองคนที่แย่กว่าเรา ผมเองก็มีภาระค่าใช้จ่ายมากทั้งหนี้สินที่บริษัท ทั้งค่าใช้จ่ายในบ้านที่ผมต้องดูแลแม่ที่ป่วยดูแลญาติผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูผมมา…ผมก็ไม่มีรายได้เข้ามาเหมือนกันอาศัยเงินเก็บที่พอมีอยู่ก็ร่อยหลอลงทุกวันเช่นกัน”
เปมิกา นิ่งเงียบ หล่อนรู้สึกสบายใจขึ้นมากทำให้หล่อนคิดได้ว่าในโลกนี้ถ้าเรามองแค่ตัวเองก็จะคิดว่าปัญหาของตัวเองนั้นหนักหนาสาหัสที่สุดแต่เมื่อลองหันหน้าไปัักับปัญหาของคนอื่นบ้างก็จะรู้สึกว่าปัญหาของตัวเองเบาบางลงไป
“แล้วคุณตาเพื่อนคุณป่านล่ะครับเป็ยังไงบ้าง…”
“ยัยตาก็ยังหางานไม่ได้ค่ะกลับไปช่วยที่บ้านปลูกผักส่งขายที่ตลาดค่ะแต่วันนี้เราสองคนนัดไปเจอกันที่วัดค่ะ..”
“ก็ดีนะครับ…ที่คุณตาไปทำอาชีพอิสระ..ผมเองก็เคยคิดนะครับอยากจะเป็เกษตรกรบ้าง”
“ป่านไม่เห็นอยากจะเป็เลยค่ะ…เพราะพ่อแม่ของป่านก็เป็เกษตรกร..ก็เลยรู้ว่าเป็อาชีพที่ทำแล้วไม่คุ้มค่าเหนื่อยทำกี่ปี่ก็ยังจนเหมือนเดิม…”
เปมิกาบอกเล่าประสบการณ์
“แต่ตอนนี้ ผมว่าเป็อาชีพที่น่าสนใจใช้ชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ผมว่าเหมาะกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุคนี้ที่สุด”
“คุณธีมพูดเหมือนพ่อกับแม่ของป่านเลยค่ะ…ท่านบอกว่าถ้าอยู่กรุงเทพฯต้องดิ้นรนมากก็
ให้กลับไปอยู่บ้านไปใช้ชีวิตแบบพอเพียงอย่างสงบสุขดีกว่า…”
ธีรยุทธ แสดงความเห็นด้วย เพราะใน่เวลานี้เขาก็อยากไปใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่เหมือนกัน
ครอบครัวของนภาพรได้ยกโขยงกันไปที่โรงแรมห้าดาวอันเป็ที่พักของมาร์ค เพื่อรับประทานอาหารค่ำที่นั่น ซึ่งตอนแรก ปรางทอง บอก สมร ให้พา มาร์ค มาพักที่บ้านด้วยกัน แต่แขกของสมรเป็ฝ่ายเกรงใจจึงขอพักที่โรงแรม ดังนั้นเพื่อเป็การต้อนรับแขกพิเศษนี้ปรางทองจึงขอเป็เ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่มาร์คด้วยการล่องเรือชมแม่น้ำเ้าพระยายามค่ำคืนไปด้วยหวังสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน
มาร์ค ดูจะตื่นเต้นมากที่ได้เห็นบรรยากาศของกรุงเทพฯในคืนแรกที่มาถึงเขาประทับใจทั้งสภาพแวดล้อม อัธยาศัยไมตรีของครอบครัวของสมร และที่สำคัญเขากำลังหลงเสน่ห์สาวไทยอย่างนภาพรเข้าให้แล้ว แต่จะว่าไปเขาสนใจนภาพรั้แ่ได้เห็นภาพของหล่อนที่สมรให้ดูที่แคนาดาแล้ว
ปรางทอง ชวน อรรคพงษ์ เดินไปดูวิวทิวทัศน์ด้านหัวเรือ โดยก่อนจะลุกออกจากโต๊ะ นางไม่ลืมที่จะแอบส่งสายตากับสมรไว้เป็ทำนองให้สมรพาเอริคและลูกสาวตามออกไป
“เอริค เราพาจีน่าตามคุณแม่ไปดูวิวที่หัวเรือบ้างดีกว่า”
สมรกล่าวชวนสามีหลังจากมารดาลุกออกไปพร้อมบิดาได้ไม่นาน
“อ้าว..เลยหายไปกันหมดเลย…”
นภาพรหันไปพูดกับมาร์คเมื่อเห็นว่าทั้งโต๊ะเหลือกันเพียงสองคน
