ตอนที่ 64 การตัดสินใจสุดท้าย
ตอนที่ 64“ถึงแล้วครับนี่คือโรงพยาบาลของเราโรงพยาบาลศิริราช !!” หมอวัชระพูดกับผู้โดยสารในรถตู้ของโรงพยาบาลที่อยู่ด้านหลังซึ่งกว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงก็ใช้เวลากว่าสามชั่วโมงเลยทีเดียว“โรงพยาบาลคุณหมอคนไข้เยอะจังเลยนะคะ” ฮิคาริพูดหลังจากมองไปด้านนอก“โรงพยาบาลเราเป็นโรงพยาบาลของรัฐน่ะครับคนไข้เลยเยอะมากวันนึงคนไข้ไม่ต่ำกว่าแปดพันคน” หมอวัชระบอก (สถิติข้อมูลคนไข้จากหน่วยรายงานสถิติการแพทย์ปี 2557)“วันละแปดพันงั้นเหรอคะถ้าอย่างนั้นเดือนนึงก็ประมาณสองแสนห้า !!” หมอยูมิที่อยู่ข้างหลังอุทานออกมาเมื่อได้ยินสถิติคนไข้ที่มาใช้โรงพยาบาลแห่งนี้“คนไข้เยอะมากเลยนะคะนั่นโรงพยาบาลรัฐที่ญี่ปุ่นมีคนไข้ต่อวันมากสุดก็สองพันราย” หมอมิโฮะเองก็อึ้งกับจำนวนคนไข้ที่มากขนาดนี้“นั่นสิคะถ้าจำไม่ผิดประชากรประเทศไทยน้อยกว่าเราตั้งเกือบเท่านึงทำไมถึงมีผู้ป่วยเยอะจัง” รินะพยาบาลวิสัญญีก็อดสงสัยไม่ได้ (จากสถิติปี 2560 ประชากรประเทศไทยมี 69 ล้านคน ส่วนญี่ปุ่นมีประชากร 126 ล้านคน)“เหอะๆพูดไปก็น่าอายครับประเทศเราสวัสดิการสังคมไม่ค่อยจะดีน่ะครับจึงมีผู้ป่วยมากสาธารณะสุขเองก็ทำงานได้ไม่ดีอย่างที่คิดแถมประเทศไทยยังมีสถิติอุบัติเหตุสูงเป็นอันดับต้นๆของโลกด้วยครับต่างจากประเทศญี่ปุ่นที่มีสวัสดิการดีภาครัฐก็สนับสนุนด้านสาธารณะสุขจนทำให้ประชาชนมีชีวิตและสุขภาพที่ดีแถมอุบัติเหตุก็น้อยมาก” หมอวัชระพูดออกมาไม่ค่อยจะเต็มเสียงเท่าไหร่แต่นี่ก็คือความจริงของประเทศไทย“จริงเหรอคะหมอดนัย” หมอมิโฮะหันมาถามดนัย“เฮ้อ...ใช่ครับภาครัฐของไทยน่ะสนับสนุนด้านการแพทย์ได้ไม่ดีเท่าญี่ปุ่นหรอกนะครับอุบัติเหตุก็เยอะมากเพราะกฎหมายประเทศผมมันไม่เข้มงวดเท่าประเทศญี่ปุ่นแถมดูเหมือนไม่คิดจะทำอะไรกับมันด้วยคิดดูสิแทนที่ภาครัฐจะมาช่วยแต่ดันต้องให้นักร้องคนหนึ่งมาช่วยแทนเรื่องนี้พูดแล้วก็แปลกๆเพราะทั้งภูมิใจและทั้งอายไปในเวลาเดียวกัน” ดนัยพูดออกมา“เอ๋...หมายความว่าไงเหรอคะหมอดนัย” รินะอดสงสัยไม่ได้“ก็ภูมิใจที่คนไทยยังไม่ทิ้งกันน่ะสิครับปีก่อนนักร้องคนนั้นออกมาวิ่งเรี่ยไรเงินไปช่วยโรงพยาบาลสิบเอ็ดแห่งได้เงินไปหนึ่งพันกว่าล้านแต่โคตรน่าอายที่รัฐบาลเราช่วยแค่ไม่กี่ล้านเพราะดันเอาเงินภาษีไปซื้อเรื....”“อะแฮ่ม...