ขณะรอเวลาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทําตามคําสั่ง ล้านซ์ บาร์เรทท์หันมาจ้องมองเอรินสัญชาตญาณของความเป็ผู้หญิงทําให้เธออดขยับตัวอย่างอึดอัดใจไม่ได้เธออยากประสานสายตากับเขาอย่างไม่พรั่น แต่ก็รู้ว่าไม่มีทางทำได้เกิดมาในชีวิตเอรินไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวหรือตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นครั้งนี้เลย
ไมค์เป็ผู้ชายที่อ่อนวัยกว่าผู้บังคับบัญชาของเขาไม่น้อยเป็คนรูปร่างค่อนข้างเตี้ยเรือนผมสีดํา สีหน้าไม่บอกความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้นเหมาะกับงานที่ทําอยู่อย่างยิ่ง เอรินคิดอยู่ในใจว่าต่อให้เขาออกไปเดินอยู่ในท่ามกลางผู้คนก็จะไม่มีใครจําเขาได้
มิสเตอร์บาร์เรทท์รับแว่นตาของตัวเองกับกระเป๋าถือของเธอมาจากชายหนุ่มแล้วก็ถามออกไปว่า
“เื่รถล่ะ”
ไมค์หันมามองทางเอรินสีหน้ามิได้บอกความรู้สึกอะไรทั้งสิ้นเช่นเคย
“เรียบร้อย ล้านซ์เพิ่งเช่าจากสนามบินซานฟรานโกเมื่อตอนเที่ยงวันนี้เอง”
“โอเค ขอบใจมากเมื่อไมค์ขยับจะเดินจากไปมิสเตอร์บาร์เรทท์ก็เรียกเขาไว้ “เอาทุกอย่างที่อยู่ในรถไม่ว่าจะเป็ลุง กระเป๋าเดินทาง ทุกอย่างที่คุณคิดว่าสําคัญ เข้ามาให้ผมด้วยยังไม่ได้ล็อครถไม่ใช่หรือ”
ไมค์เพียงพยักหน้ารับเดินออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูตามหลังลง
มิสเตอร์บาร์เรทท์หันมาเผชิญหน้าและตรึงเธอไว้ด้วยสายตาแข็งกร้าวก่อนจะยกแว่นตาขึ้นสวม
“เอาละ มิสโอ’ เชียพูดไปได้แล้ว” เขาเดินไปที่โต๊ะสําหรับเล่นไพ่เททุกอย่างในกระเป๋าถือของเธอลงบนผ้ากำมะหยี่สีเขียว
“ฉันจะไม่พูดอะไรทั้งนั้นจนกว่าคุณจะบอกให้ฉันรู้เสียก่อนว่านี่มันเื่อะไรกันคุณมีสิทธิ์อะไรที่จะมาดูิ่แล้วก็ซักถามฉันอย่างนี้...มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะมิสเตอร์บาร์เรทท์ คอยดูนะฉันจะร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของคุณที่คุณมาปฏิบัติต่อฉันอย่างหยาบคายอย่างนี้”
คิ้วเข้มเลิกสูงขึ้นแววในดวงตาราวขบขันที่เธอแสดงความกล้าหาญออกมาด้วยคําพูดอย่างนั้น
“เชิญร้องเรียนได้เลยทุกวันนี้เราก็ได้รับการร้องเรียนด้วยเื่ที่มันหนักหนากว่านี้หลายเท่าอยู่แล้วแต่จะยังไงก็ตามนะคุณผู้หญิงผมว่าตอนนี้คุณไม่อยู่ในฐานะที่จะมายื่นคําขาดอะไรกับผมหรอกเพราะคุณอาจจะทําให้ผมเกิดความโมโหขึ้นมาได้ง่าย ๆ และมันเป็อะไรบางอย่างที่ผมอยากจะแนะนําให้คุณหลีกเลี่ยงถ้าทําได้”เขากวาดสายตามองไปทั่วตัวอย่างดูิ่ขณะที่ใบหน้าของเอรินแดงก่ำเมื่อนึกถึงว่า เมื่อครู่นี้เขาจูบเธอแบบไหนไม่เข้าใจเลยว่าทําไมเขาถึงต้องทําอย่างนั้นด้วย
“เอ้า...พูดเสียทีสิ” เสียงที่ออกคําสั่งบอกลางร้าย
ก็ได้...คุณตํารวจ ฉันจะลองเล่นเกมนี้กับคุณสักพักก็ได้คอยดูนะ...คุณจะต้องเดือดร้อนแน่ที่มาแสดงท่าดูถูกดูิ่ฉันอย่างนี้
“คุณอยากจะรู้อะไรล่ะ” เธอย้อนถาม
“ชื่อของคุณ”
“ฉันก็บอกคุณไปแล้วนี่”
“บอกอีกทีสิ”
“เอริน โอ’ เชีย” เธอถอนหายใจ
“บ้านเลขที่”
“4435 เมโดว์บรู๊ค โร้ด, ฮิวสตัน,เท็กซัส”
