“อื้มม...”
“ห้าวววว...”
“โอ๊ะ!!!”
คนตัวเล็กร้องขึ้นเมื่อรู้สึกเจ็บบนใบหน้าสงสัยจะหาวแรงไปและไม่คิดว่าจะเจ็บ
(ไหนขอไปส่องกระจกหน่อย)
คนตัวเล็กลุกจากเตียงเดินไปเข้าห้องน้ำ
(โอ๊ะ!)
(หน้าฉันดูฟูดูอิ่มน้ำมากขึ้นนะเนี่ย)
(คงเป็ผลจากการฉีดฟิลเลอร์เมื่อวาน)
(ถึงแม้ว่าจะมีรอยเขียวช้ำนิดหน่อยที่หมอฝากไว้ให้ดูต่างหน้าก็เถอะ)
.
.
ย้อนกลับไปเมื่อวาน…
เมื่อหมอร่างสูงเดินเข้ามาในห้องรักษาด้วยท่าทางที่กำลังใส่ถุงมือท่วงท่าที่ดูเป็ธรรมชาติและดูชำนาญมันดูเท่ดูโดดเด่นโดยไม่ต้องพูดอะไรและมันทำให้ใจที่เริ่มสงบลงของฉันกลับมาเต้นครึกโครมอีกครั้ง-///-
“เดี๋ยวหมอให้ดูตัวฟิลเลอร์ก่อนนะครับ”
“ว่าเป็ของแท้มีอย.”
หมอก็ยังคงทำตามขั้นตอนอธิบายสรรพคุณเป็ข้อๆฉันก็มีหน้าที่พยักหน้าไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าสิ่งที่หมอพูดมามันจะเข้าหูซ้ายออกหูขวาก็ตาม
“เดี๋ยวหมอจะฉีดขมับก่อนนะครับ”
“ก่อนหมอลงเข็ม… หมอจะบอกก่อน”
“ไม่ต้องกลัวนะครับ”
หมอพยายามพูดปลอบใจฉันแต่สำหรับฉันคิดในหัวว่า
(หมอรีบฉีดเถอะค่ะ)
(หนูจะไม่ไหวแล้ว)
(หนูจะละลายเป็น้ำตรงนี้แล้ว)
(ยิ่งพูดหัวใจยิ่งเต้นไม่เป็จังหวะ)
“…”
“หมอจะลงเข็มแล้ว”
“หลับตาก่อนนะครับ”
หลับตาลงตามหมอบอกแล้วพยักหน้าให้หมอรู้ว่าฉันก็พร้อมแล้วเช่นกันพร้อมกับทำใจกล้าพูดออกไปว่า…
“ฉีดมาเลยค่ะหมอ”
“หนูไม่กลัวเจ็บ”
“อึหึ”
เสียงหมอหัวเราะอยู่ในลำคอเบาๆ^^
มือเรียวยาวประคองใบหน้าให้ได้องศาก่อนที่จะทิ่มเข็มมาที่ขมับคอยถามเป็ระยะว่า “เจ็บมั้ยครับ”อยู่แบบนั้นแล้วก็คอยพูดซ้ำๆ หลังลงเข็มเสร็จว่า “เก่งมากครับ”
(โอ้ยยยย...หมอ)
(หน้าเจ็บหนูทนได้)
(แต่หนูจะทนไม่ได้เพราะใจเจ็บค่ะ)
คิดในใจๆ
ฉีดฝั่งซ้ายแล้วย้ายไปฉีดฝั่งขวาแล้วย้ายลงมาฉีด่หน้าแก้มััที่ค่อยๆ ประคองใบหน้านั้น มันคือยาพิษที่กำลังกัดกินใจฉันช้าๆ
เมื่อความรู้สึกที่รู้สึกว่าเข็มไม่ได้ปักอยู่ที่ใบหน้าแล้วคนตัวเล็กที่อยากรู้อยากเห็นจึงลืมตาขึ้นมา
“อุ่ย!!!”
“ 0///0 ”
สะดุ้งเบาๆ เมื่อพบว่าใบหน้าของหมอร่างสูงอยู่ตรงหน้าพอดิบพอดีรายละเอียดของใบหน้าที่มีคิ้วเข้มมีผมลงมาปกคลุมบางๆ รับกับดวงตากลมที่มีเสน่ห์และสันดั้งโด่งได้รูปจึงรีบหลับตาลงทันทีเพราะมันอยู่ในระยะที่สามารถทำลายล้างหัวใจได้เลย
เมื่อหมอไล่ฉีดฟิลเลอร์ตามจุดที่เป็ปัญหาจนครบจำนวน cc ที่ตกลงกันไว้
“เรียบร้อยแล้วนะครับ”
หมอร่างสูงเอ่ย
คนตัวเล็กก็ยิ้มออกมาทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่อยากได้ยิน หมอหนุ่มยื่นกระจกให้คนตัวเล็ก ให้ดูผลงานของตัวเองแล้วอธิบายต่อว่าทำอะไรตรงไหนไปบ้างพร้อมกับแนะนำวิธีการดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์แล้วสั่งก่อนออกจากห้องรักษาไปว่า...