เอ่อหมอดนัยครับผมว่าเรื่องนั้นอย่าพูดถึงเลยดีกว่านะครับ” หมอวัชระเห็นว่าดนัยกำลังจะพูดเรื่องสุ่มเสี่ยงจึงรีบหยุดเขาเอาไว้ก่อน“อ๊ะจริงด้วยผมไม่อยากโดนอุ้มไปปรับทัศนคติด้วยสิรีบลงรถกันเถอะครับ” ดนัยพูดพลางเปิดประตูรถตู้ออกทันทีเพราะเขานั่งอยู่ข้างประตูเมื่อดนัยลงรถไปแล้วพวกฮิคาริและคนอื่นๆก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมดนัยถึงหยุดพูดไปดื้อๆแต่พวกเขาก็รีบลงรถตามไปทันทีหมอวัชระเองก็รีบลงจากรถก่อนจะพาทุกคนเข้าไปในโรงพยาบาลและเมื่อทุกคนเข้ามาในโรงพยาบาลเหล่าหมอที่ไม่เคยเห็นคนไข้เยอะขนาดนี้ก็ต้องชะงัก“ขอทางหน่อยครับ...ทุกคนเชิญทางนี้เลยครับเบียดหน่อยนะครับระวังเหยียบคนไข้ด้วยนะครับ” หมอวัชระพูดพลางแทรกตัวแหวกขอทางเข้าไปซึ่งพวกดนัยเองก็รีบตามไปทันที“นี่มันเทศกาลลดราคาเหรอคะหมอดนัย !!” หมอยูมิสะกิดถามดนัย“ใช่ที่ไหนล่ะครับคนไข้ล้วนๆเลย” ดนัยตอบ“เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะจากที่เห็นน่าจะเกือบพันคน” หมอยูมิอดพูดไม่ได้เพราะถ้าเป็นอย่างที่ดนัยบอกจริงมันเยอะมากคนไข้ที่มาโรงพยาบาลนี้นั้นมีมากเสียจนต้องยืนบางคนนั่งที่พื้นของโรงพยาบาลเลยด้วยซ้ำ“หมอฮิคาริคะนี่ถ้าโรงพยาบาลเรามีคนไข้มากขนาดนี้ฉันขอลาออกนะคะ” หมอมิโฮะหันไปพูดกับฮิคาริ“ฉันไม่ให้คุณออกหรอกค่ะ” ฮิคาริบอก“ทำไมพวกเขาถึงไม่ไปโรงพยาบาลเอกชนบ้างล่ะคะหมอดนัย” หมอยูมิถาม“เพราะโรงพยาบาลเอกชนของที่นี่สวัสดิการรัฐมันไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายน่ะสิครับคนไข้ต้องจ่ายเองเต็มจำนวน” ดนัยตอบไม่นานทุกคนก็สามารถเดินแหวกผ่านกองทัพคนไข้ผู้ป่วยนอกไปได้มุ่งหน้าไปสู่ตึกผู้ป่วยในซึ่งพอมาตึงนี้แล้วคนไข้จึงเริ่มบางตาลงหมอวัชระนั้นพาทุกคนไปที่ห้องของผู้อำนวยการโรงพยาบาลก่อน“สวัสดีครับผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งนี้ขอยินดีต้อนรับทีมแพทย์ทุกท่านโดยเฉพาะคุณหมอทาเคนากะ ผมได้ยินชื่อเสียงคุณมามากมายเลย” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพูดพลางยื่นมือออกมาเพื่อทำความรู้จักกับฮิคาริ“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะฉันทาเคนากะ ฮิคาริเป็นแพทย์ที่ปรึกษาทีมแพทย์ของเรา” ฮิคาริพยักหน้าก่อนจะยื่นมือออกไปจับมือทำความรู้จักกับผู้อำนวยการโรงพยาบาล“หือนี่มันหมายความว่ายังไงครับคุณไม่ใช่หมอผ่าตัดงั้นเหรอครับ !!” ผู้อำนวยการมีสีหน้าตกใจเมื่อรู้ว่าฮิคาริไม่ได้มีหน้าที่ทำการผ่าตัด“ไม่ใช่หรอกค่ะฉันมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเท่านั้นขอแนะนำหมอผ่าตัดของเราให้รู้จักนะคะเขาคือหมอณัฐดนัย รักษาชาติ” ฮิคาริแนะนำดนัย“คนไทย !!!” ผู้อำนวยการอุทานออกมา“ใช่ครับผมเป็นคนไทย” ดนัยพยักหน้า“นี่คุณล้อผมเล่นหรือเปล่าครับเนี่ยตอนที่คุณเสนอตัวขอผ่าตัดให้คนไข้ผมก็นึกว่าคุณจะเป็นคนลงมือผ่าตัดเองผมถึงได้อนุญาตไปแต่นี่คุณกลับไม่ได้เป็นคนผ่าตัดเองแถมยังให้หมอที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นคนผ่าตัดให้อีกถึงคนไข้ของผมอาจจะอยู่ได้อีกไม่นานแต่คุณก็ไม่มีสิทธิไปพรากชีวิตของคนไข้นะครับ” ผู้อำนวยการพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ“ฉันไม่ได้ล้อเล่นหรอกนะคะแล้วก็หมอดนัยน่ะไม่ธรรมดาหรอกนะคะถึงจะพึ่งทำงานที่โรงพยาบาลไม่ถึงปีแต่เขาก็ผ่าตัดไปแล้วเกือบสี่ร้อยเคสและเกือบสี่ร้อยเคสนั่นเขาเสียคนไข้ไปแค่คนเดียวเองนะคะ!!” ฮิคาริพูด“โกหกน่าสี่ร้อยเคสแต่เสียคนไข้ไปคนเดียว !!” ผู้อำนวยการอุทานออกมาส่วนหมอวัชระเองก็หน้าเหวอไปเช่นกันเพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผ่าตัดมาเกือบสี่ร้อยเคสจะเสียคนไข้ไปคนเดียวเท่านั้นเพราะตัวหมอวัชระเองเป็นหมอผ่าตัดมาตั้งหลายปีมีเคสผ่าตัดผ่านมือมานับพันถ้าเทียบเป็นสถิติแล้วล่ะก็ผ่าคนไข้ยี่สิบคนจะมีคนไข้หนึ่งหรือสองคนเสียชีวิต“เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอครับที่เขาเสียคนไข้ไปแค่คนเดียว” หมอวัชระถาม“จะดูแฟ้มประวัติการผ่าตัดของเขาก็ได้นะคะถ้าให้ฉันยืมคอมพิวเตอร์ฉันสามารถล็อกอินให้ดูแฟ้มประวัติของโรงพยาบาลได้” ฮิคาริบอกพลางมองไปที่คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของผู้อำนวยการ“ในเมื่อคุณพูดขนาดนี้ผมก็ได้แต่ต้องเชื่อแล้วล่ะครับและก็หวังว่าคนไข้คนนี้พวกคุณจะผ่าตัดสำเร็จเพราะถ้าพลาดล่ะก็จะเป็นชื่อเสียงพวกคุณเองที่เสียไป” ผู้อำนวยการพูด“พวกเราทราบและยอมรับความเสี่ยงนั้นค่ะ” ฮิคาริพยักหน้า“เอาล่ะพวกเราเหลือเวลาอีกไม่มากไปพบคนไข้กันเถอะครับ” ผู้อำนวยการพูด“ค่ะ/ครับ !!” ทีมของดนัยตอบจากนั้นผู้อำนวยการก็ให้หมอวัชระพาทุกคนไปหาคนไข้แน่นอนตัวผู้อำนวยการเองก็ตามไปด้วยห้องพักผู้ป่วยภายในห้องพักแห่งนี้นั้นเป็นห้องพักพิเศษของโรงพยาบาลบนเตียงคนไข้มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณสิบสามปีนอนอยู่บนเตียงร่างของเธอซูบผอมด้วยโรคที่รุมเร้าซึ่งถ้าเป็นปกติล่ะก็คนไข้ป่วยหนักขนาดนี้จะต้องให้น้ำเกลือแต่ทว่ากับเธอนั้นไม่ใช่เธอนั้นไม่สามารถให้น้ำเกลือได้เพราะเนื่องจากเป็นโรคเกี่ยวกับเลือดถ้าเจาะสายน้ำเกลือเข้าไปล่ะก็เลือดเธอจะไหลย้อนเข้ามาในสายน้ำเกลือและไหลไม่หยุดครืด !! ประตูห้องผู้ป่วยถูกเปิดออกก่อนหมอวัชระและผู้อำนวยการจะเดินเข้ามาพร้อมทีมแพทย์ของดนัย“ว่ายังไงน้องสมเป็นยังไงบ้างครับ” หมอวัชระเดินเข้าไปสอบถามอาการของผู้ป่วยซึ่งชื่อของเธอคือส้มนั่นเอง“ก็ปวดท้องนิดหน่อยค่ะคุณหมอแล้วคนพวกนั้น” ส้มตอบพลางมองไปยังคนแปลกหน้าที่เดินตามหมอวัชระเข้ามา“พวกเขาคือทีมแพทย์จากญี่ปุ่นน่ะเป็นทีมแพทย์ที่จะมารักษาหนูไง” หมอวัชระบอก“เอ่อ...