“ตรงกับใบขับขี่ ดีมาก” ขณะที่ฟังเธอพูดเขาก็ตรวจทุกสิ่งที่เทออกมาจากกระเป๋าหยิบใบขับขี่ขึ้นมาพิจารณา เปิดซองเงินใช้นิ้วกรีดไปตามธนบัตรราคาต่าง ๆอย่างรวดเร็ว หยิบสมุดเช็คขึ้นมาพลิกดูรายการที่เธอสั่งจ่ายไปแล้ว “เอ้า...ว่าต่อไปสิ” เขาสั่งเมื่อเห็นเธอนิ่งเงียบอยู่
“อะไรอีกล่ะ”
“ผมอยากรู้ว่าคุณมาที่นี่ทําไม”
“เื่นั้นฉันก็เล่าให้คุณฟังแล้วอีกนั่นแหละ”เธอตอบเสียงขุ่น ความอดทนใกล้จะหมดลงทุกทีเบื่อหน่ายกับเกมส์การสอบปากคําแบบนี้ของเขา
เขามองเธอด้วยสายตาคมปลาบราวจะแทงให้ทะลุเข้าไปให้ถึงก้นบึ้งของหัวใจ
“ก็เล่าซ้ำได้นี่” น้ำเสียงเยียบเย็นทําให้เธอไม่กล้าโต้แย้งอีกต่อไป
“ฉันถูกขอไปเลี้ยงั้แ่ยังเป็ทารกเป็เวลาหลายปีที่ฉันพยายามสืบหาพ่อแม่ที่แท้จริงรวมทั้งพี่ชายที่ฉันเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่ามีกับเขาด้วยเราต้องแยกกันอยู่ เพราะต่างคนต่างมีพ่อแม่บุญธรรมรับไปอุปถัมภ์ที่เป็เช่นนี้เพราะทางสถานรับเลี้ยงเด็กกําพร้าคงจะไม่รู้สึกกับเื่แบบนี้หรอก
เขารูดซิปกระเป๋าพลาสติกใสที่ภายในบรรจุเครื่องสําอางหยิบลิปสติกออกมาดู เปิดกล่องแป้งผัดหน้าหยิบขวดแก้วเจียระไนที่ใส่น้ำหอมราคาแพงออกมาเปิดเผยเปิดกล่องพลาสติกเล็กที่ภายในบรรจุยาเม็ดเล็ก ๆ ไว้
“นั่นแอสไพริน” เธอบอกน้ำเสียงเหมือนป้องกันตัวเอง เขาเพียงพยักหน้าปิดกล่องไว้ตามเดิม
“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ เล่าต่อไป”
“ฉันรู้มาว่าเคนเนธ ไลแมน คือพี่ชายของฉันที่เดินทางมาจากฮิวสตันวันนี้ก็เพื่อจะมาแนะนําตัวเองให้เขาได้รู้จักไว้เื่ทั้งหมดมันก็มีอยู่แค่นี้ที่เหลือคุณก็รับรู้จากการบอกเล่าของฉันในตอนแรกหมดแล้ว กรุณาเล่าให้ฉันฟังหน่อยเถอะว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
เขารูดซิปกระเป๋าพลาสติกใบนั้นแล้วก็โยนลงกลางโต๊ะดันแว่นตาขึ้นไปไว้เหนือหน้าผากพิงสะโพกอยู่กับมุมโต๊ะ ยกมือขึ้นกอดอกไว้จับตามองหน้าเธออยู่อย่างพิจารณา
“เคนเนธ ไลแมนยักยอกเงินจํานวนเจ็ดแสนห้าหมื่นดอลลาร์ไปจากเยอร์บา บูเอน่า เนชั่นแนล แบ๊งค์เมื่อสิบวันก่อน และจนบัดนี้ก็ยังหาตัวไม่พบ”
คําบอกเล่าของเขากระทบใจเอรินอย่างรุนแรงเป็ครู่ที่เธอเบิกตาโพลง นิ่งอั้นพูดอะไรไม่ออก หายใจไม่ออกด้วยซ้ำมันเป็ข่าวที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับเธออย่างเหลือประมาณ
ก่อนที่เธอจะทันพูดอะไรออกมาไมค์ก็เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางสองใบและเสื้อคลุมหนังของเธอเขาวางกระเป๋าลงบนพื้นห้อง เอาเสื้อพาดลงกับพนักเก้าอี้แล้วก็กลับออกไปเงียบ ๆเหมือนตอนที่เข้ามา
“ลองใช้ความพยายามอีกครั้งสิมิสโอ’ เชีย...ผมหวังว่านั่นจะเป็ชื่อจริงของคุณนะ” มิสเตอร์บาร์เรทท์กล่าวต่อ“คุณรู้จักไลแมนมานานเท่าไหร่แล้ว”
เอรินเบิกตากว้างขึ้นกว่าเดิมแววในดวงตาที่มองเขายามนี้ราวไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองกําลังได้ยินอยู่
“ฉันไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขาเลยนะ...” เธอร้องออกมาดังลั่น “ฉันบอกคุณแล้วไงล่ะว่า...”