“อย่าลืมกินยาที่หมอให้ด้วยนะครับ”
“จะได้หายไวๆ”
“แล้วอีก1 เดือน...”
“กลับมาfollow up กับหมออีกทีนะ”
.
.
(นี่ฉันคิดอะไรอยู่เนี่ย)
สลัดหัวไปมาเพื่อเรียกสติตัวเอง
(จริงซิ)
(วันนี้นัดจ็อบไว้นี่นา)
เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีธุระอะไรต้องไปทำร่างบางก็รีบจัดการตัวเอง เดี๋ยวจะไปผิดเวลานัดเสียเปล่าๆ
.
.
Part หมอจอม
พอเปิดประตูเข้ามาคนช่างพูดก็ดูจะสะดุ้งนิดหน่อยแล้วรีบเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าคงจะตื่นเต้นซินะหรือว่าเธอกลัวเข็มหรือเปล่า
ผมอธิบายขั้นตอนต่างๆเธอก็ดูตั้งอกตั้งใจฟังพยักหน้าตอบรับในสิ่งที่ผมพูดอยู่เสมอหรือว่าเธอกำลังประหม่า
ผมกังวลว่าเธอจะกลัวเข็มและใผมจึงพยายามบอกทุกอย่างก่อนที่ผมจะทำอะไรและคอยชมเธออยู่เป็ระยะให้เธอหายกังวลแล้วที่ผมให้เธอหลับตาลงก็เพราะกลัวพลาดมือหรือเข็มไปโดนตายิ้มของเธออีกอย่างผมคงไม่มีสมาธิทำงานมากนักหรอก ถ้าเธอจะลืมตาคอยสังเกตผมเวลาผมทำงาน เธอยิ่งช่างสักช่างถามเหมือนเ้าหนูจำไมซะด้วยซิ
แล้วเธอยังพูดอีกว่าให้ผมฉีดมาเลยเธอไม่กลัวเจ็บแต่คำพูดของเธอมันสวนทางกับภาษากายที่แสดงออกมามาก เธอจิกมือที่ผ้าห่มเธอพยายามหันหน้าและเอนกายหนีผม แต่เธอคงไม่รู้ตัวซินะ อึหึ…
จริงๆ แล้วเธอแอบขัดคำสั่งผมด้วยเธอลืมตาขึ้นมาในจังหวะที่ผมกำลังมองหน้าเธออยู่ เธอคงใรีบหลับตาต่อทันที อิอิ น่ารัก ^^
แล้วทันทีที่ผมพูดว่าทำเสร็จแล้วจากหน้ามุ่ยๆ กลับยกยิ้มขึ้นทันที เธอรู้ตัวบ้างหรือเปล่านะ ถึงเป็เวลาสั้นๆ ที่ได้พูดคุยกันเธอทำให้ผมรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมามากและผมหวังว่าผมจะได้เจอเธออีกบ่อยๆ
.
.
กรุ๊งกริ๊ง
เสียงกระดิ่งดังเมื่อมีคนเปิดประตูเข้ามา
“เอ้า!มาแล้วหรอ”
เสียงชายวัยใกล้ 60เอ่ยทัก
“สวัสดีค่ะ”
“วันนี้นัดจ็อบไว้”
“มาสอนภาษาอังกฤษ”
บอกเหตุผลที่ตัวเองมาอยู่ตรงนี้
“ไอ้ตัวดีมันบอกลุงั้แ่เมื่อวานแล้วหล่ะ”
“ว่านัดหนูไว้”
“แต่ป่านนี้มันยังไม่ตื่นเลย”
“ห้ะ!!! ยังไม่ตื่น”
ฉันพูดเสียงดังจนลูกค้าที่เป็คนและหมาหันมามอง สงสัยจะเสียงดังไปหน่อยเลยเกาหัวเบาๆ ไป 2 3 ที แก้เขิน
“เอะอะอะไรกันเนี่ย!”