โอ..ฮา..โย..ค่ะ” ส้มพยายามทักทายพวกดนัยเป็นภาษาญี่ปุ่นแต่ก็ติดๆขัดๆ“นี่เลยเที่ยงแล้วครับน้องส้มทักทายตอนบ่ายต้องเป็นคอนนิจิวะต่างหากล่ะว่าแต่เก่งจังนะรู้ภาษาญี่ปุ่นด้วย” ดนัยเดินเข้าไปหาคนไข้เด็กคนนี้ก่อนจะพูดกับเธอ“เอ๋...หมอเป็นคนไทยเหรอคะ” ส้มอุทานอย่างแปลกใจ“ใช่ครับหมอเป็นคนไทย” ดนัยพยักหน้า“ว้าวยอดไปเลยเห็นคุณหมอวัชระบอกว่าหมอที่จะมาผ่าตัดให้หนูเป็นหมอเก่งที่มีชื่อเสียงระดับโลกนึกไม่ถึงว่าจะมีหมอคนไทยด้วยอ๊ะส่วนภาษาญี่ปุ่นหนูก็รู้แค่นั้นล่ะค่ะเพราะหนูไม่ได้เรียนหนังสือหนูแค่จำมาจากในโทรทัศน์เท่านั้น” ส้มพูดนั่นสินะเธอป่วยขนาดนี้จะมีโอกาสไปเรียนหนังสือได้ยังไงเป็นทั้งโรคเลือดเป็นทั้งมะเร็งลำไส้แถมยังเป็นโรคหัวใจอีกดนัยคิดในใจ“หมอยังไม่เก่งถึงขนาดระดับโลกหรอกนะครับแล้วก็หมอชื่อดนัยส่วนนั่นเพื่อนของหมอเธอชื่อหมอยูมิเธอน่ะเป็นคนบ้าเครื่องจักรล่ะ” ดนัยแนะนำหมอยูมิซึ่งแน่นอนหมอยูมิฟังภาษาไทยไม่ออกจึงไม่รู้ว่าดนัยพูดอะไรแต่ฮิคาริที่พอจะฟังออกเผลออมยิ้มทันทีที่ได้ยินดนัยพูดถึงหมอยูมิ“และนั่นก็รุ่นพี่ของหมอเองชื่อหมอมิโฮะส่วนคนนั้นคือพยาบาลคนสวยชื่อรินะเธอน่ะเป็นวิสัญญีแพทย์ที่เก่งที่สุดในโรงพยาบาลเราเลย แล้วก็คนนั้นคือคุณซากิมือเธอไวมากเลยเป็นพยาบาลผู้เชี่ยวชาญการส่งเครื่องมือแพทย์ซึ่งการผ่าตัดจะเร็วหรือช้าส่วนหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับเธอ แล้วก็พี่สาวคนนั้นเธอชื่อฮิคาริเป็นหมอที่เก่งสุดๆไปเลยล่ะ” ดนัยแนะนำตัวเองและคนอื่นๆให้คนไข้ได้รู้จัก“เอ่อ.....” ส้มพยายามจะพูดกับพวกฮิคาริแต่เธอนั้นไม่รู้คำภาษาญี่ปุ่นจึงได้แต่อ้ำอึ้ง“พูดภาษาไทยเลยก็ได้เดี๋ยวหมอแปลให้” ดนัยบอก“ค่ะหมอดนัย...คือหนูชื่อส้มมารีค่ะเรียกสั้นๆว่าส้มยินดีที่ได้รู้จักแล้วก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะหนูอยากจะหายป่วยไวๆจะได้ไปโรงเรียน” ส้มพูดออกมาเป็นภาษาไทยซึ่งดนัยก็ทำหน้าที่แปลให้อีกที“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันจ๊ะ/ยินดีที่ได้รู้จักนะคะน้องส้ม/ยินดีที่ได้พบนะ/หมอจะช่วยหนูเองนะไม่ต้องห่วง !!!!” ทุกคนต่างเดินเข้ามาทำความรู้จักกับคนไข้“หมอวัชระครับแล้วพ่อแม่ของน้องล่ะ” ดนัยหันไปหาหมอวัชระก่อนจะถามเขาเป็นภาษาอังกฤษ“อยู่ต่างประเทศน่ะ” หมอวัชระตอบ“ต่างประเทศเวลาแบบนี้เนี่ยนะครับ !!” ดนัยอุทานออกมาเพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงจะถึงเวลาผ่าตัดแล้วคนเป็นพ่อเป็นแม่ควรจะมาอยู่ข้างๆลูกสิ“ใช่พวกเขาคิดว่าพอหมอมาเห็นคงปฏิเสธการผ่าตัดน่ะเลยไม่ได้คิดจะกลับมาดู” หมอวัชระบอก“แสดงว่ามีทีมหมอมากมายที่ปฏิเสธการผ่าตัดหลังจากมาดูอาการน้องสินะครับ” ดนัยพยักหน้าเข้าใจ“อืมมากกว่าสิบทีม” หมอวัชระบอกก็นะไม่แปลกใจเลยที่จะปฎิเสธการผ่าตัดหลังจากเห็นน้องเพราะร่างกายน้องอ่อนแอมากดูตัวสิผอมแห้งเชียวอายุสิบสามแล้วแต่ยังกับเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบชีพจรก็ต่ำความดันก็ไม่ค่อยจะดีด้วยสิดนัยคิดในใจพลางเหล่มองจอมอนิเตอร์ที่อยู่ข้างเตียงซึ่งดูเหมือนรินะพยาบาลวิสัญญีแพทย์จะสังเกตอยู่เหมือนกันเพราะเธอขมวดคิ้วใหญ่เลยตอนนั้นเองน้องส้มที่กำลังทำความรู้จักกับทีมของดนัยอยู่ก็มีสีหน้าเจ็บปวดก่อนจะยกมือขึ้นจับหน้าอกติ๊ด !! ติ๊ด !! ติ๊ด !! ติ๊ด !! ติ๊ด !! เครื่องจับสัญญาณอัตราการเต้นหัวใจก็ร้องเตือนหมอวัชระรีบพุ่งเข้าไปดูอาการทันที“น้องส้มใจเย็นๆนะหายใจเข้าลึกๆช้าๆ” หมอวัชระรีบบอกน้องส้มบนเตียงเธอทำตามที่หมอวัชระบอกก่อนเสียงเตือนของเครื่องจะค่อยๆหายไปและสีหน้าค่อยๆกลับมาเป็นปกติ“อาการไม่ค่อยดีเลยแค่พูดนิดหน่อยก็เหนื่อยจนโรคหัวใจกำเริบแล้ว” ฮิคาริพูดออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น“นั่นสิคะความดันเองก็ต่ำมาก” รินะพูด“หมอดนัยไหวมั้ยการตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่หมอลงมีดอย่างเธออยากผ่าตัดคนไข้มั้ย” หมอมิโฮะถามดนัยดนัยมองไปที่น้องส้มคนไข้ตัวน้อยที่ชีวิตนี้ไม่เคยไปเรียนเลยเพราะอาการป่วยของเธอความหวังของเธอนั้นช่างเรียบง่ายคือหายจากอาการป่วยและไปโรงเรียนแต่ทว่าโรคร้ายกลับพรากสิ่งเหล่านั้นไปจากเธอดนัยมองเธอที่พยายามควบคุมการหายใจอยู่บนเตียงก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแน่วแน่“ผมจะผ่าตัดครับผมอยากสร้างอนาคตให้เธออยากให้เธอได้ไปโรงเรียนเธอจะต้องหายครับ !!” ดนัยพูดอย่างหนักแน่นจนผู้อำนวยการที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับรู้สึกได้ถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ของเขาซึ่งเหล่าทีมแพทย์ของเขาและฮิคาริเองที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็มาลุยกันให้เต็มที่เถอะค่ะ” ฮิคาริพูดออกมา“ครับ !!!/ค่ะx4 !!!”จบ...