“คุณคงจะไม่ทิ้งผมไปอีกคนหรอกนะครับ…”
มาร์คพูดล้อหล่อน
“พี่สาวของฉันยกหน้าที่ให้ฉันดูแลแขกพิเศษอย่างคุณ ฉันคงไม่กล้าทิ้งคุณไปแน่ ๆ”
“ในฐานะที่ผมเป็แขกของพี่สาวคุณ…คุณจะรังเกียจไหมถ้าจะพาผมไปเที่ยวตามที่ต่างๆในวันพรุ่งนี้ ผมทราบมาว่าที่กรุงเทพฯมีวัดพระแก้วที่ควรจะไป…”
มาร์คเริ่มที่จะกล้าพูดมากขึ้น
“ไม่มีปัญหาค่ะ..พรุ่งนี้ฉันจะชวนคนรักของฉันไปด้วย…ฉันมีคนรักแล้วนะคะมาร์คเขาชื่อธีมค่ะ ..” นภาพรบอกเขาตามตรง
“ผมทราบแล้วล่ะครับ…” มาร์คพูดยิ้ม ๆ
“ใครบอกคุณ…พี่สาวฉันล่ะสิ..”
“ใครบอกไม่สำคัญหรอกครับ สำคัญที่ว่าคนรักของคุณกำลังมีปัญหาทางธุรกิจใช่ไหมครับ”
นภาพรรู้สึกอึ้งที่มาร์ครู้ลึกไปกว่าที่หล่อนคาดคิด พี่สาวของหล่อนชักจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวหล่อนมากเกินไปเสียแล้ว
“อย่าโกรธพี่สาวคุณเลยครับ..เธอหวังดีกับคุณ..ผมเองก็อยากจะพบคนรักคุณเหมือนกันเผื่อจะได้พูดคุยกันในเื่ธุรกิจบ้าง…ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ ผมยินดีที่จะช่วยเหลือคุณกับเขา”
นภาพรรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อได้ฟังคำพูดของมาร์คหล่อนเริ่มเห็นทางสว่างที่จะช่วยเหลือธีรยุทธให้ได้เปลี่ยนเส้นทางอาชีพการงานใหม่..มาร์คอาจจะชวนหล่อนกับธีรยุทธไปทำธุรกิจอยู่ที่แคนาดาก็ได้
การสนทนาระหว่างมาร์ค กับ นภาพร จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดีแม้ว่าต่างฝ่ายต่างก็มุ่งหวังผลของความสัมพันธ์ไปคนละทาง
“ดูสองคนนั่นจะเข้ากันได้ดีนะ…”
ปรางทองพูดขึ้นโดยมีอรรคพงษ์กับสมรยืนฟังอยู่ด้วย ทั้งหมดออกมายืนคุยกันอยู่ด้านกาบเรือส่วนเอริคพาจีน่าไปเดินชมรอบ ๆ บริเวณนั้น
“นั่นน่ะสิคะ ดูท่าทางมาร์คจะเครซี่คนของเรามากเสียด้วยสิคะคุณแม่” สมรบอกมารดา
“สองแม่ลูกวางแผนอะไรกันล่ะ..ระวังบาปกรรมบ้าง..”
อรรคพงษ์ทักท้วงขึ้น
“เอ๊ะ..คุณนี่ไม่ช่วยแล้วอย่ามาชักใบให้เรือเสียหน่อยเลย…อยู่เฉย ๆ เถอะน่า..”
ปรางทองหันไปทำเสียงดุสามี
“ผมก็ไม่อยากจะยุ่งนักหรอก..แต่เห็นว่ามันดูจะไม่ยุติธรรมกับธีมเขาเท่าไหร่…”
“ไม่ยุติธรรมตรงไหน..เป็แค่แฟนกันยังไม่ได้แต่งงานกันสักหน่อย คุณทนได้หรือที่จะให้ลูกไปกัดก้อนเกลือกินกับนายธีมนั่น..คุณก็รู้ว่าอีกไม่นานนายนั่นก็จะเหลือแต่ตัวแล้วก็หนี้สินอีกท่วมหัว..จะให้ลูกไปร่วมสังฆกรรมลำบากอย่างนั้นใช่ไหม…รักลูกบ้างหรือเปล่า..คุณน่ะ”
ปรางทอง ต่อว่าสามีด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้อรรคพงษ์ไม่ตอบ แต่เดินเลี่ยงหนีไปอีกทาง ปล่อยให้สองแม่ลูกสนทนากันตามลำพัง
“พ่อคงจะสงสารแฟนของยัยแมวมังคะ…”
สมรพูดกับมารดา
“สงสารได้..แต่จะให้ยกลูกสาวให้น่ะไม่มีทางเสียหรอกต้องข้ามศพแม่ไปก่อน..”