เสียงเด็กวัยรุ่นตัวสูงพูดขึ้นในขณะที่ลงบันไดมาจากชั้น 2 เด็กหนุ่มผิวขาวเหลือง สไตล์อปป้า ดูเป็ผู้เป็คนกว่าเมื่อก่อนที่เป็เด็กซนมอมแมม
“เอ้า!ตื่นแล้วหรอ”
“เมื่อกี้ขึ้นไปดูยังนอนตูดโด่งอยู่เลย”
คนเป็พ่อบ่นลูกชาย
“ตื่นแล้วซิพ่อ”
“นี่ผมคงไม่ได้เดินละเมอลงมาเองหรอก”
ตอบกลับพ่อผู้บังเกิดเกล้าไปแบบนั้น
“ไอ้ลูกคนนี้…”
“เอ้อ… คุณลุงคะ”
“เดี๋ยวหนูไปสอนจ็อบที่ห้องนั่งเล่นดีกว่า”
“ไม่กวนคุณลุงหน้าร้านละ”
รีบตัดบทก่อนที่พ่อลูกจะเปิดาประสาทให้ลูกค้าดูยามสาย
“ไปข้างในกัน”
พูดให้คนข้างๆ เดินตามแต่เ้าเด็กตัวสูงยังคงยืนนิ่งจนฉันต้องดึงแขนยาวให้เดินตามมา
“…”
“ปล่อยได้ยัง”
เสียงเด็กหนุ่มเอ่ยทักเมื่อเข้ามาในห้องนั่งเล่นที่ไม่มีคนอื่นอยู่แล้ว
“กวนประสาทพ่อแต่เช้าเลยนะ”
พี่สาวร่างบางผู้รับบทติวเตอร์ทักไปแบบนั้น
“ธรรมดา…”
เด็กหนุ่มพูดพลางยักคิ้วกวนๆแล้วลงไปนั่งที่โซฟา
“ผมมีเวลาให้พี่2 ชั่วโมง”
“จะสอนอะไรก็สอนมา”
“หลังจากนี้ผมไม่ว่าง”
บอกความ้าของตัวเองออกมา
“ห้ะ!! 2 ชั่วโมง”
ฉันใในเวลาที่เด็กกวนประสาทจำกัดไว้
“ใอีกละ”
“พี่นี่ใง่ายนะ”
“ั้แ่เมื่อกี้ละ”
นั่งกระดิกขามองหน้าฉัน
“2 ชั่วโมง...”
“ยังไม่ได้เนื้อหาที่จะสอบเข้าครบเลยนะ”
“อย่างมากก็ได้2 3 เื่”
“ถ้านายหัวไวพอ”
พูดพลางมองหน้าเด็กหนุ่มกลับและยกยิ้มมุมปาก
“จิ๊”
เด็กหนุ่มพ่นความหงุดหงิดออกมาด้วยการจิ๊ปาก
“ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นก่อน”
“แล้วนัดใหม่ก็ได้นี่”
เ้าตัวตอบกลับมา
“แต่พี่ไม่ได้ว่างตลอดนะ”
พูดย้อนกลับไป
“เนี่ย!!มัวแต่ชวนผมทะเลาะ”
“พี่หมดเวลาไปแล้วเกือบ10 นาทีนะ”
“พี่จะโกงเวลาผมหรอ” เถียงต่อ
“โอเคสอนแล้วๆ”
เดินไปนั่งข้างๆ เ้าตัวสูงขี้กวนพร้อมเปิดหนังสือติว
.
.
ติ้ดๆ…
ติ้ดๆ…
เสียงเตือนจากหน้าจอมือถือดังถี่เป็สัญญาณบอกว่าครบ 2 ชั่วโมงแล้ว
“นี่ตั้งเวลาไว้เลยหรอ”
พี่สาวติวเตอร์ร่างบางถาม
“ใช่ซิ”
“ผมบอกพี่แล้วว่ามีเวลาให้พี่2 ชั่วโมง”
“อ่ะๆ2 ชั่วโมงก็ได้เื่อยู่นะ”
“เดี๋ยวที่เหลือค่อยนัดวันกันใหม่”
“แต่ต้องให้เวลามากกว่านี้นะ”
“เดี๋ยวไม่ทันวันสอบ”
พี่สาวพูดไปเรื่อยๆระหว่างเก็บหนังสือลงกระเป๋า
“ไปกัน”
เด็กหนุ่มพูดประโยคที่ชวนสงสัย
“ไปไหน?”
ร่างบางถามงงๆ
“ไปดูหนัง”
“ผมจองไว้แล้ว”
“เดี๋ยวไม่ทันเร็วๆ”
“พี่หรอ?”