“มิสโอ’ เชียเื่ที่คุณบอกน่ะผมรู้แล้วแต่คุณก็ต้องยอมรับด้วยว่ามันมีความเป็ไปไม่ได้อย่างมาก ผมว่าเรามาพูดกันตรงๆดีกว่าน่า...คุณร่วมมือกับไลแมนใช่ไหมล่ะ”
“อะไรนะ...” เธอถลันลุกขึ้นจากที่นั่ง“นี่คุณคงบ้าแน่เลย”
“นั่งลง” เขาสั่งเสียงกร้าวแววในดวงตาของเขาทําให้เธอต้องก้าวถอยหลัง จนน่องัักับเก้าอี้จึงได้ทิ้งตัวลง “เกิดมาในชีวิตฉันยังไม่เคยรู้จักหน้าตาของพี่ชายเลยนะคะ” เธอตอบช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
เขาคุกเข่าลงข้างกระเป๋าเดินทาง กดปุ่มเปิดออกทั้งชุดชั้นในและเสื้อนอนแผ่อยู่ตรงหน้า เขาหยิบแต่ละชิ้นขึ้นมาตรวจตรา
เสื้อนอนสีฟ้าประกอบด้วยลูกไม้โปร่งบางอ่อนหวานดูจะเรียกความสนใจของเขาอยู่มาก
“สวยดีนี่” เขามองหน้าเธออยู่เอรินหน้าตาแดงก่ำ ทั้งโกรธทั้งอาย “ผมกําลังรอฟังอยู่พูดต่อไปสิ” เขายังคงตรวจเสื้อผ้าในกระเป๋าเดินทางใบนั้นต่อไปเรื่อยๆ
“เพื่ออะไร...คุณอยากฟังคําสารภาพของฉันงั้นหรือคะ”เธอถามเสียงหวาน
เขาผลุดลุกขึ้นชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ก่อนที่เธอจะพูดขาดคําลงเสียด้วยซ้ำ
“นี่...ผมเบื่อคำพูดที่มีแต่เลศนัยของคุณเต็มทีแล้วนะเวลานี้สิ่งที่ผม้าได้ยินจากปากคุณคือความจริง และ้ารู้เดี๋ยวนี้ด้วยคุณเข้าใจที่ผมพูดบ้างหรือเปล่า” มือทั้งสองข้างของเขาเท้าอยู่กับที่นั่งข้างสะโพกเธอนั่นเองราวตรึงเธอไว้ใต้ร่างเขา ลมหายใจอุ่น ๆ ลวกอยู่บนใบหน้าดวงตาคู่สีฟ้าเข้มเปล่งแววขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด
“เข้าใจค่ะ” เธอกัดฟันตอบ
เขาจึงได้ยืดร่างขึ้นพร้อมกับถอยห่างออกมาหรือเขาจะผิดหวังกับตนเองที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ไว้ได้...ดูเหมือนเขาจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะตั้งสติไว้ให้มั่น
“ก่อนอื่น ผม้ารู้ว่าคุณทํามาหากินอะไร”
“ฉันก็บอกแล้วว่า...” เธอต้องชะงักคําพูดลงเมื่อเห็นความขุ่นเคืองฉายแสงขึ้นในดวงตาคู่นั้นอีกครั้งต้องกล้ำกลืนความคั่งแค้นลงไว้เพื่อตอบต่อไปว่า... “ฉันมีบริษัทชื่อสปอตไล้ท์รับจัดแฟชั่นโชว์ให้กับห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ สถานที่ราชการหรือองค์การต่าง ๆหรือไม่ก็อาจจะเป็บุคคล...พูดง่าย ๆ ก็คือใครก็ตามที่้าใช้บริการของเราเรารับภาระทุกอย่างั้แ่การว่าจ้างนางแบบ เลือกสรรเสื้อผ้าส่งดอกไม้ทั้งตกแต่งสถานที่และสําหรับใช้ในงานเป็ของชําร่วยหรืออะไรก็ตามไปจนกระทั่งถึงพวกเครื่องดื่ม”
“ขอโทษนะมิสโอ’ เชียผมคิดว่าคนที่ทํางานแบบคุณ ไม่น่าจะมีปัญญาเช่ารถเบนซ์มาขับได้หรอกเพราะเท่าที่ผมดูจากซองเงินที่คุณพกติดตัวมามันมีอยู่แค่ห้าร้อยหกสิบเหรียญเท่านั้นนี่แถมคุณยังสวมชุดของออสการ์ เดอ ลาเรนต้าอีกด้วย มันก็แปลกอยู่นะ”
เขาสามารถรู้จํานวนเงินสดที่เธอมีติดอยู่ในกระเป๋าได้อย่างไรในเมื่อเธอเห็นเขาเพียงแค่กรีด ๆ ดูเท่านั้น...แล้วทําไมเขาจึงมีความรู้เกี่ยวกับเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ว่ามันเป็ของห้องเสื้อแห่งไหน...