“หมอนก็ไม่ยอมให้ยัยแมวไปลำบากแบกรับหนี้สินที่ตัวเองไม่ได้ก่อนั่นหรอกค่ะแล้วยิ่งตอนนี้ ยัยแมวก็ไม่มีงานทำแล้ว ก็ต้องลุ้นให้ได้แต่งงานกับมาร์คจะได้ไปอยู่ที่แคนาดาด้วยกัน..”
“ดีลูก…แล้วแม่ก็จะได้ตามไปเที่ยวด้วย..”
ปรางทองมีน้ำเสียงตื่นเต้น
“อะไรนะคะ…ธีมไม่ว่าง…แต่ว่า..แมวนัดเอ้อ…นัด..จะพาครอบครัวพี่หมอนไปเที่ยว”
นภาพรรู้สึกผิดหวังอย่างมากที่คุยโทรศัพท์กับธีรยุทธแล้ว เขาไม่สามารถที่จะมาหาหล่อน
ตามที่ได้นัดไว้ หล่อนทั้งผิดหวังและน้อยใจ
“เมื่อวันก่อนธีมก็ผิดนัดไปรับพี่หมอนที่สนามบินไม่ได้..แต่นั่นถือเป็เหตุสุดวิสัยแมวไม่ว่าค่ะ แต่วันนี้ธีมต้องว่างค่ะไม่งั้นเลิกกันไปเลย..”
หล่อนยื่นคำขาดแต่สักครู่หล่อนก็นิ่งเงียบไปนานเมื่อทางโน้นอธิบายเหตุผล
“อ้าว..แล้วธีมก็ไม่บอกแต่แรกว่าแม่เข้าโรงพยาบาล…ปล่อยให้แมวน้อยใจอยู่ได้..งั้นก็ไม่เป็ไรค่ะ ธีมดูแลคุณแม่ไปก่อน แล้วแมวจะแวะไปเยี่ยมนะคะ..แต่วันนี้แมวขอเป็ไกด์นำเที่ยวก่อนก็แล้วกัน..”
นภาพรยิ้มออกมาได้เมื่อได้รับทราบว่าคนรักของหล่อนติดภาระกิจที่สำคัญในการดูแลมารดาที่ป่วยอยู่ในโรงพยาบาลซึ่งเป็สิ่งที่นภาพรรับรู้อยู่แล้วว่านวลพรรณมารดาของธีรยุทธนั้นต้องไปพบแพทย์ทุกเดือน มันเป็เหตุสุดวิสัยที่หล่อนไม่ควรจะน้อยใจเขาเลย
ปรางทองหันไปยิ้มกับสมรเมื่อได้ยินนภาพรคุยโทรศัพท์กับธีรยุทธจบลง…
“น่าเสียดายนะที่ธีมไปด้วยไม่ได้…”
สมรทำสุ้มเสียงเหมือนเสียดายจริง ๆ
“พอดี..แม่ของธีมต้องเข้าโรงพยาบาลน่ะค่ะ..เที่ยวนี้คงอยู่หลายวันหน่อยเห็นว่าอาการแย่ลงกว่าเดิมค่ะ…” นภาพรบอก
“งั้นแมวก็ต้องพามาร์คเที่ยวคนเดียวแล้วล่ะ…เพราะพี่กับเอริคจะพาน้องจีน่าไปหาหมอ แมวดูแลมาร์คแทนพี่กับ เอริคได้ใช่ไหม” สมรถามน้องสาว
“ได้ค่ะ..แมวรับปากมาร์คไว้แล้วด้วยรับรองจะดูแลแขกวีไอพีของพี่หมอนอย่างเต็มที่ค่ะ..”