ถามเพื่อความมั่นใจว่า“ฉันหรอ”ที่ต้องไปดูหนัง
“ก็พี่ไง”
“ในนี้มีใครนอกจากพี่อีกเล่า”
เด็กหนุ่มเริ่มหงุดหงิดที่ร่างบางช่างสงสัยเสียเหลือเกิน
“เดี๋ยวไปไม่ทันเร็วๆ”
พูดพลางช่วยยัดหนังสือลงกระเป๋าให้ฉันอีกมือแล้วคว้ากุญแจรถมือหนึ่งอีกมือก็คว้าแขนฉันให้เดินตามไป
“ไปดูหนังนะพ่อ”
เดินออกไปหน้าร้านบอกความ้าของตัวเองให้ผู้เป็พ่อฟังโดยที่ไม่รอคำตอบว่าจะอนุญาตหรือไม่ฉันได้แต่พยักหัวให้คุณลุงเบาๆ เป็การบอกลาแบบงงๆ และคุณลุงก็งงๆ แบบฉันนี่ล่ะ
เ้าเด็กหนุ่มยัดฉันลงรถเก๋งสีเงินและเดินไปนั่งฝั่งคนขับและออกรถอย่างไว
จ็อบถึงจะอยู่ใน่สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่อายุ 20 แล้วล่ะ เพราะเมื่อก่อนย้ายบ้านบ่อยเลยต้องย้ายโรงเรียนตามบ่อยครั้งจนต้องไปเรียนซ้ำชั้นเดิมบางปี
รู้เพราะอะไร? เพราะเวลาเอาน้องหมาตัวก่อนๆ มารักษากับคุณลุงหมอไง เลยรู้ชีวิตของคนในครอบครัวนี้ไปโดยปริยาย
.
.
“เมื่อกี้แอบร้องไห้หรอ”
“ได้ยินนะ” :b
พี่สาวตัวเล็กแซวเด็กหนุ่มตัวสูงเมื่อกำลังเดินออกจากโรงหนัง
“ร้องอะไรเล่า!!”
“อากาศในโรงหนังมันหนาวตะหาก”
“ผมเลย…น้ำมูกน้ำตาไหล…”
เด็กตัวสูงเฉไฉไม่ยอมรับ
“55555”
หัวเราะออกมาในความไม่ยอมรับของเด็กโข่ง
“ไปหาข้าวกินกัน… พี่เลี้ยง”
“นายเลี้ยงหนังแล้วเดี๋ยวพี่เลี้ยงข้าว”
เปลี่ยนเื่คุยเมื่อตอนนี้เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา
.
.
เกือบ 5 โมงเย็น รถเก๋งสีเงินจอดเทียบฟุตบาทหน้าบ้านของฉันเอง
“แต้งกิ้วนะ”
“ที่มาส่ง”
ฉันพูดพลางปลดเข็มขัดนิรภัยและเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าหนังสือที่เบาะด้านหลังเป็จังหวะเดียวที่จ็อบก็เอื้อมมือหวังจะหยิบกระเป๋าหนังสือให้ฉันเช่นกัน
โป๊กกก
โอ๊ยยยยยย!!
“จะหยิบทำไมเล่า”
“เดี๋ยวหยิบให้”
ผู้ชายโวยวาย
“เอ๊า! เด็กนี่”
ฉันสบถออกไป
“เจ็บมั้ยล่ะ”
ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมายีหัวฉันที่เพิ่งชนเข้ากับหัวเ้าของมือที่กำลังยีหัวฉันอยู่แล้วค่อยเอื้อมไปหยิบสิ่งที่ทำให้เราทั้งคู่หัวกระแทกกัน
“อ่ะนี่…”
หยิบกระเป๋าหลังรถได้แล้วส่งมาให้ฉัน
“ขอบคุณนะที่มาสอนอังกฤษให้”
“แล้วก็ไปดูหนังกับผมด้วย”
“คราวหน้าไปด้วยกันอีกนะ”
พูดๆๆ อยู่ฝ่ายเดียว
“ห้ะ!!??...”
ส่งเสียงออกไปและจ้องหน้าเด็กอายุ20 อยู่อย่างนั้น
“…”
“เอ้า! ไม่ลงหรอ”
“หรือจะไปนอนบ้านผม…”
“ก็ได้นะ”
“ห้องผมกว้าง”
“ >0< ”
เด็กเริ่มลามปาม
“มั่ว!!!”
พี่สาวแว้ดเสียงออกไปที่เห็นเด็กหนุ่มมันทำหน้ากวนตีนใส่รีบลงจากรถทันที แถมเ้าตัวดียังลดกระจกลงมาแล้วะโมาอีกว่า
“บ๊ายบายครับ…”
“พี่สาวติวเตอร์”
“ ^v^ ”
“เด็กบ้า!”
“ ^^ ”
คนตัวเล็กยกยิ้มส่ายหัวบ่นอุบอิบ