นภาพรรับปากอย่างเต็มใจปรางทองยิ้มพอใจ
“งั้นแมวขับรถไปรับมาร์คที่โรงแรมก่อนนะคะ…”
“เย็นนี้พา มาร์ค มาทานข้าวที่บ้านเราสิ…พี่จะทำอาหารที่มาร์คเขาชอบไว้รอ”
สมรเป็คนบอก นภาพรพยักหน้าก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายเดินออกไปในขณะที่ปรางทองกับ สมร หันมาพยักหน้ายิ้มแบบรู้กัน
มาร์ค แต่งตัวมารอ นภาพร อยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรม เขารู้สึกตื่นเต้นกับการที่จะได้ไปเที่ยวกับสาวไทยที่เขาหลงเสน่ห์อยู่และเขาก็ได้รับการสนับสนุนจากสมรอยู่ไม่น้อย รวมทั้งมารดาของสมรก็ดูจะยินดีหากว่าเขาจะสนิทสนมกับนภาพรทำให้มาร์คมีกำลังใจที่จะสานสัมพันธ์กับหล่อน
เขาได้รับรู้เื่ราวของนภาพรพอสมควรจากสมรซึ่งสมรรับปากว่าจะช่วยให้เขาได้สมหวังกับน้องสาว เพราะสมรอยากจะให้น้องสาวมีชีวิตที่ดีกว่าแม้มาร์คจะกังวลใจอย่างมากในเื่ที่นภาพรมีคนรักอยู่แล้ว แต่สมรทำให้เขาสบายใจว่า
“คนไทยเป็แฟนกันน่ะไม่เหมือนฝรั่งหรอกค่ะ..แฟนก็คือแฟนไม่ได้อยู่ด้วยกันสักหน่อยแค่คบหากันไป ถ้าเจอคนที่ดีกว่าก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกคนนั้น น้องสาวฉันกับแฟนเขาไม่ได้แต่งงานจดทะเบียนเป็สามีภรรยากันสักหน่อย คุณอย่ากังวลไปเลย ขอเพียงให้คุณเอาชนะใจน้องสาวฉันให้ได้ก็แล้วกัน.”
“สวัสดีค่ะมาร์ค…”
เสียงหวานใสของนภาพรทำให้มาร์คหันไปมองแล้วเขาก็ตะลึงกับความสวยเซ็กซี่ของหล่อนแม้จะไม่ได้อยู่ในชุดที่เปิดเผยเนื้อหนังก็ตามหล่อนใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวที่ผ้าค่อนข้างบางเบาทำให้มองเห็นเสื้อกล้ามตัวในสีเดียวกันและสวมกระโปรงบานพริ้วสีฟ้าอ่อน เข้ากับรองเท้าส้นสูงสีขาว ใบหน้าของหล่อนแต่งอย่างประณีต แม้จะดูว่าเข้มไปหน่อยแต่ก็ไม่น่าเกลียดช่างเหมาะเจาะกับหล่อนไปหมด
“คุณดูดีมาก…”
มาร์คกล่าวชมหลังจากหายตะลึง
“ขอบคุณค่ะ..ไปกันได้แล้วค่ะ”
นภาพรตอบเขิน ๆ ก่อนจะเดินนำเขาไปที่รถของหล่อน
“สาธุ..ขอให้ลูกได้งานทำที่บริษัทไหนก็ได้เร็วๆ ด้วยเถอะ.”
เปมิกา อธิษฐานพร้อมยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะปักธูปลงในกระถาง
“ไม่ลงทุนเลยนะยัยป่าน .. แทนที่จะบนหัวหมู…” สิตา กล่าวสัพยอก
สิตา มาจากสุพรรณบุรีั้แ่เช้าแล้วหล่อนขับรถไปหาเปมิกาที่คอนโด แล้วทั้งคู่ก็ชวนกันมาไหว้พระทำบุญให้จิตใจสงบ หลังจากที่ไปวัดได้วิธีฝึกปฏิบัติธรรมมาเมื่อครั้งที่มีธีรยุทธไปด้วยแต่คราวนี้ทั้งคู่มาที่ศาลหลักเมือง ตามคำแนะนำของเพื่อนคนหนึ่งที่บอกว่าหลังจากมาไหว้ขอพรที่ศาลหลักเมืองและไปไหว้พระที่วัดพระแก้วมรกตก็มีบริษัทที่สมัครงานไว้เรียกไปทำงาน ทั้งสองสาวจึงถือคติไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ขอเลียนแบบทำตาม